ぶつぶつ【บ่นไปเรื่อย】อคิราห์
もういい!か?
  • อยากเปลี่ยนงาน...

    เป็นวลีที่ลอยไปลอยมาอยู่ในหัวนับร้อยครั้งตั้งแต่ต้นปีมานี้

    เอาจริง ๆ ความลังเลใจว่าเปลี่ยนงานดีมั้ยมันเกิดขึ้นตั้งแต่ทำงานครบปีแรก 
    เพราะเนื้องานนั้นไม่ช่วยพัฒนาศักยภาพหรือความรู้ด้านใดขึ้นเลย แต่เพราะติดใจความงานง่ายเงินดี ก็เลยยังอยู่ในวังวนแห่งคอมฟอร์ตโซนต่อไปจนลากเข้ามาจะครบปีที่ 3 แล้ว

    หลังจากเสพความสบายจนทำให้ตัวเองเฉื่อยแฉะ หลายครั้งก็เกิดความเบื่อหน่ายในชีวิต
    นิยาย การ์ตูน ดาราที่เคยชอบก็ไม่อาจปลอบประโลมจิตใจอันเบื่อหน่ายที่ค่อย ๆ ดำดิ่งลงเรื่อย ๆ ของฉันได้ จนมาถึงวันที่วิมานแห่งคอมฟอร์ตโซนเริ่มล่มสลายลงอย่างช้า ๆ  นั่นก็คือการเกิดการเมืองขึ้นในออฟฟิศนั่นเอง

    มีการเมืองในออฟฟิศ แปลว่าเป็นปัญหาเรื่องคน
    ถ้าคิดแง่ดีก็ ชีวิตก็มีรสชาติขึ้นแล้วไง มีเรื่องให้เม้ามอยตามเผือกไม่หยุด แต่พูดตามตรงนะ มันยิ่งท็อกซิกจิตใจกว่าเดิมหวะ ความสนุกของชีวิตการทำงานมันต้องไม่ใช่แบบนี้

    ส่วนตัวแล้วสาเหตุหลักที่เราทนทำที่นี่ได้จนจะสามปีอยู่แล้วคือเงิน และเวลาทำงานที่สามารถสร้างชีวิตเรียบง่าย สโลว์ไลฟ์ให้กับเราได้นั่นแหละ เพราะนอกจากงานไม่ท้าทาย นอกนั้นชีวิตการทำงานในที่แห่งนี้ก็ดีมาก ถ้าเทียบกับที่เพื่อน ๆ เจอ แต่จนปัจจุบันนี้ มันไม่ได้ดีแบบเดิมอีกแล้ว

    ปัญหาสารพัดที่มันซุกอยู่ใต้พรม ทั้งด้านการทำงานและความสัมพันธ์ในออฟฟิศ จู่ ๆ ก็ระเบิดตู้มเป็นโกโก้ครั้นช์ ตัวเราที่เป็นคนช้าต่อบรรยากาศออฟฟิศก็เพิ่งจะรู้ตัว ปัญหาการทำงานน่ะยังจัดการได้ แต่ปัญหาบรรยากาศของทีมน่ะ แหลกสลายไปแล้วเมื่อมีนายคนหนึ่งเกิดอยู่ ๆ ก็จะไม่ทนขึ้นมา

    ประเด็นคือ พวกคุณจะตีกันก็อย่าให้กระทบถึงฉันสิวะ 
    เวลาจะทำอะไรก็อย่ามาใช้ฉันทำเด้ เพราะฉันกลายเป็นแพะของพวกคุณไง!!! 
    ตอนนี้เหมือนต้องเสิร์ฟนายสองฝั่ง (ก็หน้าที่อะ) ทำอะไรให้ฝ่ายหนึ่งก็โดนอีกฝ่ายมองแรง แต่ก็คือฉันทำตามหน้าที่ของฉัน ไม่ได้แบ่งทีมตามพวกคุณ พูดตามตรงก็คือปัญหามันประสาทแดกมากตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยอย่างตั้งชื่อไฟล์ ไปยันปัญหาระดับใหญ่แบบเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ของออฟฟิศ เฮ้ยยย จะขัดแย้งกันก็อย่าทำบรรยากาศเสียได้ป่าว คนเป็นลูกน้องที่ไม่เลือกข้างแบบฉันโคตรเซ็ง แล้วงานออฟฟิศมันก็ยังต้องเดินอ่ะ แม่งงง ระดับความเอาแต่ใจก็คือไปพักกันทั้งคู่นะ รำคาญญญญ เปลี่ยนตัวเจ้านายได้มั้ยจ้ะ (คำตอบคือ ได้! เธอก็แค่ย้ายออกไป)

    พูดตรง ๆ ถ้าให้ฉันเลือกทีม ฉันไม่เลือกหรอก เพราะสาเหตุที่ออฟฟิศมันเข้ามาสู่จุดนี้ก็เพราะการกระทำของพวกคุณทั้งสองคนทั้งนั้น คนนึงทำงานเก่ง แต่ฉันไม่ชอบนิสัย กับคนนึงฉันชอบนิสัย แต่ทำงานห่วยแตก ไม่มีอะไรบาลานซ์เลย พวกคุณเลยต้องมาบาลานซ์กันเองละมั้ง ตีกันๆๆๆ เอาให้แตกหักไปเลย แม่งเอ้ย...

    อาจจะเพราะฉันเป็นคนช้าเรื่องอ่านบรรยากาศและเกลียดการรับมือเรื่องคนที่สุด พอมีปัญหาแบบนี้แล้วมันกระอักกระอ่วนใจมากเลย 

    มันแบบว่า ศรีจะไม่ทน!! ศรีทนมาสี่เดือนแล้วเว้ย!!

    พูดก็พูดนะ สภาพจิตใจฉันยังดีกว่าพี่เมเนเจอร์แน่ๆ อย่างน้อยมันยังไม่ถึงขั้นร้องไห้สำหรับฉัน แค่ต้องบ่นให้แม่ฟังทุกวันจนแม่เบื่อเฉย ๆ 
    พอมาคิดดูแล้ว นับถือพี่เมเนเจอร์จริง ๆ ที่อุตส่าห์อดทนไฟท์ติ้งมาได้นานทั้ง ๆ ที่ร้องไห้เกือบทุกวัน แถมสปิริตคืออยากลุยให้โปเจ็คมันจบอีกต่างหาก จิตใจสตรองกว่าฉันเยอะมากจริง ๆ นั่นแหละ ขนาดพนักงานต้อกแต้กอย่างฉันเจอแค่เผิน ๆ ยังรู้สึกว่าศรีจะไม่ทนเลย ทำไมพี่ถึงทนไหวนะ เพราะปัญหาที่พี่รู้น่ะลึกกว่าที่ฉันรู้มาก ๆ เลยนะ

    เนี่ย พอเจอคนใกล้ตัวมีความรับผิดชอบสูงอ่ะ ฉันก็ไม่กล้าลาออกเพราะรู้สึกว่า เอ้ะ! หรือฉันยังสู้ไม่สุดปะวะ? มันยังทนได้กว่านี้ป่าวเธอ ปัญหาร้อยแปดนี่ ถ้าเธอทำเฉย ๆ เธอก็ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจแล้ว เค้าสั่งอะไรมาก็หลับหูหลับตาทำไป ซึ่งเอาจริงอะ ฉันลองแล้วนะ พยายามเฉย ปลง ปล่อยวาง แต่จิตใจมันไม่สงบเลยอ่ะ อาจเพราะติดอยู่ในความกระอักกระอ่วนมั้ง มันแบบงานไม่หนักแต่ก็จะอ้วกเพราะบรรยากาศมันหนักอะ แบบนั้นเลย เห้อออ

    มันก็เลยอยู่ในความรู้สึกที่ว่า "พอ! พอสักที! ออก! + หรือฉันยังสู้ไม่สุด? ควรจะไฟท์ต่อมั้ย? ทนต่ออีกนิดสิ" ความรู้สึกมันตีกัน ถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาจนประสาทแดกแล้วเนี่ย ถามมาสี่เดือนแล้ว!!!

    แต่พอพิมพ์มาถึงตรงนี้ ก็คิดขึ้นมาได้ว่าในเมื่อมันไม่ใช่ปัญหาเรื่องเนื้องานที่แก้ไขได้อะ ปัญหามันคือเรื่องคน ซึ่งฉันไปเปลี่ยนแปลงจิตใจใครไม่ได้ ถ้าโชคดีบรรยากาศตรงนี้มันอาจจะหายมาคุไปเองขึ่้นอยู่กับคอนดิชั้นเจ้านาย แต่ถ้าดูทรงแล้วอ่ะ ตั้งแต่ต้นปีมันก็เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ไง มันไม่น่าจะดรอปลงในปีนี้แน่ ๆ น่ะสิ แล้วใครต้องรับมือกับกำแพงอารมณ์เจ้านาย ก็พวกสตาฟนี่ไงคร้าบบบบ

    เห้ย ในเมื่อความสัมพันธ์และบรรยากาศการทำงานมันท็อกซิกไปแล้วอะ จะทนทำไมวะ? ฉันก็ควรจะแสวงหาความสงบสุขในจิตใจให้ตัวเองสิ ใจร้อนรนเพราะงานมันยุ่ง กับใจร้อนรนเพราะบรรยากาศมันไม่เวิร์กอะต่างกันนะ และในเมื่อฉันเป็นถึงขั้นที่ว่าตื่นมาแล้วไม่อยากไปทำงานเพราะไม่อยากเจอเจ้านายและพี่ ๆ ทีมเจ้านายอะ มันต้องคิดแล้วแมะว่าฉันไม่โอเคกับที่นี่อีกต่อไปแล้ว งานน่ะทำได้ แต่ไม่อยากสุงสิงพูดคุยกับพวกคุณเลยคร้าบบบบบ

    ตอนนี้โชคดีที่ Work From Home กัน ไม่ต้องเห็นหน้าทุกวัน แต่พอเห็นสายพวกเธอโทรหาฉันแล้วมันสะดุ้งทุกที กลายเป็น Trigger จิตใจไปแล้วอะ ซึ่งจริง ๆ พวกพี่เค้าก็ดีนะ ยังดีกับเราอยู่อะ แต่ก็นั่นแหละ คนมันจะตีกัน มันก็เหมือนปล่อยออร่าความเฟียซ ความใจร้ายออกมาอะ มันไม่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเหมือนเดิมเลย มันไม่ใช่ที่ที่ทำงานแล้วมีความสุขทางใจแล้วอ่ะ

    ถ้ามันเป็นถึงขั้นนี้ ก็ควรไปหางานใหม่ เสี่ยงเอาดาบหน้าหวังว่าจะได้เจอที่ทำงานดี ๆ ใช่มั้ยนะ?
    เพราะถ้าให้ชั่งน้ำหนัก ตอนนี้มันยังเป็นขั้นที่ทนได้ และเรื่องการเมืองมันมีทุกออฟฟิศ จริง ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในออฟฟิศเราก็อาจจะถือเป็นเรื่องธรรมดามากๆของคนอื่น นอกจากนี้ พิจารณาปัจจัยด้านเศรษฐกิจ บริษัทนี้ก็ให้เงินดี ไม่ลดเงิน มีโบนัสอยู่ ขึ้นเงินเดือนให้ด้วย มันแบบ เนี่ย ใครบอกเงินไม่สำคัญวะ 

    อ่านบทความตัวเองแล้วก็เหมือนต่อสู้อยู่ ใจนึงก็อยากออก แต่ใจนึงก็มองว่าที่นี่ให้ผลตอบแทนดี มันยังพอทนไหว ตอนนี้ก็หางานอยู่ แต่ปัญหาคือสกิลและเงินเดือนมันไม่แมตช์กัน (สกิลง่อยกว่าเงินมั้ง?) ถ้าอยากได้งานเร็วคงต้องลดเงินเดือนตัวเอง ซึ่งอิชั้นก็ยังต้องส่งเสียทางบ้าน ดังนั้นเรื่องเงินก็เป็นสิ่งที่ทำให้คิดเยอะมากกกกกกกกกกกกกกเหมือนกันเนี่ยสิ 

    ถ้าไม่มีปัญหาทางการเงิน ฉันก็ออกแล้วจ้า! ไม่ทนหรอก จะไปทำงานที่ตัวเองอยากทำแบบไม่ต้องแคร์เงินเดือน แต่ไม่ได้เกิดบนกองเงินกองทองแบบที่ไม่ต้องคิดเรื่องเงินไง เนี่ย เซ็งจัด
    ชีวิตออฟฟิศแย่แล้ว เป็นคนไทยก็ยังบัดซบอีก โควิดมาชีวิตยิ่งแย่ มันก็แย่ไปหมดเลย ดีที่บ้านฉันอบอุ่นดี ไม่งั้นที่พึ่งทางใจคงสูญสลายหายไปหมดจริง เพราะสิ่งแวดล้อมรอบด้านไม่มีอะไรน่ารื่นรมย์เลยสักนิด!

    สรุปก็คือ ยังตัดสินใจไม่ได้อยู่ดีว่าเอาไงกับชีวิต
    แต่ถ้าได้งานมั้ยที่ผลตอบแทนดีกว่าเดิม ฉันไปแหละ! 
    มันได้เวลาที่ต้องเปลี่ยนรสชาติชีวิตแล้วตัวเรา















เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in