SPECIAL STORYkfcthereviewer
อำ LA SCALA: ปัจฉิมบท & Cinema Paradiso
  • ภาคแรก: อำ LA SCALA: ปฐมบท

    เกริ่นก่อนเรื่อง มาร่วมกันอำลาโรงภาพยนตร์ที่เป็นดั่งสรวงสวรรค์ของคนรักหนังในไทยมากว่า ๕๑ ปีพร้อมทบทวนถึงภาพที่ Cinema Paradiso (ค.ศ. ๑๙๘๘) ได้สะท้อนไว้ต่อยุครุ่งเรืองและสิ้นสุดของโรงหนังสแตนด์อโลนไว้อย่างประจวบเหมาะในบทความ อำ LA SCALA: ปัจฉิมบท & Cinema Paradiso นี้ครับ


    “มันอยู่ได้เพราะใจรัก” – ลุงบูน, ๒๕๖๓


    ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓

    วันสุดท้ายที่โรงภาพยนตร์สกาลาเปิดทำการภายใต้การบริหารงานของเอเพกซ์

    ผมมาถึงโรงภาพยนตร์สกาลา ๔๕ นาทีก่อนที่ Cinema Paradiso (ค.ศ. ๑๙๘๘) รอบ ๑๘.๐๐ น. จะฉาย จึงทำให้ผมพอมีเวลาถ่ายรูปบรรยากาศของโรงฯเป็นครั้งสุดท้ายผ่านกล้องฟิล์มที่พี่และแฟนของเขาให้ผมได้ลองใช้เป็นครั้งแรก (ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย) วันนี้มีคนมาเยือนสกาลาเยอะเป็นพิเศษทั้งประชาชนทั่วไปที่มาดูและไม่ได้ดูหนัง สำนักข่าวต่าง ๆ และบุคคลที่มีชื่อเสียง เดินไปทางใดก็ต้องใช้วิชาหลบซ้ายหลบขวา เพื่อเลี่ยงไม่ให้ตัวเองไปบดบังกล้องของคนอื่นเขา

    ผมพบกับคุณป้าอุ๊ที่กำลังยืนคุยกับคุณป้าเหมียว- ผู้เป็นพนักงานอีกคนหนึ่งของสกาลา แม้คุณป้าอุ๊จะสับสนว่าผมคือนักข่าว (อีกครั้ง) ที่มาขอสัมภาษณ์ แต่ผมเข้าใจว่าป้าอุ๊คงได้พูดคุยกับคนเยอะมากในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงอาจจำหน้าจำคนสลับไปบ้างเป็นธรรมดา ผมและคุณป้าทั้งสองก็ได้พูดคุยกันสั้น ๆ ท่ามกลางผู้คนมากมาย

    “ดีใจมากที่จะได้หยุดสองวัน” ป้าอุ๊เอ่ยอย่างดีใจเมื่อผมถามว่าเขาจะยังคงต้องมาทำงานที่สกาลาอีกหรือเปล่า “พอเปิดมาวันพุธก็มาจัดการงานต่าง ๆ ให้เสร็จ ก็ยังมาทำงานอยู่ค่ะ”

    “แต่หลังจากนั้นคงเหงาแย่เลยใช่ไหมครับ” ผมถาม คุณป้าทั้งสองพยักหน้ารับพลางยิ้ม

    “ป้ายังไม่รู้เลยจะไปทำอะไร แต่ก็ถือว่าได้พักผ่อนแล้วกันค่ะ” ป้าเหมียวกล่าว แล้วมองไปยังบรยากาศรอบ ๆ

    จากนั้นก็มีการเรียกให้เข้าโรงหนังพอดี “เดี๋ยวหลังหนังฉายจบ ก็จะมีผู้บริหารขึ้นกล่าวขอบคุณเป็นครั้งสุดท้าย แต่พวกป้าไม่ได้ขึ้นไปนะคะ เป็นกองเชียร์อยู่ข้างเวทีเฉย ๆ” ป้าอุ๊พูดเกริ่นถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นให้ผมฟัง ผมขอบคุณคุณป้าทั้งสอง ถ่ายรูปพวกเขาเก็บไว้ในกล้องฟิล์ม อวยพรให้มีสุขภาพแข็งแรง แล้วผมก็เดินเข้ามาในโรงหนัง มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ถือตั๋วแต่ต้องการจะเข้าไปเก็บภาพบรรยากาศ แต่ทางโรงฯ นั้นยังไม่อนุญาตจนกว่าจะฉายหนังเสร็จ

    พอเข้าไป คนส่วนมากต่างก็หยิบกล้องหรือมือถือมาถ่ายรูปเก็บบรรยากาศในโรงครั้งสุดท้าย บ้างก็ถ่ายรูปกับคุณลุงพนักงานในชุดสูทเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์ บ้างก็ไปถ่ายบนเวทีด้านหน้า ด้วยเวลาที่ยังพอมีอยู่ ผมจึงไปยังเวที แล้วเดินเล่น ดูผู้คนจากบนนั้น

    พอลงจากเวทีเพื่อจะเดินไปยัง P๑๓ ซึ่งเป็นที่นั่งโซนเก้าอี้เว้นเก้าอี้ ก็ได้ขอถ่ายภาพคุณลุงพนักงานคนหนึ่งกับเขาบ้าง นอกจากคุณลุงจะถืออุปกรณ์คู่ใจอย่างกระบอกไฟฉายแล้ว ยังถือดอกกุหลาบสีขาวแสนสวยไว้เสียด้วย ผมเลยกะจะถามถึงที่มาที่ไปของดอกไม้ดอกนี้เสียหน่อย แต่คุยไปคุยมา ก็ได้ล่วงรู้ถึงไปถึงประวัติของคุณลุงเลย

    คุณลุงนั้นชื่อบูน (ไม่แน่ใจว่าสะกดอย่างนี้หรือเปล่า ถ้าผิดต้องขอโทษด้วยครับ) นามสกุล พ่อไชยราช ที่รู้ละเอียดขนาดนี้เพราะลุงบูนเขาให้ดูนามสกุลจากบัตรประชาชนตอนที่ผมได้ยินไม่ค่อยชัด ผมบอก ไม่ต้องก็ได้นะครับลุง แต่ไม่ทันเสียแล้ว – อายุลุงบูนของเราปีนี้ก็เข้าสู่หลัก ๖๕ แล้ว แต่ยังคงแข็งแรงกระฉับกระเฉง ยิ้มแย้มแจ่มใสไม่มีแรงตก ลุงบูนเล่าว่าเคยทำงานที่โรงหนังประตูน้ำอินทรามาก่อนก่อนที่จะย้ายมาประจำอยู่ที่ลิโด แต่เมื่อสองปีก่อนลิโดปิดตัวลง จึงย้ายมาทำงานที่สกาลาแทน อายุงานรวมเกือบ ๔๐ ปี

    “โห ลุงบูนอยู่นานขนาดนี้เลยเหรอครับ”

    “ก็อยู่มาเรื่อย ๆ เนี่ยแหละ เงินเดือนก็ไม่ได้มากมาย แต่เราก็อยู่ได้ มันอยู่ได้เพราะใจรัก ถ้าเป็นเด็กสมัยนี้ เห็นอย่างนี้เขาไม่เอาหรอก แล้วงานเหนื่อยด้วย” จากนั้นคุณลุงก็เล่าถึงเรื่องชีวิตของพนักงานในสกาลา ที่มีเรื่องมีราวด้วยกันเองบ้างโยกย้ายไปบ้าง เรื่องสวัสดิภาพสวัสดิการบ้าง แต่ทุกสิ่งและทุกคนก็ผ่านความเป็นไปต่าง ๆ ได้เรื่อยมา จนถึงวันสุดท้าย...วันนี้

    “ลุงว่าโรงหนังอยู่มานานขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งนะ เขาต้องแบกรับค่าเช่าเยอะ เดือน ๆ นึงก็หลายตังค์แหละ เพราะที่ดินแถวนี้ก็มีมูลค่ายิ่งมีทีวี มีเน็ต คนไม่ค่อยมา ก็อยู่กันลำบากขึ้น” ลุงบูนคุยกับเราไปก็มีคนมาขอถ่ายรูปไป โดยที่พลังงานของลุงบูนไม่มีอ่อนลงเลย

    “แล้วหลังจากวันนี้ไปลุงบูนยังต้องมาอีกไหมครับ”

    “มา ๆ ตอนลิโดปิดลุงก็ไปช่วยเขาย้ายของรื้อของ คราวนี้ก็ต้องมาเหมือนกัน” ลุงบูนเว้นหายใจ “แต่เราก็ไม่อยากให้เขาทุบนะโรงหนังอย่างนี้มันเหลือที่เดียวในกรุงเทพฯ แล้ว จะมีที่ไหนอีก”

    แล้วบทสนทนาระหว่างผมกับลุงบูนก็ต้องหยุดลงเมื่อหนังจะเริ่มฉาย ผมถ่ายรูปลุงบูนไว้ในกล้องฟิล์ม ไฟในโรงค่อย ๆ ดับลง เครื่องฉายยิงหนังโฆษณาขึ้นบนจอผมขอบคุณลุงบูนและเดินไปนั่งที่ของตัวเอง แม้จะมีหน้ากากของผมและ face shield ของลุงบูนมาเป็นอุปสรรคในการสนทนา แต่ก็เป็นการสนทนาที่สนุกจากพลังงานที่เต็มเปี่ยมของลุงบูน ซึ่งสะท้อนจากคติ “มันอยู่ได้เพราะใจรัก” ที่เป็นสิ่งที่ผมจำได้ขึ้นใจที่สุด

    และภาพยนตร์ที่จะฉายต่อจากนี้ ก็ตอกย้ำความหมายของประโยคดังกล่าวอย่างตรงแผง อีกทั้งสะท้อนให้เห็นถึงสถานะของสกาลา ที่กำลังจะเป็น “สรวงสรรค์” ที่จะอยู่ในความทรงจำของคนรักหนังในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้

    Cinema Paradiso - ผลงานคลาสสิกของจูเซปเป ทอร์นาทอเร - เป็นเรื่องราวมิตรภาพต่างวัยของซัลวาโตเร หรือที่เรียกกันว่า โตโต้ และ อัลเฟรโด คนฉายหนังในโรงภาพยนตร์ Cinema Paradiso ณ จัตุรัสกลางเมือง Giancaldo หนังพาเราไปติดตามชีวิตของผู้คน และความเป็นไปของพาราดิโซตั้งแต่ยุครุ่งเรือง ช่วงเปลี่ยนผ่าน จนถึงจุดสิ้นสุด

    หนังฉายภาพของพาราดิโซ ที่พร้อมจะเกิดความสนุกสนานแกมอลม่านเป็นทุกทีไปเมื่อมีหนังเข้าฉาย ผู้ชมทุกคนต่างมีอารมณ์ร่วมหัวเราะร้องไห้ไปพร้อมกัน แม้จะเกิดสิ่งแปลก ๆ (หากวัดกันตามมาตรฐานของโรงหนังในปัจจุบัน) ในโรงฯ บ้างก็ตาม อย่างคนช่วยตัวเอง คนเมา การทะเลาะวิวาท ฯลฯ ทั้งนี้ ก็ยังมีอีกหลายสิ่งจากหนังที่ยังคงอยู่จวบจนปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นกองเซนเซอร์ (ในหนังคือบาทหลวง) จอมสปอยหนังประโยคต่อประโยค หรือคนที่มาพบรักกันในโรงหนัง ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นความทรงจำและประสบการณ์ร่วมที่ถูกจารึกไว้ จนทำให้พาราดิโซเป็นดั่งสรวงสวรรค์ทางความบันเทิงของคนในเมือง (ยังไม่นับว่าโรงหนังณ ตอนนั้นยังมีหน้าที่อื่น ๆ อีกด้วย เช่น การกระจายข่าวสารบ้านเมือง)

    แต่ความทรงจำต่าง ๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดบุคลากรของโรงหนังไป ทั้งเจ้าของที่ต้องติดต่อบริหารโรงหนังให้ราบรื่น พนักงานเดินตั๋วที่คอยดูแลระหว่างรอบหนัง คนส่งฟิล์มที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาและความหงุดหงิดของคนดู และ พนักงานฉายหนังที่ต้องชมหนังเรื่องเดิมซ้ำไปมาเป็นร้อยรอบและต้องเสี่ยงอันตรายจากฟิล์มหนังที่ติดไฟง่าย งานของทุกคนสำคัญและแทบจะไม่มีวันได้หยุดพัก ดังนั้น พวกเขานั้นจะทำหน้าที่ตรงนี้ไม่ได้และจะไม่มีความอดทนในงานเลยหากขาดคำว่า “ใจรัก” ไป - เหมือนอย่างที่ลุงบูนได้บอกกับผมไว้

    ภาพความสัมพันธ์และมิตรภาพของโตโต้และอัลเฟรโดนั้น เปรียบได้กับผู้ชมประจำที่ได้เห็นหน้าและรู้จักกับคนในสกาลามานาน จนคุ้นเคยกันเสมือนญาติมิตร แม้ว่าความผูกพันธ์ที่ผมมีต่อสกาลาจะไม่ถึงขั้นนั้น แต่จากการได้คุยกับป้าอุ๊และลุงบูนเพียงสั้นๆ ก็พอจะบอกผมได้ว่าที่นี่ก็มีไมตรีจิตเช่นนั้นเหมือนกัน นี่จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญยิ่งที่จะทำให้โรงหนังแห่งหนึ่งเป็น พาราดิโซ ได้อย่างแท้จริง

    การเล่าเรื่องของหนังดำเนินไปอย่างเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ค่อย ๆ ทำให้ผู้ชมกว่า ๔๐๐ ชีวิต - ที่มารวมตัวกันโดยได้นัดหมาย - ได้หัวเราะและซาบซึ้งไปกับบทสรรเสริญโรงหนังบทนี้อย่างพร้อมเพรียงกัน ความรู้สึกสุขเศร้าได้รับการขับเน้นอย่างทรงพลังผ่านดนตรีประกอบของเอนนิโอ มอร์ริโคเน (ที่เพิ่งเสียชีวิตไป - ขอให้ไปสู่สุขติครับ) นี่จึงเป็นประสบการณ์ที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกและสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่งครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้

    เมื่อคำว่า “FINE (จบ)” ของหนังปรากฏขึ้น ห้วงเวลาสุดท้ายของโรงภาพยนตร์แห่งนี้ก็มาถึง คุณนันทาและคุณกัมพล ผู้บริหารของโรงภาพยนตร์สกาลาได้ขึ้นมากล่าวอำลาและขอบคุณผู้ชม พร้อมกับประกาศว่า สกาลาจะย้ายไปยังสวนนงนุชในรูปแบบโรงมหรสพการแสดงไทยขนาดกว่า ๒,๐๐๐ ที่นั่ง น้ำเสียงของทั้งสองท่านนั้นแฝงความความเศร้าและความเสียดาย (ที่ไม่มีใครอาจเทียบได้) เนื่องจากเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับโรงหนังมากที่สุด ทุกคนจึงปรบมือเป็นกำลังใจดังไปทั่วห้องจากนั้น คุณนันทาได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ ประมาณว่า ความทรงจำทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาด “คนฉายหนัง” ไป สายตาทุกคู่จึงต่างหันไปมองห้องฉายหนัง แล้วปรบมือ โบกแขน เพื่อขอบคุณและอำลาคนที่อยู่เบื้องหลังช่องเล็ก ๆ เหนือโรงหนังช่องนั้น ที่ได้ส่องแสงสู่จอผืนใหญ่สีเงิน และสร้างความทรงจำที่ยิ่งใหญ่แก่ผู้ชม สถานที่และตัวของผู้ที่อยู่เบื้องหลังเอง มากว่า ๕๑ ปี

    “โรงหนังปิดไปแล้วเขาจะอยู่กันยังไงนะ” ผมได้ยินพี่คนหนึ่งพูดขึ้นมา พลางมองไปยังห้องฉายหนังนั้น

    ระหว่างที่เดินออกมา ผู้บริหารและพนักงานได้ยืนต่อแถวอำลาผู้ชมเป็นครั้งสุดท้าย ผมได้จับมือกับคุณลุงบูนผู้เปี่ยมรอยยิ้มที่เพิ่งพบกัน ได้กล่าวบอกลาคุณป้าอุ๊ผู้ใจดี และได้อำลาพี่ ๆ คุณลุงคุณป้าของสกาลาทุกคนที่มายืนรอ ถือเป็นบทสรุปแห่งโปรแกรม LA SCALA และตำนานราชาโรงหนังของเมืองไทยโดยสมบูรณ์

    แม้วันนี้สกาลาภายใต้การบริหารของเพเซกซ์จะปิดทำการไปแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าความทรงจำต่าง ๆ และ “ใจรัก” ที่ทุกคนมีต่อโรงภาพยนตร์สกาลาจะหายไป เพียงแต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง กาลเวลาผ่านไป อีกทั้งมีเหตุผลทางธุรกิจเข้ามา การปิดกิจการครั้งนี้ก็ย่อมเข้ามาอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

    สิ่งที่พวกเราพอจะทำได้คือการใช้ “ใจรัก” ที่มีต่อสกาลา มาใช้เพื่อติดตามและผลักดันให้สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และศิลปะแห่งนี้อยู่คู่สยามสแควร์ ให้สาธารณชนได้มาศึกษาและใช้ประโยชน์ร่วมกันต่อไป ไม่เช่นนั้น พาราดิโซเมืองไทย อาจสูญหายและถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นอาคารพาณิชย์อีกหลังหนึ่งของใครเขา

    จนกว่าจะเห็นโคมไฟกลับมาสว่างไสว

    จนกว่าจะเห็นตัวอักษรต่างๆ ได้ขึ้นป้ายหน้าโรงฯ

    จนกว่าจะเห็นภาพยนตร์โลดแล่นบนจออีกครั้ง

    จนกว่าจะพบกันใหม่

    สกาลา

    ปล. ถ้าได้รูปมาเมื่อไหร่จะเพิ่มรูปของคุณป้าอุ๊-คุณป้าเหมียว คุณลุงบูน และคุณกัมพล-คุณนันทา แน่นอนครับ

    เรื่องและภาพโดย kfc

     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in