#ดิออนออนเดอะโรลdionyk
11 : เที่ยวนิวยอร์กตามรอยผู้ชาย
  •      สวัสดีค่ะทุกคน กลับมาพบกันอีกครั้งในอีพีใหม่นี้ อย่างที่เราเคยบ่นๆในทวิตหลายครั้งว่าเราหมดเรื่องราวที่จะนำมาแบ่งปันกับเพื่อนๆในขั้นตอนก่อนมาอเมริกาและยังรวมไปถึงขั้นตอนเมื่อมาถึงอเมริกาด้วย เพราะเรื่องราวของเรามันผ่านมาเกือบ 2 ปีเต็มๆเลยค่ะ ทุกอย่างมันเลยค่อนข้าง out of date ไปแล้วนั่นเอง ตอนนี้แทบจะไม่มีอะไรเหมือนกับตอนที่เรามาถึงครั้งแรกแล้วค่ะ ฮ่าๆ
         หลังจากนั้นเราก็เลยพยายามคิดต่อว่าเส้นทางของบล็อก #ดิออนออนเดอะโรล นี้มันควรไปทางไหนดี เราคิดกับตัวเองมาหลายเดือนตั้งแต่ตอนก่อนหน้านี้ที่เราตั้งใจจะกลับไทย จนมาถึงวันนี้ที่ชีวิตเรามันเปลี่ยนไปอีกหน้าหนึ่ง ไม่ได้มีแพลนแบบตอนแรกอีกแล้ว เราได้ข้อสรุปกับตัวเองว่าคงจะมาเขียนเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยให้ผู้ติดตามได้อ่านกัน เพิ่มเติ่มคือการเขียนบล็อกท่องเที่ยว และรวมถึงชีวิตในอนาคตด้วยค่ะว่าเราจะไปได้ขนาดไหนกันนะ ฮ่าๆ
         เอาจริงๆ ในหัวตอนนี้มีแพลนคร่าวๆให้ตัวเองไว้แล้ว แต่มันต้องรอดูหลายๆปัจจัยในอนาคตว่าเราจะทำได้หรือไม่ ยังไงมาร่วมลุ้นไปด้วยกันนะคะ รวมถึงเป็นกำลังใจให้ว่าที่ออแพร์หรือออแพร์ปัจจุบันทุกท่านเลยนะคะ ทุกคนเก่งมากๆเลย คนที่อยู่ไทยอีกไม่นานก็ได้มาแล้ว ส่วนคนที่อยู่ที่นี่แล้วก็ขอเป็นกำลังใจให้ในเรื่องการงาน และขอให้สนุกกับชีวิตในอเมริกานะคะ เขียนเวิ่้นเว้อมาซะเยอะเลย ตอนนี้ทุกคนพร้อมอ่านเรื่องราวการท่องเที่ยวของเรากันหรือยังเอ่ย ถ้าพร้อมแล้ว มาเที่ยวไปด้วยกันเลยนะคะ :)


    เที่ยวตามรอย NCT127
         ใช่แล้วทุกคน เราขอโทษทุกคนที่ติดตามเราในทวิตเตอร์เพราะเรื่องออแพร์ในใจตลอดเลย เพราะเราพูดถึงเรื่องออแพร์ในทวิตเตอร์น้อยมาก แต่ใช้มันเป็นช่องทางการติดต่อกับทุกคน นั่นก็เพราะว่าเราเล่นทวิตเตอร์ทั้งวันค่ะ เห็นข้อความได้ง่ายกว่าทุกช่องทาง ที่ขอโทษเพราะเราเป็นติ่งเกาหลีนั่นเอง ฮ่าๆ จะเห็นได้จากไบโอเราเลยว่าเราชื่นชอบวงไหนบ้าง เราทวิตเรื่องไอดอลเยอะมาก แล้วไม่ใช่แค่วงเดียวด้วย ฉะนั้นอยากขอเตือนทุกคนที่ติดตามเราไปจากบล็อกว่าไม่ต้องกดติดตามเราในทวิตเตอร์ก็ได้นะคะ เราเปิด direct message ไว้ตลอด ส่งข้อความมาหาเราเฉยๆก็ได้ฮะ
         มาเริ่มเรื่องราวท่องเที่ยวกันเลยแล้วกันนะคะ ทริปนี้เป็นการไปเที่ยวคนเดียวที่ไม่ได้วางแพลนอะไรไว้เลย รู้สึกเคว้งคว้างมาก แต่ถ้าไม่ไปตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะได้ไปอีกเมื่อไหร่เลยค่ะ เป็นทริปที่คิดว่าตัดสินได้ถูกต้องแล้ว เพราะอาทิตย์ถัดมาข่าวโควิดก็แพร่สะพัดไปทั่วโลก รวมถึงนิวยอร์กก็เป็นรัฐแรกๆที่ตรวจพบเชื้อ ทางรัฐเลยทำการล็อคดาวน์อย่างรวดเร็ว แล้วค่อยๆตามมาด้วยรัฐใกล้เคียง และแพร่ไปทั่วประเทศในภายหลัง
         ทริปนี้เกิดจากโฮสต์ไม่ได้บอกอะไรเราเลยว่าญาติจะมาเยี่ยมแล้วเขาให้เราหยุด full weekend ในสัปดาห์นั้น เราเริ่มวางแพลนเที่ยวตอนวันพุธได้ค่ะ ตั๋วรถหรือโรงแรมก็ยังไม่ได้จอง แถมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องจองยังไง ฮ่าๆ วันพฤหัสบดีเลยขอความช่วยเหลือจากโฮสต์แด๊ด เขาช่วยจองรถบัสกับโรงแรมให้ (แต่เงินเรานะ) ในที่สุดก็ได้ตั๋วรถบัสและรอคอยการไปเที่ยววันเสาร์ที่จะถึงนั้นสุดๆเลยค่ะ
         เราจัดกระเป๋าสำหรับทริป 2 วัน 1 คืนไว้อย่างดี ตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นเลย แต่ลืมเช็กสภาพอากาศค่ะ (ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนในอเมริกา ควรเช็กสภาพอากาศตลอดค่ะ) วันเสาร์ฝนตกหนักมาก ทำเอาเราเซ็งอยู่เหมือนกัน เพราะไม่รู้จะเที่ยวยังไง เราเลยลดแพลนลงเหลือแค่เที่ยววันอาทิตย์ แล้ววันเสาร์เป็นวันเดินเล่นชิลๆแทนค่ะ ด้านล่างนี้คือสถานที่ที่เราตั้งใจจะไปตามรอย NCT127 นะคะ แต่ไปได้ไม่กี่อัน เพราะฟ้าฝน รวมถึงเวลาไม่พอด้วยค่ะ
        พยายามสุดความสามารถในการวาดแผนที่แล้วค่ะทุกคน ฮ่าๆ เราเที่ยวแค่ฝั่ง Manhattan นะคะ เพราะมีเวลาแค่วันเดียว จริงๆวางแผนจะไป Dumbo ที่ฝั่ง Brooklyn ด้วย แต่มันห่างกันพอสมควรกับย่านที่เราไปพัก เราเลยเลือกแค่ช่วงกลางๆถึงตอนเกือบล่างเท่านั้นค่ะ เอาล่ะ ทีนี้มาดูกันซิว่าเราไปไหนมาบ้าง สังเกตรูปประกอบดีๆนะ มีอะไรให้ดูตอนท้ายด้วย ;)

    สถานที่ที่แวะตามรอยและเข้าชม
         1) Washington Square Park - ไปเป็นที่แรกเลยค่ะ เพราะว่าเดินจากที่พักไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึง Park แล้วค่ะ สวนสาธารณะนี้เป็นสวนที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี การเป็นประธานาธิบดีคนแรกของจอร์จ วอชิงตัน ซึ่งในสวนก็จะมีรูปปั้นของเขาอยู่ตรงทิศเหนือด้วยค่ะ สวนนี้ตั้งอยู่ใจกลางมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ย่านนี้เลยจะมีนักศึกษาเยอะ รวมถึงมีการจัดแสดงต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นดนตรี, ศิลปะ หรือ performance art ในแขนงอื่นๆ รวมถึงยังมีที่ในสุนัขเดินเล่นและกระดานหมากรุกให้เหล่าผู้เล่นได้มาแสดงความสามารถและเพลิดเพลินกันอีกด้วยค่ะ     ส่วนตัวแล้วชอบสวนนี้ตรงมันร่มรื่นดีนะคะ อยู่ใจกลางเมืองแต่ก็มีพื้นที่สีเขียวให้เราเดินนั่งเล่นหรือพักผ่อน แถมอยู่ในย่านที่เป็นย่านนักศึกษาด้วย จึงมีความปลอดภัย ไร้ homeless ค่ะ เดินทางง่ายมากด้วยค่ะ เราแนะนำไม่ถูกว่าต้องเดินทางยังไง แต่ถ้าใครจะขึ้นซับเวย์ แนะนำให้โหลด New York Subway MTA Map ไว้เลยนะคะ เอาไว้ดูสายรถไฟ รวมถึงใช้ควบคู่กันกับ Google Map ด้วยค่ะ อันนี้เอาไว้เช็กว่าเราสามารถขึ้นรถไฟสายไหนได้บ้างค่ะ จะไปไหนก็ค้นหาสถานที่นั้นๆ แล้วเลือกการเดินทางด้วยรถสาธารณะนะคะ
         2) Union Square Subway Station - เราก็ไม่รู้ว่า NCT เขามาทำไม แต่ย่านนี้เป็นย่านช็อปปิ้งค่ะ มีของหลากหลายแบรนด์ให้เลือกซื้อ เดินตามบล็อกไปก็จะเจอกับแบรนด์หลากหลายร้านเลย แล้วก็มีจะงานจัดแสดงศิลปะเล็กๆ หรือแม้กระทั่ง local market ก็มีที่ Union Square ซึ่งตอนเราไปตามรอย เราก็เดินเล่นหาของกินไปพลางๆ เพิ่งมาถึงใหม่ๆ ยังไม่กล้าซื้อของเท่าไหร่ค่ะ ส่วนใหญ่มีแต่เรื่องกิน เราไปแม้กระทั่ง Whole Foods ที่อยู่ตรงหน้าสถานี เพราะโดยองไปกินข้าวที่นั่นค่ะ ฮ่าๆ การเป็นติ่งนี่มันสุดยอดจริงๆ บ้ามาก แต่สนุกมากค่ะ มีคนทักด้วยว่า 'I have never seen anyone take a photo of their phones before.' คือเราถ่ายรูปตามรอยจากโทรศัพท์แหละ เขินจัง
        3) MoMA - พอเรากินข้าวเสร็จ เราก็ออกเดินทางจาก Union Square ไป MoMA (เราจำไม่ได้แล้วว่าใช้รถไฟสายไหน แต่สามารถเช็กได้ในแอพลิเคชั่นที่แนะนำพร้อมกับ Google Map เลยนะคะ) ซึ่งเรื่องตั๋วรถไฟนี่ก็ตลกเหมือนกัน เพราะเราไปครั้งแรก เราเลยไม่รู้ว่ามันต้องซื้อยังไง เราถามเพื่อนที่เคยเที่ยวในนิวยอร์กมา เขาบอกว่าซื้อได้ที่เครื่องขายบัตรเลย เราเลยกดซื้อเป็นตั๋ว Single Ride เอา ราคา 3$ ต่อเที่ยวค่ะ เรามองว่ามันไม่แพงนะ โอเคเลย แต่จริงๆแนะนำว่าให้ซื้อเป็นบัตร Metrocard ไปเลยดีกว่าค่ะ เติมเงินเอา เหมือนบัตร Rabbit หรือบัตร MRT บ้านเรา ไม่ได้ส่วนลดใดๆนะคะ แต่ประหยัดเวลากดบัตรลงไปมาก รวมถึงถ้าใครวางแพลนจะใช้ Subway เดินทางอยู่แล้ว ยิ่งสะดวกเข้าไปใหญ่เลยค่ะ รูดบัตรเดียวเลย (จริงๆเราชอบบัตร Clipper ของ BayArea มากกว่า ครอบคลุมทุกอย่างเลย เดี๋ยวมาเขียนเรื่องท่องเที่ยวในซานฟรานอีกทีนะคะ)
        ตอนเราไป MoMA เรามีจุดประสงค์ที่จะไปดูงานที่ชื่อ Broadway Boogie Woogie ซึ่งเป็นผลงานของ Piet Mondrian (พีท มองเดรียน/ปีต โมดรียาน) เราเคยเรียนวิชา Man&Art ค่ะ แล้วอาจารย์สอนสนุกมาก บวกกับเราได้ทำโปรเจกต์ pocket book เกี่ยวกับพีท (ใครอยากอ่าน ทักมาได้นะคะ ภูมิใจกับงานชิ้นนี้มาก ฮ่าๆ) เราเลยกลายเป็นคนรอบรู้เรื่องงานเขาไปอยู่ 1 เทอมเต็มๆ และอยากไปดูด้วยตาตัวเองว่าสรุปแล้วว่ามันเป็นงานศิลปะประเภทไหนกันแน่ และไม่ผิดหวังค่ะ ชอบมาก ช่วงที่ไปตรงกับช่วงที่ทาง museum ได้จัดแสดงงาน Starry Night ของแวนโกะพอดี เลยกลายเป็น Highlight ของการไปเยี่ยมชมงานศิลปะของเราวันนั้นไปโดยบังเอิญ แต่มีงานอีกหลายชิ้นมากๆที่เป็นงานดังระดับโลก เราชอบมาก สนุกมากๆ เพลิดเพลินกับงานศิลปะมากค่ะ เหมือนจะมีทั้งหมด 5 ชั้นนะคะในการจัดแสดงงานของที่นี่ ใครที่ชอบงาน Modern Art แนะนำเลยค่ะ คุ้มแน่นอนกับค่าเข้าชม 25$ เนี่ย เราชอบมาก
    ชิ้นงานแรกคือ Broadway Boogie Woogie ที่เราตั้งใจไปดูค่ะ
         4) Central Park - พยายามแล้วค่ะ แต่สวนใหญ่มาก เดินทั้งวันก็ไม่ถึงไหน แล้วเรามีเวลาจำกัด เราก็เลยปล่อยเลย เดินเล่นในนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงได้ แต่ไม่ถึงจุดหมายสักที เราเดินออกมาเลยค่ะ แง เหนื่อยมาก จุดที่เราไปมันเป็นเนินพอดี ไม่ไหวๆ ไว้คราวหน้าไปตามรอยใหม่นะน้องแทยงน้องม้าค ฮ่าๆ
         5) 5th Avenue Station - ใช่ค่ะ อันนี้มาขึ้นรถไฟกลับเฉยๆ แต่พอดีว่าน้องมาร์คเขาก็มาถ่ายในสถานีด้วย ก็เลยถือว่าตามรอยน้องไปในตัวด้วยเลยแล้วกันเนอะ ฮ่าๆ ซึ่งจุดหมายของเราคือ Hadson Yards Station ค่ะ เป็นจุดจอดรถบัสเราพอดี แล้วระแวกนั้นติด Highline และ The Vessel ด้วย เลยได้ไปชมสถานที่ทั้งสองเล็กน้อยก่อนกลับบ้านค่ะ
         แต่จะกลับง่ายๆก็คงไม่ใช่เราที่ขึ้นชื่อว่าเด๋อเสมอเมื่อมีทริป ฮ่าๆ เราหลงขบวนรถไฟค่ะ เราต้องนั่งไปลงที่ Times Square ก่อน แล้วค่อยต่อไป Hudson Yards อีกต่อหนึ่ง แต่เราหลงไป Queens เลยค่ะคุณผู้อ่าน ยังดีที่หลงไปแค่ 1 สถานี คือมันมี 1 สถานีที่เราสามารถเปลี่ยนกลับไปฝั่ง Manhattan ได้ แต่เรานั่งเลยไป ทีนี้เลยต้องเดินกลับมาสถานีนั้นที่ว่า เพราะมันไม่มีรถไฟขบวนไหนกลับมาได้แล้ว ฮ่าๆ เดินไม่ไกลมากค่ะ แค่ 10 นาที ช่วงเวลา 10 นาทีที่เดินอยู่ใน Queens คือน่ากลัวมาก เมืองดูร้างแปลกๆ มีแต่สิ่งก่อสร้างเลยค่ะตอนนั้น เราก็ไม่รู้ว่ามันเพราะอะไร แต่สุดท้ายก็ถึงอีกสถานีหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนกลับไปฝั่ง Manhattan ได้อย่างปลอดภัย ทีนี้เราเช็กแล้วเช็กอีกจนแน่ใจว่าถูกแล้วถึงขึ้นค่ะ แล้วมันก็พาไป Times Square อีกนั่นแหละ จากตอนแรกที่ว่าจะแวะ แวะไม่ได้แล้วค่ะ เพราะเสียเวลาหลงไปชั่วโมงกว่าๆ ก็เลยลงไปต่อที่ Hudson Yards เลย ฮ่าๆ
       6) The Vessel - ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะมาค่ะ แต่บังเอิญว่ามันอยู่ใกล้จุดจอดรถบัสที่เราต้องนั่งกลับบ้านพอดี เลยกลายเป็นว่าได้ตามรอยโดยองกับจอห์นนี่อีกอันก่อนจะกลับบ้านจริงๆ แต่ตอนเราไปแถวยาวมากๆ เรามีเวลาเหลือเกือบ 2 ชั่วโมง แต่คิดว่าถ้าไปต่อแถวก็คงไม่ได้ขึ้นแน่นอน เราเลยเดินชมรอบๆเท่านั้นค่ะ ซึ่ง The Vessel ขึ้นฟรีนะทุกคน เข้าเว็บไซต์ของเขาแล้วไปกดจองรอบเลยค่ะ ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ถ้าคนเยอะ มันต้องรอนานมากแค่นั้นเลยค่ะ แล้ววันนั้นเราเหลือเวลาไม่มาก ก็เลยเลือกที่จะไม่ขึ้นแล้วเดินไปดูแม่น้ำ Hudson แทน บวกกับเดินเล่นบน Highline แป๊บหนึ่ง ประมาณ 15 นาทีได้ค่ะ เพราะเจ้าหน้าที่จะปิดประตูแล้วนั่นเอง (Highline มีเวลาเปิดปิดที่ตรงเวลามาก ยังไงใครจะไปเช็กตารางเปิดปิดของสวนไว้ด้วยนะคะ)
         ทั้งหมดนี้คือสถานที่ที่เราได้ไปแวะชมในทริปนี้มาค่ะ เป็นการไปเที่ยวคนเดียวที่ค่อนข้างงงมากๆ ไปไหนไม่เป็นเลย แต่ก็มีชีวิตรอดมาได้นะคะ เก่งมากตัวฉัน ฮ่าๆ และใช่แล้วค่ะ เห็น hint ในแต่รูปที่เราเอามาประกอบมั้ยเอ่ย ทุกรูปจะมีคำว่า VLOG อยู่นั่นเอง อย่าไปบอกใครนะว่าก่อนเรามาเขียนบล็อก เราพยายามเป็นยูทูปเบอร์มาก่อน แต่สายตัดวิดีโอไม่ใช่งานเราจริงๆและบวกกับเราใช้คอมพิวเตอร์ระบบ Microsoft ด้วย การโอนย้ายไฟล์วิดีโอจากไอโฟนมันเลยยากลำบากมากค่ะ (เราใช้ไอโฟนถ่ายทั้งหมดเลยค่ะ) เราก็เลยตัดสินใจหยุดทำวิดีโอมาเป็นปีแล้ว เดี๋ยวยังไงซื้อแมคแล้วจะกลับมานะคะ ฮ่าๆ (ถ้ามีเวลานะ) ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอแปะคลิปไว้หน่อยแล้วกันนะคะ หวังว่าทุกคนจะสนุกกับการอ่านและการรับชม VLOG ของเรานะคะ อาจจะเวียนหัวหน่อยนะคะ มือใหม่มากๆ ยังไงก็ฝากด้วยค่ะ See you next time! :)


    ติดต่อเราได้ทางทวิตเตอร์ @dionyk_ นะคะ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in