สัพเพเหระSaGaZenJi
Let me tell you about the research proposal
  •        โครงร่างวิจัย (research proposal) คือ เอกสารที่ระบุจุดประสงค์ สิ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นอุปสรรค รวมถึงแผนวิจัยเพื่อใช้เป็นกรอบในการดำเนินการวิจัย โดยเนื้อหาที่เขียนลงควรมีแหล่งอ้างอิงที่เป็นระบบและถูกต้องตามแบบการอ้างอิงในศาสตร์นั้น ๆ รองรับด้วย อีกทั้งการเขียนโครงร่างวิจัยควรตั้งอยู่บนพื้นฐานเพื่อโน้มน้าวให้ผู้อ่านรู้สึกว่าสิ่งท่ีผู้เขียนสาธยายมา เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เป็นประโยชน์ และอยู่ภายใต้ความน่าจะเป็นที่ผู้ทำวิจัยสามารถทำตามเงื่อนไขทางสภาพแวดล้อม เวลา และงบประมาณได้

           บทความชิ้นนี้ ผมตั้งใจมาบอกเล่าเก้าสิบ trick และ technique รวมถึงข้อควรปฎิบัติ ข้อระมัดระวังในการเขียนโครงร่างวิจัย ซึ่งผู้อ่านสามารถนำไปใช้ในการเขียนแผนการศึกษา (study plan) ขอทุนศึกษาต่อหรือเขียนโครงร่างวิทยานิพนธ์ในระดับบัณฑิตศึกษาได้ครับ เนื้อหาของบทความออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกผมจะพูดถึง การเตรียมความพร้อมก่อนการเขียนโครงร่างการวิจัย องค์ประกอบที่ควรมี ส่วนถัดมา ผมจะกล่าวถึงการเขียนความนำ การทบทวนวรรณกรรม รวมถึงระเบียบวิธีวิจัย โดยแทรกกลเม็ดในการเขียน ข้อควรสังเกตุและระมัดระวังให้ด้วย ส่วนสุดท้ายผมจะกล่าวถึงการเขียนแผนการศึกษา และรูปแบบการอ้างอิงเล็กน้อยครับ

    สิ่งที่ควรเตรียมไว้ก่อนเขียนโครงร่างวิจัย

           อย่างที่ได้กล่าวไปในส่วนต้นว่า จุดประสงค์ในการเขียนโครงร่างวิจัยคือ การซื้อใจผู้อ่าน ทำให้คนอ่านเห็นว่าหัวข้อที่เราอยากทำสำคัญและเป็นไปได้ การเขียนโครงร่างวิจัยจึงต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ เงื่อนไขที่ทำให้เราต้องเขียนครับ

           ในกรณีเขียนเพื่อขอทุน (ไม่ว่าจะเป็นทุนเรียนต่อ หรือทุนทำวิจัยในระดับบัณฑิตศึกษา) ผู้เขียนควรศึกษาเงื่อนไขของทุนให้ดีครับ จากประสบการณ์ตอนที่ผมเขียนขอทุนรัฐบาล สิ่งที่ผมทำเป็นอย่างแรก ๆ คือ ตรวจสอบว่าทุนนี้ให้เวลาในการเรียนกี่ปี รวมถึงเมื่อได้ทุนแล้วมีเงื่อนไขเพิ่มเติมไหม อย่างทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ไม่ใช่ทุนสำหรับเรียนต่อปริญญาโทโดยตรง แต่เป็นทุนวิจัย แต่มีเงื่อนไขว่าทางทุนจะอัพเกรดเป็นทุนเรียนป.โทให้ หากสามารถสอบเข้ามหาลัยที่เราเลือกไปได้แล้วอีกที

           เมื่อศึกษาเงื่อนไขเกี่ยวกับงบประมาณ และเวลาแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญมากคือ การคิดหัวข้อโครงร่างวิจัย หากเป็นการเขียนเพื่อขอทุน ในทางปฏิบัติ คุณไม่ได้มีเสรีภาพในการคิดหัวข้อขนาดนั้น หัวข้อที่คิดควรคิดจากประเด็นที่ประเทศฝั่งเจ้าของทุนให้ความสนใจ และมีประโยชน์ต่อประเทศเราด้วย แนะนำจากผมคือ ควรต้องติดตามข่าวสาร โดยเฉพาะแวดวงวิชาการในด้านที่อยากไปเรียนต่อย้อนหลังสัก 3-5 ปี เพื่อใช้เป็น scope ในการคิดหัวข้อวิจัยครับ การคิดแบบนี้ทำให้เราเขียนส่วนที่มาและความสำคัญของการวิจัยได้ง่ายขึ้นด้วย

           ส่วนกรณีที่เขียนเพื่อทำวิทยานิพนธ์ คุณควรคิดหัวข้อวิจัยจากความสนใจของคุณ ทั้งนี้ความสนใจดังกล่าว ควรคำนึงถึงความเฉพาะทางของอ.ในภาควิชาหรือคณะที่คุณกำลังศึกษาด้วย เนื่องจากหากไม่มีอ.ท่านใดเชี่ยวชาญในประเด็นที่คุณอยากทำ โอกาสในการโดนเปลี่ยนหัวข้อ รวมถึงดัดแปลงส่วนต่าง ๆ ในงานวิจัยจะเยอะมาก ดังนั้นควรคำนึงถึงเรื่องนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ครับ

           หลังจากที่พิจารณาปัจจัยเหล่านี้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ควรระลึกไว้เสมอคือ การเขียนโครงร่างวิจัยมักจะมีการจำกัดจำนวนคำในการเขียนเสมอ กรณีของทุนมักจะจำกัดอยู่ที่ 1500 - 2500 คำ ซึ่งตีง่าย ๆ แบบนี้ครับว่า 500 คำอยู่ที่ราว ๆ 1 หน้า ดังนั้นการเขียนโครงร่างวิจัยส่งทุนต่าง ๆ ไม่ควรเกิน 5 หน้า อาจต้องดูเงื่อนไขเพิ่มเติมด้วยว่า ทุนให้นับรวมอ้างอิงด้วยไหม แต่ปกติจะเป็นอย่างนั้นนะครับ มีน้อยทุนที่ให้เขียน 5 หน้า โดยไม่รวมอ้างอิง ดังนั้นอย่าเขียนอะไรฟุ่มเฟือย และไม่จำเป็นลงไป นอกจากจะทำให้เวิ่นเว้อแล้ว โอกาสในการได้ทุน หรือคะแนนดี ๆ ก็ลดลงไปด้วยครับ จากประสบการณ์ของผม สิ่งเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นได้ง่ายในส่วนที่ต้องเขียนเกี่ยวกับ ที่มาและความสำคัญของการวิจัย เพราะเรามักจะเริ่มไม่ถูกว่าต้องเริ่มชักแม่น้ำทั้งห้าตั้งแต่จุดไหนดี ซึ่งข้อแนะนำในส่วนเหล่านี้ผมจะกล่าวอีกทีในส่วนถัดไป แต่ตอนนี้เราลองมาดูองค์ประกอบของการเขียนโครงร่างวิจัยกันดีกว่าครับ

    องค์ประกอบของโครงร่างวิจัย

           โครงร่างวิจัยมีองค์ประกอบเหมือนกับการเขียน essay แนววิชาการทั่ว ๆ ไป นอกจากชื่อเรื่องแล้ว ประกอบหลัก ๆ ในส่วนเนื้อหาประกอบไปด้วย

    • ความนำ ซึ่งในส่วนนี้ ผู้เขียนจะต้องเขียนถึงที่มาและความสำคัญ (Rationale) ของสิ่งท่ี่เราจะทำ

    • คำถามในการทำวิจัย (Research questions) รวมถึงจุดประสงค์ในการทำวิจัย (Research objectives) ส่วนมากเขียนเป็น bullet point และควรมีไม่เกิน 3 คำถามครับ

    • วรรณกรรมและงานวิจัยที่ใช้ในการสร้างกรอบแนวคิดเพื่อดำเนินการวิจัย (Literature review)

    • ระเบียบวิธีวิจัย (Research methodology) ส่วนนี้คือ ส่วนที่บอกว่าเราจะดำเนินการทำวิจัยอย่างไร จะเป็นการตอบคำถาม เช่น เราจะเก็บข้อมูลกับใคร เข้าถึงตัวผู้ให้ข้อมูลอย่างไร ใช้เครื่องมืออะไรในการเก็บข้อมูล และใช้อย่างไร รวมถึงอาจจะพูดเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ว่าหลังจากได้ข้อมูลมาแล้วจะใช้กรอบหรือวิธีการแบบไหนในการวิเคราะห์ ตีความข้อมูลของเราครับ

    • ประโยชนที่คาดว่าจะได้รับ ในส่วนนี้ก็มักจะเขียนเป็น bullet point บอกว่างานวิจัยที่เราคิดจะนำไปใช้ส่วนไหนเป็นหลักครับ

           ในกรณีที่เป็นการเขียนขอทุน ส่วนที่ผมกล่าวมาข้างต้นจะอยู่ในส่วนที่เป็น study plan ครับ แต่ในส่วนนี้อาจจะไม่จำเป็นต้องเขียนเป็นโครงร่างวิจัยที่มีองค์ประกอบแยกชัดแบบที่ผมพูดก็ได้ อย่างหนังสือที่เกี่ยวข้องและระเบียบวิธีวิจัย ไม่จำเป็นต้องเขียนเต็มรูปแบบก็ได้แต่ควรเขียนไว้ประมาณว่า เราจะทบทวนวรรณกรรมในประเด็นอะไรบ้าง จะเก็บข้อมูลอย่างไรคร่าว ๆ ก็พอแล้วครับ แต่ถ้าเป็นการเขียนเพื่อทำวิทยานิพนธ์ อันนี้ผู้เขียนจะต้องทำอย่างละเอียดครับ ในส่วนถัดมาผมจะแจกแจงรายละเอียดของแต่ละส่วน รวมถึงกลเม็ดในการเขียนครับ

    รู้ไว้ใช่ว่าเวลาเขียนโครงร่าง

           หัวเรื่อง - เป็นส่วนที่ให้ภาพกับผู้อ่านว่างานที่เราจะเขียนเกี่ยวกับอะไร โดยทั่วไปการตั้งหัวเรื่องในงานเขียนโดยเฉพาะในสายสังคมศาสตร์จะนำเอาตัวแปรต้นและตัวแปรตามมาคิดเป็นชื่อ บางครั้งอาจนำเอาทฤษฎีหรือกรอบแนวคิดที่ใช้มาสร้างเป็นหัวเรื่องรอง (subtitle) ด้วย เช่น "คุก" ที่ดัดสันดานหรือกรงขังชั่วคราว: มุมมองต่อความสำเร็จของเรือนจำในการลดโอกาสการเกิดอาชกรรมซ้ำซ้อน เป็นต้นครับ จากหัวเรื่องที่ผมให้ไว้เป็นตัวอย่าง ผู้อ่านจะทราบอย่างชัดเจนว่าผมสนใจศึกษาประเด็นเกี่ยวกับเรือนจำ โดยอยากรู้ว่า เรือนจำทำหน้าที่เป็นอะไรกันแน่ แล้วเรือนจำเช่นนี้ช่วยให้ปัญหาเกี่ยวกับการเกิดอาชญากรรมซ้ำซ้อนลดลงขนาดไหน มีประสิทธิภาพในการจัดการเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร

           การตั้งชื่อหัวเรื่องที่กระชับและได้ใจความเป็นส่วนที่สำคัญมาก ๆ ในการเขียนโครงร่างการวิจัยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนจะเขียนส่งขอทุน หากทุนนั้นมีผู้ส่งจำนวนมาก การคัดออกรอบแรกจะทำตั้งแต่การอ่านชื่อหัวข้อแล้วครับ ใครที่คิดชื่อหัวไม่กระชับ อ่านแล้วยยังจับไม่ได้ว่าอยากศึกษาอะไร ก็อาจจะถูกคัดออกแต่แรกโดยที่กรรมการไม่อ่านเนื้อหาข้างในด้วยซ้ำ คำแนะนำสำหรับผมคือ หากคุณไม่ได้มีหัวข้อและเตรียมความพร้อมมามาก ๆ ยังไม่เห็นภาพชัดว่าตนเองจะสร้างงานไปในทิศทางไหน ส่วนนี้เว้นไว้ก่อนก็ได้ครับ ค่อยมาเขียนหลังจากที่เขียนส่วนอื่นไปแล้ว ตอนนั้นคุณอาจจะคิดออกว่าจะต้องตั้งชื่อว่าอะไร ให้ตรงกับงานที่คุณเขียน

           ความนำ - คือส่วนของโครงร่างการวิจัยที่แจกจงรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของงานวิจัย ระบุความสำคัญของการวิจัย รวมถึงเป็นพื้นที่ที่ผู้เขียนโครงร่างใช้ในการถกแนวคิด หรือตัวแปรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยครับ ในส่วนท้ายของความนำผู้เขียนควรระบุ คำถามวิจัย และสมมติฐานการวิจัยด้วยครับ  การเขียนความนำที่ดี จึงต้องมีการวางแผน จากประสบการณ์ของผม ผมจะเริ่มด้วยการระบุแกนหลัก กล่าวคือ ใจความสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้นั่นเองครับ แกนหลักที่ดีอาจเริ่มด้วยการเขียนข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นและตัวแปรตามในการศึกษาของเราก่อน เช่น งานเขียนชิ้นนี้ต้องการสะท้อนให้เห็นว่าภาษากับสังคมมีความสัมพันธ์กัน

           หลังจากนั้น ผู้เขียนโครงร่างวิจัยต้องทำการทบทวนวรรณกรรม เพื่อหาข้อมูลมาเติมให้ข้อความนี้ดูมีชั้นเชิงและหนักแน่นมากขึ้นครับ อาจทำโดยการหาสถิติมาสนับสนุนคำกล่าวอ้างที่เขียนลงไปหรืองานวิจัยที่กล่าวถึงประเด็นใกล้ ๆ กันนี้ สมมติว่าผมได้ทบทวนวรรรกรรมแล้ว พบว่ามีงานน้อยชิ้นที่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับสังคม ผมก็อาจนำข้อมูลนี้มาเขียนเติมลงไป เช่น วรรณกรรมและงานเขียนทางสังคมศาสตร์ส่วนใหญ่ (อ้างงานที่กล่าวเช่นนี้ 2-3 งาน) เห็นพ้องไปในทางเดียวกันว่าประเด็นทางการเมืองและเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กับสังคมอย่างมาก ทว่ามีงานวิจัยเพียงบางส่วนที่สะท้อนว่าปัจจัยทางวัฒนธรรม เช่น ภาษาก็มีความสัมพันธ์กับสังคมเช่นกัน งานเขียนขิ้นนี้จึงต้องการสะท้อนให้เห็นว่าภาษากับสังคมมีความสัมพันธ์กัน เป็นไงครับ ดูหนักแน่นขึ้นมาบ้างหรือเปล่า

           หลังจากระบุแกนหลักแล้ว สิ่งถัดมาที่ผู้เขียนโครงร่าววิจัยต้องคำนึงคือ การเขียนที่มาและความสำคัญครับ ส่วนนี้เป็นส่วนที่แสดงให้ผู้อ่านเห็นว่า อะไรเป็นสาเหตุให้เกิดงานนี้ และงานนี้สำคัญอย่างไร (ในกรณีที่ขอทุน ส่วนนี้สำคัญมาก ๆ นะครับ) จริงๆ ส่วนนี้สามารถเขียนได้หลายแบบ อาจจะเขียนเรียงมาเป็น time line แล้วชี้ช่องโหว่ของงานก่อนหน้านี้ เพื่อสนับสนุนว่า ทำไมเราถึงอยากทำเรื่องนี้ แบบนี้จะใช้ได้ดี หากหัวข้อที่ศึกษามีการศึกษามาก่อนแล้วมากพอสมควรครับ ไม่เช่นนั้นก็อาจจะเริ่มที่ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นการเล่าเหตุการณ์ที่เป็นที่มาของการวิจัยครับ

           ในส่วนสุดท้ายของความนำผู้เขียนควรแจงคำถามวิจัย วัตถุประสงค์การวิจัย และสมมติฐานในแต่ละวัตถุประสงค์ ถือป็นส่วนสำคัญที่สุดของความนำเนื่องจากส่วนนี้เป็นส่วนกำหนดการทบทวนวรรณกรรมและกำหนดระเบียบวิธีวิจัยเลยครับ จึงเป็นส่วนที่เขียนออกมายากที่สุดเช่นกันเนื่องจากผู้เขียนต้องทราบเป็นอย่างดีว่าตนจะเขียนอะไร โดยทั่วไปสิ่งที่นำมาใส่ในส่วนนี้จะได้จากการทบทวนวรรณกรรม หรือการเรียน หรือความรู้สั่งสมก่อนหน้านี้ คำถามวิจัยของานวิจัยหนึ่งเรื่องควรมีไมเกิน 3 คำถามครับ โดยคำถามดังกล่าวควรมีความต่อเนื่องกัน ไม่ใช่เป็นประเด็นแยกขาดจากกัน ไม่เช่นนั้นจะทำให้งานเราเขียนยากและเป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาสั้น ๆ (เชื่อผมครับ กว่าจะตอบได้แต่ละคำถามก็กินเวลาเป็นครึ่งปีเข้าไปแล้ว) เมื่อคำถามวิจัยชัดเจนแล้ว การคิดวัตถุประสงค์ก็ไม่ยากครับ เนื่องจากวัตถุประสงค์จะล้อกับคำถามวิจัยเสมอ การตั้งวัตถุประสงค์ก่อนได้คำถามวิจัยจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องครับ ในกรณีที่เขียนเพื่อทำวิทยานิพนธ์ควรเขียนสมมติฐานของวัตถุประสงค์แต่ละข้อไว้ด้วยครับว่าแนวโน้มของคำตอบที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างไร แน่นอนว่าการคิดแนวโน้มได้ก็ต้องอาศัยการทบทวนวรรณกรรมที่พอเพียงเช่นกันครับ หากผลที่เกิดขึ้นไม่ตรงกับสมมติฐาน ไม่ต้องซีเรียสครับ เป็นเรื่องดีเสียอีกที่เราจะมีอะไรให้ถกในส่วนแปรผล การปรับเปลี่ยนข้อมูลเพื่อทำให้ผลออกมาตรงกับสมมติฐานเป็นเรื่องที่ผิดนะครับ อย่าทำแบบนั้นเด็ดขาด

           จนถึงตรงนี้ผมว่า ผู้อ่านคงตระหนักแล้วว่า แค่ส่วนเริ่มต้นของโครงร่างก็ดูหนักหนาและกินเวลาเอาเรื่องเหมือนกัน ใช่ครับ มันเป็นเช่นนั้น กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จวันเดียวฉันท์ใด โครงร่างวิจัยก็เขียนภายในหนึ่งวันไม่ได้ฉันท์นั้นครับ ต้องอาศัยการอ่าน วางแผน เรียบเรียงและตกผลึกมาแล้วประมาณหนึ่ง อย่างน้อยก็เป็นเดือน ๆ ดังนั้นใครที่คิดจะทำ study plan เพื่อขอทุน หรือใกล้จบ course work พวกคุณควรเริ่มแล้วครับ 

           การทบทวนวรรณกรรม - การทบทวนวรรณกรรมคือ การอ่านหนังสือครับ เป็นส่วนที่ต้องใช้เวลามากที่สุดในการทำโครงร่าง โครงร่างดีหรือไม่ดีวัดกันที่ส่วนนี้เลยครับ งานจะดีได้ผู้เขียนโครงร่างต้องอ่านงานด้านที่อยากทำวิจัยมาดีมากพอ ข้อมูลจากการทบทวนเหล่านี้จำเป็นกับการเขียนเนื้อหาในโครงร่างส่วนต่าง ๆ อยู่พอสมควรเลยครับ สิ่งที่ผมพอจะแนะนำได้คือ การทบทวนวรรณกรรมควรเริ่มจากการคิดถึงประเด็นในหัวข้อของเราก่อน เช่น ผมทำเรื่อง คุกกับการลดปัญหาการเกิดอาชญากรซ้ำซ้อน ผมมีสองประเด็นที่ต้องไปอ่านหนังสือแล้วครับ นั่นคือ ต้องอ่านหนังสือที่ตีแผ่เกี่ยวกับคุก และอ่านหนังสือที่พูดถึงการเกิดอาชญากรรมซ้ำซ้อน เมื่ออ่านไปเรื่อย ๆ ข้อมูลในหัวเราจะเยอะขึ้นตามมาด้วย บางทีอ่าน ๆ ไป อาจจะได้หัวข้อที่อยากทำมากกว่า ก็สามารถเปลี่ยนหัวข้อได้ตอนนี้นะครับ แต่ไม่ควรสนใจทุกอย่าง พยายามโฟกัสอยู่ที่ประเด็นที่เราจะทำ หากไม่ทำเช่นนี้แล้วอ่านไปเรื่อย ๆ ก็จะเป็นการอ่านแบบไม่มีวันจบครับ ในขณะอ่านงานต่าง ๆ  ควรสร้าง template  เอาไว้ใช้กรอกข้อมูลเพื่อทำให้ข้อมูลที่อุตสาห์อ่านมาเก็บเป็นระเบียบครับ โดย template จะมีหน้าตาประมาณนี้ครับ       ระเบียบวิธีวิจัย - ส่วนนี้เป็นส่วนที่ผู้เขียนต้องระบุ กลุ่มตัวอย่างที่จะเก็บข้อมูล แจกแจงรายละเอียดของเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บ รวมถึงกรอบหรือวิธีการในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ ข้อมูลในส่วนนี้ก็ได้จากการทบทวนวรรณกรรมอีกเช่นเคยครับ ในงานวิจัยหรือหนังสือที่เราอ่านเพื่อมาเขียนสองส่วนแรก มักจะมีข้อมูลว่าผู้วิจัยคนนั้นใช้วิธีการอะไรในการเก็บข้อมูล แล้วมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ผู้เขียนโครงร่างจำเป็นต้องอ่านส่วนนี้เพื่อหาไอเดียนำมาเขียนระเบียบวิธีวิจัยของตนเองเช่นกันครับ ในกรณีที่เขียนเป็น study plan เพื่อขอทุน ส่วนนี้ไม่จำเป็นต้องละเอียดมาก อาจจะเขียนแค่ว่าใช้การวิจัยประเภทใด โดยมองผ่านกรอบแนวคิดหรือทฤษฎีแบบไหนก็พอครับ แต่หากเป็นการเขียนเพื่อทำวิทยานิพนธ์ นอกจากต้องแจงข้อมูลแบบข้างต้นแล้ว ผู้เขียนต้องอธิบายเครื่องมือที่จะใช้เก็บข้อมูล (สัมภาษณ์ / แบบสอบถาม) วิธีการที่จะเก็บ (เก็บที่ไหน กับใคร อย่างไร) ด้วย หากมหาลัยที่เรียนอยู่ บังคับให้ส่งจริยรรมการวิจัย ผมแนะนำว่าคิดเผื่อเรื่องการเข้าถึงกลุ่มตัวอย่าง การพิทักษ์สิทธิ์ผู้ให้ข้อมูล รวมถึงการดำเนินการแก้ไขหากเกิดปัญหาขึ้นไว้เลยครับ ถึงแม้ส่วนนี้จะไม่อยู่ในโครงร่างวิจัยก็ตาม แต่จำเป็นต้องใส่ในเอกสารเพื่อขอรับรองจริยธรรมการวิจัยครับ

           หากคุณไม่มีพื้นในการวิจัยมาเลย ไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมพูดมันคืออะไร ผมแนะนำให้ไปศึกษาระเบียบวิธีวิทยาวิจัยก่อนนะครับ หนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้มีอยู่เยอะมาก ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ผมให้หนังสือที่ผมคิดว่าดีและเหมาะกับคนที่ไม่มีพื้นไว้สักสองสามเล่มข้างล่างนี้แล้วกันครับ

           จนถึงตรงนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ หากใครตาลาย หรือล้า ๆ ผมแนะนำให้พักก่อนได่เลยครับ ส่วนเกี่ยวกับโครงร่างการวิจัยหลัก ๆ จบลงแล้ว ส่วนสุดท้ายเป็นสาระเสริมในการเขียนโครงร่างแล้วครับ ซึ่งผมจะพูดถึงการทำ แผนการทำวิจัย (chronogram) และการอ้างอิง (reference) ครับ

    แผนการทำวิจัย (Chronogram)

    คือตารางเวลาในการวิจัยครับ ซึ่งจะทำเป็นช่องตามนี้


    โดยในช่องแรก จะเป็นกิจกรรมวิจัยขั้นต่าง ๆ ของเราครับ เช่น ทบทวนวรรณกรรม เก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล แปรผล เป็นต้น ในขณะที่ช่องถัด ๆ มาเป็นเดือนต่าง ๆ ตามระยะเวลาที่เรามีเพื่อทำวิจัย ซึ่งในกรณีเขียนเป็น study plan หากจำนวนหน้าเหลือก็สามารถใส่เพิ่มเข้าไปได้นะครับ แต่ถ้าไม่มีที่พอแล้วส่วนนี้ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น อาจจะไม่ต้องถึงขั้นทำเป็นตารางตามตัวอย่าง แต่เขียนบรรยายเอาก็ได้ครับ

    การอ้างอิง (Reference)

           การอ้างอิงคือ การใส่แหล่งข้อมูลที่เราได้ทำการค้นคว้ามาครับ ถือเป็นการให้เกียรติคนที่ผลิตความรู้เหล่านั้น และเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเรา (ว่าเราไม่ได้คิดเองลอย ๆ แต่มีคนคิดคล้าย ๆ กัน หรือสนับสนุนความคิดเราอยู่ด้วย) ปกติในแต่ละศาสตร์จะกำหนดแบบการอ้างอิงต่างกัน อย่างในทางสังคมศาสตร์ แบบการอ้างอิงที่เป็นที่ยอมรับกว้างหน่อยคือ แบบ APA ซึ่งตอนนี้ไปถึง edition 7 กันแล้ว ทว่าในทางมนุษยศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์อาจใช้แบบอ้างอิงอื่นซึ่งต่างจากนี้ก็ได้เช่น อาจใช้การอ้างอิงแบบ Chicago style หรือ MLA เป็นต้นครับ เรื่องว่าจะเขียนตามแบบเหล่านี้อย่างไร สามารถค้นหาได้จากอินเตอร์เน็ตเลย รวมถึงลิงก์ที่ผมให้ไว้แล้วครับ พิมพ์เข้าไปใน Google ก็เจอเลย อีกวิธีหนึ่งคือ ดูจากเว็บไซต์บัณฑิตวิทยาลัยของมหาลัยที่คุณเรียนอยู่ครับ ในเว็บไซต์เหล่านั้นมักจะมีให้ดาวน์โหลดเอกสารเกี่ยวกับแบบในการอ้างอิงอยู่

           นอกจากการหาแบบในการอ้างอิงแล้ว สิ่งที่ผู้เขียนโครงร่างวิจับควรรู้ไว้คือลักษณะการอ้างอิงครับ โดยทั่วไปมีอยู่ 3 แบบหลัก ๆ คือ 1) การอ้างอิงในข้อความ 2) การอ้างอิงเชิงอรรถท้ายหน้า 3) การอ้างอิงแบบบรรณานุกรม หากเป็นกรณีที่เขียน study plan เพื่อขอทุน ใช้การอ้างอิงแค่แบบหนึ่ง และแบบสองก็พอแล้วครับ แต่ถ้าเป็นการเขียนทำวิทยานิพนธ์ ในโครงร่างวิจัย จะใช้แบบหนึ่งและแบบสามร่วมกัน การเขียนแบบสองแล้วที่ที่จริง ๆ ครับ อันนี้อาจจะต้องปรึกษาอ.ที่ปรึกษาดูครับ

           เป็นอย่างไรบ้างครับ การบอกเล่าเก้าสิบเกี่ยวกับการเขียนโครงร่างวิจัยที่ผมนำมาให้อ่านกัน ผมหวังว่าผู้อ่านที่อ่านมาจนถึงตรงนี้คงได้อะไรบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ หากใครมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเขียนโครงร่างสามารถทิ้ง comment ไว้ใต้บทความนี้ได้เลยนะครับ หากผมสามารถช่วยได้ก็ยินดีครับ


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
airairbp (@airairbp)
หนังสือที่โพสต์ไป จำเป็นไหมที่ต้องเป็น3 เล่มนี้ครับ
SaGaZenJi (@zenjigame)
@airairbp ไม่จำเป็นนะครับ เพรยงแค่เป็นสามเล่มที่ผมอ่านมาแล้วอยากแชร์ต่อครับ อันนี้จริงเบื้องต้น หนังสือที่ชื่อประมาณ ระเบียบวิธีวิจัย ก็สามารถอ่านได้หมดครับ เพราะถ้าใช้เพื่อสมัครทุน ไม่จำเป็นต้องเขียนส่วนนี้ละเอียดมากอยู่แล้วครับ ส่วนถ้าเรียนโท เอก ลักสูตรทั่วไปเปิดสอนเรื่องนี้ให้อยู่แล้วด้วยครับ
ขอบคุณนะคะ
SaGaZenJi (@zenjigame)
@fridaysurgeon ยินดีเลยครับ ;)