from the desert, with loveployapha.j
ปารีสและความฝันของเด็กห้องศิลป์ฝรั่งเศส
  • 14 August 2017





    ก่อนหน้านี้เรามีไฟล์ทโรมและเคปทาวน์ ที่ไปมาบ่อยแล้วเลยขี้เกียจเอามาเล่าเพราะก็วนๆไปที่เดิมๆเนื่องจากเวลาไม่อำนวยนั่นแหละ เศร้าใจ และสำหรับช่วงไฟล์ทนี้นั้น ความจริงแล้วเราต้องบินลัดฟ้า แจกถาด ยักคอส่ายหัวซ้ายขวา เสิร์ฟน้ำมะม่วงจนหัวหมุนไปกับผู้โดยสารชาวอินเดียเต็มลำในไฟล์ทดูไบ-แอลเอ แต่แต้มบุญยังพอจะมีทำให้ทีมไม่บินยูเอสอย่างเราแลกไฟล์ทได้สำเร็จ ตารางเลยกลายมาเป็นไคโรและต่อด้วยปารีส 48 ชั่วโมงแทน แถมมี พี่เอ พี่คนไทยทำงานในอีโคด้วยกันด้วยเลยเบาใจว่าอย่างน้อยก็มีเพื่อนร่วมชาติที่ร่วมกันต่อสู้และออกไปเที่ยวด้วยกัน ไม่เหงาหงอยเศร้าสร้อยแน่นอน!



    สำหรับไฟล์ทไคโรนั้นอย่าถาม พังสุด พังเหลือเกิน เดินเข้าไปแอบปาดน้ำตาตั้งแต่บอร์ดดิ้งเพราะโดนผู้โดยสารตะโกนใส่หน้า อธิบายอะไรก็ไม่ฟังทั้งสิ้น ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ไฟล์ทที่ต้องท่องบทสวดแผ่เมตตาเผื่อว่าผลบุญบังเกิดให้ผู้โดยสารมีความกรุณาปราณี แต่จนแล้วจนรอดก็โดนคอมเพลนอยู่ดีนั่นแหละ ซึ่งก็นะ... เราทำให้ทุกคนแฮปปี้มีความสุขไม่ได้หรอก ก็ปล่อยไป จบไฟล์ทก็จบกัน เรารู้(และหัวหน้ารู้)ว่าเราทำหน้าที่ของตัวเองดีที่สุดก็พอแล้วเด้อ










    ตัดภาพมาที่ไฟล์ทปารีสของเราดีกว่า ตอนแรกเรางอแงไม่อยากไปเพราะเหนื่อยมากๆจากการบินติดๆกันหลายวัน แถมกลับมาจากเคปทาวน์ก็ต้องรีบกลับมากรุงเทพเพื่อสมัครแอร์เอเชียที่ตกมันตั้งแต่รอบแรก (เขียนความรู้สึกนึกคิดไว้ใน 'ลืมตาตื่นมาในโลกที่ไม่เป็นอย่างใจ' แวะไปอ่านกันได้นะ) กลับมาเจอความพังของไคโรแล้วก็ต่อด้วยไฟล์ทนี้แบบ minimum rest กะว่าจะคอลซิกแล้วนอนหายใจทิ้งอยู่ที่ดูไบ หมดแรงและกำลังใจจะทำอะไรแล้ว แต่ก็คิดได้ว่าไปเถอะ ฮึบไปแล้วมันก็จะดีเองแหละ ได้ออกไปทำงานเจอผู้คน ออกไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาก็จะได้พลังใจกลับมาเอง






    สำหรับไฟล์ทปารีสนั้นเราได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาว่าเป็นไฟล์ทยุโรปที่ยุ๊งยุ่งไม่เหมือนไฟล์ทยุโรปอื่นๆหรือไฟล์ทฝรั่งเศสด้วยกันที่ไปลียงหรือนีซที่ผู้โดยสารน่ารัก คือมันมีความเยอะของเครื่อง A380 2 Class ที่มีผู้โดยสารอีโครวมทั้งสิ้น 557 ชีวิต แถมตัวผู้โดยสารเองก็มีความปารีเซียงสูงมาก (ลูกเรือฝรั่งเศสจากเมืองอื่นบอกมาว่า They're Parisian not French. แล้วกรอกตาจนเกือบลูกตาดำเกือบหาย) เราเลยยังไม่เคยไปซะทีเพราะกะว่าจะทำเชงเก้นวีซ่าแล้วไปลัลล้าเที่ยวเองก็ได้ว้า จะได้มีเวลาชมเมืองต่อนยอนไปเรื่อยๆ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ไปทำวีซ่าซะทีเพราะพอวันหยุดก็เอะอะกลับกรุงเทพตลอด ครั้งนี้พอไหนๆจะแลกแอลเอออกแล้วก็เลยไปสอยเอาปารีสที่ไปพักที่นั้น 48 ชั่วโมงมาซะเลย จะไปเหนื่อยทั้งทีก็เอาให้มันคุ้มๆหน่อย



    ปรากฎว่าไฟล์ทขาไปเรียบร้อยมากเพราะเป็นไฟล์ทกลางคืน ทุกคนหลับปุ๋ยกันหมด ยุ่งๆแค่ตอนเสิร์ฟอาหารเช้าก่อนแลนด์ดิ้งเท่านั้น ไม่มีอะไรยากเลย ชิวแบบสุดๆ ไปถึงปุ๊บก็ลากกระเป๋าเดินเข้าโรงแรมเลยเพราะพักกันอยู่ที่โรงแรมใกล้สนามบิน อาบน้ำ เปลี่ยนชุด และนั่งรถไฟเข้าเมืองมากับพี่เอผู้มีภารกิจสอยกระเป๋าชาแนลมาครอบครอง









    ซื้อตั๋วรถไฟแบบ One day pass ขึ้นได้ทั้งรถไฟ RER ที่ออกไปนอกเมือง รถไฟใต้ดิน และรถเมล์




















    สถานีรถไฟไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไรนัก แต่ก็ต้องระวังกระเป๋าอยู่ดีจ้ะ









    เรามาที่ Gallery Lafayatt พุ่งตัวผ่านคนจีนและนักท่องเที่ยวที่แต่แถวเพื่อเข้าร้านแบรนด์เนมต่างๆ โฉบเข้าไปตรงร้านที่มาดหมาย พี่เอเลือกกระเป๋าไปมา ส่วนเราก็ยืนดูอยู่ห่างๆกะว่าจะไม่หยิบจับอะไร แต่ก็ไม่รอดก็ได้กระเป๋าตังค์มาด้วยหนึ่งใบ (ฮือออออ หนูไม่ได้ตั้งใจ พอมันได้สัมผัสแล้วก็รู้สึกว่าอาห์... สติล่องลอยยยย)























    หลังคาเป็นกระจกแก้วสวยๆ งดงามมมมมมม


















    ทองงามอร่ามแท้แลตะลึงมากๆจ้ะ















    ออกมาจากห้างก็เจอกับอากาศดีๆ ฟ้าใส แดดจ้า แฮปปี้มากกกกกกกกก
    ไม่ได้เจออากาศแบบนี้มาน๊านนานเพราะดูไบร้อนมากจ้า









    พอซื้อกระเป๋าเรียบร้อย เดินไปจัดการเรื่อง Tax Refund แล้วพี่เอก็ใจดีพา Paris 1st timer อย่างเรานั่งรถใต้ดินไปที่สถานี Palais Royal Musée du Louvre ขึ้นมาปุ๊บจะเจอกับ พิพิธภัณฑ์ลูฟ ปั๊บซึ่งเป็นจุดแรกของการเดินชมเมือง










    เสียดายที่ไม่มีเวลาเข้าไปดูข้างในตามรอยหนังสือ The Da Vinci Code
    ยืนเบียดผู้คนสบตากับโมนาลิซ่า


















    เดินมาตรงปิระมิดแก้วด้านหนัาเพื่อมาตามหา Holy Grail แบบในหนังสือ กรี๊ดดดดด










































    พอมายืนถ่ายรูปตรงหน้าลูฟแล้วเหมือนได้เศษเสี้ยวความทรงจำที่ขาดหายกลับคือมายังไงก็ไม่รู้สิ คือเราเป็นเด็กศิลป์ฝรั่งเศส ก็ผ่านการเรียนและการท่องจำเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ งานศิลปะ สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญมาบ้าง ผ่านมาหลายปีก็เริ่มลืมเลือน แต่พอได้มายืนอยู่ตรงหน้าสถานที่จริงๆที่เราเคยเรียนแล้วความรู้ที่มีมันก็เริ่มไหลเข้าหัวมาบ้างนิดๆหน่อยๆ ดีใจที่เรียนจบแล้วความรู้ที่ได้มามันไม่ได้คืนครูไปเสียหมด


































    เราเดินหลบเลี่ยงฝูงชนหน้าพิพิธภัณฑ์ตรงมาที่ฝั่งตรงข้าม จำได้เลือนลางจากความรู้ที่มีอยู่ว่าถ้าเดินตัดสวนมาเรื่อยๆตรงมาจะเจอกับ Place de la Concorde ที่มีเสาโอบิลิสก์ ซึ่งจุดนี้เป็นที่ประหารพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารีอังตัวเนตนั่นเอง














    ฝั่งตรงข้ามจะเจอกับอีกหนึ่งประตูชัยที่จำไม่ได้ว่าชื่ออะไร เหตุใดจึงสร้าง
    เป็นความรู้ที่หล่นหายไปตามกาลเวลา




































    กองทัพต้องเดินด้วยท้องฉันใด การเดินเล่นในปารีสก็ต้องใช้พลังงานฉันนั้น
    เราแวะซื้อของกินแล้วก็นั่งเม้ามอยกันซักพัก มองคนเดินผ่านไปผ่านมา
    เรามีความเห็นว่าของกินใดๆที่อร่อยต้องไปกินที่สถานที่ออริจินัลถึงจะอร่อยแสงพุ่งอย่างแท้จริง
    สูตรเดียวกันแต่ไข่ไก่ เนย นม มาจากคนละที่ก็ให้ผลลัพธ์ความอร่อยที่แตกต่าง






































    มนุษย์ยุโรปผู้รักความอบอุ่นของแสงตะวันมานอนอาบแดดกันมากมาย
    ส่วนเหล่านักท่องเที่ยวจากเอเชียทั้งหลายก็กางร่ม หลบแดดกันวุ่นวาย








































    ถึงเสาแล้วจ้า













    จากนั้นเราก็เดินตรงไปเรื่อยๆบน Avenue des Champs-Élysées จนไปถึง Arc de triomphe de l'Étoile นั่นเอง ระหว่างทางที่เดินไปในหัวก็นึกถึงเพลง Les Champs-Élysées ไปตลอดทางซึ่งเป็นเพลงในความทรงจำเพราะเคยหัดร้องตอนเรียนฝรั่งเศส จุดนั้นที่เราหันหลังมาแล้วเห็นลูฟอยู่ไกลๆ ตรงหน้าคือภาพของ Arc de triomphe de l'Étoile มองไปด้านซ้ายนิดๆก็เห็นหอไอเฟลอยู่ลิบๆแล้วเหมือนเราฝันไปเลย ในที่สุดเราก็ได้มายืนอยู่ตรงสถานที่ที่เราเคยเรียน เคยอ่านแล้วนะ




























  • เราเดินผ่านร้านค้าต่างๆบนถนนสายช้อปปิ้งของกรุงปารีสจนกระทั่งถึง Arc de triomphe de l'Étoile  หรือชื่อภาษาไทยคือ ประตูชัยฝรั่งเศส นั่นเองงงงงงง































    พอมายืนตรงนี้ก็นึกถึงตอนที่ีครูดาว คุณครูที่สอนฝรั่งเศสตอนม.5 อธิบายว่าฝังเมืองตรงนี้ของปารีสนั้นน่ารัก เพราะถนนทุกสายจะพุ่งตรงเข้ามาหาประตูชัยกลายเป็นแฉกคล้ายดวงดาว (ไม่เชื่อกดดูใน google map ได้)







    เราแพลนว่าจะเดินไปดูพระอาทิตย์ตกที่หอไอเฟล แต่ก่อนอื่นพี่เออยากพาเราไปกินมาการองที่อร่อยที่สุดในปารีส! เลิศล้ำกว่า Ladurée ต้นตำรับอีก เราผู้ไม่โปรดขนมชนิดนี้ กินไปก็แบบงั้นๆเฉยๆ (ทั้งดาราเทวีและLaduréeเอง) เพราะรู้สึกว่ามันหวานเกินไปและหอมพวกกลิ่นกุหลาบต่างๆมากเกินกว่าจะเป็นขนมก็เออออตามเขาไป ไปก็ได้ ลองชิมก็ได้



    พี่เอพาเราลัดเลาะมาที่ร้าน Pierre Hermé Paris และจัดแจงซื้อทุกอย่างให้เรียบร้อยว่าเอารสอะไรยังไง อันไหนที่ควรลอง ต่อคิวจนนานพอสมควรก็ได้มา เฮ!








    จริงๆควรนั่งสวยๆแล้วจิบ Afternoon tea ไปด้วย แต่เราต้องรีบไปหอไอเฟลก่อนพระอาทิตย์ตก
    เลยเดินไปกินไปอย่างงี้นี่แหละ









    ผ่ามผ๊ามมมมม ต้อนรับเข้าสู่ช่วง อร่อยรอบโลกกกกกกก
    วันนี้ขอนำเสนอ




    มาการองเจ้าดังแห่งปารีส Pierre Hermé Paris




    โดยส่วนตัวแล้ว เราว่าเวลาเราลองกินอะไรซักอย่างเป็นครั้งแรก
    ก็เหมือนเราได้เปิดประตูสู่จักรวาลแห่งอาหารชนิดใหม่

    ชอบก็เปิดประตูค้างไว้ว่าเราได้มาสำรวจแล้วนะ
    และถ้าเจออะไรที่อร่อยมากกว่าอันเดิมที่เคยลอง
    ขอบเขตความอร่อยอาหารชนิดนั้นก็จะค่อยๆกว้างขึ้น



    แต่ถ้าไม่ชอบก็ปิดและจะจำไว้ว่าเฮ้ย อันนี้ไม่โอเคว่ะ จะไม่ลองอีกถ้าไม่จำเป็น
    หรือถ้าลองใหม่แล้วไม่ชอบอยู่ดีก็เอาไม้มาตอกปิดตายไปเลย (เช่น ทุเรียน ยี๊!)




    สำหรับมาการองนั้นคือประตูที่เปิดแง้มๆอยู่
    ไม่ได้ชอบอะไรมากมายแต่ก็กินได้


    การได้ลองชิมมาการองของ Pierre Hermé ทำให้ประตูนั้นเปิดออก
    และตัวเราเราก็ล่องลอยวิ้งๆอยู่ท่ามกลางรสชาติของไส้หวานหอม นุ่มหนึบเวลาเคี้ยว
    และตัวไส้มีกลิ่นเฉพาะของรสนั้นๆที่ชัดเจน
    แต่ก็ไม่ได้อโรม่าเกินจนกลบตัวแป้งคุ้กกิ้



    ละมุนมากเหมือนมาการองทุกชิ้นที่เคยกินมาเป็นขนมอย่างอื่น
    โอ้ รักมากที่สุดคือ กุหลาบ รองลงมาคือ ช็อคโกแลต-เสาวรส

    ถ้าอยากลองกิน จงไปเอ็มควอเทีย!
    (สาบานว่าไม่ได้ค่าสปอนเซอร์แต่อย่างใดเด้อ)









    ตัดกลับไปที่เรื่องเที่ยวค่ะ











    แสงอาทิตย์ค่อยๆลดความร้อนแรงลงเรื่อยๆระหว่างที่เราเดินลัดเลาะตามถนนไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าไปที่หอไอเฟล สัญลักษณ์แห่งกรุงปารีส เป็นช่วงก่อน magic hour ที่เมืองทั้งเมืองเป็นสีเหลืองอ่อนๆ เราเข้าใจขึ้นมานิดๆแล้วว่าทำไมคุณแม่ถึงมีความฝันว่าอยากไปเดินเล่นเรื่อยๆกับคุณพ่อสองคนในมหานครแห่งนี้ ปารีสมีอะไรบางอย่างที่เราไม่รู้ว่าตัวเอง romanticize ไปเองหรือว่านี่คือเสน่ห์ที่แท้จริงของที่นี่ ความโรแมนติกที่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณนี้คืออะไรกันนะ...






























    ระหว่างเดินอยู่จนกระทั่งไปยืนอยู่หน้าหอไอเฟล เราก็นึกถึงเพลง La Vie En Rose เวอร์ชั่นนี้  Edith Piaf - La Vie En Rose อยู่ตลอดเวลา เราอยากให้คนที่กำลังอ่านอยู่คลิกเข้าไปฟังก่อนที่จะอ่านต่อนะ จะได้เข้าใจความรู้สึกเรามากขึ้นไม่มากก็น้อย :)














    เราเป็นเด็กศิลป์ฝรั่งเศสที่เรียนภาษาฝรั่งเศสได้ห่วยแตกมาก สำเนียงตอนพูดก็เพี้ยนๆแปลกๆ ส่วนแกรมม่านี่ไม่ต้องพูดถึง มั่วตลอด ผัน verbe ผิดๆถูกๆอะไรก็ไม่รู้ ก็พอถูไถสอบผ่านเรียนจบมาได้ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนๆและการคัดเมอร์เออร์หลายจบจนมือหงิก



    แต่เรื่องที่เราคิด(เอาเอง)ว่าความรู้ของเราแน่นไม่แพ้ใครคือตอนม.5ที่ต้องเรียนเรื่องปารีสและแคว้นต่างๆของฝรั่งเศส ตอนนั้นเราจำแผนที่ปารีสได้ทั้งเมือง(จริงๆก็ทั้งประเทศนั่นแหละ พร้อมความรู้ประวัติศาสตร์ต่างๆ พระราชวัง สถานที่ท่องเที่ยว งานศิลปะ และของดีของอร่อยต่างๆ) จำได้ขึ้นขนาดที่ว่าเลี้ยวตรงนี้จะไปเจออะไร ถ้าจะไปเที่ยวตรงนี้จะไปทางไหน เราจดไว้ละเอียดมากๆ เรียกได้ว่าไม่ต้องไปหาแผนที่ที่ไหน แค่เอาชีทครูดาวติดมือไปก็ไม่หลง ตอนทำข้อสอบพาร์ทนี้เลยสนุกมาก ตอบได้ไว ทำได้เร็ว แล้วค่อยไปมั่วคำศัพท์กับแกรมม่าต่อ




    ที่ผ่านมาเราเห็นปารีสผ่านคำบอกเล่าของครูดาวและชีทกระดาษสีน้ำตาลหมึกสีดำที่เปื้อนที่เวลาหยิบเอามาอ่านแล้วหมึกจะเปื้อนมือหน่อยๆ เฝ้าฝันว่าจะได้มาเยือนเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสซักครั้งในชีวิต เมืองที่ได้ชื่อว่าโรแมนติกที่สุดในโลก




    ก็...วันนี้ได้มาที่นี่แล้วนะ...ไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดได้ยังไง เอาเป็นว่ามีจังหวะที่เห็นหอไอเฟลครั้งแรกแล้วน้ำตาปริ่มๆด้วยความตื้นตันใจ ได้สานความฝันในวัยเด็กสำเร็จไปอีกหนึ่งอย่าง : )


















  • เรากับพี่เอชักหิวๆเพราะเดินกันมาตลอดทั้งวัน มีแค่ขนมปังและมาการองชิ้นเล็กเท่านั้นที่ตกถึงท้องเลยตัดสินใจละสายตาจากหอไอเฟล เดินไปขึ้นรถไฟไปที่ Saint Michel-Notre Dame เพราะตรงนั้นมีรถไฟ RER นั่งกลับไปที่โรงแรมได้และจำได้แว้บๆว่าแถวนั้นมีคาเฟ่และร้านอาหาร (ตอนแรกกะว่าจะไปแถว Pont Neuf แต่กลัวว่าจะนั่งรถไฟกลับไปไม่ทันเวลา ตอนนั้นเกือบๆจะสามทุ่มครึ่งแล้ว) ประกอบกับไหนๆก็มาแล้ว ไปแวะ Notre Dame de Paris ยามค่ำคืนซักนิดก็ได้ และโชคดีที่เรานั่งรถไฟผ่านหอไอเฟลตอนที่เริ่มเปิดไฟระยิบระยับพอดี แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวนาทีแต่ก็จำซีนที่ไฟว๊อบแว๊บเป็นประกายนั้นได้จนวันนี้ ฮือ รักกกกกกก



























    นึกถึงเรื่อง The Hunchback of Notre Dame และเพลง Out There เลยล่ะ
    เอาไว้รอบหน้าจะเข้าไปนะ อยากไปยืนดูแสงส่องลงมาจากกระจกสีแบบเอสเมอรันด้า









    เราเดินวนๆเข้าไปตามตรอกเล็กๆแถวนั้นเพื่อหาร้านอาหาร จนในที่สุดก็ตกลงปลงใจเข้าไปกินซุปหัวหอมและสเต็กที่ร้านนึงซึ่งก็ไม่ใช่อาหารฝรั่งเศสอะไรเท่าไรหรอก แต่จุดนั้นหิวมากแล้วจะเป็นลม พอกินเสร็จก็รีบวิ่งมาถึงรถไฟขบวนสุดท้ายกลับไปที่สนามบิน กะว่าพรุ่งนี้ถ้าตื่นเช้าจะไปลุยพระราชวังแวร์ซาย แต่ถ้าตื่นสายก็เข้ามาเดินเล่นในเมืองอีกรอบ










  • 15 August 2017








    เช้าวันนี้เราและพี่เอตื่นสายด้วยกันทั้งคู่ ลงมากินอาหารเช้าในสภาพยับๆเหนื่อยๆเพราะเมื่อวานเดินเยอะมากมากมาก แผนการไปแวร์ซายเลยล่ม ก็กะว่าจะเข้าเมืองอีกรอบแต่ก็ไปเจอลูกเรือคนอื่นกำลังจะออกไป Disneyland Paris





    เฮ้ยยยย ครั้งหนึ่งในชีวิตกับการไปเก็บดิสนีย์แลนด์หนึ่งเดียวในยุโรปเลยนะเว้ย ไป! เราไปด้วย!!













    อากาศวันนี้แตกต่างจากเมื่อวานลิบลับเลย ฟ้าครึ้มมากไม่มีแดดเลยเหมือนฝนจะตกตลอดเวลา แต่สภาพอากาศที่ลุ่มๆดอนๆนี้ก็ไม่ได้ทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวลดลงแต่อย่างใด














    ดิสนีย์แลนด์ที่นี่มี 2 พาร์คด้วยกัน คือ ดิสนีย์แลนด์ปารีส และ ดิสนีย์สตูดิโอ ซึ่งเราก็ไปแค่พาร์คเดียวนั่นแหละเพราะคิดว่าแค่เล่นที่เดียวก็อาจจะไม่ครบ ซื้ออีกพาร์คไปก็ไม่คุ้ม













    ตึกนี้เป็นตึกโรงแรม มีไวไฟฟรีให้แอบใช้ได้เผื่อหลงแล้วหากันไม่เจอจะได้ส่งเมสเสจหากันได้
















    เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหมมม เห็นเงาของเมฆรึเปล่าาาาา























    เราวิ่งเข้าไปเล่นโซนในสุดก่อนและค่อยๆไล่ออกมาเก็บโซนด้านหน้าเลยได้เล่นครบถ้วนทุกเครื่องเล่นแต่ก็พลาดการดูโชว์ไปหมดเลยเพราะไม่มีแผนที่ที่บอกพวกเวลาโชว์ต่างๆว่าตอนไหนบ้างอะไรยังไง รู้สึกไม่คุ้มนิดนึง ฮือ ประกอบกับเราไปเสียเวลากินอาหารในร้าน Captain Jack's เกือบสองชั่วโมงได้ แต่อาหารอร่อยมาก ให้อภัย







    เป็นร้านอาหารสไตล์แคริเบียน อร่อยมากมากมากมากมากมากมากมากมากกกกกก
    แต่น๊านนานกว่าจะมาได้หนึ่งจาน ฮือ

























    พอออกมาปุ๊บฝนก็กระหน่ำทำให้ทางพาร์คต้องยกเลิกขบวนพาเรด เศร้ามาก และก็ต้องคอยลุ้นว่าฝนจะหยุดตกก่อนการแสดงพลุหรือไม่










    เสื้อกันฝนพร้อม ฝนตกมาก็เดินลุยได้ แต่ตกหนักไปก็ต้องหลบเด้อ
































    ระหว่างที่ฝนกระหน่ำก็ไปต่อแถวเล่น Star Tours ที่คิวยาวเหยียดมากเหลือเกิน



















    โชคดีที่พอฟ้ามืดแล้วฝนก็หยุดตก ตารางการแสดงพลุยังคงมีเหมือนเดิม ฮูเร่ เราก็เดินกินนู่นกินนี่ นั่งรอชมการแสดงไปเรื่อยๆ
































    การแสดงพลุสวยมากกกกกก เป็นชุดใหม่อันเดียวกันกับที่ไปดูที่ฮ่องกงเมื่อปลายปีที่แล้วแต่ด้วยความที่ปราสาทใหญ่บึ้มกว่ามากมันเลยอินและฟินกว่า กลับมาเรานั่งฟังเพลง A dream is a wish your heart makes ไปสี่ห้าวัน












    ความเอลซ่าที่เด็กทุกคนเปล่งเสียงร้องเพลง Let it go
























    เราเคยได้ยินมาว่า Disneyland Paris เป็นดิสนีย์แลนด์ที่ไม่ค่อยโอเคเท่าไร ซึ่งสำหรับเราแล้ว เราว่า Cast Member ทุกคนน่ารักมาก พูดอังกฤษกันได้ทุกคน บางคนพูดสแปนิชได้ด้วย คอยให้ความช่วยเหลือตลอด แต่สิ่งที่รำคาญคือคนที่มาเที่ยวนี่แหละ เราไม่อยากเหมารวมว่าคนฝรั่งเศสมรรยาทแย่ (โดยเฉพาะปารีเซียง) แต่คือแย่จริงๆ มีแทรกคิว แซงแถว เหมือนนักท่องเที่ยวอื่นที่มาเที่ยวไม่ได้พูดฝรั่งเศส เลยด่าพวกเขาไม่ได้ก็เลยทำตัวเชี่ยๆกัน มันเลยมีเหตุการณ์เสียอารมณ์หน่อยๆ (ลูกเรือที่ไปด้วยกันก็บ่นว่าทำตัวมรรยาทแย่บนไฟล์ทยังไม่พอ ยังต้องมาเจอที่นี่อีกหรอวะ) ก็บ่นๆกันนิดๆหน่อยๆแต่ยังไงมนตร์ขลังของความเป็นดิสนีย์มันก็ยังมีอยู่นั่นแหละ เดินออกจากพาร์คด้วยรอยยิ้มและจิตใจที่เป็นสุข เป็นการจบทริปปารีสที่งดงาม :)








    ครบรอบ 25 ปีของดิสนีย์แลนด์ปารีสแล้วนะ
    ขอให้ความเป็นเด็กยังอยู่ในใจของเราตลอดไป








    สุดท้ายนี้ขอขอบคุณพี่เอที่เดินกันด้วยความทรหดอดทน แถมมาสนุกสนานกันในดิสนีย์แลนด์ หวังว่าจะได้บินด้วยกันอีกนะค้าาาา เลิฟฟฟฟฟฟ



    แล้วพบกันใหม่ไฟล์ทหน้า

    ด้วยรัก จาก...ใครไม่รีด ปารีสสสสสสสสสสสส












    ป.ล. ถ้ามาอีกจะลองกินหอยทากแน่นอน!
    ป.ล.2 ถ้าไปดิสนีย์แลนด์ปารีส อย่าลืมไปเล่นปีเตอร์แพน โห ดีมาก รักมากกกกกกกกกกก






Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in