เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
from the desert, with loveployapha.j
โอเปร่าเฮ้าส์ในเงาฝนและโอ๊คแลนด์ในวันต่อมา
  • 02 February 2016






    คำเตือน : จงลืมรูปชีวิตดี๊ดี รูปที่ถ่ายคู่กับโอเปร่าเฮ้าส์แล้วยิ้มเผลอหรือโพสต์ท่าชิคๆของเราไปเสียให้สิ้น สิ่งที่เห็นในโซเชียลทั้งหลายมันคือภาพมายาทั้งนั้นแหละคุณเอ๊ย!





    วาร์ปร่างหายไปจากดูไบ 5 วันเต็มๆกับไฟล์ท ดูไบ-ซิดนีย์-โอ๊คแลนด์-ซิดนีย์-ดูไบ กลับมาอีกทีในสภาพที่เกินกว่าคำว่าผัก ร่างกลายเป็นปุ๋ยหมักไปเรียบร้อยแล้วจ้า นี่เพิ่งฟื้นจากการนอนยาวๆเลยเปิดคอมมาเขียนบันทึกไว้ดีกว่าว่าความพีคของไฟล์ทนี้มีอะไรบ้าง

    ไฟล์ทนี้เป็นไฟล์ทที่เราแอบรอคอยและภาวนาว่าอย่าเปลี่ยนอย่ามูฟเราไปไหนเลย เพราะเราจะได้บินกับเพื่อนในแบชเดียวกัน อย่างน้อยในไฟล์ทก็จะได้มีคนที่รู้จักกันและมีเพื่อนออกไปเที่ยวลั้นลาที่นั่นที่นี่ด้วย แถมจุดหมายปลายทางของการเดินทางก็ดี๊ดีไปซิดนีย์กับโอ๊คแลนด์ โอ้เย ชีวิตฉันจะต้องดีแน่ๆเลย วู้ฮู้วววววว





    ตัดภาพกลับมาที่วันก่อนบิน หลังจากที่กลับมาจากเพิร์ธเราไม่สบายและได้พักแค่ 2 วันก่อนที่จะมาบินไฟล์ทนี้ วันแรกคือนอนนิ่งๆน๊อคไปเลยหนึ่งวัน ไข้ขึ้น เจ็บคอมาก ส่วนวันที่สองค่อยมาจัดกระเป๋าเตรียมข้าวของอัพบล็อกเกี่ยวกับเพิร์ธ อาการจะเริ่มดีขึ้นแล้ว แต่อยู่ๆตอนเย็นเมนก็มาฮะ จบเลย ตัวซีดหนักกว่าเก่า เอาแล้วไงมึงเอ๊ยยยย จะรอดไหมกับ 5 วันต่อจากนี้เนี่ย

    เช้าวันรุ่งขึ้นเราก็ตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวตามปกติ ไปบรีฟทันเวลา ผ่าน safe talk ผ่านทุกอย่างจนกระทั่งถึงตอนขึ้นเครื่องเพื่อไปเตรียมนู่นเตรียมนี้ และด้วยความที่เราเพิ่งจะทำเป็นไฟล์ทที่สองก็มีงงๆหานู่นหานี่ไม่เจอบ้าง คนอื่นเขาไวกว่าก็หยิบๆเตรียมๆเสร็จหมดทุกอย่าง เหลือแต่เราที่ยังทำไม่เสร็จเลยโดนดุนิดๆหน่อยๆและเราเจอเคสที่ครอบครัวอยากนั่งด้วยกันแต่ตอนจองที่นั่งโดนแยกกันคนละที่ ก็ต้องไปดีลกับผู้โดยสารว่าขอสลับที่นั่ง ย้ายไปตรงนู้นตรงนี้ได้มั๊ย ซึ่งก็สำเร็จไปด้วยดีไม่มีเหตุดราม่า เย๊เฮ

    ระหว่างช่วงทำเซอร์วิสก็ไม่มีอะไรมาก แค่หนักและเหนื่อยกว่าไฟล์ทเพิร์ธเพราะรอบนี้เราบินช่วงกลางวัน ผู้โดยสารเลยตื่นกันเป็นส่วนใหญ่ ก็ต้องคอยรับคอลกันเรื่อยๆไม่พักเลย ไม่มีเวลาได้นั่งพักเลยจ้า

    ส่วนตัวแล้วเรารู้สึกว่าตัวเองมีพัฒนาการมากขึ้นนะ เริ่มจำได้แล้วว่าเวลาเซทคาร์ทจะต้องวางอะไรไว้ตรงไหน ถ้าจะหาของซักอย่างในครัวควรจะเปิดคอนเทนเนอร์ไหนหรือคอนเทนเนอร์นี้อยู่มุมไหน เราเสิร์ฟเร็วขึ้น เก็บถาดอาหารหรือทำอะไรเร็วขึ้น ซึ่งก็ดี ต้องฝึกฝนกันต่อไป









    และแล้วเราก็มาถึงซิดนีย์ตอนเวลาเจ็ดโมงเช้า หอบร่างอันเหนื่อยอ่อนมาที่โรงแรม อาบน้ำ สระผม และนอนยาวจนถึง 11 โมงก็ได้เวลาออกไปเที่ยว โชคดีที่โรงแรมอยู่ในเมืองซึ่งง่ายต่อการออกไปเริงร่า (บางที่เราพักไกลจากสนามบิน เช่น LHR-London Heathrow กว่าจะเข้าเมืองยากมาก หลายต่อมาก)

    จากโรงแรมที่เราพัก เดินต๊อกแต๊ก 10 นาทีก็มาถึง Circular Quay ซึ่งเป็นท่าเรือ Ferry และ…





    SYDNEY OPERA HOUSE!!




    เป็นวันที่ซิดนีย์ฟ้าหม่นมาก เทาๆไปหมดทั้งเมือง ลมเย๊นเย็นและพัดแรงเหลือเกิน บรรยากาศเหมือนฝนจะเทลงมาตลอดเวลา คนอื่นมาซิดนีย์แล้วฟ้าใส พอเรามาปุ๊บนี่เสมือนท้องฟ้าวิปริตแปรปรวนทันใด…







    เมื่อเห็นโอเปร่าเฮ้าส์และได้ถ่ายรูปแชะสองแชะก็ได้เวลาหาของกิน จริงๆแถวๆนั้นก็มีร้านอาหารและร้านไอติมเยอะแยะ แต่ตามลายแทงที่เราได้มาจากการเม้ามอยกับผู้โดยสาร เราจึงเดินเลียบริมน้ำมาเรื่อยๆเพื่อตามหาร้าน Pancake on the rock ซึ่งได้รับการการันตีมาแล้วว่าอร่อยและน่าไปลิ้มลองงง



    ระหว่างทางเราก็ได้ชักภาพไปเรื่อยเปื่อย…










    Sydney Harbor Bridge ซึ่งเราอยากไปปีนสะพานนี้มากเลย เอาไว้รอบหน้าละกันเนอะ ตอนเดินผ่านตรงนี้ตลกมาก มีนักท่องเที่ยวเดินๆอยู่ข้างบน เขาก็โบกมือมาทักทาย เราก็โบกกลับไป ไปๆมาๆโบกกันอย่างจริงจังมากจนคนอื่นที่เดินผ่านไปผ่านมาหยุดยืนโบกมือกับเราด้วย :)








    รองเท้าขาวกว่าหลังคาโอเปร่าเฮ้าส์อีกแก (รูปนี้นวลมาก ขอขอบคุณ Beauty Cam มา ณ ที่นี้ด้วย ถ้าไม่แต่งรูปคือมืดไม่เห็นหน้าอะ ฟ้าหม่นเกิ๊น)








    เราเดินมาเรื่อยๆจนถึงอีกฝั่งของโอเปร่าเฮ้าส์ (เปิด google map ประกอบอาจจะเข้าใจมากขึ้นนะ) เป็นโซนที่เรียกว่า The Rock (ที่ไม่ใช่นักมวยปล้ำนะ)









    น่ารักมากเหลือเกิน หลังจากตึกตรงนี้เดินอีกนิดนึงก็ถึงร้านแพนเค้กแล้วแหละ :)







    พอถึงร้านเราก็สั่งเครปซีฟู้ดมากินพร้อมกับช็อคโกแลตร้อนใส่มาร์ชเมลโล่ว พร้อมกับของหวานคือแพนเค้กและกล้วยราดด้วยเมเปิ้ลไซรัป อร่อยมาก อร่อยแสงพุ่งโดยเฉพาะแพนเค้กที่เนื้อนุ่มเนียนละมุนลิ้นมากเหลือเกิน ถ้ากลับไปอีกก็จะไปกินกินกินกินกินนนนนนนนน





    มีสติถ่ายเก็บไว้แค่รูปเดียว นอกจากนั้นไม่ได้ถ่ายอะไรไว้เลย หิวมาก หิวที่สุด หิวจนตาลายเพราะไม่ค่อยได้กินอะไรบนเครื่อง (แน่ล่ะ อาหารมีแต่มันๆเยิ้มๆกับผลไม้กับสลัด เราก็เลือกกินแต่ผักๆไม่กิน hot meal ฮี่ฮี่)







    พอกินอิ่มเรียบร้อย หนังตาเริ่มหย่อน ร่างกายต้องการพักผ่อนเลยเดินกลับโรงแรมดีกว่า ระหว่างทางฝนตกปรอยๆแต่โชคดีที่พกร่มออกมาด้วย





    เดินกลับทางเก่านั้นแหละ ตอนขามาไม่ได้ถ่ายรูปอะไรมากเพราะหิวเหลือเกิน ตอนเดินกลับก็เอาซักหน่อยละกันนะ








    มุมนี้ที่เอาลงใน instagram นั่นเองงงงงง เป็นวินาทีก่อนฝนโปรยเป็นละอองจากฟากฟ้า







    ด้วยความที่เราป่วยอยู่ แม้ฝนเป็นแค่ละอองเล็กๆก็ไม่อยากจะเสี่ยง กลัวเป็นหนักกว่าเก่าขึ้นมาแล้วไปบินไม่ได้ เราก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปหลบแถวๆโอเปร่าเฮ้าส์ก่อนเผื่อฝนจะตกหนักกว่านี้





    เข้าไปด้านในก็ไม่มีอะไรมาก เดินดูโซนขายของฝากนิดๆหน่อยๆ พอฝนหยุดก็ออกมาเดินเล่นด้านนอก









    ซีนลุงนั่งเคี้ยวแซนวิชและมองสะพานคือเหงามาก เปลี่ยวมาก สไตล์หนังหว่องกาไวมาก







    เรากลับมาถึงโรงแรมประมาณบ่ายสามครึ่งถึงสี่โมงนิดๆ กลับไปนอนยาว ตื่นมาอีกทีทุ่มครึ่งก็เลยเดินออกมาหาอะไรทานตอนเย็น ซึ่งเป้าหมายของเราอยู่ที่ Makoto Sushi Bar ร้านดังประจำซิดนีย์นั่นเอง!

    เราเดินเลียบ Elizabeth Street มาเรื่อยๆ ผ่าน Hyde Park ที่ร่มรื่นและน่าเดินเล่น ผ่าน Sydney Tower และเดินวนหลงทางไปมา ถามคนนู้นคนนี้ไปเรื่อยจนในที่สุดก็มาถึงร้านตอนเวลาสามทุ่ม












    นี่คือ Sydney Tower ข้างล่างเป็นห้าง ส่วน Hyde Park มันมืดไปเลยไม่ได้ถ่ายรูปมาด้วย









    ในที่สุดก็มาถึงแล้ว น้ำตาจะไหลลลลล กว่าจะเดินหาร้านได้นี่ลำบากมากๆ จริงๆมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรหรอก เลี้ยวผิดเฉยๆ ไม่เน็ตไง ทำได้แค่เปิดแผ่นที่แล้วดูจุดที่ตัวเองวงไว้ แมนนวลมากๆ








    ซูชิที่นี่ดีงามมาก ปลาดิบสดมาก เทมากิไส้ปลาแซลมอนอโวคาโดเด็ดมาก เมนูที่เราชอบสุดคือนิกิริหน้าปลาไหลย่าง แม่ย้อยยยยยยยย ฟินแสงพุ่งสุด แต่ที่น่าอร่อยกว่าซูชิก็คือเชฟ อื้อหืออออ งานประณีตมาก ใจนี่หลุดไหลไปพร้อมกับสายพานแล้วจ้าาาาาา

    อิ่มทั้งท้องอิ่มทั้งตาอิ่มทั้งใจแล้วก็ได้เวลากลับ ต้องรีบกลับไปนอนเพราะพรุ่งนี้ต้องบินแต่เช้าเลยล่ะ แต่ตอนกลางคืนก็หลับๆตื่นๆ นอนๆไปแล้วรู้สึกว่าเตียงมันโคลงเคลงแปลกๆ สะดุ้งตื่นมาตอนตีหนึ่งและตาสว่างมาถึงตีสาม แย่มากๆ รู้สึกว่าพักผ่อนไม่เพียงพอ ได้แต่ภาวนาว่าพรุ่งนี้ต้องรอดนะ





    รุ่งเช้าเรานั่งบัสกลับไปที่สนามบินอีกครั้งเพื่อบินไปโอ๊คแลนด์ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เค้าลางของความหายนะเริ่มเกิดขึ้นมาเมื่อมีการสลับตำแหน่งของเคบินซุปเปอร์ไวเซอร์

    ไฟล์ทนี้มีเคบินซุปทั้งหมดสามคน แต่ละคนจะสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งไปมาระหว่างชั้น Bussiness, Fwd Galley (ครัวด้านหน้าของ Economy) และ Aft Galley (ครัวด้านหลัง)





    ตอนขามาเราอยู่ที่ Fwd Galley ซึ่งเคบินซุปโอเค ไม่มีปัญหา แต่พอเปลี่ยนคนเท่านั้นแหละ ความวุ่นวายก็เริ่มเกิดขึ้น ระหว่างไฟล์ทที่ทำเซอร์วิสเตรียมคาร์ทไม่ทัน เคบินซุปไม่ทำงานอยู่ในครัวแต่เอาบาร์คาร์ทออกไปเสิร์ฟข้างนอกแล้วทิ้งครัวไว้เฉยๆ(ออกไปจิ๊จ๊ะกับผู้โดยสารสาวๆที่สวยๆ) พอกลับมาในครัวก็ถามหา Galley Operator ทั้งที่ตัวเองนั่นแหละคือตำแหน่งนี้ เพอร์เซอร์ต้องมาช่วยทำงานทั้งๆที่ไม่ใช่หน้าที่อะไรของเขาเลย พวกเราเหล่าเด็กใหม่โดนเขาโทษว่าทำงานช้าทั้งๆที่เราทำงานตลอดเวลา

    คือนอกจากเซอร์วิสที่เราทำก่อนเครื่องจะออกคือแจกผ้าร้อน เก็บผ้าร้อน แจกเมนู แจกของเล่นให้เด็กๆ เดินไปหยิบผ้าห่มมาให้ผู้โดยสาร รีเซตแก้ปัญหาหน้าจอทีวีค้าง เราเสิร์ฟ Special Meal (พวก Vegan, Gluten Free หรือ Child Meal ซึ่งสามารถสั่งได้ก่อนบินนะจ๊ะ มีหลากหลายสิ่งให้เลือก) เสิร์ฟอาหารปกติ 2 คาร์ท เก็บถาด 1 คาร์ท แถมทำบาร์อีกต่างหาก เวลากินน้ำแทบจะไม่มี เวลากินข้าวอย่าได้หวัง แต่ก็จะมีคนที่เป็น “ลูกรัก” ที่ยืนเฉยๆและมีเวลาว่างกินข้าว คือแบบ… *กรอกตาแรงมาก*

    เราไปบ่นๆให้พี่คนไทยที่บินด้วยกันฟัง เขาก็บอกว่าเป็นงี้แหละน้องพลอย นี่ถือว่าไม่ได้แย่มากนะ ปกติธรรมดาที่สุดเลยลูก เราก็โอเค๊ ต้องสตรองเข้าไว้สินะ









    และแล้วในที่สุดไฟล์ทนี้ก็จบลงและเราก็มาถึงโอ๊คแลนด์ตอนประมาณบ่ายสองนิดๆ กว่าจะถึงโรงแรมก็บ่ายสาม รีบเปลี่ยนชุดแล้วออกไปเที่ยวข้างนอกดีกว่า ฮี๊ววววววว











  • เราเดินไปตามถนน Queen Street มาเรื่อยๆ แวะไปเจอเพื่อนที่ทำไฟล์ทเมลเบิร์น-โอ๊คแลนด์ที่พักอยู่อีกโรงแรมนึงและเดินมาที่ท่าเรือ ตอนแรกเราคิดว่าจะไปพร้อมกับเพื่อนๆคนอื่นนั่นแหละ เขาจะไปเที่ยว Waiheke Island กันแต่ต้องรอเรือนานมาก เราเลยตัดสินใจแยกมาเที่ยวกับพี่เก๋ พี่คนไทยที่เข้ามาทำงานที่นี่พร้อมกัน นั่งเรือไปที่ Devonport เพื่อเดินขึ้นเขาไปดูวิวของ Auckland Harbor






    ระหว่างทางที่เดินไปหาพี่เก๋ที่โรงแรม คนที่นี่ใจดีมาก เห็นเรากางแผนที่ก็เดินเข้ามาถามว่ามีอะไรให้ช่วยมั๊ย โอเครึเปล่า หลงทางรึเปล่า น่ารักมาก

    ตัวเมืองเป็นเนินเขาขึ้นๆลงๆ ชวนให้คิดถึง San Francisco มากเลยแหละ ต้นไม้ก็เยอะแยะ ทุกอย่างสะอาดตาไปหมดเลย ช๊อบชอบ








    Sky Tower สัญลักษณ์ของโอ๊คแลนด์เขาล่ะ รอบหน้าจะมาโดดบันจี้จัมพ์!










    เดินมาเรื่อยๆก็ถึงท่าเรือ ซื้อตั๋วเรียบร้อย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาทีก็ถึงแล้ว (ส่วน Waiheke Island ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีจ้ะ)










    พอขึ้นเรือเราก็เลือกนั่งด้านนอก ลมแรงมากเหลือเกินแต่อากาศดี๊ดี ท้องฟ้าใสและสวยมาก











    ณ ท่าเรือ Devonport เรามาถึงที่นี่ประมาณสี่โมงนิดๆ ร้านค้าต่างๆปิดหมดแล้วตั้งแต่สี่โมง แต่ร้านอาหารยังคงคึกคัก มีคนออกมานั่งชิวๆทานอาหารเยอะแยะเต็มไปหมดเลย







    เราเดินตามถนนนี้ขึ้นเขาไปเรื่อยๆแหละ เหนื่อยเหมือนกันนะเพราะอยู่บนเครื่องก็เดินรอบเคบิน พอมาถึงก็เดินอีก เดินกันเข้าไปเถ๊อะ





    ระหว่างทางที่ปีนเขากันขึ้นมา เริ่มเห็นความคุ้มค่าของความเหนื่อยยากแล้วแหละ





    Mt. Victoria – Devonport, NZ

    บอกเลยว่าฟินมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก










    พอขึ้นมาถึงข้างบนก็เป็นหญ้าเขียวๆพร้อมกับวิวที่สวยมาก มีคนมาปิกนิก ถ่ายรูป เล่นเครื่องบินบังคับ ชิวมาก ชิวเหลือเกิน ชวนให้นึกถึงบ่ายวันนั้นใน Seattle 





























    เมื่อเดินมาอีกฝั่งหนึ่งก็จะเจอกับวิวนี้…












    โชคดีมากๆที่วันนี้อากาศดีทั้งๆที่พยากรณ์อากาศบอกว่าวันนี้ฝนจะตกหนัก กลายเป็นว่าฟ้าใส แดดจ้า ลมเย็นสบาย จริงๆรูปที่เราถ่ายเก็บภาพบรรยากาศต้องไปเห็นด้วยตาตัวเองจริงๆแหละนะ ของจริงสวยมากๆ ที่เดินๆขึ้นเขามาทั้งหมดแทบจะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยล่ะ

    เราใช้เวลาอยู่บนนี้นานมาก ลืมดูนาฬิกาไปเลย ถ่ายรูป นั่งคุยปรับทุกข์สารทุกข์สุกดิบกับพี่เก๋ที่ไฟล์ทดราม่าพอๆกันหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เป็นแอร์แขกต้องอดทน เพื่อนร่วมงานแย่ต้องไฟท์นะ







    เรารู้สึกว่าข้อดีของงานนี้คือคนมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆแหละ ไม่ว่าจะผู้โดยสารหรือเพื่อนร่วมงานก็ตาม จบไฟล์ทแล้วก็จบกัน บ๊ายบาย และทริปนั้นจะดีหรือจะแย่ไม่เกี่ยวกับผู้โดยสารหรอกนะ แต่คนที่ทำงานด้วยสำคัญมากๆเลยล่ะ ถ้าทีมดีก็สบายใจ งานหนักแค่ไหนก็สู้ แต่ถ้าทีมไม่ดีก็นะ ต้องอดทนเข้าไว้แหละเนอะ







    พอพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำก็ถึงเวลากลับ ดูนาฬิกาอีกทีก็สองทุ่มแล้วแต่ก็ยังสว่างอยู่เลย เราเดินลงเขามาเรื่อยๆ ถ่ายรูปเมืองเก็บไว้อีกเล็กน้อย

























    อยากกลับมาเที่ยวที่นี่อีกนะ เราชอบมาก ทุกอย่างน่ารักไปหมดเลย มีทั้งเมืองและธรรมชาติ ผู้คนก็ใจดีใช้ชีวิตแบบรื่นรมย์ไปกับบรรยากาศสวยๆและอากาศดีๆ เราหลงเสน่ห์ของโอ๊คแลนด์ไปโดยไม่รู้ตัวแล้วสินะ :D

    และก่อนจะเพ้อเจ้อไปมากกว่านี้เราก็นั่งเรือกลับเข้าฝั่ง อากาศหนาวมาก ลมแรงจนกลัวว่าไอ้ที่ไม่สบายอยู่มันจะเป็นหนักขึ้นกว่าเดิม แต่ถ้านั่งด้านในก็ไม่เห็นวิวยามค่ำคืน เราเลยกัดฟันต้านลมอยู่บนดาดฟ้าเรือนั่นแหละ




    กล้องไอโฟนถ่ายได้เท่านี้แหละนะ จริงๆคือสวยมาก ไม่ใช่ไฟยิบย่อยกระปริบกระปรอยเช่นนี้







    พอถึงปุ๊บก็เริ่มหิว เราตั้งใจจะตามหาร้านปิ้งย่างเกาหลีเพราะอยากกินมากกกกกกก ร้านชื่อว่า My Chef แต่เราตามหาไม่เจอ สุดท้ายเราก็ไปฝากท้องที่ร้าน Kang Nam Station แถวๆโรงแรม รสชาติก็โอเคอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้






    กินไปง่วงไป มึนๆเบลอๆสติเริ่มล่องลอย กินเสร็จก็บ๊ายบายแยกย้ายกันกลับโรงแรม




    ระหว่างเดินกลับก็ผ่าน Sky Tower ที่เปิดไฟสวยเชียวแหละ


    พอถึงห้องก็เริ่มรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวไม่สบายอีกแล้ว เลยกินยาแล้วนอนตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงบ่ายสอง ที่คิดไว้ว่าตอนเช้าจะไปหาอะไรกินยามเช้ากุ๊กกิ๊ก เที่ยวอีกนิด เดินเล่นอีกหน่อยเป็นอันยกเลิกไปโดยปริยาย ตื่นมากอบกู้ร่างขึ้นมาเพื่อเตรียมบินกลับไปซิดนีย์ได้ก็บุญแล้วจริงๆ










  • ส่วนตอนไฟล์ทกลับจากโอ๊คแลนด์มาซิดนีย์ก็มีเรื่องพีคเกิดขึ้นอีกแล้วครับท่าน คือระหว่างตอนที่เราอยู่โอ๊คแลนด์ก็ได้ยินข่าวว่าซิดนีย์มีเหตุระเบิดแถวๆชานเมืองอะไรซักอย่าง แต่ทุกคนก็ไม่ได้ตระหนกตกใจแตกตื่นอะไร ยังคงไปเที่ยวไปช้อปอย่างสบายใจ กลับมาขึ้นเครื่องทำงานตามปกติ บนเครื่องก็โคตรของความวุ่นวายเพราะเคบินซุปคนนั้นนั่นแหละ เหนื่อยใจเหลือเกิน ดีที่เราไม่ต้องไปดีลกับเขาโดยตรง ไม่ได้พูดคุยอะไรด้วยมากเท่าไร แต่เพื่อนคนอื่นบ่นกันอุบอิบว่าไม่ไหวแล้ว ไม่อยากทำงานด้วยแล้ว ไม่โอเคอย่างรุนแรง

    พอถึงซิดนีย์ปุ๊บเราก็นั่งในบัสกำลังจะไปโรงแรมซึ่งเรานั่งข้างๆกับพี่คนไทย พี่เค้าก็เล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่าจริงๆแล้วระหว่างตอนที่ boarding ผู้โดยสาร อยู่ดีๆก็มีผู้โดยคนนึงตะโกนขึ้นโวยวายขึ้นมาว่า อย่าขึ้นเครื่องบินลำนี้!! ก่อนที่จะวิ่งกลับไปที่เกท ออฟโหลดตัวเองไปเลยจ้า ซักพักก็มีผู้โดยสารอีกคนนึงขอออฟโหลดไม่ขึ้นเครื่องเหมือนกัน

    ไอ้เราก็โอ้โหวววววว จริงหรอพี่! พวกเราชั้น Economy แม่งไม่รู้เรื่องอะไรเล้ยยยย ไม่มีใครบอกอะไรเลยซักนิดเดียว ช็อคมากกกกกกกกก คือถ้าบอกกันหน่อยจะได้ช่วยระวังนู่นนี่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม แต่ก็นั่นแหละ เขาอาจจะไม่อยากให้แตกตื่นก็ได้แหละ เพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุแบบนี้จะต้องมีขั้นตอนต่างๆเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเราทุกคนรวมถึงผู้โดยสารและเครื่องบินปลอดภัยไร้ข้อกังวล และทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดีไม่มีอะไร เฮ









    เรามาถึงซิดนีย์ตอนสามทุ่ม ถึงโรงแรมประมาณสามทุ่มครึ่งในสภาพป่วยสุดทั้งกายใจ ต้องการการเยียวยาที่ดี ป่วยแค่ไหนยังไงก็จะออกไปกินอาหารไทย หิวโหยมากเหลือเกิน



    พี่เค้ก (พี่คนไทยที่บินด้วยกัน)มีเพื่อนอยู่ที่นี่เลยพากันออกไปทานข้าวที่ร้าน เพลินเพลิน ซึ่งเป็นร้านใหม่เล็กๆคนไม่แออัดเหมือนร้าน ณ บางกอก ที่ดังๆ (พี่เขาบอกว่าเดี๋ยวนี้พอร้านดังแล้วเลยทำรสให้ฝรั่งมากขึ้น ไม่แซ่บเท่าเดิม) เราไปถึงประมาณสี่ทุ่มครึ่ง โชคดีที่มีโต๊ะว่างพอดี เย๊

    และแล้วในที่สุดเราก็ได้กินตำข้าวโพด ต้มแซ่บกระดูกอ่อน คอหมูย่าง และคะน้าหมูกรอบ ตอนที่ตักทุกอย่างเข้าปากนี่น้ำตาจะไหลด้วยความปลื้มปิติยิ่ง นี่แหละสิ่งที่รอคอยมาตลอดสามเดือนที่มาอยู่ที่ดูไบ ในที่สุดก็ได้กินหมูแล้วว้อยยยยยยย ฮือออออออออ (ปกติตอนอยู่ดูไบจะกินแต่ไก่กับปลา หลังๆพอเริ่มบินแล้วก็ไม่ค่อยกินเนื้อสัตวเท่าไร go vegan สุดๆไปเลย — จริงๆคือเบื่อปลากับไก่ ไม่กินเลยละกัน พอ)



    สำหรับบรรยากาศในร้านเป็นสิ่งที่เราถวิลหามาตลอดทั้งแต่จบจากมหาลัย ฟิลลิ่งโคตรก้ำกึ่ง(หรือชื่อใหม่ล่าสุดคือชมดาว… วินเทจไปอี๊ก) มีดนตรีสด เพลงไทย คนร้องเพลงไปพร้อมๆกัน เพลย์ลิสต์ที่ร้องหรือเปิดคือเพลย์ลิสต์เดียวกับก้ำงี้ คิดถึงเพื่อน คิดถึงชีวิตมหาลัยเหลือเกิน อยากกลับไทยไปกินปิ้งย่าง ไปค่าย ทำงานคณะ จะยอมหัวเราะกับมุกของทุกคนจนไม่ได้กินอะไร อยากกลับไปกอดคอร้องเพลง ไปร้องเกะ คิดถึงเมืองไทย คิดถึงทุกคนเลยยยยยยย

    พอกินเสร็จเราก็ข้ามฝั่งไปที่ Mr. B ซึ่งเป็นผับที่เปิดเพลงตื๊ดๆและเพลงไทย แต่วันนี้ไม่รู้ทำไมถึงดูกร่อยๆก็ไม่รู้เลยกลับมานั่งจิบลีโอที่เพลินเพลินเหมือนเดิม ขอเพลงนักร้อง นั่งคุยกับคนไทยที่ทำงานอยู่ในร้าน ไปๆมาๆโลกกลมรู้จักกับพี่คนไทยที่เทรนอยู่แบชเดียวกันกับเราไปอี๊ก บังเอิญมากเลย





    วันรุ่งขึ้นเราก็ตื่นมาทานอาหารเช้า เม้ามอยกับเพื่อนเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นในไฟล์ทที่ผ่านๆมา ยิ่งรู้เรื่องดราม่ามากขึ้นก็ยิ่งเซ็งๆ พอกินเสร็จก็เดินไปซื้อวิตามินและยายื้อชีวิตที่ร้านขายยาแถวโรงแรม ตั้งใจจะซื้อโปสการ์ดส่งกลับไปที่ไทยแต่ก็หาร้านไม่เจอเลยกลับไปนอนต่อ สั่งรูมเซอร์วิสขึ้นมากินแล้วก็เตรียมตัวบินกลับดูไบ

    สภาพจิตใจตอนนั้นคืออยากกลับดูไบมาก เหนื่อยกับคน เหนื่อยกับดราม่า เหนื่อยกับความป่วยของตัวเอง อยากพัก พยายามเลิกคิดถึงเรื่องแย่ๆและช่างแม่งไปเหอ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอแล้ว





    พอมาถึงสนามบินฝนก็ตกพอดี ไปๆมาๆเราได้รับแจ้งว่าเครื่องจะดีเลย์อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ทุกคนก็ยิ่งกร่อยโดยเฉพาะเหล่า Economy ทั้งหลาย โชคดีที่เราได้อยู่กับเคบินซุปที่โอเค เลยไม่ค่อยหนักใจเท่าไรนัก แต่ก็โดนบรีฟแยกเหมือนกันในเรื่องการทำงานต่างๆ พอขึ้นเครื่องทุกคนก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง ระหว่างนั้นก็ดราม่าหนักขึ้นเรื่อยๆ คนจากชั้น Bussiness และเพอร์เซอร์ต้องลงมาช่วยอีกแล้วเพราะเคบินซุปคนนั้นที่ไม่โอเคเตรียมอะไรไม่ทันซักอย่าง แล้วก็กดดันพวกเราให้ทำนู่นทำนี่ พูดไม่ดีใส่ด้วยอะไรแบบนี้ มีคนบ่อน้ำตาแตกด้วยแหละเพราะสุดจะทนจริงๆในพฤติกรรมของเคบินซุป



    ความดีงามและโชคดีที่ไฟล์ทนี้คนไม่เต็มเหมือนตอนขามา และโดยมากก็หลับกัน เราเลยมีเวลานั่งพักในครัว จิบชาเม้ามอยเรื่องความงาม คุยเรื่องผ่านโปร วันหยุด ก็ได้ทริกดีๆมาเยอะแยะเลยล่ะ มีผู้โดยสารเดินมาคุยด้วย ได้รับคำชมว่าเฟรนลี่ ประทับใจ ก็ปลื้มนะ หายเหนื่อย ก่อนลงจากเครื่องก็มีผู้โดยสารเดินมาจับมือขอบคุณด้วยล่ะ :)



    อ้อ…เรามีโอกาสเข้าไปในห้องนักบินอีกแล้วล่ะ ตอนแรกจะต้องไปเก็บถาดอาหารแต่ First Officer จะไปเข้าห้องน้ำ เราเลยต้องติดอยู่ในห้องนั้นจนกว่า FO จะกลับมา (ต้องมีคนอยู่อย่างน้อย 2 คนในห้องนักบิน เผื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินไรงี้) เราก็ถามกัปตันเกี่ยวกับ Turbulance เยอะแยะเลยเพราะตอนเทคออฟตอนแรก Turbulance หนักมาก สั่นแหละเหวี่ยงไปมาจนเวียนหัว กัปตันก็ใจดีเล็กเชอร์ให้ซะละเอียดยิบ เปิดนู่นเปิดนี่ให้ดูจนเราเข้าใจแล้วว่าเขาคาดการณ์เรื่องสภาพอากาศกันยังไง ได้ความรู้ใหม่ๆเยอะเลยแหละ

    (สำหรับคนที่สงสัยว่ากัปตันหล่อมั๊ย คือกัปตันมีอายุแล้ว เป็นคุณลุงใจดี แต่ FO หนุ่มมาก แซ่บมาก เสียดายมากที่เขาไปเข้าห้องน้ำ ฮาาาาาาาา จริงๆหลังจากนั้นทุกคนก็กระดี๊กระด๊าเข้าไปเซย์ฮายนะ ตลกดี)



    16 ชั่วโมงอันแสนจะยาวนานบนเครื่องก็จบลง เราแยกย้ายบ๊ายบายทุกคนและขึ้นบัสกลับบ้าน บังเอิญเจอเพอร์เซอร์พอดีเลยก็ได้นั่งคุยกัน นางน่ารักมากๆ มาขอโทษและเสียใจสำหรับทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับพวกเราเหล่าเกรด 2 และที่ผ่านมาเขาพยายามทำให้ทุกอย่างมันโอเคขึ้นแล้วแต่ว่ามันสุดความสามารถของจริงๆ (แอบคอมเม้นท์แรงถึงเคบินซุปคนนั้นด้วยล่ะ) เราก็เข้าใจและขอบคุณเขาเหมือนกันที่มาช่วยพวกเราทำงาน นอกจากนี้ยังได้คำแนะนำและคอมเม้นท์ที่เป็นประโยชน์เยอะแยะเลยว่าการทำงานของเราเป็นยังไง ควรจะปรับปรุงส่วนไหน อะไรที่ดีที่ควรจะทำต่อไป ก็เป็นการจบไฟล์ทที่ประทับใจแหละนะ :)



    พอกลับมาถึงห้อง อาบน้ำ สระผม กินข้าว ก็นอนยาว ตื่นอีกทีบ่ายสอง จากนั้นก็ออกไป Mall of the Emirates เพื่อไปซื้อเสื้อผ้ากันหนาวสำหรับไฟล์ทต่อๆไป จากนั้นก็กลับมาพัก มีวันหยุด 2 วันเอง พุธนี้มีไฟล์ทไปกัวลาลัมเปอร์ต่อแหละ ก็หวังว่าคงจะโอเคแหละน้าาาา





    อัพเดตตารางบิน

    ตารางเดือนนี้เราโอเคเลย ภาวนาว่าอย่าเปลี่ยนอะไรเลยละกันนะ สาธุ เราได้…

    กัวลาลัมเปอร์ – มาเลย์
    ดับลิน – ไอร์แลนด์
    อัมมาน – จอร์แดน (เทิร์น)
    ซูริก – สวิส >> อันนี้กรี๊ดมาก อยากไปมากๆ
    เบรุท – เลบานอน (เทิร์น)
    ลอนดอน (ฮีทโธรว์) – อังกฤษ
    แมนเชสเตอร์ – อังกฤษ


    ในที่สุดเราก็จะมีไฟล์ทยุโรปกับเขาบ้างแล้ว เย๊เฮ กลัวอย่างเดียวคือจะคุยกับผู้โดยสารไม่รู้เรื่องนั่นแหละ ฟังสำเนียงบริติชไม่ออกกกกกกกกก ก็สู้ต่อไปก็แล้วกัน เป็นแอร์ต้องอดทน อัพรูปสวยๆแล้วห้ามบ่นนะจ๊ะ





    ลากันไปด้วยภาพนี้จากโอ๊คแลนด์




    พบกันใหม่ไฟล์ทหน้านะจ๊ะ <3

    ด้วยรัก...จากทะเลทราย








Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in