This is me, being Gina Linetti180.626.099
11 (Experimental Writing)
    • Nosebleed (Experimental Writing, Influenced by Walden)

               เคยมีใครสักคนเรียกฉันว่าแอลตอนที่รู้ว่าฉันมักจะเลือดกำเดาไหล, บ้างด้วยอากาศเปลี่ยน, บ่อยครั้งเวลาเครียด, และบางทีอาจจะลืมเรื่องราวเหล่านี้ไปแล้ว. ฉันไม่นึกโทษโกรธเจ้าหล่อนด้วยเรื่องเล็กน้อยแค่นี้. ใคร ๆ ก็จัดลำดับความสำคัญให้เรื่องของตัวเองมาก่อนเป็นอันดับแรกทั้งนั้น. เหมือนกับที่ฉันเลือกที่จะหยิบถุงน้ำร้อนก่อนผ้าเช็ดหน้าและถาดน้ำแข็งหลังจากได้รับข้อความจากแม่. น้องคนเล็กเลือดกำเดาไหล, ดูเหมือนว่าอาการแปลกประหลาดทำนองนี้จะส่งต่อลักษณะเฉพาะของมันผ่านทางสายเลือด. น้องเลือดกำเดาไหลเหมือนฉัน, ที่อาจจะเลือดกำเดาไหลเหมือนยาย, ที่ได้รับกรรมพันธุ์นี้ต่อมาจากแม่ของเจ้าหล่อนอีกที. ผ้าเช็ดหน้าบางทำให้ไอเย็นจากน้ำแข็งแผ่ออกมามากเกินไป. ฉันไม่รู้จักยาย. ไม่เคยเจอหล่อน, ไม่ แม้แต่จะได้ยินเรื่องเล่าของเจ้าตัวจากปากแม่. ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหล่อนเคยเลือดกำเดาไหลบ้างหรือเปล่า. แต่ฉันชอบประวัติศาสตร์. การเอาเรื่องราวของคนเก่าคนแก่มาอ้างดูเหมือนจะทำให้เรื่องเล่าน่าเชื่อถือ. ฉันเลือกที่จะเชื่อว่ายายเป็นคนส่งมอบอาการแปลก ๆ นี้ให้มาเป็นของขวัญ. ไม่ใช่ด้วยความพึงพอใจส่วนตัว, แต่เป็นเพราะอยากให้เจ้าหล่อนมีชีวิตอยู่ในเรื่องเล่าของใครต่อใครนานขึ้นอีกสักหน่อย. อีกอย่าง, ถึงเรื่องราวที่ฉันเล่าไม่เป็นความจริง, แล้วจะมีใครมาแย้งกัน; อย่างน้อยก็ไม่ใช่เจ้าตัวแน่. มือฉันเริ่มเปียกและเย็นเฉียบ. เดิมทีฉันเองก็เป็นคนมือเย็นอยู่แล้ว, การต้องประคบน้ำแข็งด้วยผ้าเช็ดหน้าบาง ๆ ยิ่งทำให้มือชาเข้าไปใหญ่. ไม่ใช่ความผิดของฉันที่จมูกของน้องมีเลือดออก, เหมือนกับที่ไม่ใช่ความผิดของยายที่จมูกของฉันมีสภาพไม่ต่างกัน. ฉันรู้ดีว่ายายคงไม่ได้ส่งมอบความเจ็บป่วยทางร่างกายต่อมาให้ฉันโดยตั้งใจ, เหมือนกับที่แม่ของหล่อนเองก็คงไม่ได้หวังให้ลูกสาวตนอ่อนแอ, แต่ถึงอย่างนั้นการมีใครสักคนให้ได้กล่าวโทษเมื่อเกิดเรื่องแย่ ๆ ขึ้นก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย.

               สีแดงเข้มหยดกระทบผ้าปูที่นอนดังแปะ. ย้ำเตือนว่าฉันรู้จักร่างกายของน้องดีพอ ๆ กับที่รู้จักร่างกายของตัวเอง. พวกเราใช้ชีวิตเหมือนการห้ามเลือดเป็นดั่งหนึ่งในกิจวัตรประจำวัน, เหมือนกับการตรวจสอบพยากรณ์อากาศก่อนออกจากบ้าน, เหมือนจมูกสมควรที่จะมีเลือดออก, ในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครเชื่อในการพยากรณ์ของกรมอุตุฯ. ฉันจัดลำดับความสำคัญให้กับมันมากพอ ๆ กับที่ให้ความสำคัญกับมิตรสหาย. เขียนกลอนไฮกุถึง, แม้ว่าจะไม่รู้วิธี. แค่ลองเขียนอะไรไปเรื่อย แล้วเรียกมันว่าไฮกุ. ไม่มีใครสนใจชีวิตของฉันขนาดนั้น. ต่อให้บอกไปว่ากำลังเขียนกลอนอยู่ก็คงไม่มีใครร้องขอที่จะอ่าน, ถึงเอ่ยปากมา ก็คงเป็นไปตามมารยาท. แสร้งทำเป็นว่าสนใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเสียเต็มประดาเพียงเพื่อให้เขาหรือหล่อนให้ความสนใจในสิ่งที่ตนต้องการเอ่ยกลับ. สิ่งที่ฉันเขียนจะถูกเรียกว่ากลอนไฮกุอย่างแท้จริงหรือไม่ ไม่สำคัญ. มันจะเป็นไฮกุจนกว่าจะมีคนกล่าวแย้งว่ามันไม่ใช่. กระนั้นแล้ว, ต่อให้ไม่มีใครเอ่ยแย้งก็ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็น, แต่เพราะไม่มีใครสนใจที่จะอ่าน. ไม่มีใครสนใจเรื่องของฉันขนาดนั้น, หรือหากมีแม้สักคนจะใส่ใจก็คงไม่มากเพียงพอให้เอ่ยปากทักท้วง. ฉันเขียนในสิ่งที่แม้แต่ตัวเองยังเคลือบแคลงสงสัยถึงคำที่เหมาะสมจะเอ่ยปากเรียก, แต่กระนั้นก็หยิ่งผยองเกินกว่าจะเอ่ยปากถามหรือรับฟังใคร. ไม่มีผู้ใดอ่านสิ่งที่ฉันกำลังเขียน, เคยเขียน, หรือตั้งใจที่จะเขียน, เช่นเดียวกับที่ฉันไม่ประสงค์ที่จะให้พวกเขาอ่าน. ฉันเขียนเพื่อต่อลมหายใจของตัวเองเหมือนกับที่พนักงานบริษัททำงานเพื่อหาเงิน. ไม่ใช่เพราะมันมีคุณค่าในตัวเอง. แค่ทำเพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ, หาเงินเพื่อนำไปซื้ออาหาร, ซื้ออาหารเพราะต้องต่อชีวิตตัวเองด้วยการกิน. ทุนนิยมนั้นโหดร้าย, และฉันไม่รู้ว่าตัวเองเขียนไปเพื่ออะไร. การไม่เขียนไม่ได้ทำให้ฉันตาย, แต่หากไม่ลงมือทำ ชีวิตก็ดูเหมือนจะไร้ชีวิต. สำหรับฉัน, มันจึงเป็นเหมือนสิ่งของหรูหรายิ่งกว่าสิ่งจำเป็น, หรืออะไรบางอย่างที่อยู่ตรงกลาง. ค่อนไปทางของฟุ่มเฟือยนิดหน่อย, แต่ไม่ใช่ซะทีเดียว. เหมือนกับกระเป๋าแบรนด์เนมที่มนุษย์เงินเดือนซื้อเป็นของขวัญให้ตัวเอง, เพื่อที่จะกลับไปทำงานหาเงินกลับมาซื้อใหม่. แม้กระนั้นแล้ว, อย่างน้อยผู้คนก็ยังชื่นชมกระเป๋า. ชื่นชม, ในแบบที่ไม่มีวันจะชื่นชมงานเขียนของฉันด้วยใจจริงอย่างทัดเทียมกัน. ดูเหมือนน้องกำลังจะร้องไห้, "กลัวความตาย", เธอบอกกับฉันว่าอย่างนั้น. ฉันโกรธเด็กคนนั้นที่กลัวไปพร้อม ๆ กับโกรธตัวเองที่โมโห. มีใครบางคนเคยบอกฉันว่ากลอนที่น่าดึงดูดมักจะเปี่ยมไปด้วยอารมณ์, แต่สำหรับเขาแล้ว อารมณ์ที่ว่าคงไม่นับรวมอารมณ์โกรธ. แต่ถึงกระนั้นแล้ว, ความอ่อนไหวก็ทำให้ฉันอดที่จะหงุดหงิดไม่ได้. แม่พูดอยู่เสมอว่าการที่ฉันไม่กลัวความตายไม่ได้ทำให้ฉันพิเศษกว่าคนอื่น, หล่อนเข้าใจผิด. ฉันเกลียดคนอ่อนแอ แต่ไม่ได้ไม่กลัวความตาย, เพียงแค่ปรารถนามันเท่านั้น. มนุษย์สามารถยำเกรงและโหยหาในสิ่งเดียวกันได้. และไม่มีใครตายเพียงเพราะเลือดกำเดาไหล. ฉันห้ามเลือดในขณะที่เขียนกลอนถึงมัน.

    One garnet drops on white satin sheet
    Run strain to children from lineage 
    As soreness passed down on repeat

               ไม่มีใครเคยสอนฉันว่าไฮกุไม่มีคำสัมผัส. เหมือนกับที่ไม่มีใครบอกว่าเลือดจะไม่หยุดไหลเอง. พ่อเคยดูแลฉันเวลาที่เลือดกำเดาไหลตอนยังเด็ก. ฉันจดจำและเรียนรู้มันเพื่อนำมาดูแลน้องคนกลาง, จากนั้นก็คนเล็กตามลำดับ. ผู้ใหญ่ชอบเด็กที่ทำตัวเหมือนผู้ใหญ่, ในขณะที่เด็กชอบผู้ใหญ่ที่ทำตัวเหมือนเด็ก. ฉันรู้ดีว่าต้องทำตัวอย่างไรผู้คนถึงจะชื่นชอบ. อย่าเป็นตัวของตัวเอง, เป็นคนที่นิสัยดีกว่านั้นหน่อย, อ่อนหวานกว่านี้, พึ่งพาได้มากกว่านี้. ฉันประสบความสำเร็จในการทำตัวเป็นลูกสาวคนเก่ง. รู้ว่าใครต่อใครต้องการอะไรแม้ว่าจะไม่สามารถตอบคำถามเดียวกันนี้ให้กับตัวเองได้. ฉันเป็นคนเก่ง, ใครหลายคนบอกมาแบบนั้น, อย่างน้อย ๆ ก็ในสายตาของผู้ใหญ่. ฉันดูแลคนอื่นได้ แม้จะบอกความต้องการของตัวเองออกมาไม่ได้. รู้ตัวอีกทีก็ไม่มีใครคอยดูแลฉันแล้ว, ไม่ว่าจะมองย้อนกลับไปไกลแค่ไหนความทรงจำของการเป็นผู้ถูกดูแลก็ยังคงดูเลือนลาง. ของเหลวสีแดงข้นหยดลงบนเสื้อและผ้าปูที่นอนเกินกว่ายี่สิบนาทีไม่มีหยุด. ฉันยังคงดูแลน้องอยู่ แต่พ่อไม่ได้ดูแลฉันแล้ว. เก็บซ่อนไว้อย่าให้ใครเห็นความอ่อนแอ. แต่ความอ่อนแอของฉันมาจากความโดดเดี่ยวที่ถูกสลักแผลเป็นไว้บนหนังกำพร้าจากบุคคลที่เกลียดด้านอ่อนแอของฉันที่สุด. ฉันอยู่คนเดียวมานานเกินกว่าจะจำความได้ แต่ไม่เคยเรียนรู้ที่จะรักษาแผลด้วยตัวเอง. ฉันแข็งแรงพอที่จะเป็นที่พึ่งให้น้องทั้งสองคนได้, แต่ไม่เพียงพอให้เยียวยาตัวเอง. หากคำกล่าวที่ว่าบาดแผลจะหายได้หากเจ้าของรักษามันด้วยตัวเองเป็นความจริง, เช่นนั้นความเจ็บช้ำของฉันก็คงไม่มีวันหาย. ตัวฉันที่ยินดีจะทำแผลให้น้องเป็นคนเดียวกับตัวฉันที่ปล่อยให้เลือดกำเดาของตัวเองไหลจนกว่ามันจะหยุดเอง. ฉันโกรธที่น้องกลัวความตายเพราะถ้าแค่เลือดกำเดาไหลแล้วทำให้ตายจริง ตัวฉันเองคงตายไปนานแล้ว, ฉันโกรธเพราะตัวฉันเองก็แอบหวังให้มันง่ายอย่างที่ว่า. ไม่มีใครสนใจชีวิตของฉันขนาดนั้น, ตัวฉันเองยังแทบไม่ใส่ใจมันเลย. บางทีผู้คนอาจจะตั้งใจฟังในสิ่งที่ฉันพูดมากขึ้นหากฉันใกล้ตาย, แต่กระนั้นฉันก็ไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร. การกระทำของฉันทำให้ชีวิตตัวเองยุ่งยากเสมอ; หาเรื่องใส่ตัว, ฉันเรียกมันว่าอย่างนั้น. สร้างเงื่อนไขที่ขัดแย้งกันเอง, เมื่อใกล้แก้ปัญหาได้สำเร็จก็สร้างเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้เพิ่ม, จนสุดท้ายก็หาทางออกไม่ได้.

               ความรู้สึกเจ็บเมื่อลงส้นเท้าเดินทำให้รู้ว่ามีเศษกรวดอยู่ในถุงเท้า. ฉันไม่สนใจมันและเดินต่อ. ฉันชอบที่ได้รู้สึกเจ็บ. พอใจกับการได้ลงโทษตัวเองด้วยวิธีการอ้อมโลกอย่างกดรอยช้ำที่ยังไม่หายดี หรือกินในสิ่งที่ตัวเองเกลียด. พ่อเข้าใจว่าฉันชอบกินไข่เจียว, แม่เข้าใจว่าฉันชอบกินราดหน้า, พวกเขาคิดว่ารู้จักฉันดี ทั้งที่ความจริงแล้วไม่. ไม่มีใครรู้ว่าฉันเองก็เลือดกำเดาไหล. ไม่มีใครใส่ใจชีวิตฉันขนาดนั้น. หรือบางทีอาจผิดที่ฉันเองชอบขังตัวเองไว้ในห้องเวลาป่วย, เหมือนกับที่เป็นความผิดของฉันเองที่ชอบลงโทษตัวเองจนคนรอบตัวเข้าใจความชอบของฉันผิด. แต่ฉันแค่ทำตามที่พวกเขาบอก, เป็นเด็กในแบบที่พวกเขาพอใจ; ลูกสาวที่สมบูรณ์แบบ. เด็กที่ไร้จุดอ่อน, ไม่มีข้อบกพร่อง, เข้มแข็ง, ไม่อ่อนแอ, หรืออย่างน้อยก็ซ่อนมันไว้. ฉันเป็นบุคคลในอุดมคติของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ. เก็บซ่อนทุกอย่างไว้แนบเนียนเสียจนไม่มีใครจับได้, หรือบางทีอาจมีคนรู้ แต่ไม่ได้สนใจ. ชีวิตของฉันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น. ฉันเลือดกำเดาไหลอีกครั้งตอนที่รู้ว่าลูกพี่ลูกน้องคนโปรดป่วยหนัก, ปล่อยให้มันไหลหยดลงชุดนอนเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกับที่ถามไถ่ถึงอาการไม่สบาย. ฉันตายได้ แต่คนอื่นห้าม. คล้ายกับพวกชอบบงการชีวิตคนอื่น. ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครตายเพราะเลือดกำเดาไหลไม่หยุดแต่ฉันก็อดไม่ได้ที่จะแอบหวัง. ฉันไม่ได้เกิดมาเป็นผู้ให้ แต่เติบโตมาด้วยการถูกสอนให้เป็นแบบนั้น. เป็นพระเจ้า. เป็นผู้ชนะ. ถ้าหากฉันป่วยพร้อมกับคนอื่น, นั่นหมายความว่าฉันจะต้องไม่ป่วย. ฉันถูกสอนให้เป็นที่หนึ่ง, เป็นคนเก่ง, เป็นคนที่ยื่นมือลงข้างล่างเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ. แต่สิ่งที่ใครหลายคนไม่รู้ก็คือตัวฉันเองนี่แหละที่อยู่ด้านล่างสุด. หรืออาจจะรู้แต่ไม่ใส่ใจ. ไม่มีใครสนใจชีวิตของฉันขนาดนั้น, ฉันรู้ตัวดี. หรือบางทีพวกเขาเองอาจกำลังต้องการมือให้จับ, ไม่สำคัญหรอกว่ามือที่ว่าจะยื่นมาจากด้านบนหรือด้านล่าง, ขอเพียงแค่ใกล้พอให้ไขว่คว้าได้ก็พอแล้ว. ฉันหลอกใครหลายคนว่ามือของฉันจะมาจากด้านบน, บางคนรู้ดีว่ามันไม่ใช่ แต่ก็ยังหลับหูหลับตาเต็มใจให้ฉันหลอก. ฉันเติมเต็มช่องว่างในหัวใจของพวกเขาด้วยคำปลอบโยน, พวกเขาเองก็เติมเต็มความต้องการอยู่เหนือกว่าคนอื่นของฉันด้วยการแสดงด้านที่อ่อนแอกว่าให้เห็น. ฉันเองก็อ่อนแอ แต่ถูกสอนมาว่าไม่จำเป็นต้องแสดงออกให้คนอื่นรู้. ฉันจึงไม่เคยเล่าปัญหาของตัวเองให้ใครฟัง. เหมือนกับที่ไม่เคยเลือดกำเดาไหลให้ใครเห็น. การยอมรับว่าตัวเองอ่อนแอเป็นคุณสมบัติของคนเข้มแข็ง, หากเป็นเช่นนั้น ตัวฉันเองคงไม่ใช่คนเข้มแข็ง. เช่นเดียวกับที่ฉันไม่ใช่แอล.
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in