เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียวBUNBOOKISH
คำนำ


  • ในระดับคนกันเอง ‘สำนักพิมพ์บัน’ ออกตัวกับใครต่อใคร ว่าเราเป็นหนังสือสำหรับผู้หญิงกลางๆ ในความหมายที่ว่า ถ้า ‘บัน’ เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เธอจะเป็นผู้หญิงที่เราพบเจอเธอได้ตามร้านขนม ร้านกาแฟ ร้านต้นไม้ หรือตามย่านแสดงงานศิลปะ ไปดูคอนเสิร์ต หรือเปิดคาราโอเกะร้องอยู่กับบ้าน เธอชอบทำอะไรง่ายๆ เธอรักสนุก เธออารมณ์ดี และแน่นอนเราน่าจะพบเจอเธอในร้านหนังสืออยู่เป็นประจำ—เรามองผู้หญิงกลางๆ ไว้แบบกลางๆ ไม่หวือหวามากนัก

    และในอีกมุมนึง ต่อให้เป็นผู้หญิงที่กระโดกกระเดกสุดขอบโลก แต่ความอ่อนหวาน อบอุ่นและโรแมนติก ก็ไม่น่าใช่สิ่งที่ผู้หญิงคนไหนจะปฏิเสธ

    ถ้าจะบอกว่า เรารู้จัก ‘จิรเบลล์’ จากตัวหนังสือ ก็ไม่ผิดนัก พอรู้จักมาสักพัก จึงได้พบว่า ที่จริงแล้วเราต่างเป็นคนรู้จักของคนรู้จัก เป็นเพื่อนของเพื่อน เป็นเพื่อนของพี่ที่ทำงาน เป็นน้องที่ทำงานของเพื่อนอีกที—โลกเราก็ใบเล็กแบบนี้

    ย้อนกลับไปตอนที่รู้จักจิรเบลล์ผ่านตัวหนังสือ ข้อความสั้นๆ ไม่เกิน 140 ตัวอักษร ที่นานๆ จะผ่านขึ้นมาในไทม์ไลน์ทวิตเตอร์ให้เห็นสักครั้ง บอกไม่ถูกว่าเราจะเรียกข้อความพวกนั้นว่าอะไร จะเป็นคำคมที่คนชอบโพสต์กัน ก็ไม่ใช่ ไม่ได้บาดอกบาดใจแบบตบเข่าฉาด แต่ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด หลายข้อความที่อ่านผ่านตา เราจำมันได้—โดยไม่ได้ตั้งใจจำ

    บางคนบอกว่า ข้อความของจิรเบลล์เหมาะกับการอ่านตอนกลางคืน อาจไม่ใช่แค่เพราะว่าปกติเขาชอบทวีตข้อความตอนกลางคืน แต่เป็นเพราะตอนกลางคืน เรามีเวลามากพอที่จะอ่านข้อความใดๆ ก็ตามช้าลง

    เมื่ออ่านช้าลง ก็เป็นไปได้ว่าจะรู้สึกกับมันมากขึ้น

    ถึงแม้ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว จะเป็นหนังสือพ็อก-เก็ตบุ๊คเล่มแรกของเขา แต่ถ้านับจำนวนงานเขียนที่อยู่ในหน้าที่การงานแล้ว เราไม่เคย และไม่กล้าเรียกเขาว่านักเขียนหน้าใหม่เลยแม้แต่น้อย

    คงไม่เกินไปนักถ้าจะบอกว่า หลังจากอ่านจบ เรารู้สึกอยากยกระดับความสำคัญให้กับทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หากคิดอีกทีไม่ใช่แค่คนสำคัญระดับโลกหรอกถึงจะมีอิทธิพลกับชีวิตเรา คนธรรมดาที่พบเจอในแต่ละวันนี่แหละตัวดีเลย

    อย่างไรก็ตาม เราคิดว่าหนังสือเล่มนี้ ถ้าอ่านตอนอยู่คนเดียวจะทำให้คุณนึกถึงใครสักคนที่เคยผ่าน หรืออาจจะยังอยู่ในชีวิต และถ้าอ่านตอนที่อยู่กับใครสักคน คุณอาจจะกลับมานึกถึงมันอีกครั้งตอนที่อยู่คนเดียว

    ขอให้มีความสุขในวันที่ได้อยู่คนเดียว





  • คนที่รู้จักผมจริงๆ มักบอกว่า สิ่งที่ผมเขียนไม่เหมือนสิ่งที่ผมเป็น

    ส่วนใหญ่เวลาได้ยินอย่างนั้นผมมักเลือกที่จะยิ้มเขินๆ ไม่อธิบาย เพราะเชื่อว่าถ้าจะอธิบายให้เข้าใจ เราอาจต้องนั่งคุยกันเป็นวันว่าแท้จริงผมเป็นคนยังไง—เจออะไรมาบ้าง

    แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่ได้ปฏิเสธถ้อยคำที่ว่านั้น เพราะเมื่อย้อนทบทวนก็เห็นด้วยดังคำที่เขาว่าทุกประการ

    ตัวจริงของผมยามอยู่ในหมู่เพื่อนฝูงนั้นร่าเริงกว่าตัวหนังสือของผมแบบเทียบกันไม่ได้ ผู้ที่ได้รู้จักมักจะได้หัวเราะร่วมกัน มากกว่าที่จะมานั่งปรับทุกข์เรื่องความสัมพันธ์หรือทบทวนเรื่องความโดดเดี่ยว

    หากให้ย้อนทบทวนว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะสิ่งที่ผมคิดและเขียนออกมามักเกิดขึ้นยามผมอยู่คนเดียว

    ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นไหม เวลาอยู่คนเดียวมักนั่งทบทวนถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่ได้พบเจอในชีวิต แต่ผมเป็น อาจเป็นคนที่พบเจอกันเมื่อเช้านี้ เมื่อวานนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อปีที่แล้ว หรือเมื่อนานมาแล้ว

    พอเป็นอย่างนั้น มันก็ตลกไม่ออก

    ความสัมพันธ์มักผูกกันกับความคิดถึง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมไม่มีความสามารถมากพอจะเอามาเขียนล้อเล่นหรือเล่ามันด้วยอารมณ์ขันร้ายกาจอย่างเช่นนักเขียนบางคนที่ผมเคารพ

    สิ่งที่ผมพอจะทำได้คือเขียนอย่างที่รู้สึก สุขก็บอกว่าสุข เศร้าก็ว่าบอกเศร้า คิดถึงก็บอกว่าคิดถึง

    ห้าสิบเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ก็เช่นเดียวกัน มันเป็นเพียงความทรงจำที่ผมระลึกถึงยามอยู่คนเดียว บางเรื่องซีดจางจนต้องนั่งทบทวนหลายนาที ในขณะที่บางเรื่องยังคงปรากฏชัดเจนจนแปลกใจ

    แม้ด้วยหน้าที่การงานทำให้ผมต้องคลุกคลีอยู่กับการเขียน แต่ก็ไม่ใช่การมานั่งเท้าความทรงจำแล้วพิมพ์มันออกมาเป็นเป็นตัวอักษรแบบนี้ กว่าจะเขียนเสร็จแต่ละตอนจึงต้องใช้พลังงานมากกว่าแค่การพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ด

    และการที่ต้องมานั่งย้อนทบทวนเรื่องราวในอดีตเพื่อหาเรื่องมาเขียน ทำให้ผมพบว่าไม่มีเหตุการณ์ไหนหรอกที่เรารู้สึกเท่าเดิม แม้แต่เหตุการณ์ที่เศร้าที่สุดมันก็จะเศร้าลดลงมาหน่อย

    ถ้าเป็นดอกไม้มันก็ไม่สดเหมือนตอนแรก ถ้าเป็นบาดแผลมันก็ไม่สดเท่าตอนเริ่ม

    แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องราวเหล่านี้ไร้ค่าหรือไม่น่าจดจำแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เมื่อเวลายิ่งผ่านไปเรื่องเหล่านี้กลับยิ่งน่าทบทวน แม้เรื่องราวในขณะเกิดเหตุการณ์นั้นจะขมขื่นแค่ไหนเพราะอย่างน้อยเราสามารถผ่านมาได้โดยที่ยังหายใจเป็นปกติ

    จึงอาจกล่าวได้ว่าตัวอักษรในหนังสือเล่มนี้คือความรู้สึกของตัวผมยามอยู่คนเดียว  และใครหลายคนก็คงมีเรื่องราวความทรงจำเกี่ยวกับความสัมพันธ์อยากเล่าให้ใครบางคนได้ฟังยามอยู่คนเดียวเช่นกัน

    ท้ายที่สุด, สำหรับคนที่รู้จักกัน หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงความรู้สึกหนึ่งยามผมไม่มีใครชงมุก

    และสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักกัน หวังว่าวันหนึ่งเราจะได้หัวเราะด้วยกัน อย่างน้อยสักครั้ง












  • แด่

    หม่าม้า ผู้ที่ทำให้มีชีวิต

    อี๊ ผู้ทำให้มีชีวิตอยู่










เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in