Sincerely Love,nidnirun
โฉมงาม(ก่อน)นิทรา
  • แรนดอลไม่ใช่เด็กเพียงคนเดียวที่ได้รับการอุปถัมภ์จากลูเซียโน่แฟมมิลี่ ที่นี่ยังคงมีเด็กอายุไล่เลี่ยกันกับเขาได้รับการฝึกสอนเพื่อเป็นกำลังให้แก่แฟมมิลี่ในอนาคตข้างหน้า — แรนดอลไม่รู้ว่าในใจของเด็กคนอื่นคิดอย่างไร แต่สำหรับเขานั้น ไม่ว่าจะให้ตื่นเช้ามาฝึกกำลังกาย, เรียนศิลปะการต่อสู้, เรียนรู้การใช้มีดและปืน หรือต้องเจ็บตัว, ได้บาดแผล, ปวดกล้ามเนื้อไปทั่วทั้งร่างกายไม่เว้นวัน แรนดอลก็ยังรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ที่ดีที่สุด


    ประการแรก เขาไม่ต้องนอนกลางดิน ไม่ต้องกินทราย.. ที่นี่มีหมอนและผ้าห่มอุ่นๆ มีอาหารให้กินครบทุกมื้อ ทั้งยังมีทุนการศึกษาสำหรับเด็กหัวดีอย่างเขาด้วย


    ประการที่สอง เขาสามารถหาเงินเล็กๆน้อยๆได้ตั้งแต่เกรดเจ็ดจากการทำงานบางอย่างให้แฟมมิลี่ จนสามารถซื้ออุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นให้แก่ตนเองได้


    ประการที่สาม เขาค้นพบเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ที่นี่


    แรนดอลวัยสิบห้าปีมีเส้นผมสีน้ำตาลเป็นประกายยามต้องแสงแดด สูงเพียง 156 เซนติเมตร ยังมีแรงไม่มากพอจะล้มผู้ใหญ่สามคน แต่ถ้าเทียบสมถรรภาพ ความสามารถ และทักษะกับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน เหล่าครูฝึกพูดต่างก็กล่าวว่าแรนดอล โคโรเนลคือเด็กที่มีความโดดเด่นคนหนึ่ง


    “โคโรเนล คุณโจนส์เรียก”


    ในระหว่างวันหากไม่พบแรนดอลอยู่ในห้องซ้อม ก็หมายความว่าเจ้าตัวหลบไปหาสถานที่เงียบๆสักแห่งอ่านหนังสือ ซึ่งวันนี้นับเป็นโชคดีของเจ้าหนูผมแดงคนนี้ที่แรนดอลกำลังใช้เวลาไปกับปล่อยหมัดใส่กระสอบทรายอยู่พอดี เพราะไม่อย่างนั้นคงตามหาสถานที่เงียบๆสักแห่งของแรนดอลไม่เจอภายในสิบนาทีแน่


    คุณโจนส์คือชื่อที่พวกเขาเรียกหัวหน้าครูฝึก ซึ่งเป็นคนหนึ่งที่มีตำแหน่งในแฟมมิลี่ เขาเป็นคนคอยมอบหมายงานเล็กๆน้อยๆให้แก่พวกไก่อ่อนทั้งหลาย และการถูกเรียกตัวกะทันหันแบบนี้ก็คงไม่พ้นเรื่องงานที่ว่า


    แรนดอลถอดนวมสีแดงกองไว้ที่เดิม จากนั้นก็หยิบขวดน้ำข้างตัวขึ้นมาเปิดฝา ราดของเหลวในขวดลงบนศีรษะจนหมด แล้วจึงใช้ผ้าขนหนูเช็ดเส้นผมลวกๆ — คุณโจนส์เป็นคนเคร่งครัด เกลียดการทำอะไรชักช้า ดังนั้นจึงไม่ใจกว้างพอจะให้เวลาเขาได้ไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด


    เขาเดินสวนเจ้าหนูผมแดงออกจากห้องโดยไม่ได้กล่าวอะไรตอบกลับ และไม่แม้แต่จะสบตา ซึ่งคนโดนปฏิบัติใส่ด้วยท่าทีราวกับอีกฝ่ายไม่มีตัวตนก็ไม่ได้ติดใจอะไร ใครบ้างไม่รู้นิสัยของแรนดอล โคโรเนล: กินเมื่อต้องกิน นอนเมื่อต้องนอน พูดเมื่อต้องพูด จะว่าเป็นคนเก็บตัวก็ไม่ใช่ เป็นคนเย็นชาก็ไม่เชิง เหมือนกับว่าไม่สนใจอะไรทั้งนั้นบนโลกใบนี้เลยมากกว่า


    ใครเห็นก็เดาได้ว่าด้วยนิสัยเช่นนี้คงไม่มีใครคบหา แต่แน่นอนว่าแรนดอลไม่เคยเดือดร้อนกับความจริงข้อนี้ เขาจะต้องพึ่งคนอื่นเรื่องอะไร ในเมื่อเรื่องเรียนก็ทำได้ดี เรื่องความสามารถก็เป็นที่หนึ่ง หากต้องการสิ่งใดก็สามารถหามาได้ด้วยตนเอง เขาไม่จำเป็นต้องประจบประแจงใคร ตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ.. คนส่วนใหญ่ที่เข้าหาเขานั้นล้วนแต่หวังผลประโยชน์


    แรนดอลเดินมาตามเส้นทางที่คุ้นชิน จนมาถึงหน้าประตูลูกบิดบานหนึ่ง เขาเคาะประตูสามครั้งก่อนเปิดเข้าไป: ภายในห้องไม่เล็กไม่ใหญ่ มีเด็กผู้ชายอีกสามคนนั่งอยู่อย่างสงบต่อหน้าคุณโจนส์


    แรนดอลปิดประตูและเข้าไปนั่งยังเก้าอี้ว่างอีกหนึ่งตัวอย่างรู้งาน


    “วันนี้เวลาสองทุ่ม สถานที่นอกตัวเมือง เป้าหมายคือซองเอกสาร”


    ไม่มีการทักทายใดๆหรืออารัมภบทให้เสียเวลาก่อนเช่นเคย คุณโจนส์ก้มมองกระดาษเอสี่ภายในมือแล้วอธิบายรายละเอียดของงานอย่างกระชับ


    “นี่เป็นงานใหญ่กว่าทุกครั้ง ดังนั้นงานนี้เลยจัดให้ทำเป็นทีม”


    พิธีการแนะนำตัวถูกข้ามไป เนื่องจากแต่ละคนย่อมต้องเคยเห็นหน้ากันมาบ้างแล้ว โดยสมาชิกทีมเรียงจากซ้ายไปขวา ได้แก่ มาร์ค แดน วิลเลียม และแรนดอล


    “ที่อาคารสำนักงานนอกตัวเมืองจะมีการแลกเปลี่ยนซองเอกสารนี้ ซึ่งข้างในคือเอกสารที่เป็นของลูเซียโน่”


    แผนผังตัวอาคารและภาพเอกสารชุดหนึ่งวางลงตรงกลางให้เห็นโดยทั่วกัน 


    “งานง่ายๆแค่เข้าไปเอาซองเอกสารกลับมา ค่าตอบแทนคูณสามจากปกติ”


    งานง่ายแต่ได้ค่าตอบแทนสูงไม่มีอยู่จริง ทุกคนต่างรู้สึกได้ว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้งานนี้ต้องลงแรงมากกว่าปกติ


    “หัวหน้าทีมคือวิลเลียม ในงานนี้ให้พวกนายสามคนคุ้มกันแรนดอลเข้าไปเอาเอกสาร”


    “ขออนุญาตครับ”


    วิลเลียมยกมือแทบจะได้ทันที คิ้วขมวดลงแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง ซึ่งก็เดาได้ไม่ยากว่าเขาไม่พอใจเนื้อความส่วนไหน


    "เชิญ"


    “ผมเป็นหัวหน้าทีม ไม่ใช่ผมเหรอครับที่ต้องเข้าไป”


    “ฉันไม่ได้เลือกคนจากตำแหน่ง ฉันเลือกจากความเหมาะสม”


    น้ำเสียงราบเรียบตอบกลับมา ไม่ใส่ใจว่าคนฟังจะรู้สึกเหมือนถูกหักหน้าหรือไม่ คุณโจนส์หยิบภาพโครงสร้างของตัวอาคารขึ้นมาอีกครั้ง


    “ฟังให้ดี ฉันจะอธิบายงานนี้แค่รอบเดียว”


    ในเมื่อซองเอกสารคือสิ่งสำคัญ คนที่นำมันกลับมาได้ก็คงไม่พ้นได้ความดีความชอบ ถึงมันจะเป็นงานของทีม แต่ใครสนรายละเอียดกันเล่า ทุกคนสนใจเพียงคนที่โดดเด่นที่สุด จึงไม่แปลกที่วิลเลียมต้องการตำแหน่งของแรนดอล


    พอไม่สามารถโต้เถียงใดๆกับผู้มีอำนาจตรงหน้าได้ ความหงุดหงิดจึงพาลตกลงมาใส่แรนดอล แน่นอนว่าเจ้าตัวไม่คิดปิดบังและแรนดอลเองก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกด้านลบนั้น


    แต่แล้วยังไง?


    สิ่งเดียวที่แรนดอลมอบคืนให้แก่วิลเลียมคือสายตาของผู้อยู่เหนือกว่า: เขาลุกขึ้นเมื่อคุณโจนส์ชี้แจงรายละเอียดจบ กดสายตาลงมองคนที่อยู่ต่ำกว่า ก่อนออกมาจากห้องก็ได้เห็นสีหน้าเหมือนมีเส้นเลือดปูดขึ้นบนขมับของวิลเลียม ทำเอาแรนดอลเพลิดเพลินกับการอ่านหนังสือในพื้นที่สงบตลอดช่วงเวลาว่างก่อนถึงสองทุ่ม 

    เข็มนาฬิกาชี้เลขแปดตามเวลานัด แรนดอลเป็นคนสุดท้ายที่มาถึงตรงเวลาพอดี เขาสวมชุดดำเข้ารูปเช่นเดียวกันกับอีกทั้งสามคนเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนไหวร่างกาย แต่สิ่งที่แตกต่างคือแรนดอลสวมหมวกปกปิดทั้งเส้นผมและใบหน้าไว้ด้วย ทว่าความแตกต่างนั้นกลับทำให้แรนดอลเสมือนถูกกลืนไปกับความมืดโดยรอบจนเมื่อกวาดสายตาเร็วจะไม่ทันได้สังเกต


    สถานที่นัดหมายคือประตูด้านหลัง ทุกครั้งเมื่อมีงานจะมีการจัดรถหนึ่งคันสำหรับรับ-ส่ง ในขณะเดียวกันผู้เป็นคนขับก็มีหน้าที่สังเกตความผิดปกติและรายงานความเรียบร้อยหลังเสร็จงาน โดยวันนี้ทั้งสี่คนได้รับรถตู้สีเงินหนึ่งคัน


    ไม่มีของหรูหราอย่างบลูทูธหรือเครื่องมือสื่อสารสำหรับพวกไก่อ่อน อุปกรณ์ที่แรนดอลหยิบมาใช้มีเพียงปืนหนึ่งกระบอก กระสุนสำรอง ลำกล้องเก็บเสียง มีดสั้นเผื่อยามฉุกเฉิน และถุงมือคู่หนึ่งเท่านั้น ทุกอย่างมีพื้นที่เก็บอยู่รอบร่างกายเขา ดังนั้นจึงไม่เป็นอุปสรรคใดๆต่อการทำงาน


    ระหว่างการเดินทางตลอดหนึ่งชั่วโมงมีเพียงเสียงคุยเล่นระหว่างสามคนเท่านั้น แรนดอลจำลองสถานการณ์ที่อาจต้องไปเจอในวันนี้อยู่ภายในหัว — ถ้าเขาทำสำเร็จ ผลงานในครั้งนี้อาจได้รับการรายงานไปถึงคนคนนั้น และอย่างน้อยชื่อแรนดอล โคโรเนลจะได้เป็นที่จดจำบ้าง


    “กลัวเหรอ โคโรเนล”


    น้ำเสียงถากถางมาจากคนชื่อมาร์ค เมื่อเหลือบตามองก็พบรอยยิ้มหยันจากวิลเลียมเป็นของแถม ตามปกติเขาคงไม่สนในการละเล่นเหมือนลูกกระจ๊อกของมาร์ค แต่เพราะภาพจินตนาการถึงรอยยิ้มของคนคนนั้นถูกขัด แรนดอลจึงนึกขุ่นใจขึ้นมา


    “ยังไม่เลิกอิจฉาอีกเหรอ”


    แรนดอลหันออกไปนอกหน้าต่าง ไม่ใส่ใจจะมองหน้าคนดีปากพวกนั้น


    “ถ้าพวกแกเก่งจริงได้สักครึ่งหนึ่งของปาก วันนี้คงไม่ได้ทำหน้าที่ลำบากอย่างคอยคุ้มกัน”


    “อะไรนะ..”


    “ไม่เข้าใจ?”


    เขาหันตัวกลับมาเอนนอนพิงเบาะหนังในท่าที่สบายที่สุด แล้วหลับตาลง


    “ฉันคือตำแหน่งสำคัญ ก็หมายความว่าพวกแกตายได้ แต่ห้ามให้ฉันตายไง”


    แรนดอลไหวไหล่อย่างผู้อยู่เหนือกว่า


    “เอาเป็นว่าวันนี้ใครรับกระสุนแทนฉันเยอะที่สุด กลับไปจะลูบหัวแล้วกัน”


    “โคโรเนล..!”


    รถตู้กระตุกหนึ่งครั้งเมื่อคนขับเหยียบเบรค ทั้งตัวรถและการวิวาทขนาดย่อมที่กำลังจะเกิดถูกหยุดลง พร้อมกันนั้นภาพของตัวอาคารสูงยี่สิบชั้นก็ปรากฎขึ้นต่อหน้า


    แรนดอลเป็นคนแรกที่เปิดประตูลงไปเพราะอยู่ใกล้ที่สุด เมื่อลงมาครบแล้ว วิลเลียมก็เป็นคนเริ่มงาน โดยเส้นทางและการเคลื่อนไหวนั้น ทุกคนได้รับการอธิบายมาจากคุณโจนส์ แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะราบรื่น ดังนั้นในหัวทุกคนจึงต้องมีภาพโครงสร้างของอาคารแห่งนี้และทักษะการพลิกแพลงเป็นของตัวเอง


    ชั้นใต้ดินและชั้นที่หนึ่งของอาคารมีกล้องวงจรปิดค่อนข้างเยอะ ยากที่จะหลีกเลี่ยงไปได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องใช้เส้นทางโดยเริ่มจากชั้นสอง ซึ่งก็ไม่ได้ยากสำหรับการใช้ประโยชน์จากฟรีรันนิ่งกระโดดไปยังระเบียง แดนเป็นคนสะเดาะกลอนประตูกระจกบานแรก วิลเลียมนำหน้าเข้าไปข้างใน แรนดอลตามมาเป็นคนที่สอง ส่วนที่เหลือรั้งท้ายคอยระวังหลัง 


    อาคารแห่งนี้เป็นเพียงสำนักงานธรรมดา พนักงานเงินเดือนที่ทำงานอยู่ส่วนใหญ่จึงกลับไปแล้ว นับเป็นพื้นที่ปราศจากผู้คนที่สะดวกต่อการเจรจาธุรกิจลับ ทั้งยังบุกรุกได้ยาก เนื่องจากมีกล้องวงจรปิดคอยจับการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา


    “มาร์คกับแดนไปห้องควบคุม ฉันให้เวลาสิบนาที”


    อย่างที่กล่าวว่ากล้องวงจรปิดมีมากเกินไป การจะตัดสัญญาณหรือทำลายกล้องเป็นตัวเลือกที่โง่ที่สุด เพราะพวกเขาต้องการเวลาสำหรับงานนี้ การเล่นตุกติกจนผิดสังเกตหน้ากล้องก็ไม่ต่างอะไรกับป่าวประกาศว่ามีผู้บุกรุก 


    วิธีที่ทำได้ยากแต่ได้ประสิทธิภาพที่สุดคือการยึดห้องควบคุม วิลเลียมสั่งเพื่อนร่วมทีมอีกสองคนให้แยกตัวไปยังชั้นห้าซึ่งมีห้องควบคุมอยู่


    “ฉันไม่แน่ใจว่ามันจะควบคุมไปถึงลิฟต์ด้วยรึเปล่า เอาให้ชัวร์ก็หาการ์ดเถอะ”


    แดนมีท่าทีลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เอ่ยข้อมูลสำคัญออกมาให้วิลเลียม


    สำนักงานแห่งนี้ ตั้งแต่ชั้นที่สิบเอ็ดจะต้องมีการ์ดสำหรับสแกนยืนยันตัวตนก่อน จึงจะสามารถใช้ลิฟต์หรือเปิดประตูบันไดได้ แน่นอนว่าพนักงานธรรมดาย่อมไม่มีการ์ดใบนั้น, แรนดอลสันนิษฐานไว้ว่าผู้รักษาความปลอดภัยของที่นี่อาจจะมี ทว่ามันก็ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน


    “ฉันจะลองหาทางดู พวกนายไปได้แล้ว”


    “เอามีดมาสิ โคโรเนล”


    แรนดอลหันไปมองเสียงด้านหลังเมื่อมีชื่อของตนในบทสนทนา และพบว่ามาร์คกำลังแบมืออยู่ตรงหน้า


    “พวกฉันไม่มีปืนเก็บเสียง ถ้าจะจัดการเงียบๆก็ต้องใช้มีด”


    ก็เลยมาขอของคนอื่นน่ะเหรอ


    เนื่องจากไม่ใช่เวลาโต้เถียง แรนดอลจึงหยิบมีดพับจากข้างเอวโยนส่งให้: แม้จะเรียกว่ามีดพับ แต่ความยาวของมันเมื่อพับมีขนาดประมาณครึ่งช่วงแขน ทั้งยังคมกริบจากฝีมือการลับมีดของแรนดอล มันอาจฆ่าไม่ได้ด้วยการแทงส่งๆก็จริง แต่ถ้าปาดช่วงคอตรงจุดด้วยแรงระดับหนึ่งก็ทำให้สิ้นใจได้เหมือนกัน


    เมื่อได้ของที่ต้องการแล้ว ทั้งสองคนก็แยกตัวออกไปทางบันได แรนดอลจับเวลาด้วยการมองนาฬิกาที่แขวนอยู่ตรงฝาผนัง — เข็มยาวเคลื่อนไปได้ประมาณแปดนาที ชั่วพริบตาหนึ่งไฟทั้งชั้นก็ดับลงและติดขึ้นภายในเวลาหนึ่งวินาที หากเป็นคนทั่วไปคงเข้าใจว่าเป็นเหตุไฟตกธรรมดา แต่ความจริงนี่คือสัญญาณว่าห้องควบคุมตกเป็นของเขาแล้ว


    วิลเลียมเป็นคนเดินเข้าไปตรวจสอบลิฟต์ และเขาก็ต้องสบถออกมาเมื่อพบว่ายังคงต้องใช้การ์ดในการขึ้นไปยังชั้นบน อย่างเลวร้ายที่สุดก็อาจจะต้องปีนหน้าต่าง แต่การปีนอาคารสูงยี่สิบชั้นโดยไม่มีอุปกรณ์ ใช้แรงใจอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ


    “เมื่อกี๊นี้มัน.. ไม่ใช่ว่าที่นี่มีผีนะครับ!”


    “เหลวไหลน่า ฉันทำงานที่นี่มาสิบกว่าปี ไม่เคยเจอเรื่องพรรค์นั้นหรอก”


    เสียงฝีเท้าจากบันไดกลางกระตุ้นให้ทั้งสองคนดีดตัวออกจากกันเพื่อหาที่หลบ ไม่นานเจ้าของบทสนทนาก็ปรากฎตัว พบว่าเป็นชายสองคนอายุห่างกันน่าจะมากกว่าหนึ่งรอบ ทั้งคู่สวมชุดพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ติดป้ายชื่อของบริษัทเอาไว้


    “เห็นไหม ทุกอย่างปกติ..!”


    ในเสี้ยววินาทีที่ไม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณ แรนดอลเข้าชาร์จคนด้านขวาจากด้านหลัง ใช้แรงแขนรัดรอบคอจนหมดสติไป ส่วนวิลเลียมฟาดสันมือเข้าบริเวณต้นคอคนด้านซ้ายล้มพับไปเช่นเดียวกัน


    แรนดอลย่อตัวลงค้นตามกระเป๋าเสื้อและกางเกง หากโชคดีเขาอาจเจอสิ่งที่กำลังตามหา แล้วเหมือนว่าวันนี้โชคจะเข้าข้าง เมื่อแรนดอลพบการ์ดสีเงินเหมือนกับที่คุณโจนส์เคยให้ข้อมูลเอาไว้


    “ไป!”


    วิลเลียมขยับเข้ามาชิงการ์ด ทว่าแรนดอลไวกว่า เขาโยกหลบไปกดลิฟต์ซึ่งเรียกมาค้างอยู่เมื่อสักครู่พอดีแล้วเดินเข้าไป ทำให้วิลเลียมคว้าได้เพียงอากาศและต้องดึงมือกลับมากำไว้แน่นแทน


    ตามข้อมูลคือห้องเจรจาธุรกิจลับวันนี้จะจัดขึ้นที่ชั้นสิบห้า เป็นการเชื้อเชิญฝ่ายคู่ค้าให้มายังตึกของตัวเอง ดังนั้นห้องเก็บซองเอกสารในชั้นสิบห้า เขาจะต้องเจอกับฝ่ายเจ้าของตึก และในขณะเดียวกันก็เหลือเวลาอีกราวยี่สิบนาทีที่กลุ่มผู้มาเยือนจะมาถึง


    แรนดอลหยิบปืนออกมาเช็คกระสุนระหว่างรอลิฟต์เคลื่อนสู่ด้านบน จากนั้นก็สวมลำกล้องเก็บเสียงไว้บนปากกระบอกปืน และปลดเซฟตี้เตรียมพร้อม


    “ฉันจะเฝ้าหน้าห้องให้ นายเข้าไปจัดการเรื่องเอกสารซะ”


    ขอให้เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ต้องทำงานเป็นทีม.. เขารำคาญพวกปากมากจริงๆ


    ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก แรนดอลก็ยกปืนขึ้นปล่อยกระสุนใส่ผู้รักษาการตามทางเดิน การจู่โจมรวดเร็ว แม่นยำ และไร้เสียงทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่มีโอกาสแม้แต่จะชักปืนออกมาตอบโต้ 


    ร่างของผู้คนที่เมื่อสักครู่ยังมีลมหายใจล้มลงตามทางเดินไปจนถึงประตูห้องด้านในสุด แรนดอลใส่กระสุนสำรองแทนกระสุนที่หมดไป ในเวลาเดียวกันวิลเลียมเพิ่งจะดึงปืนจากเอวออกมาปลดเซฟตี้


    “ ‘โทษที โคโรเนล เผอิญฉันไม่มีอุปกรณ์เก็บเสียง เลยยิงไม่ได้น่ะ เดี๋ยวไก่ตื่น”


    แรนดอลดึงถุงมือออกมาสวม เขาไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าวิลเลียมสักเสี้ยวก่อนจับลูกบิดประตู


    “ฉันก็ไม่ได้หวังพึ่งพวกนายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”


    คำพูดไม่ใส่ใจความรู้สึกคนฟังถูกทิ้งเอาไว้พร้อมกับประตูที่ปิดลง แรนดอลก้าวเข้าไปด้านใน ยกปืนขึ้นยิงชายในชุดสูทซึ่งขนาบข้างซ้ายขวาตาแก่คนหนึ่งในฐานะบอดี้การ์ด


    ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าสมองจะประมวลทัน แรนดอลเข้าประชิดตัวชายผมสีขาวเกือบทั้งหัวซึ่งนั่งอยู่บนโซฟา จ่อปลายกระบอกปืนไปยังหน้าผากตั้งท่าพร้อมเหนี่ยวไก


    “ฉันมาจากลูเซียโน่”


    แรงกดจากกระบอกปืนมากขึ้นจนน่าหวาดเสียว สองมือสั้นป้อมของคนตรงหน้ายกขึ้นอย่างสั่นๆ เสียงในลำคอขลุกขลักเหมือนพยามเค้นออกมาได้ยินแล้วแสลงหูจนนึกอยากลั่นไกขึ้นมาจริงๆ


    “ข-เข้า.. เข้าใจแล้ว จ-จ-จะเอา..จะเอาให้ เอกสาร..เอกสารใช่ไหม”


    “คุยง่ายแบบนี้ค่อยดีหน่อย”


    ท่าทางยักแย่ยักยันตอนพยามจะยืนขึ้น ทำให้แรนดอลต้องยื่นมือเข้าไปช่วยด้วยการจับคอเสื้อแล้วกระชากขึ้นมา แต่จากการกะแรงไม่ถูกเป็นผลให้ชายคนนั้นล้มกระแทกพื้นเสียงดังพลั่ก


    “เร็ว”


    กระสุนอีกหนึ่งนัดถูกปล่อยให้แฉลบไปทิ้งรอยบนพื้น ผู้โชคร้ายสั่นเทิ้มไปทั้งร่างกาย แข้งขาอ่อนจนลุกไม่ขึ้น สิ่งเดียวที่สามารถทำได้คือคลานไปกับพื้นอย่างน่าสมเพชจนถึงด้านหลังโต๊ะทำงานหรูหรากลางห้อง 


    ด้านหลังโต๊ะตัวนี้ก็เหมือนโต๊ะทั่วไป มีสามลิ้นชักทางด้านขวา อีกสองทางด้านซ้าย และอีกหนึ่งตรงกลาง ชายในชุดสูทยื่นมือไปคลำใต้ลิ้นชักอันกลาง — ภายใต้ห้องเงียบสงบ แรนดอลได้ยินเสียงดังกริ๊ก


    “อ๊าก!”


    ไวเท่าสัญชาตญาณ เขาขยับร่างกายเบี่ยงขวา ยิงข้อมือข้างที่สอดเข้าใต้ลิ้นชัก เลือดสีแดงกระเซ็นจากบาดแผลกระจายเลอะเอกสารบนโต๊ะ ผู้ถูกยิงล้มตัวลงไปนอนโหยหวนกับพื้นพร้อมปืนสีดำซึ่งร่วงหล่นจากมือ


    แรนดอลเตะปืนกระบอกนั้นให้ไกลออกไปจากระยะเอื้อมถึง แล้วตรงเข้าไปย่อตัวลง ใช้มือซ้ายกดลำคอเกร็งนั่นให้แนบลงกับพื้นและออกแรงบีบ เหยื่อผู้น่าสงสารสำลักทั้งอากาศ ทั้งเสียงร้องของตัวเอง มือข้างที่ยังใช้การได้พยามไขว่คว้าหาโอกาสมีชีวิตรอดให้แก่ตัวเอง


    “ต..แค่ก ต-ตู้..ตู้เซฟ ใน..แค่ก!”


    นับว่ายังฉลาดที่รู้ว่าต้องพูดอะไรถึงจะยืดเวลาตายออกไปได้ แรนดอลคลายแรงออกเล็กน้อยให้อีกฝ่ายพูดได้อย่างสะดวกมากขึ้น


    “ลิ้นชัก..ที่สาม- แค่ก”


    เขาปล่อยมือไปเปิดลิ้นชักที่สามทางด้านขวาตามคำบอก ในลิ้นชักที่มีขนาดใหญ่กว่าสองอันข้างบนมีตู้เซฟสีขาวซ่อนอยู่, เป็นตู้เซฟที่ค่อนข้างแปลกตา เพราะว่าไม่มีตัวเลขให้กด ไม่มีเข็มให้หมุน มีแค่แถบสีดำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอยู่ด้านข้างเท่านั้น


    “ใช้ลายนิ้วมือฉัน! ใช้ลายนิ้วมือฉันเปิด!”


    เสียงด้านข้างลำล่ำละลั่กบอก แรนดอลเหลือบตามอง เมื่อไม่เห็นท่าทางว่าจะมีการตุกติกก็เอ่ยถามต่อ


    “ยังไง”


    “ท-ที่แถบข้างๆนั่น เอานิ้วฉันไปสแกนได้เลย!”


    “นิ้วไหน”


    “ทุกนิ้ว พอสแกนครบมันก็จะเปิด จริงๆนะ! จริงๆ!”


    “แค่นั้น?”


    “ช-ใช่! ใช่ๆ ฉันบอกแล้ว ฉันคืนให้แล้ว เพราะงั้นอย่า—”


    กระสุนนัดสุดท้ายตัดบทสนทนาด้วยการพุ่งเข้าไปฝังกลางหน้าผาก ร่างไร้วิญญาณล้มตึงลงกับพื้น โดยที่สีหน้าและแววตาของผู้เหนี่ยวไกไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิดเดียว


    บางทีเขาอาจฆ่าคนมามากเกินกว่าจะรู้สึกอะไร หรือไม่ก็เพราะความตายเป็นสิ่งที่เขารู้จักมาตั้งแต่เริ่มใช้ชีวิต


    ตายเพราะโรคร้าย ตายเพราะหิว ตายเพราะฆ่าตัวตาย ตายเพราะถูกคนฆ่า.. สุดท้ายแล้วทุกชีวิตก็จบด้วยความตาย


    แรนดอลวางปืนลงบนพื้น หันไปลากตัวชายคนนั้นให้เข้ามาใกล้ ใช้มือข้างที่ไม่ถูกกระสุนฝังมาทาบลงบนแถบสีดำข้างตู้เซฟ และเมื่อสแกนครบทุกนิ้วก็เป็นดังคำว่า ฝากตู้เซฟดีดขึ้นเล็กน้อยให้เปิดดู ด้านในมีซองเอกสารอยู่หกซอง เขาเปิดเช็คแค่สามซองก็เจอของที่ต้องการ


    ยังไม่ทันผ่อนคลายจากความตึงเครียด สัญชาตญาณก็ร้องเตือนให้แรนดอลตั้งการ์ดอีกครั้ง — แรนดอลขยับตัวไปคว้าปืนที่ตนเคยเตะไปให้พ้นระยะ และเพียงอึดใจเดียวประตูห้องก็เปิดออกเสียงดัง ตามด้วยเสียงตะโกน


    “ชิบหาย! เอกสาร!”


    แรนดอลตอบสนองผู้มาเยือนใหม่ด้วยการส่งลูกปืนไปทักทาย แต่ยิงล้มเพียงแต่สองคน ปืนในมือก็ส่งเสียงบอกว่าไม่มีกระสุนเหลืออยู่แล้ว


    “Fuck.”


    เด็กหนุ่มกระโดดขึ้นบนโต๊ะ หมวกซึ่งสวมใส่ไว้ปิดบังใบหน้าร่วงหล่นจากการขยับตัวที่เร็วเกินไป จากนั้นก็หยิบของชิ้นใหญ่บนโต๊ะโยนใส่คนหยิบปืนออกมาตั้งท่า ก่อนจะตามเข้าซัดหมัดจนมั่นใจว่าอีกฝ่ายลุกขึ้นยืนไม่ได้แล้วจริงๆ ค่อยเปลี่ยนเป้าหมาย


    มากเกินไป


    แรนดอลกัดฟันขณะหลบกระสุนได้หนึ่งลูก เนื่องจากเหวี่ยงตัวไปใส่แรงเตะคนด้านซ้าย ทำให้กระสุนถากสีข้างไปเท่านั้น, แต่ถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไป อาจไม่มีโชคดีครั้งที่สองสำหรับเขาก็ได้


    จำนวนคนมีเยอะเกินไป เยอะเกินจนเหมือน..


    เหมือนจงใจ 


    แรนดอลจำไม่ได้ว่าเขาใช้ศิลปะป้องกันตัวไปกี่แขนง ทั้งยังไม่รู้ว่าบาดเจ็บตรงจุดไหนบ้าง ร่างกายเขาเหมือนปิดรับความรู้สึกเจ็บปวดไปชั่วขณะ ทันทีที่โดนเตะหรือต่อยมา แรนดอลจะสวนกลับทันที เพราะเท่ากับว่าคนคนนั้นอยู่ในระยะการโจมตีของเขามากที่สุด


    —เหมือนกับใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อให้รู้ตำแหน่งของศัตรู แม่นยำ แต่ก็ไม่ต่างจากการฆ่าตัวเองอย่างช้าๆ


    เสียงดังพลั่กสะเทือนผ่านหูเข้ามาดังก้องอยู่ในหัว แม้แรนดอลจะตั้งการ์ดขึ้นมาแล้ว แต่แรงเตะจากฝ่ายตรงข้ามยังคงแรงกว่าอยู่ดี เขาดีดตัวจากออกจุดเดิมและรีบตั้งหลักให้มั่น ยกสองมือขึ้นกำหมัดแน่นจนเห็นเส้นเลือด ปากหอบหายใจหนัก ทว่าอะดรีนาลีนในร่างกายกำลังปลุกให้ทั้งร่างเดือดพล่าน


    “ยังไม่ล้มเหรอเนี่ย.. ฉันใส่ไปเต็มแรงแล้วนะ”


    “ลูเซียโน่เก็บเด็กเจ๋งๆมาอีกแล้วล่ะสิ”


    ระยะที่ถอยออกมาตั้งหลักนั้นไกลพอสมควร ทำให้แรนดอลมองเห็นภาพรวมว่าเหลือคนยืนอยู่ต่อหน้าอีกแค่สามคน กับคนหมดสติบนพื้นราวๆเจ็ดถึงแปดคน — แรนดอลมองเลยไปยังนอกประตูที่เปิดไว้ พบว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้นสักคนเดียว


    ผู้มาเยือนใหม่เหล่านี้คงเป็นเหล่าคู่ค้ากับเจ้าของบริษัทแห่งนี้ ที่พวกเขามาปรากฎตัวก่อนเวลานัดได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากมีใครบางคนต้องการให้มันเป็นอย่างนั้น


    แรนดอลได้กลิ่นสนิมจากในจมูก ได้รสเลือดจากในปาก และเริ่มแสบตาเพราะของเหลวสีแดงที่ไหลลงมาจากศีรษะ, สภาพเขาตอนนี้ให้รับมือกับสองคนยังลำบาก โอกาสที่จะล้มสามคนได้ต้องเรียกว่าไม่มีเลย


    แม่งเอ๊ย


    “แต่ก็ขอบคุณที่ทำให้เราได้เอกสารโดยไม่ต้องเสียเงินแล้วกัน”


    “ไม่พูดพร่ำทำเพลงดีกว่า”


    แรนดอลตั้งการ์ดขึ้นทันทีที่คนแรกพุ่งเข้ามา แต่ถึงเขาจะบล็อคได้ คนที่สองก็เข้ามาต่อยสีข้างซึ่งเป็นช่องโหว่ทันที และเมื่อแรนดอลกัดฟันสวนกลับ คนที่สามก็เข้าชาร์จเขาด้วยหมัดวางกลางลำตัวสุดแรง


    “แค่ก!”


    เสียงกระแทกผนังปูนดังลั่น ความเจ็บจากบริเวณสีข้างและหน้าอกรวมกันจนแรนดอลไม่อาจกลั้นเสียงร้องได้ เลือดจากแผลที่เคยถูกยิงไหลหยดลงมาบนพื้น ปากแผลฉีกกว้างอย่างไม่ต้องสงสัย — และจากความเจ็บแปล๊บแถวหน้าอก ไม่แน่ว่ากระดูกซี่โครงก็คงหักด้วย


    ขยับตัวไม่ไหว.. ขยับตัวไม่ได้


    แม่งเอ๊ย แม่งเอ๊ย


    “พวกฉันมีเวลาไม่มาก เพราะงั้นจะให้ตายสบายหน่อยก็แล้วกัน”


    หนึ่งในสามคนนั้นหยิบปืนออกมาจากข้างเอว แต่คนข้างกันยกมือขึ้นห้ามเอาไว้ก่อน หลังจากทำสีหน้าคิดอะไรสักอย่างแล้วก็เอ่ยออกมา


    “ฉันว่าเก็บไว้ดีกว่า เอามันกลับไป เผื่อจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับลูเซียโน่”


    “รีดข้อมูลสินะ เข้าท่าอยู่”


    แรนดอลหันสายตามองพวกมันสามคนที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว สมองของเขาประมวลผลช้าลงเล็กน้อยจากอาการบาดเจ็บ รีดข้อมูล.. หมายถึงจะถามข้อมูลของคนคนนั้นจากเขาสินะ


    —คนคนนั้น


    ‘มาด้วยกันไหม?’


    อัญมณีสีทองสะท้อนภาพของเขา เส้นผมสีอ่อนคลอเคลียกรอบหน้างดงามตามแรงลม เมื่อได้เงยมองใบหน้าประดับรอยยิ้มเล็กน้อย ครู่หนึ่งแรนดอลเผลอหยุดหายใจและนึกว่าตนตายไปแล้วงั้นเหรอ


    แต่คนอย่างเขา หากตายไปก็ไม่น่ามีทูตสวรรค์มาปูเส้นทางสู่อ้อมอกของพระเจ้ามิใช่หรือ


    ‘กินอิ่มนอนหลับกว่าสถานที่แบบนี้แน่นอน’


    นั่น เป็นครั้งแรกที่เราพบกัน


    ทายาทหนึ่งเดียวของลูเซียโน่แฟมมิลี่ยื่นมือมาหาเขา แรนดอลสัมผัสฝ่ามือนั้นตอบกลับ และฝ่ามือนั้นก็มอบทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาไม่เคยมีให้


    “ฆ่าฉันสิ”


    เพราะงั้น คุณ.. เจ้าหญิงของผม


    ทุกสิ่งทุกอย่างของผมเป็นของคุณ แม้แต่ชีวิตก็ตาม


    “ต่อให้แกยื่นข้อเสนอมา หรือทรมานฉันแค่ไหน แกก็จะไม่ได้อะไรทั้งนั้น”


    “อย่าเสียเวลา ฆ่าฉันเลย


    แรนดอลเบือนใบหน้ากลับมา ผ่อนลมหายใจเพื่อบรรเทาความเจ็บให้น้อยลงสักนิด แล้วแต่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะตัดสินใจอย่างไร สภาพเขาในตอนนี้เลือกการตายของตนเองไม่ได้หรอก


    แย่ชะมัด.. ยังไม่ได้บอกคุณเลยว่าคุณมีความหมายกับผมแค่ไหน


    ยังไม่ได้ทำอะไรให้คุณเลย 


    ยังไม่มีโอกาสได้บอกรักคุณเลย


    แรนดอลมองไปยังหน้าต่างที่อยู่ข้างหน้า ภายนอกท้องฟ้าเป็นสีดำสนิท ยังดีที่นี่เป็นเขตนอกเมือง ตึกสูงมีไม่มากนัก จึงพอเห็นดวงดาวอยู่บ้าง


    อยากเจอคุณ แต่ผมก็ไม่อยากให้คุณได้เห็นผมตอนนี้ — สภาพใกล้ตาย คงดูน่าสมเพช


    เสียงปืนดังขึ้น แรนดอลหายใจออกอีกครั้ง รู้สึกว่าความตายมันเงียบสงบและไม่เจ็บปวดอย่างที่เขาเคยจินตนาการตามตัวอย่างที่เคยเห็น


    ไม่ใช่


    เขายังไม่ตาย


    “สนุกสุดเหวี่ยงไปเลยไหม คุณโคโรเนล”


    แรนดอลหันกลับไปทางหน้าประตูอีกครั้ง, วิลเลียม มาร์ค และแดนมองมาทางเขาพร้อมรอยยิ้มเยาะ ในมือทั้งสามถือกระบอกปืนที่เพิ่งยิงไปคนละนัด


    “จะปล่อยให้แกตาย แต่พวกเรารอดก็ไม่ได้ เลยต้องมาเล่นบทเจ้าชายขี่ม้าขาว ซาบซึ้งซะสิ”


    วิลเลียมมายืนอยู่ตรงหน้า แดนเดินผ่านไปทางด้านหลังโต๊ะ แล้วหยิบซองเอกสารที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาปัดเศษฝุ่นออก ส่วนมาร์คเดินเข้ามาทางเขา แล้วโยนมีดพับที่ยืมไปลงบนพื้นข้างตัว


    “ใช้ดีมากเลยว่ะ ทุบกล้องทีเดียวพัง”


    แรนดอลคิดว่าเขาเข้าใจที่มาที่ไปของความวุ่นวายในคืนนี้แล้ว


    มาร์คขอยืมมีดโดยให้เหตุผลว่าเอาไปใช้กับคนในห้องควบคุม แต่ความจริงคือการตัดอาวุธชิ้นแรก ส่วนวิลเลียมให้เขาเป็นคนยกปืนขึ้นยิงทุกนัด เพื่อจะได้ใช้กระสุนสำรอง นั่นคือการตัดอาวุธชิ้นที่สอง, แดนคอยเฝ้าอยู่ห้องควบคุม คอยดูภาพรวมทุกอย่าง ในขณะเดียวกันมาร์คก็ออกไปพังกล้องวงจรปิด กลุ่มผู้มาเยือนจะได้สังเกตเห็นความผิดปกติ และเตรียมพร้อมจัดการเขา


    “หน้าไม่จืดเลยโคโรเนล”


    “ของแบบนี้ต้องถ่ายรูปเก็บไว้ดูนานๆดิวิล”


    มาร์คหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาประเดิมกดถ่ายรูปเขาเป็นคนแรก ตามด้วยวิลเลียม


    ตามกฎแล้ว มีข้อห้ามอย่างเด็ดขาดสำหรับพวกไก่อ่อนว่าห้ามพกโทรศัพท์ไปทำงาน แต่พวกมันคงจงใจฝืนข้อห้ามเอาโทรศัพท์มาใช้สื่อสารกัน


    “ซ่าไม่ออกแล้วเหรอวะ ไอ้หนูน้อย”


    วิลเลียมเดินเข้ามาย่อตัวลงนั่งระดับเดียวกัน ค้นการ์ดสีเงินที่เขาใส่ในกระเป๋าไว้ไปพลางเอ่ยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะด้วยความสะใจเจืออยู่ทั้งประโยค


    “ไหน เก่งนักเก่งหนาไม่ใช่เหรอมึง มาสิ ลุกมาต่อยกูสิ!”


    ถึงแรนดอลจะได้พักหายใจในช่วงที่สามคนนี้เดินเข้ามา แต่ก็ยังไม่มีแรงมากพอจะเหวี่ยงหมัดให้กรามของไอ้คนน่ารังเกียจนี่หัก — กระนั้นก็ใช่ว่าเขาจะทำอะไรไม่ได้เลย


    ถุย!


    วิลเลียมชะงักไปเมื่อแรนดอลถ่มน้ำลายใส่หน้า เขาจ้องตามันกลับอย่างแข็งกร้าว ความเจ็บเหมือนจะเลือนหาย เมื่อโทสะสลักชื่อของพวกมันสามคนเอาไว้ในบัญชีแค้น


    “กอบโกยไปให้ได้เยอะที่สุดล่ะ เพราะนี่จะเป็นคืนสุดท้ายที่พวกมึงจะมีความสุข”


    กำปั้นแน่นๆของคนที่สภาพร่างกายเต็มร้อยทุ่มแรงจนสุดซัดใส่ข้างใบหน้าของแรนดอล แต่เนื่องจากรู้อยู่แล้วว่าต้องเจอกับอะไร เขาจึงกัดฟันไว้แน่น ทว่าด้วยสภาพร่างกายอ่อนแรงเป็นทุนเดิมบวกกับไม่สามารถตั้งการ์ดได้ นอกจากฝากรอยช้ำใหญ่บนหน้าและเรียกเลือดจากปากแล้ว ศีรษะที่ลงไปกระแทกกับพื้นอีกครั้งก็เหมือนจะได้รอยแตกเพิ่มขึ้น


    “ฤทธิ์ยังเยอะอยู่ใช่ไหม งั้นเรียกรถมารับตัวเองแล้วกัน”


    “ดูจากสภาพมัน ให้เดินยังไม่ไหวเลยวิล”


    “ก็ดี ปล่อยมันทรมานอยู่ที่นี่แหละ”


    “เราก็เดือดร้อนกันหมดสิ ถ้าคุณโจนส์ถามว่าทำไมไม่พามันกลับมาด้วย จะตอบว่ายังไง”


    แดนยิงคำถามด้วยสีหน้าหงุดหงิดใจ วิลเลียมนิ่งคิดไปพักหนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มออกมาอีกครั้ง


    “ฉันจะตอบว่ามันโดนลากตัวไปก็แล้วกัน!”


    .

    .

    .


    แรนดอลไม่แน่ใจว่าตนหมดสติไปเพราะความชาหนึบของศีรษะนานแค่ไหน แต่คล้ายจะไม่นานมาก เพราะท้องฟ้าข้างนอกยังคงเป็นสีดำสนิท — เขาลองขยับตัวลุกขึ้น ความรู้สึกเจ็บเสียดตรงสีข้างและทรวงอกยังไม่ลดน้อยลงไปจนต้องระบายด้วยการร้องในลำคอเบาๆ 


    ใช้เวลาสักพักแรนดอลถึงจะลุกขึ้นมายืนได้ เขาพิงตัวแนบกับผนังด้วยความรู้สึกอ่อนล้าอย่างสาหัส แต่ถ้าคราวนี้ไม่ฝืนขยับตัว ทุกอย่างก็จบ.. และเขาจะไม่ยอมให้มันจบลงแบบนี้


    แรนดอลใช้มือข้างหนึ่งกดเลือดซึ่งยังไม่ยอมหยุดไหลตรงสีข้างเอาไว้ ส่วนอีกมือก็ค้ำยันตนเองกับสิ่งของเพื่อเดินต่อไปทางหลังโต๊ะทำงานที่มีร่างไร้วิญญาณของผู้ชายคนนั้นนอนอยู่ ความรู้สึกเจ็บทุกครั้งยามขยับร่างกายทำให้แรนดอลเดาว่ากระดูกซี่โครงต้องหักไปบ้างแล้วแน่ๆ


    เมื่อมาถึงที่หมาย เขาปล่อยให้ตัวเองนั่งลงพักสักครู่ จากนั้นก็ค้นเอาโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงของร่างข้างๆ โชคดีที่มันแค่หน้าจอแตก แต่ยังสามารถสแกนลายนิ้วมือใช้ได้อยู่


    แรนดอลกดหมายเลขที่เขาเคยโดนสั่งให้ท่องจำไว้ กดโทรออกไม่นาน ปลายสายก็รับ


    “แรนดอล โคโรเนล.. รหัส00003ครับ”


    (“.....”)


    “ผมตกรถ ส่งรถมารับผมที่นี่ได้ไหมครับคุณโจนส์”


    (“เจอกันตรงทางที่นายเข้าไปแล้วกัน”)


    “ครับ”


    การสนทนาสั้นๆไม่นานก็กดวางสาย ไม่มีการถามอะไรเพิ่มเติม ตามสไตล์คุณโจนส์ที่แรนดอลคิดว่าคือเรื่องดีอย่างหนึ่ง


    เป็นเรื่องไม่ปกติที่แรนดอลมีเบอร์ส่วนตัวของครูฝึก, ใช่ ไม่มีใครในรุ่นเดียวกับเขามีหรอก เพราะเขาเป็นลูกศิษย์คนโปรดเพียงคนเดียวของคุณโจนส์ในเกรดเก้า และเป็นเด็กเพียงคนเดียวที่เคยร่วมงานกับคุณโจนส์ถึงสามครั้ง


    ความรู้สึกที่มีต่อกันไม่ใช่ความรู้สึกเอ็นดูแบบที่ผู้ใหญ่ทั่วไปมี แต่เป็นความรู้สึกว่าจะใช้งานได้ในอนาคต 


    แรนดอลทิ้งโทรศัพท์ลงกับพื้น เผอิญเห็นการ์ดสีเงินโผล่ออกมาจากกระเป๋าพอดี คงหลุดมาตามแรงตอนดึงโทรศัพท์ เขานึกได้ว่าต้องใช้จึงคว้ามันขึ้นมาถือไว้ จากนั้นก็หันไปเปิดลิ้นชักที่สามแล้วเอานิ้วเดิมทั้งห้าสแกนตู้เซฟอีกครั้ง


    —เอกสารของลูเซียโน่ยังอยู่ในตู้เซฟ


    มีความเป็นไปได้ที่สมเหตุสมผลอยู่หนึ่งอย่าง: แดนเฝ้ามองแรนดอลผ่านกล้องวงจรปิดในห้องนี้ถึงแค่ตอนที่เขาเปิดตู้เซฟเจอซองเอกสาร จากนั้นก็รีบไปรวมตัวกับวิลเลียม จึงไม่ได้เห็นตอนที่เขาเก็บมันกลับลงไปพร้อมปิดลิ้นชัดในจังหวะที่ผู้มาเยือนใหม่เปิดประตูเข้ามา


    ดังนั้นซองเอกสารที่วิลเลียมได้ไปคงเป็นอะไรสักอย่างที่หล่นลงมาจากโต๊ะทำงาน ส่วนของสำคัญของจริงอยู่ที่นี่.. อยู่ในมือของเขา


    แรนดอลคว้าการ์ดขึ้นมาก่อนลุกหยิบไฟแช็คบนโต๊ะทำงานที่เขาเล็งเอาไว้ตั้งแต่แรก ใช้เอกสารต่างๆและร่างของผู้ตายภายในห้องนี้เป็นเชื้อเพลิง นับเป็นการตัดสินใจนอกแผน กระนั้นแรนดอลมั่นใจว่ามันคือการกระทำที่สมควรแล้วจากประสบการณ์ — ก่อนจะเกิดแรงระเบิดและไฟลุกท่วมทั้งชั้นนี้ ยังมีเวลามากพอให้เขาใช้ลิฟต์ลงไปยังชั้นล่าง


    ในหัวของแรนดอลเริ่มวางแผนการเอาคืนอย่างสาสมตั้งแต่วินาทีนั้น


    อย่างที่บอกไปว่าในตอนที่กอบโกยได้ ก็เอาไปให้เยอะที่สุดแล้วกัน


    เพราะหลังจากนี้จะไม่มีอะไรเหลือให้พวกมันอีกแล้ว


Views