เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Yellow-go-roundminimore
กุมารทอง(ส์) 1 st Time
  •      ไม่อยากจะอารัมภบท

         แต่เรื่องนี้เกี่ยวกับความลี้ลับ สิ่งที่พี่สูจน์ไม่ได้ ถ้าไม่เชื่อจะลบหลู่ก็ได้ มันไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์อะไรขนาดนั้น เพราะเราจะไม่รับผลการกระทำแทนเธอ เธอทำเธอรับ จบนะคะซิส


              เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อหลายปีก่อน (โอเค เราจะแทนตัวว่าเรา เราไม่ได้ฮิปสเตอร์ แทนตัวอย่างนี้มายี่สิบกว่าปีแล้ว) เราเดินทางไปที่โคราชกับครอบครัว เพื่อไปร่วมงานแต่งงานพี่ชายเราเอง เรารับหน้าที่เป็นช่างภาพ เราก็วิ่งถ่ายๆ ทั้งวัน แล้วเราก็เหนื่อย ป่วย ไม่สบาย

              เราลืมไปว่าช่วงที่คนเราไม่สบายจะเป็นช่วงที่ร่างกายและจิตใจอ่อนแอสุด...ทำให้สิ่งที่ไม่เคยแพ้ ไม่เคยเห็น...ไม่เคยสัมผัส กลับได้สัมผัส

              วันรุ่งขึ้นหลังจากงานแต่ง เราป่วย แต่ว่าเราไม่อยากกลับบ้านที่กทม. เพราะตอนนั้นเป็นช่วงหน้าหนาว ประกอบกับเราว่าง เราเลยบอกกับที่บ้านว่าอยากขึ้นเชียงใหม่ โดยจะติดรถพี่ชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องไป แน่นอน ไม่เสียค่ารถไง เลยอยากไป ชมสิ เราประหยัด ฉลาด

    แต่การที่ต้องนั่งรถระยะทางไกลๆ ทั้งที่ไม่สบายนั้นไม่ใช่เรื่องสนุก

              เนื่องจากรถพี่ชายใช้ NGV ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีปั๊มมากนัก ทำให้ไม่สามารถวิ่งเลาะขึ้นไปทางอีสานตอนเหนือแล้วเข้าภาคเหนือแพร่ได้ เราจึงต้องเดินทางย้อนลงมาที่แถบภาคกลาง แล้วกลับไปใช้ถนนสายเอเชียเหมือนยามที่นั่งรถจากภาคกลางขึ้นภาคเหนือ มันเป็นการนั่งรถที่ทรมานมาก เพราะเราหายใจไม่ออก หน้ามืด ปวดหัว เราต้องกินยาประคองอาการไปตลอดเวลา

              น่าแปลก...ที่เราไม่ได้กินยาซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ง่วง แต่ทุกครั้งที่ขึ้นรถ ไม่ถึงสิบนาทีเราจะหลับ

              เราเป็นเช่นนี้มาตลอดทาง เราหลับบนรถตลอดอย่างผิดสังเกต เรียกได้ว่าพอแวะกินข้าว กินยา หลังจากนั้นสิบห้านาทีเราก็หลับทันที โดยปกติแล้วเราไม่ใช่คนที่หลับบนรถ ขนาดว่าสามารถนั่งรถกรุงเทพ-เชียงใหม่ หกเจ็ดชั่วโมงและไม่หลับเลย อยู่เป็นเพื่อนคนขับได้ตลอดทาง แต่คราวนี้เราหลับน็อคไปเหมือนมีอะไรบางอย่างทำให้เราเป็นเช่นนั้น

              เราตื่นมาอีกครั้งหนึ่งตอนก่อนจะขึ้นอ.เถิน ซึ่งเป็นทางอันคดเคี้ยวชวนให้มึนหัว เราลงไปกินข้าวตามปกติ แต่พอกลับขึ้นรถมานั้น เราเห็นในมือลุงเรามีนมไทยเดนมาร์ครสจืดอยู่ในมือสองกล่อง...เราสังหรณ์ใจ

              "ป๋าซื้อนมกล่องมาทำไมอะ" เราถามออกไป เพราะโดยปกติลุงเราจะดื่มนมถั่วเหลือง แลคตาซอย ไม่ใช่นมวัวยี่ห้อนี้

              "อ๋อ..." ลุงของเราผู้ถูกลูกและหลานๆ เรียกว่า 'ป๋า' มองกล่องนมในมือ "ไม่ใช่ของป๋าลูก ของเด็กๆ"

              "ฮะ..." เราอุทาน 

              เดี๋ยวนะ...เด็กๆ...

              "ก่อนออกจากบ้านพี่เขาบอกว่าเด็กๆ นั่งรถมาด้วยเพราะห่วง มากันสองคน" ป๋าตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ปกติ "นี่ก็เลยซื้อมาสองกล่อง ให้เขากินกันไปก่อน ขนมนิดหน่อย ไว้กลับบ้านค่อยซื้อขนมให้อีก นี่เดินทางกันไกลคงเหนื่อยกันแล้ว"

        เหี้ย!    

         ไม่มีใครบอกกูเลยว่ากุมาร(ส์)อยู่บนรถด้วย!
         แล้วที่เมื่อกี้กูนั่งเอาเอาหัวพิงประตูเอาขาพาดเบาะหลังเนี่ย!

        กุมารจะไปนั่งตรงไหน!

              เมื่อทราบดังนั้นแล้วเราจึงนั่งชิดประตูฝั่งซ้าย เอนตัวหลับ โดยไม่ใช้ที่ทั้งหมดของเบาะหลัง ได้แต่หวังว่ากุมารคงจะได้นั่งยืดเส้นยืดสายสบายๆ กับเขาบ้าง อีกตั้งนานกว่าจะถึงเชียงใหม่นี่นะ 

              ก่อนหลับไปเรานึกถึงภาพกุมารนั่งขดตัวเล็กตัวลีบแล้วสงสาร

  •      เราแยกจากรถที่มีกุมารที่จังหวัดพะเยา


              เนื่องจากพี่ชายจะต้องไปประชุมที่เชียงราย จึงส่งเราและลุงกลางทางที่พะเยา แล้วให้นั่งรถเมล์แดงเข้าเชียงใหม่ (เมื่อยตูดมาก แต่ดีที่กุมารติดรถพี่ชายไปเชียงรายหมดแล้ว)

              เมื่อเราถึงบ้านเราก็ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามปกติ ทั้งศาลพระภูมิ เจ้าที่ รวมถึง 'ขันครู' ที่พี่ชายบูชาครูบาศรีวิชัย เราลืมบอกไปว่าตระกูลเราตั้งแต่รุ่นก่อน (ย่า) จะมีคนที่มีวิชาสายขาวอยู่คนหนึ่งในรุ่น ซึ่งรุ่นก่อนคือหลวงปู่น้องชายย่า และรุ่นนี้เป็นพี่ชายเราคนนี้นี่เอง 

              ข้างใต้พานขันนั้นก็เป็นที่วางตุ๊กตาเด็กน้อยห้าคน อันได้แก่กุมารเรนเจอร์ทั้งหลาย เบื้องหน้าตุ๊กตาเหล่านั้นมีขนม ของเล่นมากมาย ดูแล้วคนในบ้านเราคงจะสปอยล์พวกเขาอยู่ไม่น้อย เรายกมือไหว้สิ่งที่เรามองไม่เห็น เพื่อทักทาย

              เพราะเราจะนอนห้องพี่ชาย...พ่อของเด็กๆ ในคืนนี้

              'คืนนี้เราจะนอนห้องพี่นะ' เราลดมือลง ยืนเงียบๆ จ้องไปยังเหล่าเด็กๆ พูดคุยอยู่ในใจกับสิ่งที่มองไม่เห็น และไม่มีอะไรรับประกันว่าเขาจะได้ยินเราไหม 'ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยก็แล้วกัน มีอะไรก็พึ่งพาอาศัยกัน ห้ามแกล้งนะรู้ไหม ไว้ได้เข้าเมืองไปนิมมานฯ จะซื้อเค้กร้านมงต์บลังค์ให้กิน'

              หลายคนอาจจะคิดว่าเราบ้า แต่เราว่าการพูดคุยและกำหนดกติกากับทุกสิ่งเป็นเรื่องสำคัญ แม้แต่สิ่งที่มองไม่เห็นก็เถอะ

              คืนนั้นเรานั่งทำรูปงานแต่งงานพี่ชายจนดึก ไม่สิ เรียกว่าเกือบเช้าดีกว่า ตีสองแล้ว เราจึงเข้านอน เพราะว่ามีญาติที่กำลังจะกระจัดกระจายหายไป เราเลยต้องรีบทำรูปให้เสร็จ เขาจะได้เอาไปอัดแจกได้ แต่เราง่วง...ง่วงมากด้วย เลยคิดว่า เออ เดี๋ยวเช้าตื่นก็ละกัน 

             แต่เรากลัวตัวเองไม่ตื่น..

              'นี่ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าอะ ไงก็ปลุกด้วยก็แล้วกันนะ' เราคิดในใจ...พูดกับกุมารทั้งหลาย ก่อนหลับไป









        เราตื่นเพราะเตียงถูกกระชากอย่างแรงจากทางขวา!!!


        มันไม่ใช่ความรู้สึกของการสั่นไหวแบบแผ่นดินไหว แต่เป็นการถูกกระชากจริงๆ 


              เราลืมตาตื่น สิ่งแรกที่พูดออกไปคือ

         "ปลุกดีๆ ไม่เป็นหรือไง! ตั้งนาฬิกาแล้ว ไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้"


              เราหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลา...สัส กูไม่ได้ตั้งปลุก
              (เราเอ่ยขอโทษเด็กๆ ในใจ)
              และเวลาที่แสดงอยู่คือ 3.59 น.

              เช้ามาก เข้าจริงๆ...
              กูเพิ่งนอนไปตอนตีสอง
              กูผิดเองที่ไม่ได้ระบุเวลาว่า "เช้า" ระดับไหน

              แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะบอกให้เขาปลุกเราเองนี่นะ เราจึงเดินไปกลางบ้าน และตั้งใจทำรูปงานแต่งงานจนเสร็จทัน

              นั่นคือประสบการณ์คืนแรกของเรา ที่ได้ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็น

        

         และมันยังมีต่อ...



    เขียนโดย #TeamMinimore MM

    ป.ล. แถมท้ายบท

    • เพิ่งรู้ว่ากุมารทองของพี่ชายมีเป็น squad ทั้งหมด 5 คน ใส่เสื้อผ้าคนละสี พ่อเขาเรียกว่า "กุมารเรนเจอร์"
    • กุมารสามารถแบ่งทีมทำงานได้กุมารที่บ้านชอบนมไทยเดนมาร์ค ตราวัวแดงนั่นแหละ เธอเลือกน้ำนมโคแท้เหรอ?
    • เราเชื่อว่าการกินพาราแล้วหลับของเราไม่ธรรมดา บางทีน้องๆ อาจจะรำคาญอีเจ๊นี่ เลยทำบางอย่างให้เราหลับก็เป็นได้ เพราะปกติเป็นคนนั่งรถไม่หลับจริงๆ นี่หลับน็อคไปอย่างมีนัยยะสำคัญ
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in