#ดิออนออนเดอะโรลdionyk
10 : ประสบการณ์
  •      สวัสดีค่ะทุกคน กลับมาพบกับเราอีกครั้งในอีพีที่ 10 อย่างที่เคยเกริ่นไปว่าจะมาเขียนประสบการณ์การอยู่สหรัฐอเมริกาในฐานะออแพร์ของเราให้อ่านกันแน่นอน ได้ฤกษ์มาเขียนแล้วค่ะทุกคน เย่!
         ก่อนอื่นเลยก็ขออัปเดตชีวิตตอนนี้ของเราก่อน จากตอนแรกที่เราบอกไว้ว่าจะกลับไทยเดือนสิงหาคมนี้ สุดท้ายแล้วต้องเลื่อนออกไปก่อนค่ะ เดือนกรกฎาคม went crazy for me and I have cried a lot. จะบอกว่าร้องไห้เยอะมากจริงๆ ในทุกๆเรื่องที่เกิดขึ้นเลยค่ะ แต่เราไม่บอกตอนนี้หรอกว่ามีอะไรบ้าง รอให้ทุกคนไปอ่านจากบทความด้านล่างเอาแล้วกันนะคะ แฮ่ ถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มกันเลยนะคะ


         ทุกคนก็น่าจะรู้มาบ้างเนอะว่าบ้านแรกเราดูแลน้อง 3 คน และบ้านที่ 2 เราดูแลน้องแค่ 1 คน ฉะนั้นเนื้องานมันก็จะต่างกันหน่อย แต่ที่ต่างก็ไม่ได้มีแค่เนื้องานค่ะ มีหลายอย่างมาก ก็หวังว่าทุกคนจะสนุกกับการอ่านนะคะ ;-)

    My first year.
    Wynnewood, PA
         
         ถ้าใครได้ตามอ่าน #ดิออนออนเดอะโรล ในทวิตเตอร์มาบ้าง จะรู้ว่าปีแรกเราไม่สวยหรูเลย อาจจะเป็นเพราะเรารีบแมทช์เกินไป จนไม่ได้ดูความเป็นจริงเท่าไหร่ แค่คิดว่ามันโอเค ก็แมทช์กับเขาและบินมาอเมริกาโดยใช้ระยะเวลาแค่ 1 เดือนครึ่งเท่านั้น
         ก็ยังยืนยันคำเดิมตลอดว่าโฮสต์ดี แต่งานไม่ได้ดีตามเลย แล้วช่วงที่เราอยู่กับเขาเป็นช่วงโควิด ทุกอย่างมันแย่ไปหมดเลยค่ะ ทุกคนต้องอยู่บ้าน และเรารับหน้าที่ดูแลน้องคนเดียวเป็นระยะเวลากว่า 3-4 เดือน โฮสต์ถึงเริ่มเอาคนอื่นเข้ามาช่วยบ้าง
         เดี๋ยวเรามาย้อนว่าเราแมทช์กับเขาได้ยังไง คือเขามีออแพร์ไทยอยู่ก่อนแล้วค่ะ ทีนี้ออแพร์เขาก็จะกลับไทยเลยหาคนไปแทน อย่างแรกที่เลือกแมทช์เพราะมีคนไทยอยู่ก่อนเราแล้ว เราเลยคิดว่าเราก็ต้องอยู่ได้แหละ อย่างที่ 2 คือเขาก็น่ารักดีค่ะ น้องน่ารัก และสุดท้ายคือเรื่องตารางงาน ด้วยความที่เรามือใหม่ เราก็มองว่ามันไม่แย่นะ ทำงาน 6-9 โมงเช้า เตรียมน้องไปโรงเรียน พอน้องไปโรงเรียนแล้วก็พักจนถึงเที่ยง ทำข้าวเที่ยงให้น้องคนกลาง เพราะน้องไปโรงเรียนแค่ half day สุดท้ายก็ทำงานตั้งแต่เที่ยงถึง 5 โมงเย็น ตอนบ่ายพาน้องคนกลาง nap ยกเว้นถ้าวันนั้นโฮสต์แด๊ดไม่อยู่บ้าน เราจะได้พักตอนบ่ายอีก เพื่อทำตอนเย็นตั้งแต่ 6 โมงเย็น - 2 ทุ่มครึ่ง (ต้องพาน้องคนโตและคนกลางนอนค่ะ) และทำงานวันเสาร์อีก 8 โมงเช้า - บ่ายโมง (พาน้องคนกลาง nap) นั่นคือตารางงานที่เราได้รับก่อนจะตัดสินใจแมทช์ สรุปแล้วเราต้องทำงาน 6 วัน แต่ชั่วโมงก็ 45 ชั่วโมงรวมถึงทุกอย่างก็ถูกต้องตามกฎของออแพร์ คือออแพร์จะได้หยุด 1.5 day per week and 1 full weekend off per month
         ทุกอย่างเหมือนจะโอเค แต่สุดท้ายมาเจอหน้างานคือเราต้องทำอาหาร 3 มื้อเลย และไม่ใช่แค่ให้น้องค่ะ ให้ทั้งครอบครัว ตอนเช้าและตอนบ่ายยังโอเคที่ทำให้แค่น้อง แต่ตอนเย็นคือทำให้ทั้งครอบครัว เราในตอนนั้นก็ด้วยความไม่อะไร เลยทำๆไป ก็มีแอบบ่นบ้าง แต่ไม่เคยเลยที่จะรายงานใคร ฮ่าๆ และอีกเรื่องคือพับผ้า เขาให้เราพับให้ทั้งครอบครัว เพราะเขาให้เหตุผลมาว่าเขาซักแล้ว เราก็ทำแค่พับเท่านั้น ตอนแรกเราก็เอ๊ะ แต่คิดไปคิดมา มันก็ได้มั้ง และเรื่องสุดท้ายคือของเล่น เขามี playroom ให้ลูกใหญ่มาก และหน้าที่ของเราคือ make it tidy ค่ะ put away ของวนไปสิคะ สรุปงานเราในปีแรกเหมือนไปเป็น Maid มากกว่าเป็นออแพร์ซะอีกค่ะ 
         มา toxic อีกทีตอนโดนญาติเขาด่าเป็นภาษาจีน แล้วเราฟังไม่ออก เขาด่าเราอะไรก็ไม่รู้ อันนี้เราบอกโฮสต์นะว่าเขามาชี้หน้าเรา แล้วพูดจีนใส่เรา แต่โฮสต์ก็บอกว่าอย่าไปสนใจเลย เดี๋ยวเขาก็ไปแล้ว เราก็เลยโอเค เพราะอีก 2 อาทิตย์ต่อมา เขาก็บินกลับจีนไปค่ะ และลั่นวาจาว่าจะไม่มาเหยียบอเมริกาอีก
         เราก็คิดว่าจะจบแค่นั้นแล้ว บอกก่อนว่าเราโอเคกับโฮสต์และน้องนะ น้องน่ารักมากๆ คือเราอยู่กับเด็กคนไหน เราก็รักเด็กไปหมดเลยค่ะ แม้แต่ตอนที่ไปเก็บชั่วโมงที่ daycare ก็แอบมีลูกเป็นโขยงเลยค่ะ ฮ่าๆ อย่างที่บอกว่าคิดว่าจะจบ แต่มันไม่จบ เดือนกุมภาพันธ์เริ่มได้ข่าวโควิดค่ะ เพราะพ่อโฮสต์มัมอาศัยอยู่ที่จีน และเขาจะบินกลับมาอีก เพื่อจะมาช่วยดูแลลูกของพี่สาวโฮสต์มัมที่จะคลอดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เขาบินมาต้นเดือนกุมภาพันธ์พอดี เราก็โอเค ไม่ได้อะไร เพราะเคยเจอเขามาก่อนแล้ว 
         ตอนนั้นมันแย่ตรงที่เราโดนด่าอีกแล้ว คราวนี้เป็นภาษาอังกฤษ ‘You look like an uneducated person. Look like no one teach you about manner.’ ค่ะ โดนด่าว่าไม่มีการศึกษา เพราะพ่อโฮสต์มัมเป็นคนลาว เขาก็พูดลาวกับเรา แต่เราไม่เรียกเขาด้วยชื่อนำหน้าเวลาเราเรียกเขา เราพูดแค่ Excuse me ตลอด เขาเลยเข้าใจว่าคงไม่มีใครสอนเราเรื่องมารยาทสินะ ฮ่าๆ บอกก่อนว่าด้วยความที่เรามาใหม่ เรื่อง culture ต่างๆ เราก็ยังไม่รู้อะไรว่าเราต้องทำตัวยังไง เราไม่รู้ว่า culture ลาวกับไทยเหมือนกันมั้ย คือมาบอกเราดีๆก็ได้นะจริงๆแล้ว แต่นี่เขาเลือกที่จะหักหน้าเรากลางโต๊ะกินข้าวเลยค่ะ แล้วพอผ่านไป 2-3 วัน เหมือนเราทำใจได้แล้ว โฮสต์ก็หาทางออกให้เราว่าเรียกเขาว่า ‘คุณลุง’ แล้วกันนะ เราเลยโอเค และก็เป็นเพื่อนที่ดีให้เขาได้อีกประมาณ 3 อาทิตย์ เขาก็ได้ไฟลท์บินไปบ้านพี่สาวของโฮสต์มัมค่ะ เราก็คิดนะว่าเขาด่าเรา เพราะเขาเครียด จริงๆเขาต้องบินไปตั้งแต่ 2-3 อาทิตย์แรกที่เขามาอยู่แล้วค่ะ ที่เขาอยู่บ้านโฮสต์เพราะเขาแค่มาเยี่ยม แต่เขาโดนยกเลิกไฟลท์ เพราะอเมริกายกเลิกไฟลท์ในและนอกประเทศทั้งหมดเลยค่ะตอนนั้น ทำให้เขาติดอยู่บ้านโฮสต์เกือบ 2 เดือนเต็มๆ แต่ในที่สุดทุกอย่างก็คลี่คลาย เราคุยกับเขาได้มากขึ้น ก่อนจะดีกับเขาได้ เราก็โดนเพื่อนด่าและทำให้แม่เป็นห่วงมากๆ ว่าเขาด่าขนาดนี้ ทำไมไม่ออกไป จนถึงทุกวันนี้ก็คิดนะ เออ เราทนทำไมวะ ฮือ
         ใช่ค่ะ อย่างแรกคือเพราะมันปิดประเทศกันจริงจังมาก ไม่มีไฟลท์บินเลยสักที่ เราเลยกลัวว่าเราจะหาโฮสต์ไม่ได้ และเรายังโอเคกับโฮสต์และน้อง เลยเลือกอยู่ต่อกับเขา และทำงานที่คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็น Maid มากกว่าออแพร์จนจบโครงการปีแรกเลยค่ะ บอกก่อนว่าช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนออกจากบ้านเขา เราได้ทำหน้าที่ออแพร์จริงๆเยอะขึ้น เพราะเราต้องดูแลน้องคนกลางและคนเล็กเยอะมาก ได้ทำงาน 8 โมงเช้า - 5 โมงเย็นแทน และได้หยุดเสาร์-อาทิตย์ 3 เดือนสุดท้ายค่อนข้าง chill ค่ะ เลยอยู่จนจบกับเขาได้ และ keep in touch มาจนถึงทุกวันนี้
         กว่าจะผ่านปีแรกมาได้สะบักสะบอมไม่ไหวแล้วจ้า ฮ่าๆ แต่ก็ผ่านมาได้นะ ทีนี้ปีที่ 2 เราเลยเลือกจะย้ายบ้าน เพราะอยากได้ experience ในต่างที่ เราโอเคกับโฮสต์นะ แต่เราเบื่องานมากๆ มันอยู่แต่บ้าน น้อง 3 คนด้วย เราเสร็จจากน้องคนหนึ่ง เราก็ต้องมาดูอีกคน มันน่าเบื่อมาก งานวนลูป และเราอยากย้ายที่ด้วยแหละค่ะ เลยบอกโฮสต์ไปว่าเราจะต่อปี 2 กับบ้านใหม่นะ โฮสต์ก็เข้าใจและปล่อยเรามา ฮ่าๆ และหลังจากนี้จะเป็นการเล่าเรื่องการออนไลน์หาบ้านปีสองแล้วนะคะ ถ้าทุกคนพร้อมรับรู้ชีวิตปี 2 ของเราแล้ว ก็มาเริ่มกันเลย

    My second year.
    Sunnyvale, CA and Erie, CO

         บอกก่อนว่าสำหรับเอเจนซี่เรา AuPairCare ถ้าจะต่อปีสองกับบ้านใหม่ต้องเสียเงินเองนะคะ จำนวน 367$ (ไม่แน่ใจบ้านเดิม แต่คิดว่าโฮสต์จ่ายให้ค่ะ) เราเห็นเพื่อนจาก CC ก็มาแชร์ว่าของเขาเสีย 395$ และสุดท้าย APIA เหมือนจะไม่ได้เสียค่ะ ฉะนั้นถ้าใครวางแพลนจะอยู่ 2 ปี แล้วอยากประหยัดค่าใช้จ่ายตรงนี้ ก็ลองถามเอเจนซี่ดูด้วยนะคะ
         สำหรับเรา เรามองว่า 367$ อันนี้ เราเสียไปเพื่อซื้อประสบการณ์ใหม่ๆให้กับชีวิตตัวเอง เลยไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไร เพราะเราเลือกที่จะบินจากฝั่ง East มา West ด้วยแหละค่ะ เลยคิดว่าคุ้มค่าแล้ว คิดซะว่าเป็นตั๋วเครื่องบิน (แต่จริงๆโฮสต์จ่ายค่าเครื่องให้เรานะ ฮ่าๆ)
         มาเล่าท้าวความเรื่องหาบ้านปี 2 กันก่อนเลยนะคะ เราเริ่มออนไลน์หาบ้านตั้งแต่กรกฎาคม 2020 เลยค่ะ แต่จบโครงการปีแรกเดือนตุลาคมนะ ที่เราออนไลน์เร็วเพราะต้องการให้โฮสต์บ้านแรกของเรา เขามีเวลาหาคนใหม่ด้วยแหละค่ะ อย่างที่บอกไปว่าสุดท้ายเขาก็ได้คนจากไทย เพราะน้องคนกลางเข้าข่ายข้อยกเว้นในการรับออแพร์จากนอกประเทศ 
         เรื่องราวตอนหาบ้านใหม่คือเครียดมาก แต่ก็ยังโอเค เพราะว่าเรามีเวลาเกือบ 3 เดือนในการหาเลยค่ะ เราเคยเล่าในวิดีโอของนัทไปว่าเรามีโฮสต์เข้ามาถึง 42 บ้าน และคุยวิดีโอด้วยกัน 37 บ้าน เพราะตอนนั้นยังเอาคนจากนอกประเทศเข้ามาไม่ได้ด้วยแหละค่ะ เราเลยฮอตเบาๆ ฮ่าๆ ถ้าใครตามเราในทวิตเตอร์ ก็จะเห็นว่าเราปสด.มาก จะแมทช์บ้านหนึ่งเพราะคิดว่าโอเค เขาก็ปฏิเสธเรา เราเลยเฟลอยู่สักพัก ก่อนจะหาไปเรื่อยๆจนมาเจอบ้านปัจจุบัน ฮือ
         สำหรับบ้านปัจจุบันตอนที่คุยกัน เราจะได้ดูแลน้อง 1 คนค่ะ ตารางงานเหมือนบ้านเดิมคือทำตั้งแต่ 8 โมงเช้า - 5 โมงเย็น และคุยแล้วเราประทับใจ คิดว่าเราอยู่กับเขารอดแน่ๆ มีหลายคนกังวลเรื่องหาโฮสต์อยู่เหมือนกันนะ เราก็ไม่รู้จะบอกยังไง  แต่เราแมทช์ด้วยความรู้สึกแรกว่าเขาใช่และเรื่อง Offer ที่เขาให้ด้วยแหละค่ะ เราบอกเลยว่าปี 2 เราละเอียดขึ้นมากจากปีแรก จริงๆเราลังเล 2 บ้านนะ แต่อีกบ้านเขามาบอกว่าได้คนแล้ว เราเลยตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และแมทช์กับอีกบ้านที่อยู่ Sunnyvale, CA ค่ะ
         เราก็อีเมล keep in touch ตลอดตอนที่แมทช์เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะเดินทางไปบ้านเขา 1 เดือน โฮสต์ก็มาบอกว่าตารางเปลี่ยนนะ น้องจะไปโรงเรียน เราเลยจะได้ทำเป็นแบบ split schedule แทน เราก็โอเคแหละ และสุดท้ายมันก็โอเคจริง เราเหมือนโดนสปอยล์เลยค่ะ ทำวันละ 4-5 ชั่วโมงใน weekdays และทำ 7 โมงครึ่ง - เที่ยงครึ่ง ในวันเสาร์ แค่นั้นเลยค่ะ
         โฮสต์ประเสริฐมาก อวยยศ 10 หน้ากระดาษเอสี่ก็คงไม่พอ แต่ให้ทุกคนรับรู้ว่าโฮสต์เราดีมากจริงๆค่ะ โฮสต์เป็นอเมริกันทั้งคู่ เราเลยได้เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ที่ต่างจากบ้านแรกเยอะพอสมควร ถึงน้องจะ terrible 2 ไปบ้าง แต่โดยรวมโอเคมากค่ะ เราอยู่บ้านปีสองอย่างแฮปปี้มาก โฮสต์ดีทุกอย่าง จนไม่อยากจากเขาไป แต่ก็ต้องไปเพราะเราจบโครงการปีสองเรียบร้อยแล้วค่ะ 
         เราเลือกต่อปี 2 แค่ 9 เดือน เพราะตอนแรกมีแพลนว่าจะกลับไปเรียนต่อปริญญาโทค่ะ พอใกล้วันก็คือร้องห่มร้องไห้ ไม่อยากจากโฮสต์ไปเลย แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะตอนแรกแน่วแน่แล้วว่าจะกลับ โฮสต์เลยได้ออแพร์คนใหม่มาแทนเรียบร้อยแล้วค่ะ เขาจะเริ่มงานเดือนสิงหาคมนี้แล้วด้วย ฮ่าๆ เดี๋ยวรอดูเลยว่าจะร้องไห้มั้ยตอนจะออกจากบ้านนี้ แง
         ด้วยเหตุนี้ เดือนกรกฎาคมของเราเลย went crazy เลยค่ะ อย่างแรกเราย้ายบ้านกับโฮสต์ด้วยค่ะ จาก CA มาอยู่ CO และมีประกาศ extension ให้ออแพร์ที่จบโครงการปีที่สองในระหว่างเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม 2021 ว่าสามารถต่อปี 3 ได้ 6, 9, 12 เดือน ตามต้องการ แต่วันสิ้นสุดโครงการปี 3 จะต้องไม่เกิน 31 กรกฎาคม 2022 เราจบโครงการ 20 กรกฎาคม 2021 แต่จะแมทช์กับบ้านเดิมไม่ได้แล้ว อย่างแรกคือออแพร์ใหม่เขาจะมาเดือนสิงหาคม และเขาเพิ่งได้วีซ่าก่อนที่ extension จะประกาศไม่ถึงอาทิตย์ดีด้วยซ้ำค่ะ อย่างที่สอง โฮสต์ก็เสียใจที่เราแมทช์ต่อกับเขาไม่ได้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาก็ผ่าน process กับออแพร์ใหม่เขาหมดแล้ว รอแค่ออแพร์ใหม่เขาบินมาจากญี่ปุ่นเท่านั้น (หาคนไทยไม่ได้ค่ะ เลยเอาออแพร์จากญี่ปุ่นแทน วีซ่าเขาผ่านง่ายมากด้วย ฮ่าๆ) เราก็ไม่อยากทำร้ายใครด้วย มันแย่อะเนอะ กว่าเขาจะผ่านกันมาได้และแมทช์กัน สุดท้ายเราก็ต้องยอมรับและหาบ้านใหม่ค่ะ เราตัดสินใจอยู่ต่อเพราะสถานการณ์ที่ไทยด้วยแหละค่ะ มันแย่ไปหมด และแม่เราก็เห็นด้วยว่าอยู่ไปก่อนค่อยกลับมา เราเลยเลือกอยู่ต่อ 12 เดือนค่ะ เดี๋ยวเราจะไปเล่าความ crazy ของเดือนกรกฎาคมในส่วนของปี 3 อีกทีนะคะ ไปกันเลย!

    My third year.
    Locust, NJ

         ก่อน extension ออก เรากำลังย้ายบ้านกับโฮสต์ค่ะ อย่างที่บอกว่าจาก CA มา CO และเราตั้งใจจะกลับไทยเพื่อพัก เราเริ่มทำเรื่องไปยุโรปต่อเรียบร้อยแล้วด้วยค่ะ เหลือแค่หาโฮสต์แล้วแมทช์ คือเรามองว่าเราอายุ 23 ปี และมีอะไรให้ experience อีกเยอะมากในชีวิต เลยเลือกจะไปหาประสบการณ์ต่อที่ยุโรปอีก ก่อนที่จะไม่ได้ทำ เราบอกโฮสต์ไปหมดแล้วด้วย ทั้งบ้านเก่าบ้านปัจจุบันเลยค่ะ แต่ทีนี้ ศบค. (หน่วยงานที่ดูแลเรื่องโควิดในไทย) ได้ประกาศออกมาว่าจะยกเลิกกักตัวฟรีแล้ว จะไม่มีการกักตัวฟรีอีก และเหตุผลที่ยกเลิกก็เพราะมีคนเดิมๆเข้าออกประเทศโดยการใช้กักตัวฟรี 3-4 ครั้ง เราคิดว่ามันไม่แพร์เลย เราเลยส่งเรื่องไปกับศบค.และคุยกับเขาอยู่เกือบ 2 อาทิตย์ค่ะ เขาบอกแค่จะนำเรื่องเสนอผอ.แล้วจะแจ้งอีกที ผลสรุปเรารอจนวันที่ extension ออก ก็ไม่มีข่าวคราวสักนิด
         เรามองว่าการที่เรากลับบ้านมันต้องเสียเงิน 5-6 หมื่นเลยเหรอ มันคือการกลับบ้านอะค่ะทุกคน รัฐบาลยังไม่ยอมช่วยเราเลย แถมเราฉีดวัคซีนแล้วแต่ยังต้องกักตัวและบังคับกักตัว 14 วันเต็มด้วย ราคาก็สูง 3-4 หมื่นบาทเลยค่ะ เราไม่ได้มาจากบ้านที่มีฐานะทางการเงินที่ดีขนาดนั้น แถมต้องเสียเงินไปนอนในโรงแรมเฉยๆด้วย เราคุยกับแม่เรื่องนี้ จนวันที่ extension ออก ผลสรุปที่คุยคือเราหยุด process ออแพร์ยุโรปของเราทั้งหมด และเลือกจะอยู่ที่นี่ต่อ 12 เดือน
         จากที่เล่าไปในพารากราฟของชีวิตปี 2 เราต่อบ้านเดิมไม่ได้เลยต้องหาบ้านใหม่ และ there’s a thing ค่ะ เอเจนซี่ไม่ได้ให้เราออนไลน์ทันทีในวันที่ extension ออก คือมันประกาศวันที่ 2 กรกฎาคมได้มั้งคะ ของเอเจนซี่อื่นนะคะที่ประกาศออกมาก่อน ส่วนเอเจนซี่เราส่งอีเมลมาให้เราวันที่ 5 กรกฎาคมค่ะ แต่ก็ไม่ได้ทำเรื่องออนไลน์เลย และเรามีเวลาอีกแค่ 14 วันก็จบโครงการแล้ว เราเลยวอแวเขาอยู่พักใหญ่ ส่งอีเมลไปหาทุกที่ในเอเจนซี่เลยค่ะ ในที่สุด เขาก็ให้เราเริ่ม submit form และออนไลน์ในวันที่ 15 กรกฎาคม แต่ให้เวลาเราหาครอบครัวใหม่ถึง 29 กรกฎาคม นั่นก็คือ 2 อาทิตย์เท่านั้น ตอนแรกเราก็โอเคแหละ พอเริ่มออนไลน์ เราก็หาไปเรื่อยๆและคุยกับทุกบ้านเลยด้วย เพราะเราไม่มีไอเดียอะไรเลยกับบ้านใหม่ เรายังเสียใจที่ต้องจากบ้านปัจจุบันเราไป จนผ่านไป 6 วัน เราไม่เจอเลยค่ะ ไม่เจอใครที่ถูกใจ เราเลยไปวอแวอีกรอบว่าเพิ่มเวลาให้ได้มั้ย เราหาไม่ได้จริงๆ เราร้องไห้ด้วยนะตอนคุยกับบ้านแรก เพราะเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เลย ไม่เหมือนโฮสต์ปัจจุบันเราเลยสักนิด วอแวจนมันลามไปหา regional manager คือใหญ่กว่า area director ไปแล้ว (คนดูแลในพื้นที่) เขาก็บอกเนี่ย เธอก็คุยมา 9 บ้านแล้วนะ แล้วยังเหลือเวลาอีก 7 วัน หาไปเรื่อยๆก่อน และเราคงเพิ่มวันให้ไม่ได้เพราะมันเป็นกฎ เราก็เลยโอเค จะพยายามหาให้ได้ ผ่านไปอีก 3 วันให้หลัง เราก็เริ่มมีไอเดียมากขึ้น คิดว่าน่าจะได้แมทช์แน่ แต่… มีปัญหาอีกแล้วค่ะ ปัญหาที่ว่าคือเราแมทช์ได้ถึง 29 กรกฎาคมก็จริง แต่เราต้องบินไป 30 กรกฎาคมเท่านั้น และใช่ค่ะ ไม่มีบ้านไหนในลิสต์เรา willing ให้เราบินไปเร็วขนาดนั้น เราก็เครียด แล้วร้องไห้อีกรอบ และส่งอีเมลไปหาเอเจนซี่อีกว่าเราโอเคที่จะแมทช์ 29 กรกฎาคมนะ แต่ขอบินหลังจากนั้นได้มั้ย แต่เขาก็ปฏิเสธมาตลอด เราวอแวจนถึงวันที่ 28 เลยค่ะ เขาเลยบอกว่าไปแมทช์ก่อนแล้วค่อยคุยเรื่องหลังจากนั้นอีกที ทุกบ้านที่เรา likely to match อยากให้เราบินไปช่วงสิงหาคมทั้งนั้นเลยค่ะ และเหตุผลที่เราต้องบินวันที่ 30 ก็เพราะต้อง video conference ว่าเราถึงบ้านโฮสต์แล้วและแมทช์จริงๆ แค่นั้นเลยค่ะ เหตุผลไม่ make sense เลย วันที่ 28 เราเลยไล่ถามทุกบ้านที่เราอยากจะแมทช์ด้วยว่าอยากแมทช์กับเรามั้ย เรามี 3 บ้านในใจ บ้านแรกไม่ตอบกลับ บ้านที่ 2 ส่งกลับมาว่าไม่พร้อมจะให้เราเดินทางมาไวขนาดนั้น เหลือบ้านสุดท้าย เขา would love to have me มากค่ะ เขาเลยเริ่ม process ทุกอย่างร่วมกับโฮสต์ปัจจุบันของเรา (เราขอความช่วยเหลือจากโฮสต์เราค่ะว่าเราอยากบินหลังจากนั้น เพราะไม่มีบ้านไหนอยากให้เราบินไวขนาดนั้นสักบ้าน) คือบ้านที่เราแมทช์ด้วยนี้ เขาเที่ยวอยู่ค่ะ เขาเลยไม่อยู่บ้าน ตอนแรกก็เกือบจะไม่ได้แมทช์แล้ว เพราะเขามีแนนนี่อยู่ เลยต้องการคนเริ่มงานเดือนกันยายน แต่เขาคุยกับโฮสต์เราทั้งเก่าและปัจจุบันเลย และเขาก็มองว่าเราคือตัวเลือกที่ดีมากๆ เขาเลยหาทางออกทุกอย่างช่วยกันกับโฮสต์เรา จนในที่สุดเราก็ได้แมทช์ และโฮสต์ใหม่มาเดนเวอร์พอดี (ห่างจากบ้านเรา 40 นาทีขับรถค่ะ) ทุกอย่างมัน work out และเราก็จะไป video conference กับเขาที่บ้านในเดนเวอร์แทน แต่เราก็ไม่ได้เริ่มงานเลยนะคะ เพราะเขามาเที่ยวอยู่นั่นเองค่ะ
         วันเสาร์ที่ผ่านมา เราได้ไปเจอโฮสต์ใหม่และคุยกับ area director แต่ตอนแรกที่เราเข้าใจคือคุยกันทางวิดีโอ ผลออกมาเป็นคุยกันทางโทรศัพท์เท่านั้น และเร็วมากด้วยค่ะ 7-8 นาทีได้ ทั้งเราและโฮสต์ปัจจุบันและใหม่ก็งงเป็นไก่ตาแตกเลยค่ะทีนี้ แล้วอยากจะให้บินไปวันที่ 30 ทำไมวะ งง เรากับโฮสต์ตั้งคำถามเลยว่า what’s the point for this? แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดีค่ะทุกคน เย่!
         เขียนพารากราฟยาวมาก มันเป็นเดือนที่ hectic มากจริงๆค่ะ แต่เราก็ผ่านมาได้แล้ว และจะเดินทางไปบ้านใหม่ในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ เราไม่รู้ว่าบ้านใหม่จะเป็นยังไง เพราะเรามีเวลาคุยน้อยมากๆ คุยกันแค่ 5 วันเท่านั้นเองค่ะก่อนจะแมทช์ ยังไงฝากทุกคนอวยพรให้เราด้วยนะคะ ฮือ

         สุดท้ายแล้วค่ะ ทั้งหมดทั้งมวลที่เราเขียนไป คือเหตุการณ์ทุกอย่างในชีวิตเราจริงๆ เป็นปีที่ 3 ของการเริ่มต้นใหม่ เป็นเดือนที่วุ่นวายมากๆ และอาจจะไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่ ส่วนใหญ่คือประสบการณ์ของเราล้วนๆ แต่ก็หวังว่าจะมีประโยชน์ให้กับคนที่ตัดสินใจเลือกบ้านอยู่ไม่มากก็น้อยนะคะ
         ถ้าใครมีคำถามอะไร สอบถามเราได้ทางทวิตเตอร์เสมอเลยนะคะ อาทิตย์ก่อนได้รับข้อความจากเพื่อนคนหนึ่งว่าเขาได้บินมาอเมริกาแล้ว เขามาขอบคุณเราที่ให้คำปรึกษา เราคือปลื้มและดีใจกับเขามากๆ ยังไงก็ขอให้ทุกคนที่อยู่ในช่วงทำเอกสารที่ไทย ได้บินมาไวๆนะคะ และถ้าอยากร่วมทริปด้วยกัน เรายังอยู่ที่นี่อีกหนึ่งปี ไว้มาเจอกันนะคะ ขอบคุณมากค่ะที่ติดตามบล็อกของเรา รักษาสุขภาพด้วยนะคะทุกคน ;-)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in