alone in the mountainsnichised
เซนส์เรื่องผีน่ะก็เหมือนภูมิแพ้
  • พริมไม่อยากนอน เมื่อคิดว่าแต่ละคืนความฝันช่างน่าเหนื่อยหน่าย สร้างปัญหามากมายไม่รู้จบ และไม่ได้ทำให้เธอหายง่วงสักนิด ช่วงเวลาในหุบเขารังกิตาตาพึ่งผ่านมาแค่สองวัน แต่เหตุการณ์มากมายจนพริมเรียบเรียงในสมองไม่ได้ ชวนให้รู้สึกเหมือนอยู่ที่นี่มาแล้วเป็นสัปดาห์ ถึงแม้จะเต็มไปด้วยเหตุการณ์แปลกประหลาดและน่าอึดอัด พริมกลับไม่ได้รู้สึกอยากกลับโอ๊คแลนด์

    เมื่อค่ำลาคแลนและครอบครัวกลับมาพร้อมพิซซ่า ถึงแม้จะดูน่ากินและไม่มีสัปปะรด แต่พริมไม่อยากอาหารเลยสักนิด หลังจากเธอทานพิซซ่าไปเพียงชิ้นเดียวเพื่อสุขภาพของระบบทางเดินอาหารพริมก็ขอตัวไปนอนก่อนอีกเช่นเคย พริมใช้เวลาในห้องน้ำนานมากเพื่อหลีกเลี่ยงลาคแลน เมื่อบ่ายตอนที่พริมหนีไปในห้องนอนเขาพยายามถามเธอว่าเป็นอะไร แต่พริมไม่รู้ว่าเธอควรไว้ใจเขาไหม จึงใช้การนอนเป็นข้ออ้างและเผลอหลับไปจริงๆ

    เมื่อหลับแล้วฝันเป็นตุเป็นตะเรื่องชาลี การนอนก็ไม่ใช่ทางหนีอีกต่อไป เหมือนกับว่าสรรพสิ่งในหุบเขารังกิตาตาสามารถหาวิธีมาสนทนากับเธอจนได้ แม้กระทั่งแซม พริมขอยืนยันอีกทีว่าความตายไม่ได้ทำให้แซมน่าคบมากขึ้น วิญญาณของเขาทำแค่เพียงยืนจ้องเธอเฉยๆ เขาไม่ได้พยายามสื่อสารอะไรกับเธอ และพริมเองก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ทักอะไรออกไปเด็ดขาด

    แซมยืนจ้องเธอที่หน้าต่างเป็นเวลาเท่าไหร่พริมไม่อาจบอกได้ ไม่ว่าพริมเดินไปไหนสายตาของเขาก็จะมองตาม เมื่อพริมย้ายไปห้องอื่นไม่ว่าจะห้องครัว ห้องน้ำ หรือห้องนอน แซมจะตามไปยืนเป็นเงามืดอยู่ที่ริมหน้าต่าง ถึงแม้จะปิดผ้าม่านจนสนิท แสงจากไฟภายนอกตัวบ้านที่ติดอัติโนมัตในเวลากลางคืนก็ส่องผ่านผ้าม่านเนื้อบางทำให้พริมเห็นเงาของเขาอยู่ดี ห้องนั่งเล่นจึงเป็นจุดที่พริมรู้สึกปลอดภัยที่สุดเพราะความโปร่งของห้อง ความกว้างของกระจกทำให้เขาดูตั้งใจมองเธอน้อยลง ผ้าม่านเปิดกว้าง เห็นฉากหลังเป็นทิวเขาทำให้แซมดูห่างออกไป และการเห็นหน้าแซมตรงๆ ก็ไม่น่ากลัวเท่ากับเห็นเป็นแค่เงาผ่านผ้าม่าน จนกระทั่งลาคแลนและครอบครัวกลับมาพริมถึงไม่เห็นเขาอีก

    พริมไม่กล้าปิดไฟ ถึงแม้ปกติจะเป็นคนไม่กลัวความมืด แต่ความคิดที่ว่ามีทั้งวิญญาณของกวาง นางไม้ และวิญญาณของแซมอยู่ในบริเวณบ้านก็ชวนให้ไม่สบายใจเกินกว่าจะอยู่มืดๆ คนเดียว ไม่รู้ว่าระหว่างพริมมองไม่เห็นใครเลยแต่ทุกคนอาจจะเห็นพริม หรืออย่างน้อยพริมเห็นทุกคนเหมือนที่ทุกเห็นพริมจะช่วยให้สบายใจกว่ากัน

    น้ำจากฝักบัวยังคงไหลเอื่อยเฉื่อย พริมไม่อยากออกไปจากห้องน้ำ ถึงแม้ว่าลาคแลนและพ่อแม่ของเขาจะชวนให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ แต่เหมือนว่าเมื่อพวกเขาปรากฏตัวเหล่าสรรพสิ่งในหุบเขาจะล้มเลิกการติดต่อกับเธอ พริมรู้สึกเหมือนหนีเสือปะจระเข้ ไม่ว่าผีหรือคนก็ไม่น่าคบทั้งนั้น แต่ธรรมชาติแสนลึกลับในหุบเขาแห่งนี้กลับน่าดึงดูดอย่างประหลาด พริมอยากใช้เวลาตัวคนเดียวในสถานที่แห่งนี้ให้มากขึ้น โชคร้ายที่พริมต้องเลือกระหว่างคนกับผี

    สุดท้ายแล้วพริมก็ต้องออกจากห้องน้ำเพราะเกรงใจ ระหว่างนั่งเช็ดผมอยู่ในห้องนอน พริมพยายามทำความเข้าใจกับความรู้สึกของตัวเอง ความกลัวในใจของเธอไม่ได้มากเท่าที่คิด ตลอดชีวิตพริมไม่เคยเห็นผี ทั้งที่เมื่อตอนอยู่ไทยหรือโอ๊คแลนด์พริมไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องผีเลย เรียกได้ว่าไม่มีเซนส์ จนกระทั่งเธอมาเหยียบหุบเขารังกิตาตา ผีก็ดาหน้าเข้ามาเช้าสายบ่ายเย็น พริมพยายามหาสาเหตุที่ตนเองไม่รู้สึกกลัวจนหัวโกร๋นหรือขาดสติ แต่นึกเท่าไหร่ก็มีแต่ความเงียบงันในใจ ไม่ใช่ความรู้สึกเฉย แต่ว่างเปล่า

    “เซนส์เรื่องผีน่ะก็เหมือนภูมิแพ้ เธออาจจะปกติดีมาทั้งชีวิต แต่วันหนึ่งก็แพ้กุ้งขึ้นมา” เสียงพูดของแอนนาดังขึ้นที่หูเธอ หลังจากนั้นเสียงหัวเราะเบาๆ ก็ดังขึ้นที่ปลายเตียง และแอนนาก็ปรากฏตัวขึ้น

    พริมสะดุ้งเฮือก ความกลัวแบบนิ่งๆ กับความตกใจมันไม่เหมือนกัน นี่เป็นการวิเคราะห์เธอเปล่าหาข้ออ้างให้ตัวเอง

    “รู้ตัวว่าเป็นผีก็ทักทายให้มันนุ่มนวลหน่อยสิ” พริมกล่าว

    “สวัสดีตอนค่ำจ้า ยินดีด้วยที่อยู่ดีๆ เธอก็มองเห็นฉันและเพื่อนๆ” แอนนาพูดยิ้มๆ

    “ไหน มีอะไรก็ว่ามา” พริมถามตรงๆ เบื่อหน่ายกับการพูดจาวกวน ที่เขาว่าผีหลอกนี่คือหลอกให้งงใช่ไหม

    “แซมทำอะไรเธอไม่ได้หรอก” แอนนายิ้มหยุดรอให้พริมถามต่อ

    “ทำไมล่ะ คะแนนผีเขาน้อยหรอ” พริมถามออกไปตรงๆ นึกถึงตอนที่แอนนาบอกว่าเธอมีบุญวาสนา และชาลีบอกว่าเขาไม่มีอำนาจในสื่อสารกับเธอนอกความฝัน

    “เก่งมากจ้า ถ้าฉันให้คะแนนเธอได้ก็อยากจะทำให้เลยเดี๋ยวนี้ ติดแค่ว่าฉันเป็นแค่ต้นแอปเปิลธรรมดา ถึงจะอายุมากหน่อยจนพอจะลอยหน้าลอยตาได้แบบนี้ แต่ฉันก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้เหมือนกัน”

    “ฉันจะเอาคะแนนที่ว่าไปเยอะๆ ทำไม แค่นี้ชีวิตก็วุ่นวายพอแล้ว” พริมรู้สึกเหนื่อย

    แอนนาขำคิกคักอีกทีแล้วหายตัวไป

    เสียงเคาะประตูดังขึ้น

    พริมลังเลที่จะขานก่อนที่เสียงของลาคแลนจะดังขึ้น “ฉันเอง”

    “เข้ามาได้” พริมตอบ

    “เธอคุยกับใครนะ” ลาคแลนถาม

    “อ๋อ ฉันโทรหาแม่น่ะ” พริมโกหก

    “เธอคุยกับแม่เป็นภาษาอังกฤษหรอ” ลาคแลนถามอย่างลืมตัว

    พริมอึกอัก

    “เอ่อ ฉันไม่ได้ตั้งใจแอบฟังนะ แค่สงสัยขึ้นมาเฉยๆ ช่างมันเถอะ” ลาคแลนเป็นแบบนี้เสมอ เขามักจะหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ถึงแม้จะเป็นเรื่องไร้สาระก็ตามที




    ขณะนี้เป็นเวลาตีสาม พริมยังไม่หลับ ทั้งจิตใจที่ไม่อยากพบเจอกับความฝันยุ่งยาก ประกอบกับที่เธอนอนไปเกือบทั้งบ่าย ร่างกายจึงไม่ง่วงมากพอจะข่มตาหลับ แต่จิตใจของพริมเหนื่อยล้าเหลือเกิน 

    อยู่ดีๆ พริมนึกถึงคุณยายของเธอ ยายนั่งอยู่ข้างๆ พริม เมื่อตอนยังเด็กพริมนอนห้องเดียวกับยาย เนื่องจากที่บ้านเป็นชนชั้นกลางทั่วไปจึงไม่ได้มีห้องนอนเหลือเฟือสำหรับทุกคนในบ้านที่จะมีบ้านเดี่ยว พริมนึกหน้าของยายไม่ออก ยายเสียไปตั้งแต่พริมยังอยู่ประถม ถึงจะมีรูปให้ดู รู้ตัวอีกทีพริมก็ฝันถึงยาย แต่ในความฝันเหมือนมุมกล้องแพนไปแค่อก พริมเงยหน้าเท่าไหร่ ก็ไม่เห็นหน้ายายของเธอสักที

    “ขอโทษที่ยายไม่ได้ตามมาดูแลที่นิวซีแลนด์นะ” ยายบอกกับพริม

    “ยายไม่ต้องดูแลหนูหรอกจ๊ะ หนูโตแล้วนะ” พริมตอบ

    “ก็เพราะยายไม่อยู่นี่ไง เจ้าพวกวิญญาณชนบทมันถึงมาซ่ากับเธอ” ยายตอบอย่างหงุดหงิด

    “อ้าว ปกติยายเป็นไม้กันผีให้หนูหรอ???” พริมเริ่มเข้าใจขึ้นมา

    “ใช่แล้ว ถ้าเป็นฝรั่งเขาก็เรียก spirit guide แต่ภาษาไทยก็เหมือนเทวดาคุ้มครองน่ะ”

    “แล้วทำไมยายไม่ตามหนูมาอะ”

    “ลูกหลานยายมีตั้งหลายคน เทียวไปเทียวมาไม่ไหวหรอก ได้แต่แวะมาคุยกับหนูในความฝันนี่แหละ ที่สำคัญนะ วีซ่านิวซีแลนด์ขอยากจะตาย บุญยายไม่ถึงหรอก”

    พริมนึกถึงบุญวาสนาที่แอนนาเคยพูดถึง แล้วอยู่ดีๆ ทุกอย่างก็ลงล็อค

    “เดี๋ยวนะยาย หรือว่าคะแนนที่แอนนาบอกคือคะแนนเดียวกับคะแนนวีซ่า?!”

    “ใช่แล้วจ้า เป็นคนอพยพต้องทำใจนะลูก” ยายตอบปลงๆ

    พริมคิดหัวแทบแตก แต่ในความฝันเหมือนกับว่าความคิดไม่ไปตามใจปราถนา ทุกอย่างเชื่องช้า ถึงแม้จะรู้ตัวว่าฝัน แต่ก็เหมือนความฝันถูกเรนเดอร์ผ่านคอมพิวเตอร์เก่าๆ สรุปว่าคะแนนที่ทั้งแอนนาและชาลีพูดถึงคือคะแนนวีซ่าอย่างนั้นหรือ แต่พวกเขาก็เกิดที่นี่ทำไมยังต้องนับคะแนนวีซ่าอีก ควรจะได้ซิติเซ่นแล้วนี่นา

    หลังจากนั้นความฝันของพริมก็เริ่มวกวน กลายเป็นเพียงฝันเพ้อเจ้อเหมือนที่เคยทุกวัน เมื่อตื่นมาพริมจะจำได้แต่เพียงความฝันเกี่ยวกับยายเท่านั้น ที่เหลือเป็นเพียงตะกอนความคิดที่หากพริมตื่นมาแล้วจำได้ ก็เป็นเพียงความรู้สึกขุ่นมัวในใจ

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in