ฮ่องกงตรงไหนก็หว่องChérie K.
เงือกเขียวแห่งเกาะฮ่องกง
  • ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่าเตียงหมุน เหมือนเพดานจะยุบใส่ตัว คงเพราะเอฟเฟกต์ของฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำพิษ เมื่อคืนว่าเข้าไปหลายขนาน ทั้งไวน์ เบียร์และโซจู  พากายหยาบกลับถึงห้องได้โดยไม่ลงไปคำนับฟ้าดินนี่นับว่าเก่งมาก ตื่นเช้ามาก็ได้เรื่อง ต้องการหาที่นั่งทำงานวิวสวย ๆิช่วยเยียวยากับกาแฟดำเข้ม ๆแก้แฮงก์โอเวอร์ สถานที่ที่คิดไว้ในหัวคือ Starbucks Harbor city ฝั่งจิมซาจุ่ย หลังจากที่อาบน้ำสระผม แต่งหน้าลวก ๆ คิ้วไม่เขียน ผมไม่ดราย ใส่เสื้อยืดขาวกับกางเกงขาก๊วยสีดำที่แอบจิ๊กของคุณมัมมาใส่ คีบแตะตราสตางค์คู่ที่ใส่จนพื้นสึก ซึ่งคิดเอาเองว่าข้านี่ช่างมินิมอลลิสต์จังเลยเว้ย ในกระเป๋าใบใหญ่มีแล็ปท็อป ไอแพด โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์ และที่ขาดไม่ได้ มีหนังสือเล่มที่อ่านค้างไว้เมื่อชาติกว่า ๆ มีผ้าพันคอของ H&M ที่ซื้อตอนเซลล์เหลือแค่ 60 เหรียญ เวลานั่งหนาวๆในร้านกาแฟก็แค่หยิบมาคลุม มีเสบียงเป็นขนมจุกจิกที่เพิ่งแวะซื้อที่มูจิเมื่อวานเย็น เป็นข้าวทอดรสโชยุอะไรซักอย่าง เค็ม ๆ หอม ๆ ดี มีช็อคโกแล็ตของโปรดจาก Marks&Spencer  (ช็อคโกแล็ตมินต์อร่อยมากนะ แนะนำ) เป็นขนมที่พกไว้ติดกระเป๋าตลอด ชีวิตลำบากลำบน จะกินขนมยังต้องเสพแบรนด์ ทั้งที่ราคาไม่ได้แพงอะไร จะหลุดคอนเซปต์มินิมอลก็คราวนี้


    นั่ง MTR ข้ามฟากจากฝั่งฮ่องกงมาเกาลูนเพียงแค่ 12 นาที เปลี่ยนสายจากสายสีฟ้ามาสายสีแดงก็สะดวก ค่าเดินทาง 12$ ก็แพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกันกับแค่ไม่กี่สถานี คิดเป็นเงินไทยก็เกือบ ๆ 50 บาท จำเป็นต้องนั่งข้ามมาอีกฝั่งมาเพื่อกินกาแฟสตาร์บัคส์เนี่ย จะมีมนุษย์คนไหนทำบ้าง  ทั้งที่สตาร์บัคส์ตรงข้ามที่พักแกก็มีไงนังเด๋อ นั่งทำปากขมุบขมิบพึมพำกับตัวเองบนรถไฟใต้ดินจนคนข้าง ๆ แอบกลัว เกือบโดนข้าวสารเสกแล้วแก ยิ่งสติไม่เต็มร้อยอยู่ด้วยนะวันนี้ 
    ถึงจิมซาจุ่ยโดยสวัสดิภาพ ก่อนจะไปจิบกาแฟ เห็นควรว่าต้องทานข้าวก่อน วันนี้คิดถึงคุณลุงกุ้งผัดข้าว ร้านข้าง ๆ กับร้านโจ๊กชื่อดัง Hung Lee เหตุที่ได้ชื่อว่าคุณลุงกุ้งผัดข้าวก็เพราะครั้งแรกที่สั่งข้าวผัดกุ้งแล้วคุณลุงให้กุ้งมา 20 กว่าตัว ยอมแล้วจ้าลุงจ๋าาา ให้กุ้งมาแบบว่าไม่กลัวร้านเจ๊งเลย  เขี่ยไปทางไหนก็เต็มไปด้วยกุ้ง กินแล้วก็ฝันถึงกุ้งฟรีซไปสามวันเจ็ดวัน นอกเหนือจากการกินกุ้งผัดข้าว คือการแวะมาเสวนากับคุณลุง พูดกันคนละภาษาแต่เข้าใจกันเฉย หลังจากที่ฟาดข้าวไปเกลี้ยงจานกับชาเย็นมันๆจืดๆแล้ว ก็สวัสดีคุณลุงเพื่อจะไปหากาแฟกินต่อ 
    นี่มันคือกุ้งผัดข้าวชัดๆ กินไปแล้วเกือบครึ่งด้วย 

    ห้าง Harbor city เป็นห้างที่ใหญ่ที่สุดในแถบจิมซาจุ่ย ทางหน้าห้างละลานตาไปด้วยแบรนด์เนมระดับไฮเอนด์ แบรนด์เนมที่นี่ถูกกว่าบ้านเราประมาณ 20-30% ช่วงที่เซลล์ราคาก็จะลงไปอีกถึง 60-70% เลยทีเดียว ตรงข้ามกับห้างมีช็อป H&M ซึ่งเมื่อถึงฤดูเซลล์ คนแย่งกันหัวแตกเพราะราคาถูกมาก ถูกยังกะแจกฟรีเลย

    ที่นี่มีสตาร์บัคส์อยู่ 3 สาขา เอาจริง ๆ ไม่ใช่ติ่งพี่เงือกเขียว ไม่ประทับใจกาแฟตัวไหนเลย กาแฟรสชาติกลาง ๆ ไม่ได้ถูกจริต แต่ไม่ถึงขนาดว่าดื่มไม่ได้ แต่ที่ชอบเพราะสตาร์บัคส์ไม่เคยเติมซีรัปมาให้รำคาญใจ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สั่งก็ตาม ความมาตราฐานของสตาร์บัคส์เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าจะได้กาแฟหวานมากหรือหวานน้อย ไม่ต้องวัดใจกับพนักงาน ที่สำคัญคือโลเคชันมักจะเทพ อย่างที่สตาร์บัคส์ สาขาโอเชียน เทอมินัลที่ห้าง Harbor City แห่งนี้ กาแฟราคาหลักร้อย วิวหลักล้านของจริง ส่วนมากจะไม่ค่อยมีโต๊ะว่าง เพราะกาแฟที่นี่แถมวิวขนาดนี้ ใคร ๆ ก็แย่งกันจับจอง มีคนเอางานมานั่งทำ สั่งกาแฟแก้วเดียว นั่งยาวถึงเย็นเลยก็มี ฉันสั่ง Iced Americano ไซส์ Tall และ Lemon tart เหมือนเคย เป็นมนุษย์ประเภทที่ กินคาวแล้วไม่ได้กินหวานเหมือนชีวิตยังไม่คอมพลีท เมื่อได้กาแฟและขนมแล้วก็รีบดิ่งไปโต๊ะที่ยังว่าง ที่นี่เป็นแบบนี้ ช้ากว่านี้เพียงเสี้ยววินาทีโต๊ะก็ถูกแย่งไปต่อหน้าต่อตาแล้ว 

    พื้นที่ด้านหลังเคาน์เตอร์ชงกาแฟเป็นแนวยาว โต๊ะทุกตัวอยู่ติดกระจกใสบานใหญ่ วิวที่เห็นด้านหน้าเป็นอ่าววิคทอเรีย (Victoria Harbor) กับตึกสูงฝั่งฮ่องกง มองเห็น Hong Kong observation wheel หรือชิงช้าสวรรค์ของฮ่องกง วิวถูกจริตเป็นอย่างยิ่ง บางครั้งกาแฟจะอร่อยก็เพราะว่าวิวสวยเทพแบบนี้นี่แหละ ฉันเป็นคนกลาง ๆ ไม่ธรรมชาติจ๋าหรือหลงแสงสีจัด เข้าป่าได้พอๆกับเข้าห้าง ชมวิวตึกสูงได้พอๆกับชมวิวดอย จะว่าไม่มีจุดยืนก็ได้อีกเหมือนกัน ก็เดินไปได้ทุกที่ ทำไมต้องยืน 

    นั่งทำงานจนลืมเวลามา นานเกือบสามชั่วโมง รู้สึกหิว สงสัยกุ้งผัดข้าวคุณลุงจะย่อยแล้ว เลยเดินไปสั่ง Blueberry cheese pie มาอีกชิ้น ซึ่งไม่ได้คาดหวังว่าจะอร่อยก็ผิดหวังจนได้ นี่ขนาดไม่คาดหวังแล้วนะ 

    พระอาทิตย์กำลังจะตกดินส่องกระทบน้ำในอ่าววิคทอเรียเป็นสีส้มอมชมพู ของจริงสวยจนลืมหายใจ ถึงขั้นต้องวางมือจากงานเพื่อนั่งชมวิวนิ่งๆ มากี่ครั้งก็ชอบทุกครั้ง ทั้งๆที่ตึกก็ยังอยู่ที่เดิม ท้องฟ้าและผืนน้ำก็ไม่ได้แตกต่างไปจากวันก่อน แต่ทำไมดูได้ไม่เบื่อ ตึกฝั่งตรงข้ามเริ่มเปิดไฟเพื่อเตรียมความพร้อมในการแสดง Symphony of Lights ฉันเคยไปนั่งเบียดกับผู้คนอยู่ครั้งสองครั้ง ไม่ไหว ต้องถวายบังคมลา ไฟวูบวาบ ๆ ตัดกันไปมา วูบวาบ ๆ แล้วจบ ไม่ถูกจริตแม้แต่นิด 

    นั่งแช่อยู่สักพัก ความขี้เกียจก็เริ่มครอบงำ ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนสี แสงไฟจากตึกก็ชัดขึ้นเรื่อยๆ ที่ห้างนี้มี City super ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ฉันชอบมาประจำ สมัยที่ยังเป็นสาวหนึ่งเงาในเกาลูน เพราะมีเครื่องปรุงอาหารญี่ปุ่นที่ชอบทำกินเป็นประจำ มีวัตถุดิบจากต่างประเทศในราคาที่ไม่แพงมากด้วย คราวก่อนฉันได้กราแตงมาในราคาแค่ไม่กี่เหรียญ เอามาใส่นู่นนี่นั่นนิดหน่อยก็อร่อยแล้ว ในซุปเปอร์มาร์เก็ตมี Coffee stand ของ 18grams ที่ฉันมักจะแวะซื้อไปฝากอ้ปป้าที่ออฟฟิศบ่อย ๆ (ออฟฟิศอ้ปป้าอยู่แถวห้าง K11 ซึ่งไม่ไกลจากที่นี่) แต่พอได้รู้จักกับซุปเปอร์ฯแถว ๆ ที่พัก ซึ่งราคาถูกกว่ากันพอสมควร และมักมีของมาลดราคาในช่วงเย็นบ่อยๆ การมา City super ของฉันก็ลดความถี่ลงไป
    ฉันนัดกับจูยองอ้ปป้าไว้ที่ร้านไก่กับเบียร์เกาหลี ไม่ไกลจากห้าง ตอนแรกตั้งใจไว้ว่าจะไปกินราเมงอิปปูโดะที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แต่พออ้ปป้าโทรมาชวนก็เกิดเปลี่ยนใจหน้าตาเฉย ไม่ได้ โอกาสที่ผู้ชายจะชวนไม่ได้มีมาบ่อย ๆ แถมมีเจ้ามือเลี้ยงข้าวแบบนี้ก็ไปสิคะ จะรออะไร ฉันแวะซื้อมาการองไปแลกกับไก่และเบียร์ (ที่นี่มีทั้งมาการองของ Ladurée และ Pierre Hermé) ซึ่งราคาก็ทำกระเป๋าฉีก ไม่เป็นไร มื้อหน้ามาม่าที่พกมาจากไทยก็แล้วกัน 

    แต่ไหน ๆ ก็เขียนถึงสตาร์บัคส์แล้ว ขอเพิ่มอีกสองสาขานะคะ อย่างที่บอกว่าสตาร์บัคส์มักได้ที่ตั้งทำเลดี วิวสวย ถ้าตรงสาขาที่ไปประจำไม่มีที่นั่งว่าง ฉันก็มักจะลงมาที่สาขานี้ ซึ่งตั้งอยู่อีกชั้นหนึ่งของห้าง การหาร้านว่ายากแล้ว แต่การจับจองโต๊ะริมหน้าต่างยิ่งยากกว่า ฉันเคยนั่งตรงนั้นแค่ครั้งเดียว แถมเป็นครั้งเดียวที่ต้องแชร์โต๊ะกับสาวจีนแผ่นดินใหญ่ด้วย เป็นครั้งที่หาความสงบไม่เจอเลย เพิ่งรู้ว่าการรัวชัตเตอร์ถ่ายรูปจะรบกวนคนอื่นได้มากขนาดนี้ ส่วนกาแฟก็ยังเป็นรสกลาง ๆ ไม่แย่ แต่ก็ไม่ว้าว ส่วนขนมยังหาความอร่อยไม่เจอ เนื้อสัมผัสแห้ง ๆ เหมือนเคัี้ยวขนมผสมกระดาษ ไม่หวาน ไม่จืด นี่คือความเห็นส่วนตัว ขนมในสตาร์​บัคส์บ้านเราอร่อยกว่าเยอะ

    ข้ามมาทางห้าง i-Square กันบ้าง ซึ่งไม่ไกลจากจากฮาเบอร์ ซิตี้ที่เราเพิ่งไปแวะมาไม่กี่ช่วงตึก ที่นี่เป็นอีกสาขาหนึ่งที่ฉันชอบ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว แดดส่องเข้ามาในร้านผ่านกระจกบานหนาหนัก สูงจรดเพดาน มานั่งจิบกาแฟขมร้อน ๆตอนแดดอุ่น ๆ มองผู้คนและรถราที่สัญจรไปมาเบื้องล่าง เป็นความวุ่นวายที่ไร้เสียง แต่พอถึงฤดูที่อากาศข้างนอกร้อนอบอ้าว อากาศในนี้กลับเย็นฉ่ำ ก็ไม่แน่ใจว่าต้องใช้แอร์กี่ตัวถึงจะเย็นได้ขนาดนี้ สาขานี้ฝรั่งมานั่งอาบแดดจิบกาแฟกันเยอะ คงเพราะว่าคนเอเชียอย่างเราไม่ชอบตากแดด ไม่สู้ยูวี แม้จะโบกครีมกันแดดกันมาอย่างหนาเตอะแล้วก็ตาม 

    ทุกครั้งที่มานี่ ฉันนั่งอยู่ไม่นานก็ง่วง แดดแยงตาทีไร ง่วงเหงาหาวนอนทุกที คาเฟอีนที่เสพเข้าไปกลับไม่ช่วยอะไรเลย สำหรับคนบางคนแล้ว บางทีคาเฟอีนก็แพ้แสงแดด จบ 


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in