ฮ่องกงตรงไหนก็หว่องChérie K.
Temple Street


  • Photo by Steven Wei

    ในช่วงเดือนกันยายนอากาศดี ตอนเย็นย่ำอากาศไม่หนาวและไม่ร้อนจนเกินไปนัก ฝั่งเกาลูนยังคึกคักเหมือนเคย วันนี้ฉันมีนัดกับซานซาน น้องสาวชาวฮ่องกง ไปช่วยเธอเลือกซื้อเครื่องประดับที่ Temple Street  ตรงสถานีเหยามาเต่ย (Yau Ma Tei) ที่ทอดยาวไปถึงสถานีจอร์แดน (Jordan) จะลงตรงจอร์แดน Exit A หรือลงสถานีเหยามาเต่ยออก Exit C แล้วเดินย้อนมาหน่อยก็ได้ตามสะดวก เทมเพิล สตรีท เป็นตลาดนัดกลางคืนที่มีขายตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ คล้ายๆกับตลาดคลองถมบ้านเรา ที่นี่มีอีกชื่อเรียกหนึ่งคือ Men Street เพราะส่วนใหญ่มีแต่สินค้าของผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นเข็มขัด รองเท้า กระเป๋า รวมไปถึงสินค้าประเภทเซ็กซ์ทอยด้วย เริ่มขายของกันตั้งแต่บ่ายแก่ ๆไปจนถึงเที่ยงคืนเลย ที่สำคัญคือขายทุกวันไม่มีวันหยุดราชการ

    ฉันเดินเบียดเสียดฝูงชนหลากเชื้อชาติ เดินลดเลี้ยวหลบหลีกผู้คนเข้าไปในหลืบซอก เกือบ 60% ของคนที่มาช็อปที่นี่เป็นพี่น้องชาวไทย ที่ต่อราคาของเก่งชนิดที่ว่าแม่ค้าต้องยอม แต่ที่ทำให้รู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่ได้ยินคือ มีบางคนต่อของเหมือนจะมาปล้นคนขาย บางทีพี่ควรหัดใช้ภาษาอังกฤษในระดับสุภาพกับผู้อื่นบ้างนะคะ ทั้งวัฒนธรรมไลฟ์สดในร้านอาหารเอย บนรถไฟฟ้าหรือตามแหล่งท่องเที่ยวก็ด้วย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของคนอื่นอย่างยิ่ง เราอาจจะทำแบบนี้ที่เมืองไทยกันจนชิน และเห็นว่าก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไร แต่ที่นี่ไม่ใช่บ้านเรา เบา ๆ ลงบ้างก็ได้จ้ะพี่จ๋า
    พักเรื่องขุ่นมัวในใจ ไม่อยากนินทาเพื่อนร่วมชาติไปกว่านี้ เดินเข้าร้านโจ๊กอร่อยในราคาสบายกระเป๋า ร้านนี้เป็นร้านนัดพบของฉันกับซานซาน เมื่อฉันไปถึงก็พบเธอนั่งรออยู่ตรงโต๊ะในสุดตามที่เธอบอกในแชท เธอโบกมือให้เมื่อเห็นฉันปรากฏตัวที่ประตู พร้อมกับรอยยิ้มสดใสประดับอยู่บนใบหน้า 
    "รอนานไหม ขอโทษที่มาช้า" มาช้าของฉันก็ยังก่อนเวลานัดอยู่นั่นเอง แต่ก็ยังช้ากว่าซานซานเกือบสิบห้านาที เธอสั่นศีรษะ ชูเมนูขึ้นตรงหน้า "จะเอาอะไรเพิ่มไหมคะ ฉันสั่งโจ๊กหมูกับไข่เยี่ยวม้าให้พี่แล้วนะ" 
    เธอจิ้มนิ้วลงไปตรงเมนูภาษาจีนที่ฉันอ่านไม่ออก เป็นเมนูที่ฉันแชทมาบอกให้เธอออเดอร์ล่วงหน้า "สั่งเกี๊ยวทอดมาอีกชุด ชานมด้วย" เธอบอกยิ้ม ๆ ชานมเย็นของคนฮ่องกงจะจืด ไม่หวานเจี๊ยบเหมือนอย่างบ้านเรา แต่ราคาเครื่องดื่มเย็นทุกชนิดจะราคาแพงกว่าแบบร้อน คนฮ่องกงไม่ชอบดื่มน้ำเย็น แต่น้ำเต้าหู้ของที่นี่จะมาในแบบแช่เย็น ไม่แน่ใจว่ามีน้ำเต้าหู้ร้อนแบบบ้านเราไหม แต่เย็นแบบนี้ก็อร่อยชื่นใจดีเหมือนกัน ที่ร้านโจ๊กคนค่อนข้างบางตา เพราะอยู่ในซอกซอยที่ต้องเดินเข้ามาลึกลับพอสมควร เราใช้เวลาทานมื้อค่ำกันประมาณเกือบ ๆ ครึ่งชั่วโมง คุยสารทุกข์สุกดิบไปด้วยทานไปด้วย อัพเดทชีวิตที่ผ่านมา ชีวิตในฮ่องกงเมืองหว่อง ซานซานบอกว่าช่วงนี้เธอเรียนหนัก รับงานพิเศษที่ร้านเครื่องสำอางในช่วงค่ำไปด้วย เลยทำให้ไม่มีเวลามาเจอเหมือนก่อน 
                       
                        Photo by Florian Wehde

    ซานซานพาฉันเดินไปสุดถนน ข้ามถนนไปอีกฟากฝั่ง เป็นที่ ๆฉันไม่เดินไปถึงตรงนั้นเลย ทุกครั้งที่มา Temple Street ก็ไม่ค่อยจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับบ้าน เพราะบางอย่างเป็นของที่บ้านเราก็มี แถมราคาก็ไม่ได้แพงไปกว่ากันสักเท่าไหร่ ฉันมักจะมาที่นี่ ในเวลาที่อยากทานอาหารซีฟู้ดสไตล์ฮ่องกงอร่อย ๆ แต่เอาจริง ๆ ต้องบอกว่าบางอย่างก็อร่อยมาก แต่บางอย่างก็จะหงุดหงิดเสียดายเงินที่จ่ายไปอย่างยิ่ง แปลกเหมือนกัน ฉันเป็นคนประเภทที่ว่าถ้าอาหารอร่อย ราคาจะแพงก็ไม่เคยเสียดายเงิน แต่ถ้าไม่อร่อยแค่เงิน 20 บาทก็เสียดายแล้ว ถ้าแพงแล้วไม่อร่อยด้วย ก็จะโดนสรรเสริญให้สมกับราคาหน่อย แต่ถ้ายิ่งอร่อยและราคาไม่แพง ก็จะได้รับคำชมแถมโฆษณาร้านให้ไม่คิดเงินด้วย

    เราเดินมาจนถึงร้านเครื่องประดับที่ซานซานบอก จะเรียกว่าร้านก็ไม่ถูกนัก เป็นโต๊ะสแตนเลสปูผ้ากำมะหยี่ทับ วางเครื่องประดับกอง ๆ รวมกันตรงนั้นให้ลูกค้าเลือกเอาตามสบาย จะเลือกนานแค่ไหนไม่ว่า ฉันช่วยซานซานเลือกต่างหู มีตั้งแต่ราคา 10 เหรียญไปจนถึง 50 เหรียญ แต่ต้องยอมรับว่าวัสดุดีเกินราคา เธอยกขึ้นเทียบกับหน้า แกว่งต่างหูให้กระทบกับแสงไฟวิบวับให้ดู “สวยไหมพี่”  เราช่วยกันเลือกได้มาคนละ 3-4 ชิ้น ผู้หญิงก็แบบนี้ ได้จ่ายเงินซื้อของสวย ๆ งาม ๆ ก็สบายใจ  ใกล้ ๆ กับร้านเครื่องประดับมีขายพวกนาฬิกามือสอง ทั้งที่เป็นวินเทจแท้ ๆ กับวินเทจแบบเทียม ๆ มีแหวนและเครื่องประดับมือสองสวย ๆ ถ้าดูดี ๆ จะพบว่ามีหยกแท้โบราณวางขายอยู่ด้วย แต่ราคาก็แรงกว่าของมือหนึ่งที่วางขายเสียอีก เมื่อได้ของตามที่ต้องการแล้ว เราก็แวะร้านขนมญี่ปุ่นราคาส่ง ซึ่งราคาใกล้เคียงกับที่ญี่ปุ่นมาก มีขนมจีนปะปนมาเบา ๆ  ขนมของไทยก็มี ราคาแพงกว่าบ้านเราไม่กี่บาท 
    ที่นี่มีร้านอาหารซีฟู้ดที่มีคนรอต่อคิวยาวเหยียด คนแน่นร้านเหมือนแจกฟรี มีร้านขายหยกสวย ๆ ซึ่งซานซานหันหน้ามากระซิบบอกเบา ๆ ว่า "ของปลอม" 

    ฉันแวะร้านขายของอินเดียเจ้าประจำ ได้รองเท้าอินเดียแบบปักมือมาสองคู่ ให้น้องสาวที่เมืองไทยอีกคู่ มีชุดส่าหรีสวย ๆ ที่ราคาแพงแสนแพง แต่พอเข้าใจได้ว่าทำไมถึงต้องแพงเบอร์นั้น เพราะเป็นงานแฮนด์เมดทั้งหมด ต้องลงทั้งแรงกาย แรงใจ ใช้เวลาและสมาธิอย่างมาก กว่าจะได้ผ้าปักมือหนึ่งผืน เจ้าของร้านบอกว่า ถ้าจะเอาก็ลดให้ได้อีก ลดแลกแจกแถมจนเกือบจะใจอ่อน เกือบแล้ว แต่ลืมไปว่ายอดเงินในบัญชีพี่มีไม่พอ 

    หลังจากได้ของติดไม้ติดมือกันกลับบ้านแล้ว เราพากันย้อนกลับมาทางสถานีเหยามาเต่ย เพื่อขึ้น MTR กลับบ้าน บ้านของซานซานอยู่สถานี Choi Hung สายสีเขียว ส่วนฉันต้องขึ้นสายสีแดง แล้วเปลี่ยนสายเป็นสายสีฟ้าที่สถานี Central เพื่อกลับ Causewaybay  อาจจะดูงง ๆ ในตอนแรกแต่ไม่ซับซ้อน จะเปลี่ยนสายก็ไม่ยุ่งยาก ฉันว่าระบบรถไฟฟ้าที่ฮ่องกงถือว่ามีประสิทธิภาพมากแห่งหนึ่งของโลก ก็ด้วยรากฐานที่อังกฤษได้วางไว้นั่นเอง 

    เราผ่านการแสดงงิ้วหรืออุปรากรจีน ความโฉงเฉงของการแสดงดึงความสนใจจนทำให้เราพากันหยุดดูอยู่ครู่หนึ่ง แค่ไม่ถึง 5 นาทีก็ติดใจ ขนาดฟังไม่ออกยังสนุกเลย บางครั้งความบันเทิงก็ก้าวผ่านกฏเกณฑ์ของภาษาเหมือนกันนะ ฉันพบว่าตัวเองเป็นคนชอบสิ่งที่ค่อนข้างเป็น traditional ประเพณีและศิลปะแบบดั้งเดิมที่ในยุคสมัยนี้ไม่ค่อยมีให้เห็น ชุดกี่เพ้าแบบฮ่องกงสวย ๆ นั่นก็ด้วย ชอบจนต้องซื้อเก็บไว้ เอาไว้ใส่ตรุษจีนบ้านเรา เป็นการฉลองตรุษจีนแบบคนที่ไม่มีบรรพบุรุษฝ่ายไหนโล้สำเภามาตั้งรกรากที่ไทยเลย  ที่นี่มีหมอดูเยอะมาก ร้านตั้งเรียงกันเป็นตับ ทั้งดูดวงแบบโหรจีน ไพ่ทาโรต์ ดูลายมือ ที่แปลกมาก ๆ สำหรับฉันคือให้นกจิกไพ่จากสำรับ นกเลือกไพ่ใบไหน หมอดูก็จะทำนายไปตามนั้น เหมือนกับว่าโชคชะตาฝากไว้ที่ปากนกกันเลย 
    ซานซานหันมาถามว่า "อยากดูดวงไหม ที่เมืองไทยไม่มีแบบนี้นะคะพี่"
    ฉันส่ายหน้าคิดในใจ 
    "จะดีเหรอ แค่ชื่อก็นกแล้วนะ"

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in