BETWEENตะเกียงดาว
บทนำ

  • ..

    คนหนึ่ง...ดื่มกินความมืดบอดในจิตใจมนุษย์ คนหนึ่ง...ดื่มกินความดีงามในจิตใจมนุษย์

    สองร่างถือกำเนิดรูปกายด้วยจิตใจแห่งมนุษย์ ระหว่างผู้เสพความแตกต่างสิ่งใดจะคงอยู่นิรันดร์..?

     .

    บทนำ

     

    ไม้ใหญ่ใบรกหนาปกคลุมเนื้อที่เกือบสิบกว่าไร่ใจกลางเมือง  ปิดบังซ่อนเร้นหลีกหลบสายตาบุคคลภายนอกไม่อาจมองเห็นเคหะสถานด้านในได้ว่าเป็นเช่นไร  รอบกำแพงก่อสูงประมาณสองช่วงตัวของมนุษย์ผู้ชายเต็มวัย  ตัวกำแพงไม่สามารถเห็นได้ว่าก่อด้วยสิ่งใด  เพราะมันแผ่คลุมไปด้วยตีนตุ๊กแกหนาเห็นเป็นเพียงรูปทรงกำแพงสีเขียวครึ้มเท่านั้น  ดั่งว่าเป็นการกางกั้นอาณาเขตอะไรสักอย่าง

     

              มีอะไรอยู่ข้างในนั้นผู้คนต่างสงสัยก็แค่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง  ไม่มีใครสงสัยอยู่นานเนิ่นด้วยเพราะสังคมเร่งรีบการงานหนักเหนื่อยทุกคนต่างมุ่งแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น  ไม่เสียเวลากับสิ่งนอกเหนือจากชีวิตมากนัก  นอกเสียจากยามว่างเว้นใครสักคนจะเพ่งมองตั้งคำถาม  เหตุใดไม่เคยเห็นผู้คนออกมาจากสถานที่แห่งนี้แม้สักเพียงคนเดียว  หรือจะเป็นเพียงแค่สวนรกร้างธรรมดาของมหาเศรษฐีสักคนบนโลกที่หลงลืมสถานที่แห่งนี้ไป

     

              บางคราผู้คนกลับได้ยินเสียงกระซิบกระซาบ  เรื่องเล่าเขย่าขวัญจึงระบัดไปปากต่อปากไม่มีอะไรยาวไปกว่าลมปากของมนุษย์อีกได้หรอกในโลกนี้...

     

              ภายในซึ่งเร้นหลบไว้กลับปรากฏสิ่งปลูกสร้างอันแปลกแตกต่าง ไม่ได้เข้ากับบรรยากาศของเมืองเขตร้อนแต่ประการใด...

     

    ..

     

    มือเรียวบางยังคงเกาะช่องหน้าต่างโค้ง  เถาว์ไอวี่ด้านนอกโผล่หน้ามาทายทักแววตาสีควันบุหรี่ดูล้ำลึกอย่างคนซึ่งผ่านอะไรมามากมายในชีวิต  คงทอดมองไปข้างหน้าสักพักจึงได้ยินเสียงถอนหายใจ

     

              “ท่านเป็นกังวล” ผู้อยู่เบื้องหลังไถ่ถาม

              “ใช่ ข้าย่อมกังวลแทร์”

              “เรื่องยังไม่เกิดท่านอย่าห่วงให้มากนักเลย” หญิงสาวเบื้องหลังยังคงปลอบโยนหากอีกฝ่ายกลับทอดถอนหายใจหนักหน่วงหวั่นวิตก

              “อย่างไรเสียข้าก็อดเป็นห่วงลุกซ์ไม่ได้อยู่ดี ข้ากลัว”

     

              บทสนทนาที่ได้ยินเพียงแค่นั้นฉุดกระชากให้ร่างในชุดคลุมยาวสีดำผละจากมา  ร่างนั้นสลายกลายเป็นฝุ่นสีดำฟุ้งกระจายก่อนจะหายไปในพริบตา  หากเพียงแต่เขาจะรั้งอยู่ฟังบทสนทนาถัดไปเพียงแค่อึดใจเดียวเท่านั้น

     

              “โคล์วเองก็เช่นเดียวกัน ข้าเป็นห่วงเขาไม่ยิ่งหย่อนยิ่งเขาแข็งแรงมากขึ้นเท่าไหร่ข้ากลับยิ่งเป็นห่วงเขามากขึ้นเท่านั้น ผู้เป็นมารดาย่อมเป็นห่วงลูกเสมอกัน”

              ท่านก็รู้ ระหว่างสองสิ่งนั้นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดย่อมไม่สาบสูญดำรงอยู่คู่กันเสมอ”

              “เรื่องนั้นข้ารู้แต่...” นางเหมือนมีบางอย่างหวาดวิตก

              “เจ้าคิดว่าท่านผู้นั้นคือคนที่เราตามหาอยู่รึไม่”

              “ข้าหวังให้เป็นเช่นนั้นท่านหญิง แต่กลับไม่แน่ใจอายุขัยของท่านผู้นั้นใกล้แตกดับและข้าไม่อาจคิดสืบเนื่องไปนับจากนี้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง  หลังจากการจากไปของท่านผู้นั้น”

     

              เสียงถอนหายใจของอวานีตามมาหลังจากจบประโยคของแทร์  ดวงตาของนางอิดโรยล้าแรง เหน็ดเหนื่อยกับการตามหาสู้อุตส่าห์มาถึงนี่หวังว่าอาจพบเจอ...

     

              “บางคราข้าก็ว่าข้าเป็นเพียงหญิงโชคร้ายคนหนึ่งซึ่งถูกเลือก  กี่ร้อยกี่พันปีที่ข้าต้องเผชิญกับความรู้สึกเช่นนี้คอยมองดูความเป็นไปแห่งโชคชะตามนุษย์  สิ่งใดจะเติบโตขึ้นในใจของพวกเขา  และข้าก็ยิ่งสงสารโคล์วผู้เติบโตด้วยสิ่งชั่วช้าเหล่านั้น  เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตจิตวิญญาณ”

     

     

     

     

     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in