[BTS Fanfic ] OS/SF collectionMacbeth1995
[os] Distance (soojin,binjin)

    • TxT*BTS fanfic

    • Gengre;Puppy love | Soft

    • Pairing: Soobin*Jin |Choi Soobin*Kim Seokjin|

    • Rate:PG-15







    การตกหลุมรักครั้งแรกคือคิมซอกจินที่แก่กว่าแปดปี



    “ใครน่ะ?”

     

    “คิมซอกจินน่ะ เป็นไอดอลล่ะ หล่อเนอะ”

     

    “อือ”

     


    มันเป็นความหลงใหลเพียงชั่ววูบ แต่พอลองแตะสัมผัสกลับพบความนิรันด์ขึ้นมาเสียอย่างนั้น


    แต่เพราะแตะสัมผัสนั่นล่ะ เลยอยากรู้อยากเห็นมากกว่าเดิม




    x



     

    พอรู้สึกตัวอีกครั้งก็อยู่ท่ามกลางหมู่ทะเลดวงดาวนับล้าน ท่วงทำนอง คำร้องเสียงหวานหู ซูบินตกอยู่ในเขาวงกตหมู่ดาราจักร และท่ามกลางทะเลดาวพวกนั้นกลับมีคิมซอกจินเป็นดาวฤกษ์จรัสแสงที่สุด

     


    “ขอบคุณทุกคนที่มานะครับ ผมรักพวกคุณนะครับ!”

     


    การตกหลุมครั้งที่สองคือรอยยิ้มและประกายตาที่สุกสกาว


    ซูบินไขปริศนาที่ว่าทำไมมนุษย์ถึงหลงใหลและคลั่งไคล้ต่อมนุษย์คนใดได้มากเหนือคณา อาจจะรูปลักษณ์ อาจจะเพราะหน้าตา แต่สำหรับซูบินคือคิมซอกจิน ทั้งหมดนั้นมากพอที่จะผลักดันให้ซูบินสดับเงี่ยฟังหมู่มวลความรู้สึกในใจ จนมันกลายเป็นความกล้าขึ้นมา



    “สวัสดีนะ”

     


    รู้สึกตัวอีกครั้งก็มายืนประหม่าต่อหน้าคิมซอกจินในงานไซน์เสียแล้ว

     


    “มาครั้งแรกล่ะสิ ยินดีที่ได้พบนะ”

     


    ซูบินซ่อนตัวใต้กรอบแว่น กลืนน้ำลาย ก่อนจะพบว่าเสียงหายไป ฝ่ามือเริ่มเย็นชื้น นิ้วเรียวขยำขยุ้มชายเสื้อจนยับยู่ยี่

     


    “เขินเหรอ ผมก็เขินนะถ้าคุณเป็นแบบนี้”

     


    คิมซอกจินว่าแบบนั้นพร้อมยิ้มจนนัยน์ตาหยีโค้ง ใบหูแดงขึ้นอีกสักเฉดได้ ซูบินคิดว่าก้อนเนื้อในอกกำลังระเบิด 



    ช่วยน่ารักให้น้อยลงกว่านี้ทีครับ! 



    ซูบินตะโกนกู่ร้องในใจแข่งกับเสียงอึกทึกก้องของชีพจรสูบฉีดที่ดังจนหูอื้ออึงไปหมด

     

    และมันเป็นการตกหลุมรักครั้งที่สาม




    x




    แต่แล้วก็พบว่าทั้งสถานะ ระยะห่างดูเพ้อฝันไปหมด จากจอแก้ว เป็นระยะที่นั่งโซนซีหก จนเหลือระยะประมาณเจ็ดสิบห้าเซนติเมตรของโต๊ะกั้น

     

     

    เขาค้นพบว่า ความจริงเขาโลภได้มากกว่านั้น

     

     


    “ไม่ลองสมัครดูล่ะ? นายอาจจะได้เดบิวต์เป็นไอดอลค่ายเดียวกับคิมซอกจินที่นายชอบก็ได้นะ”

     

     


    และแล้วก็เป็นอีกครั้งที่ซูบินพบว่า เจ้าก้อนเนื้อในอกอาจจะออกมาเต้นข้างนอกจริงๆเสียได้ ทั้งประหม่า ทั้งลนลาน แต่มันเป็นความกล้าที่ซูบินเค้นมาทั้งชีวิต และมันก็จบลงที่ซูบินแวะร้านสะดวกซื้อ ซื้อไอติมรสโปรดห้าแท่ง ดูเหมือนรสชาติหวานเย็นจะช่วยทำให้ใจของซูบินสงบได้มากทีเดียว 


    วันนั้นเขาจึงกลับบ้านไปด้วยความคิดที่ว่าคงไม่มีทางจะใกล้ได้มากกว่าที่เป็น


     ก่อนจะรู้ว่าในอีกหนึ่งเดือนถัดมา ระยะที่คิดว่ายังไงก็คงไกล กลับสั้นลงอีกนิดนึง

     



    “สวัสดีครับ ผมชเวซูบิน ยินดีที่ได้รู้จักนะครับซอนเบนิม!”

     

    “อือ พยายามเข้านะ ซูบินนี่”

     



    การตกหลุมรักครั้งที่สี่นั้นมันเป็นเพียงเรื่องธรรมดาที่รุ่นพี่หยิบยื่นให้รุ่นน้องทุกคน แต่ซูบินก็ชอบความธรรมดาแสนจริงใจนั้น


    มันเป็นการพบกันระยะใกล้ ระยะที่เหลือเพียงมือเอื้อม คิมซอกจินว่าด้วยรอยยิ้ม มันพราวระยับยิ่งกว่าภาพเคลื่อนไหวบนจอ มันสั้นลงจนชีพจรเพิ่มอัตราสูบฉีดเลือด

     

    ใช่ มันสั้นลงจริงๆ แต่มันยากกว่าเดิมเพราะตารางชีวิตแสนวุ่นวาย ซูบินพบว่าเขาอยากโตให้มากกว่านี้ตอนที่เห็นจอนจองกุกซอนเบนิมโอบไหล่ของ’ซอกจินซอนเบนิม’

     


    มีแต่ต้องพยายามให้มากขึ้น อยากยืนเคียงข้าง ณ สถานที่นั้นอย่างสมศักดิ์ศรี มีแต่ต้องพยายามเท่านั้น

     


    “สวัสดีครับ พวกเรา——,”

     

    “ผมน่ะ ชอบจินซอนเบนิมที่สุดเลย”

     


    ซูบินน่ะทำเรื่องที่กล้าในชีวิตไปแล้วครั้งหนึ่ง คือตอนที่มาออดิชั่น ครั้งที่สองก็คือครั้งนี้ คำสารภาพแสนอ่อนหัดผ่านรายการเดบิวต์ของตัวเอง 


    ต่อให้คิมซอกจินไม่รู้ก็ไม่เป็นไร

     

    เพราะยังไงก็ชอบอยู่ดี

     

    ความกล้าของเจ้าลูกกระต่ายที่เริ่มจะเผชิญโลกกว้าง

     



    x




    ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ซูบินแค่ต้องพยายามให้มากขึ้น แล้ววิ่งต่อไปตามเส้นทางไรจุดจบ ไร้เครื่องหมายบอกทาง ไม่มีเข็มทิศ ไม่มีแผนที่ที่บอกเส้นทางที่ถูกต้อง แค่ต้องตามเสียงหัวใจ

     

    ดูเหมือนโชคชะตาจะเหวี่ยงเขามาพบกันเร็วอีกนิด ณ สถานที่ใกล้เคียงกับความฝัน ในที่ที่มีแต่แสงประกายเจิดจ้า และเหมือนเคย คิมซอกจินยังเป็นแสงที่ทอประกายสุกสกาวที่สุดเฉกเช่นครั้งยามแรกเห็น

     


    คิมซอกจิน,จินซอนเบนิม,ซอกจินนี่ฮยอง



    ตอนนี้ระยะเหลือแค่เอื้อมสัมผัสอีกครั้ง สมองของซูบินขาวโพลนเมื่อมองสบใบหน้าของจินซอนเบนิม(ในที่สุดซูบินก็รู้ว่าควรเรียกอย่างไร) ทั้งประหม่า ทั้งไม่รู้ว่าควรจะแสดงสีหน้าหรือกล่าวอะไรออกไป ได้แต่หลบเลี่ยงไปทางนั้นที ทางโน้นที ตอนที่คิดว่าไวพอที่จะรีบใช้ช่วงขายาวๆวิ่งหนีหายไปจากเวทีก็ถูกเรียกไว้ ถูกไล่ต้อน ทั้งถูกเรียก 


    สุดท้ายเลยต้องมายืนบีบอัดตัวตนขนาดหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรให้เหลือหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนก็ยังดี


    แต่สายตากลับไปปะทะกับริมฝีปากอิ่มสีสดที่คุ้นตาและจดจำได้ขึ้นใจ


    ซูบินไม่กล้ามองขึ้นไปมากกว่านั้น ตอนที่ฝ่ามือตบเบาๆอย่างนุ่มนวลที่แผ่นหลังทำเอาหนุ่มรุ่นน้องเผลอกลั้นหายใจ เมื่อหาทางออกไม่พบจึงไปจบลงที่การตัดสินใจโค้ง แต่คนตรงหน้าก็กลับโค้งกลับ ซูบินจึงโค้งกลับ กลายเป็นโค้งกันกลับไปมาเกือบห้ารอบได้ จบลงที่ชั่วเสี้ยววินาทีที่เผลอสบกับนัยน์ตาและรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากของรุ่นพี่ตรงหน้า 

     


    “ทำได้ดีมากเลยล่ะ”



    ปากเม้มเป็นเส้นตรงอีกครั้ง ซูบินค้นพบอีกอย่างว่า ต่อหน้ารอยยิ้มน่ารักนี้แล้วมันยากมากที่จะห้ามไม่ให้เจ้าก้อนเนื้อเจ้ากรรมนี้เต้นระรัว 


    คล้ายภาพฝันที่ค้างแต่เด็กน้อยเองก็อยากสัมผัสมันทั้งลืมตา


    ในจังหวะที่แผ่นหลังของรุ่นพี่ที่ตัวเล็กกว่ากำลังห่างออกไป เขาลดระยะลงมาเหลือเพียงสิบเซน ตอนที่รุ่นพี่หมุนตัวกลับมา ซูบินก็ลดระยะอีกครั้งด้วยการก้มลงมาให้ระยะสายตาเกือบจะอยู่ในระดับเดียวกัน



    “ผมจะพยายามฝึกฝนให้มากกว่านี้ครับ”



    เพราะผมอยากยืนเคียงข้างคุณ.



    กว่าที่ซูบินจะรู้สึกตัวว่าเผลอทำอะไรออกไปก็ตอนที่สบเจอกับประกายความประหลาดใจในสายตาของคิมซอกจินนั่นล่ะ ถึงได้จ้ำอ้าวไปหาชเวยอนจุน


    การตกหลุมรักครั้งที่ห้าของชเวซูบินคือระยะที่ลดลงมาเหลือสิบเซนติเมตร




    x




    คิมซอกจินกำลังทบทวนสิ่งที่ตกตะกอนค้างอยู่ในหัวเขามานาน เกี่ยวกับเจ้าลูกกระต่ายยักษ์อีกตัวที่มีท่าทีตื่นตูม มันทำให้ซอกจินอดขำและเอ็นดูไปกับท่าทางเหล่านั้นไม่ได้


    เพียงนึกถึงก็มากเพียงพอจะวาดรอยยิ้มที่มุมปาก



    “ยิ้มอะไรของฮยองน่ะ?”



    ซอกจินแค่เลิกคิ้ว หันไปมองเจ้ากระต่ายยักษ์อีกตัวที่ออกจะตัวเล็กกว่าสักหน่อย แต่ดูกำยำแข็งแรงมากกว่า

    ไหล่กว้างไหวเล็กๆ เชิงไม่มีอะไร แต่เป้าสายตากลับอยู่ที่ประตูห้องซ้อมที่ไม่ใช่ห้องซ้อมของพวกซอนเบนิมแต่อย่างไร จอนจองกุกแค่ปรายมองตาม ก่อนเลื่อนสายตากลับมาสบที่ใบหน้าคนแก่กว่าอีกครั้ง 


    สีหน้าคาดเดาได้ยากแต่สื่อนัยยะบางอย่างที่จอนจองกุกอ่านไม่ออก เขารู้เพียงว่าไม่ชอบใจ



    “ไปซ้อมได้แล้วครับฮยอง”



    ซอกจินพยักหน้าทั้งแย้มยิ้มเมื่อสบประกายความฉุนเฉียวของกระต่ายขี้อิจฉา ก้าวเดินตามแรงรั้งแสนนุ่มนวลนั่น เขาปรายตามองที่ประตูห้องซ้อมนั้นอีกครั้งก่อนนึกถึงประโยคนั้นที่ทำให้ชีพจรเต้นผิดจังหวะไป



    ‘ผมจะพยายามฝึกฝนให้มากกว่านี้ครับ’



    พยายามเข้าล่ะ เจ้ากระต่ายตื่นตูม





    -FIN-

     

     

     

    Story by Macbeth1995

    Twitter; @astronaut1995

    #สถานีอวกาศno95



    Talk:


    มันเป็นความรู้สึกที่ตกหลุมรักคนคนหนึ่งซ้ำๆ

     จนเริ่มที่จะคิดว่า จริงๆคนเราสามารถตกหลุมรักใครได้กี่ครั้งกันแน่ แต่ก็คงยากจะถอนตัวนิดหน่อย

     ถ้าสัมผัสแล้วมันยิ่งกว่าที่ฝัน แถมระยะที่มีกลับน้อยลง


    สักวันหนึ่งที่ระยะเหลือศูนย์ ก็คงพบคำตอบของตัวเองนั่นล่ะ อยากเขียนอะไรแบบนั้นล่ะค่ะ 


    สุดท้ายก็หยิบกระต่ายอีกตัวมาเขียนด้วยความหมั่นเขี้ยวจนได้


    เจอกันในเรื่องถัดไปค่ะ:)


     

     

     


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
bell_khnr (@bell_khnr)
หสห่หสวหวหกสกสวฟวฟใจพองไปหมดแล้วค่ะ!!!!!!!!!!ยิ้มจนปวดแก้มตั้งแต่ตัวอักษรแรกจนถึงตัวอักษรสุดท้ายเลย!!! เป็นการตกหลุมรักที่สวยงามมากจริงๆ นำมาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเอง เป็นกำลังใจ และนำมาซึ่งสิ่งดีดีในชีวิตอีกมากมาย คือมันแบบㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠพูดไม่ออกบอกไม่ถูกจริงๆ ค่ะ ฮือออ แอบอุดปากกรี๊ดกับความมีกุกจินมาแทรกฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟแงงงง เจ้าฮยองกระต่ายขี้อิสสา! ฮื่อๆๆๆๆๆๆ เป็นกำลังใจให้น้องซูบินนะคะ วันหน้าต้องกล้าคุยกล้าเผชิญหน้ากับฮยองในดวงใจมากกว่านี้แน่ๆ!!!!! (เอ๊ะ นี่พูดถึงในฟิคหรือชีวิตจริงกันนะ..) ฮืออออออออ ขอบคุณสำหรับฟิคดีดีเสมอมาเลยนะคะ ซึ้งใจ อยากเอาหน้ารูดแป้นให้แต่ก็กลัวน้งจะอ่านไม่ออก ฮรึก รักนะคับ ㅠ/////ㅠ 💖