EXONERATED คืนล้างบาปMichaeldean.jr
6
  • 6


    เปรี้ยง!


    เสียงฟ้าผ่าดังสนั่น ในจังหวะเดียวกันกับที่เธอขยับตัวหนีชายตรงหน้า!


    หากแต่เขารั้งร่างเธอกลับมาอย่างรวดเร็ว ท่อนแขนอันแข็งแรงกอดรัดเธอไว้แน่น ร่างสูงเคลื่อนตัวตามมาทาบทับร่างเธอ จนแทบขยับตัวหรือหายใจไม่ได้


    เอวาเจ็บปวดไปทั่วร่างจากเรี่ยวแรงที่อีกฝ่ายรั้งเธอไว้อย่างแน่นหนา ความปวดจากหน้าท้องทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ในขณะที่ข้อเท้าปวดระบมรวดร้าวไปจนถึงท่อนขา จนทำให้เธอน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว


    เธอทึ้งกระชากเสื้ออีกฝ่าย จนมันฉีกขาดเป็นทางยาว เผยให้เห็นผิวเนื้ออันซีดขาวของอีกฝ่ายที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นทั่วทั้งร่าง เป็นแผลถูกของมีคมบาดลึก ไปจนถึงแผลไหม้เป็นวงกว้าง

    เขาเป็นใครกัน! อะไรทำให้เขามีบาดแผลทั่วทั้งตัวขนาดนี้!


    เอวาดิ้นรนเอาชีวิตรอด เธอกรีดร้องออกมาอย่างกลัวตาย ในขณะที่มือหนาออกแรงบีบลำคอเธอไว้แน่น


    แวบหนึ่งมันทำให้เธอหวนนึกถึงเรี่ยวแรงมหาศาลที่ทำร้ายเธออย่างเลือดเย็น -- และในแวบถัดมา เธอก็หวนนึกถึงภาพคมมีดที่แทงจ้วงลงมายังหน้าท้องของตนเองเช่นในฝันร้าย!


    เอวากรีดร้องอย่างบ้าคลั่งกับเรื่องราวที่ปะดังปะเดเข้ามาในหัว ราวกับพายุฝนที่โหมพัดกระหน่ำมาจากทางด้านนอก


    แต่แล้วท่ามกลางความสับสน และดิ้นรนเอาชีวิตรอดนั้น มือของเมิฟที่รั้งลำคอเธอไว้ก็เปลี่ยนมาบีบคางเธอ ออกแรงบีบบังคับให้เธอเผยอริมฝีปากออกอย่างคาดคั้น เอวาเบิกตาโพลง มองฝ่ามือหนาตรงหน้า -- ฝ่ามือนั้นไม่ได้ถือมีด หรือปล่อยหมัดเข้าใส่หน้าเธอ แต่มันกลับเป็นแก้วยา!


    กลืนลงไปให้หมด!” เมิฟคำรามลั่น  ก่อนจะกรอกยาแก้วนั้นใส่ปากเธอ “เอวา ได้โปรดเถอะ! กินยานี่เสีย!


    เอวากลั้นใจกับกลิ่นฉุนของสมุนไพรที่ไหลลงลำคอของตนเอง ในที่สุดเธอก็พยายามดิ้นรนจนสะบัดหน้าหลุดจากมือของเขาได้สำเร็จ เอวารีบพ่นยาที่เหลืออยู่ในโพรงปากตนเองทิ้ง แล้วออกแรงผลักไสแผงอกเขาจนสุดแรง


    วินาทีถัดมานั้นเอง เรี่ยวแรงของเมิฟคล้ายจะลดลง และนั่นทำให้เขาเซไปทางด้านหนึ่ง ทรุดร่างลงกับพื้น โก่งงอลำตัวขึ้น แล้วไอออกมาอย่างรุนแรงและยาวนาน จนเอวาสามารถใช้โอกาสนั้นคลานหนีออกมาจากใต้ร่างเขาได้สำเร็จ


    พลันความรู้สึบเจ็บปวดสุดแสนก็ทำให้เธอร้องออกมาเสียงดัง เอวาเบิกตาโพลง พยายามมองภาพที่พร่าเลือนตรงหน้าสุดความสามารถ มือข้างหนึ่งยกขึ้นประคองหน้าท้องตนเองแน่น


    เอวาร้องออกมาเสียงดังยิ่งขึ้น เมื่อความรู้สึกเจ็บปวดนั่นกลับมาอีกครั้ง คราวนี้หนักหน่วงไปทั่วหน้าท้องจนทำให้เธอแทบจะหมดสติ


    หากแต่เสียงไออย่างรุนแรงได้ดังมาจากทางร่างของเมิฟเช่นเดียวกัน -- เอวาชันตัวมองร่างของเมิฟ เขากำลังไอจนตัวโก่งงอ และเลือดสีแดงฉานก็เปื้อนไปทั่วพื้นไม้อย่างน่ากลัว


    เอวาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เมื่อรู้สึกว่าถูกห้อมล้อมไปด้วยกลิ่นเลือด เสียงไออย่างทรมาน และความเจ็บปวด


    ในชั่ววินาทีที่เธอเผลอนั้นเอง เมิฟก็หันมาทางเธอ รุดเข้ามาคว้าข้อเท้าเธอไว้แน่น เมื่อรู้ว่าเธอกำลังรอดพ้นเงื้อมมือเขา


    เอวากรีดร้อง เมื่อมือนั้นบีบแน่นเข้าที่ข้อเท้าอันบวมเป่งของเธอ จนเธอรู้สึกร้าวรานไปทั่วทั้งขาราวกับถูกทุบด้วยท่อนไม้ก็ไม่ปาน และนั่นทำให้เมิฟปล่อยมือออกจากเธอในทันที


    แม้ว่าจะไม่รู้เหตุผลที่เขายอมปล่อยมือ หากแต่เอวาก็อาศัยช่วงเสี้ยววินาทีนั้นเอาตัวรอดจากเขาอีกครั้ง เธอออกแรงขาอีกข้างเตะเขาสุดแรง ฝ่าเท้าเธอกระแทกเข้ากับไหล่ของเมิฟ จนเขาเซถอยไป แล้วร้องออกโหยหวนออกมาดังลั่น


    ชั่วขณะนั้นเอวารู้สึกประหลาดใจกับความเจ็บปวดบริเวณหน้าท้องของตน และเสียงไอทรมานของเมิฟ เมื่อเธอรู้สึกเจ็บท้อง เขาก็ไอออกมามากขึ้น -- พลันความคิดประหลาดก็แล่นผ่านเข้ามาในหัวของเธอ -- ยิ่งเธอเจ็บท้อง เขาก็ยิ่งเจ็บตัวงั้นหรือ -- หากแต่เธอก็รีบสะบัดความคิดนั้นทิ้ง


    เอวาหอบหายใจ เช็ดคราบยาสมุนไพรออกจากริมฝีปากตนเองราวกับกลัวว่ามันเป็นพิษร้าย เธอออกแรงคลานหนีไปตามพื้นไม้ ถอยออกห่างจากร่างตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรวบรวมเรี่ยวแรงลุกขึ้นยืน วิ่งหนีเข้าไปยังห้องครัว แล้วปิดประตูลงกลอนอย่างรวดเร็ว ราวกับว่านั่นจะช่วยกันเธอจากเมิฟได้


    ตอนนั้นเองที่เธอแข้งขาอ่อนแรง จนเกือบทรุดลงไปกับพื้นห้อง -- นั่นไม่ใช่เพราะเธอตระหนกตกใจ หรือหวาดกลัวสุดขีด แต่มันเป็นเพราะความเจ็บปวดแสนสาหัสกำลังแล่นปราดไปทั่วร่างเธอ ราวกับมีดนับพันเล่มได้แทงกระหน่ำเธอตั้งแต่หน้าท้องไปจนถึงข้อเท้า!


    เอวาหลุดร้องออกมา เธอยกมือข้างหนึ่งยันบานประตูไว้เพื่อพยุงกายไม่ให้ล้ม ในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งยกขึ้นประคองท้องตนเองแน่น -- มันเจ็บ -- เธอบอกตนเอง -- และความเจ็บนั่นก็ทำให้ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน จนทำให้เธอเอนโซเซ แทบทรงตัวไว้ไม่ได้  เอวาร้องครวญออกมา มือที่วางบนหน้าท้องตนเองเกร็งแน่น จนเหงื่อกาฬไหลอาบไปทั่วร่าง


    แต่แล้วเสียงของเมิฟก็ดังขึ้นมาจากทางด้านนอกประตูครัว “เอวา!” เสียงอันตื่นตกใจของเมิฟเรียกเธอลั่น “หนีไป!!!


    เอวาเงยหน้าขึ้น ก่อนจะมองเห็นเงามืดบางอย่างสะท้อนมาจากกระจกประตูครัว -- และเงานั้นก็ทำให้เธอเย็นสันหลังวาบขึ้นมาทันที


    เป็นไปไม่ได้ -- เธอบอกตนเอง -- ค่อยๆหันชำเลืองไปทางเงาด้านหลัง


    ในห้องครัวที่มืดสลัวแห่งนี้ มีร่างสูงร่างหนึ่งกำลังยืนอยู่ด้านหลังของเธอ -- เขาแฝงกายอยู่ในเงามืด และจ้องมองมาทางเธออย่างเงียบเชียบ ราวกับเฝ้ารอเธออยู่ก่อนแล้วก็ไม่ปาน


    ไม่ใช่เมิฟ -- จิตใต้สำนึกของเธอตะโกนดังลั่น ขณะจ้องมองไปตามชุดคลุมสีดำตัวยาว และถุงมือหนังของชายคนนั้น -- คนที่ทำร้ายเธอในฝันคืนนั้นไม่ใช่เมิฟ!! ทว่าเป็นคนที่ยืนเผชิญหน้ากับเธออยู่ที่นี่ ตอนนี้ ในห้องแห่งนี้ -- พร้อมกับมีดเล่มยาวในมือนั่นต่างหาก!


    “หนีไป!!!” เสียงเมิฟร้องลั่นมาจากทางด้านนอก ดึงรั้งสติของเธอให้กลับคืนมาอีกครั้ง


    เอวารีบขยับตัวหนีในทันที เธอเบี่ยงตัวหลบคมมีดที่ฟาดฟันลงมา ผ่านร่างของเธอไปอย่างเฉียดฉิว!!


    เอวาต่อสู้กับความเจ็บปวดทั่วทั้งร่างตนเอง ในขณะที่วิ่งหนีไปทางอีกด้านหนึ่งของครัว มือสองข้างออกแรงผลักโต๊ะตัวเล็กไปกลางห้อง หมุนให้มันขวางกั้นระหว่างร่างของเธอกับชายคนนั้นเอาไว้ เธอยึดมันไว้มั่นราวกับว่ามันเป็นปราการเพียงอย่างเดียวที่เธอมี


    เอวาพยายามทรงตัวยืนด้วยสองขาอันสั่นเทา และรวบรวมสติตนเองเข้าด้วยกัน เธอพยายามเพ่งมองผ่านความมืดสลัวภายในห้อง ทั้งๆที่แทบจะมองอะไรไม่เห็น นอกจากภาพอันพร่าเลือน -- เอวาหอบหายใจ ยกมือปาดเหงื่อที่ไหลอาบใบหน้า จับจ้องไปที่การขยับตัวของชายตรงหน้าอย่างระมัดระวัง -- ทันทีที่เขาขยับพุ่งตัวมาทางซ้ายของโต๊ะ เธอก็หนีไปทางขวา -- แล้วเมื่อเขารั้งฝีเท้าให้เคลื่อนกลับไปทางซ้าย เธอก็หยุดฝีเท้าดังเอี้ยด แล้วหนีวนกลับไปอีกด้าน


    วินาทีนั้นเธอรู้สึกราวกับตนเป็นสัตว์ที่กำลังถูกนักล่าไล่ต้อนให้จนมุม


    เธอจ้องมองใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้เงามืดของหมวกทรงสูงนั่น ราวกับพยายามคาดเดาความคิดของอีกฝ่าย เอวาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เหงื่อไหลอาบทั่วทั้งร่าง -- เธอรู้ตัวดีกว่าใคร ว่าเธอคงมีเรี่ยวแรงหนีชายน่ากลัวคนนี้ไปได้อีกไม่นานนัก ในเมื่อขาทั้งสองข้างกำลังสั่นเทาจนแทบจะล้ม และข้อเท้าข้างหนึ่งก็ปวดระบมจนกลายเป็นสีม่วงคล้ำอย่างน่ากลัวจากการออกแรงวิ่ง


    อย่าล้มเด็ดขาด -- เธอกัดฟัน เตือนสติตนเอง -- ห้ามล้มเด็ดขาด -- ไม่อย่างนั้นเธอจะกลายเป็นสัตว์ที่ถูกเชือดทิ้งในทันที


    ฉับพลันนั้นร่างสูงก็พุ่งตรงเข้าหาเธอ เอวาฮึดสู้ออกแรงวิ่งหนี หากแต่เซล้มกระแทกขอบโต๊ะอย่างรุนแรง เมื่อชายคนนั้นเอื้อมกระชากผมเธอมาจากทางด้านหลัง


    เอวาดิ้นสะบัดตัวหนี วิ่งอ้อมโต๊ะหนีไปอีกทาง แล้วพุ่งตัวไปยังประตูครัวอีกครั้ง


    เธอรีบปลดกลอนออกด้วยมือไม้ที่สั่นระริก และเปียกชื้น หางตาทันเห็นชายชุดดำวิ่งไล่ตามมา


    แกรก! 


    บานประตูเปิดออกในวินาทีสุดท้าย!


    เอวากัดฟันแน่น ออกแรงวิ่งหนีกลับเข้าไปในความมืดของห้องนั่งเล่น ความหวาดกลัวครอบงำไปทุกสตินึกคิด ในตอนที่ถูกร่างสูงวิ่งไล่กวดตามมา มือหนานั้นคว้ากระชากผ้าคลุมเธออย่างรุนแรง จนร่างเธอเซล้มไปทางด้านหลัง ชนกระแทกเข้ากับแผงอกของเขาอย่างเต็มแรง


    ท่อนแขนอันแข็งแรงนั่นก็รัดร่างเธอไว้แน่นราวกับงูเหลือมที่รัดเหยื่อ ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วทั้งร่างของหญิงสาว จนภาพที่มองเห็นตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน เธอแหงนใบหน้าขึ้น พยายามเพ่งมองใบหน้าของชายร่างสูงที่ยืนค้ำเธอสุดความสามารถ เธอเผยอริมฝีปากกว้าง พยายามเปล่งเสียงร้องออกมา เมื่อเห็นคมมีดในมือของชายคนนี้เงื้อมขึ้นสูง


    ช่วยด้วย! เธอกรีดร้องทั้งน้ำตา


    หากแต่ไม่มีเสียงใดๆดังเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของเธอ --


    นี่กำลังเกิดขึ้นจริง -- จิตใต้สำนึกร้องบอกเธอ -- นี่ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไปแล้ว!!


    มีดด้ามนั่นพุ่งลงมา หมายแทงทะลุร่างเธออย่างรวดเร็วและรุนแรง เธอสะดุ้งเฮือกไปทั้งร่างเมื่อรับรู้ได้ถึงคมมีดที่กำลังพุ่งเข้ามา -- เสียงคมมีดเสียดแทงทะลุเนื้อหนังดังขึ้นท่ามกลางความมืด --


    หากแต่เธอกลับไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดดั่งที่เคยรับรู้ในความฝัน --


    เอวาหลุบตามองหน้าท้องตนเอง -- มันไม่มีมีดที่จ้วงแทงทะลุร่างเธอ หรือรอยเลือดแม้สักหยด


    แต่กระนั้น มันกลับมีเลือดหยดลงมาเปื้อนใบหน้าของเธอ --


    เอวาค่อยๆเงยหน้า มองไปยังที่มาของหยดเลือดเหนือร่างตนเอง -- ก่อนจะพบว่ามีฝ่ามือหนาของใครคนหนึ่งได้เอื้อมมารับคมมีดนั้นแทนเธอ จนมันถูกแทงทะลุ เลือดไหลอาบเป็นวงกว้าง


    พลันชายชุดดำที่ยืนอยู่เบื้องหลังเธอก็ถูกเหวี่ยงกระชากออกไปอีกทาง พร้อมกับเสียงคำรามลั่นของเมิฟ 


    เมิฟปรากฏตัวยืนอยู่เบื้องหลังของชายชุดดำ มือข้างหนึ่งถูกจ้วงแทงเป็นแผลลึก เลือดไหลไปตามท่อนแขนของเขาอย่างน่ากลัว หากแต่เขาไม่สนใจมัน เมิฟออกแรงทุ่มชายชุดดำกระแทกเข้ากับผนังห้องอย่างรุนแรง ก่อนที่จะพุ่งเข้าไปยื้อแย่งมีดมาจากมือที่สวมถุงมือดำนั่นอย่างว่องไว


    เสียงคำรามระหว่างชายทั้งสองดังก้องกังวานไปทั่วทั้งห้อง ราวกับสัตว์ร้ายที่ออกแรงต่อสู้กันอย่างบ้าคลั่ง


    ชายชุดดำออกแรงปัดมีดในมือเมิฟไปให้พ้นทาง แล้วพยายามผลักเขาออกไป หากแต่เมิฟกลับยื้อแขนอีกฝ่ายไว้มั่น ด้วยฝ่ามือที่มีเลือดไหลมาเป็นทาง เขาคำรามลอดไรฟันดังลั่น พร้อมกับปล่อยหมัดรัวใส่หน้าอีกฝ่ายที่ซ่อนอยู่ภายใต้เงามืดของหมวกทรงสูง แต่แล้วเขาก็อ่อนแรงลง และเสียหลักในวินาทีสุดท้าย จนเซล้มลงบนพื้น ริมฝีปากอ้ากว้าง แล้วไออย่างรุนแรงจนกระเซ็นออกมาเป็นละอองเลือด!


    “เมิฟ” เอวาร้องออกไปอย่างลืมตัว ชั่วขณะนั้นความรู้สึกหวาดกลัวในตัวเมิฟพลันหายไป เหลือไว้เพียงความรู้สึกเจ็บปวด และตกใจเหลือแสน เมื่อเธอได้เห็นสภาพอันบอบช้ำของเมิฟ


    เอวายืนมองเหตุการณ์ต่อสู้ตรงหน้าอย่างตกตะลึง ขาทั้งสองแข็งสนิทในขณะที่ชายชุดดำยืนขึ้นอย่างช้าๆ ร่างอันแข็งแรงนั่นปราศจากรอยแผลใดๆ ราวกับว่าการปะทะกับเมิฟเป็นเพียงการเดินฝ่าละอองฝนอันเบาบางเท่านั้น


    ชายคนนั้นหันมองมา แล้วตรงมาที่เธออย่างรวดเร็ว


    เอวาพยายามขยับตัวหนี หากแต่ร่างของเธอรวดร้าวเกินกว่าจะขยับได้ในทันที


    แต่แล้วก็เป็นเมิฟอีกครั้ง ที่เอื้อมมือมาฉุดรั้งขาทั้งสองข้างของชายชุดดำไว้แน่น เขาออกแรงกระชากลากขาอีกฝ่าย ให้เสียหลักล้มลงบนพื้น!


    เมิฟรีบคลานตามไปทับร่างอีกฝ่ายในทันทีที่รู้ว่าตนเป็นฝ่ายได้เปรียบ


    “หนีไปเอวา!” เมิฟร้องบอก ทั้งๆที่เลือดยังกระเซ็นออกมาจากริมฝีปาก “หนีเดี๋ยวนี้!”


    เอวาผวาถอยหนีออกมา เธอวิ่งออกไปยังโถงทางเดินอย่างทุลักทุเล คว้ากลอนประตูหน้า แล้วออกแรงเปิดมัน หากแต่ประตูบานนี้กลับถูกลั่นกลอนไว้อย่างแน่นหนาจากภายนอก!


    วินาทีนั้น เธอรู้สึกว่าตนกำลังเป็นในสิ่งที่เมิฟพร่ำบอก -- เธอถูกโจนาห์กักขังอยู่ในบ้านหลังนี้!


    เอวาได้ยินเสียงพื้นไม้กระดานดังไล่ตามมา เธอหันมองไปตามสัญชาตญาณ ทันเห็นชายชุดดำวิ่งพุ่งตรงเข้ามา!


    เอวาหวีดร้อง หมุนตัวหนี แล้วพุ่งตัววิ่งขึ้นบันไดไปโดยไม่เสียเวลาคิด!


    ฉับพลันนั้นมือที่สวมถุงมือหนาของชายชุดดำก็คว้าเข้ากับข้อเท้าของเธอ ออกแรงดึงให้เธอล้มกระแทกเข้ากับขั้นบันไดอย่างรุนแรง ก่อนจะฉุดกระชากลากเธอลงมาอย่างไม่ปรานีปราศรัย


    เอวากรีดร้อง ความเจ็บปวดที่รวดร้าวไปทั่วหน้าท้อง และข้อเท้านั้นทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จนเธอแทบหมดสติ


    มือหนานั่นคว้าข้อเท้าของเธอไว้มั่น ออกแรงลากร่างเธอไปตามพื้นไม้ ไม่แยแสว่าเธอจะกระแทกไปตามขั้นบันได หรือชนเข้ากับขอบประตูรุนแรงแค่ไหน -- เอวาเจ็บสะท้านไปทั่วทั้งร่าง หมดซึ่งเรี่ยวแรงที่จะต่อต้าน ใบหน้าที่กำลังเสียดสีไปตามพื้นไม้นั้นเขียวช้ำ และถลอกเป็นแผล จนแสบลึกถึงเนื้อใน


    เอวาพยายามเพ่งมองภาพอันพร่าเลือนตรงหน้า เธอมองเห็นภาพขั้นบันไดเคลื่อนห่างออกไปไกล และเห็นประตูหน้าเคลื่อนผ่านไป จนอยู่ไกลเกินเอื้อม -- แล้วเธอก็เหลือบเห็นแสงสลัวของตะเกียงดวงเล็กบนพรมผืนเก่าอันคุ้นตาอีกครั้ง -- นั่นทำให้เธอรู้ว่า ตนกำลังถูกชายชุดดำลากกลับมายังห้องนั่งเล่น -- 


    ห้องนั่งเล่นหรือ --


    เอวาผวา -- เธอเบิกตาโพลงเมื่อรับรู้ถึงอะไรบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น --


    ตะเกียงในความฝันที่เธอเห็นเมื่อเช้านั้น คือตะเกียงเดียวกันกับที่อยู่ในห้องนี้!! -- จากนั้นภาพต่างๆไหลผ่านเข้ามาในหัวเธอเป็นฉากๆ -- แล้วเธอก็เข้าใจในที่สุด -- เธอไม่ได้ฝันถึงการถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตายของคนอื่น


    หากแต่มันคือของเธอเอง!


    เอวาพยายามไขว่คว้าขาเก้าอี้บุนวมเอาไว้ หากแต่มันก็ล้มลง แล้วลื่นหลุดมือเธอไป -- ฝ่ามืออันอ่อนแรงของเอวาไม่สามารถออกแรงอะไรได้อีกต่อไปแล้ว -- เธอไม่สามารถต่อสู้กับอะไรได้อีกแล้ว --


    ในที่สุดเอวาก็ยอมแพ้ ปล่อยให้ร่างของตนถูกลากต่อไป ยินยอมที่จะถูกนำพาไปยังสถานที่เดียวกันกับที่เธอฝันเห็นโดยไม่ขัดขืน


    ทั้งที่เธอรับรู้อยู่เต็มอกว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอในห้องนั่งเล่นนี่


    ทั้งที่เธอรู้ดีอยู่แก่ใจว่าตนกำลังดำเนินมาสู่จุดจบเช่นเดียวกับในความฝัน


    เธอกำลังจะพบกับความตาย --


    ท่ามกลางความมืดสลัว และใกล้หมดสตินั่น เอวาได้ยินเสียงฟ้าร้องดังมาจากทางด้านนอก ได้ยินเสียงร้องของเมิฟ --


    ร่างของเธอถูกพลิกหงาย -- โลกของเธอหมุนคว้าง -- แล้วเธอก็มองเห็นร่างชายชุดดำยืนตระหง่านค้ำร่างของเธออย่างน่ากลัว ราวปิศาจร้ายที่กำลังจะลากเธอกลับลงไปยังขุมนรก!


    มือหนาเงื้อมขึ้นสูง จนแสงตะเกียงส่องกระทบร่างเขา เผยให้เห็นคมมีดในฝ่ามือนั้น -- และบนใบมีดนั่นเธอก็มองเห็นภาพสะท้อนอะไรบางอย่าง -- แม้ว่ามันจะเป็นเพียงภาพสะท้อนเล็กน้อย หากแต่เธอแน่ใจว่าตนกำลังมองเห็นอะไร


    มันคือภาพสะท้อนใบหน้าของเด็กหญิงชุดแดง --


    แล้วเธอก็เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีนั้นเอง -- นี่คือการมาของชายชุดดำผู้นี้ -- ชายชุดดำผู้มาทวงสิ่งที่เธอเคยพรากคนอื่นไป


    เอวากลั้นใจ รอจุดจบของตนเอง -- ไม่แม้แต่จะสงสัยในความตายของตนเองในคืนนี้ --


    ทั้งหมดมันเป็นเพราะเธอพรากชีวิตของเด็กหญิงชุดแดงคนนั้นไป


    เอวาน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว -- เธออาจจะไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อเด็กหญิง นอกจากต้องการเพียงหยุดยั้งความตายอันน่ากลัวเท่านั้น หากแต่เธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเธอไม่ใช่ต้นเหตุในการตายของเด็กหญิงเช่นเดียวกัน


    แค่เพียงเธอไม่พูด -- เด็กน้อยคนนั้นอาจจะรอดชีวิต --


    เธอบังอาจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่ควรจับต้อง และนั่นเป็นเรื่องที่เธอไม่อาจแก้ไขได้อีกเลย --


    สาสมดีแล้ว -- เอวานึกในห้วงคำนึงสุดท้าย -- สาสมดีแล้ว กับสิ่งที่เธอทำลงไป


    แล้วท่ามกลางภาพอันเลือนรางที่เธอมองเห็นอยู่นั้นเอง เธอก็มองเห็นร่างของเมิฟก็วิ่งตรงเข้ามา หยุดยืนค้ำร่างเธอมาจากทางเหนือศีรษะ


    “ได้โปรดเถอะ!” เธอได้ยินเสียงเขาร้องขอต่อชายชุดดำ “ไว้ชีวิตเธอ!”


    ชายชุดดำที่ยืนค้ำเธออยู่ทางด้านตรงข้ามเมิฟนั้นนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะยกเท้าเหยียบหน้าท้องเธออย่างรุนแรง!


    ทั้งเอวา และเมิฟต่างส่งเสียงร้องดังลั่นออกมาพร้อมกัน ราวกับแรงเหยียบนั้นกำลังกระชากร่างพวกเขาออกเป็นเสี่ยงๆ! เอวาตัวสั่นกระตุกไปมาตามพื้นไม้ ในขณะที่เมิฟก้มหน้า คู้ตัวลงต่ำ จนใบหน้าแทบจะจมหายไปในอ้อมอกของตนเอง


    “ไม่!!” เมิฟเงยหน้า ร้องออกมา “หยุด!!”


    แล้วเธอก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างที่ทุ้มต่ำจนเยือกเย็นตอบกลับมา -- เป็นเสียงที่ดังคล้ายโลหะเสียดสีกันจนแสบหู --


    “ไม่ นี่จะเป็นที่ที่เธอตายไม่ได้!” เมิฟตะโกนตอบกลับไป “เธอสมควรที่จะได้รับโอกาสมีชีวิตใหม่อีกครั้ง!!”


    เสียงอันน่ากลัวที่คล้ายโลหะนั่นดังอีกครั้ง -- คราวนี้รุนแรงขึ้น จนกลายเป็นเสียงที่ฟังคล้ายเสียงคลื่นสัญญาณบางอย่าง


    “ท่านไม่เห็นสถานที่แห่งนี้หรือ ท่านไม่เห็นหรือ ว่าเธอผ่านอะไรมาบ้าง!” เมิฟตอบโต้อย่างรุนแรง หากแต่เสียงโลหะนั้นก็โต้กลับมาดังยิ่งขึ้นกว่าเดิม


    “นั่นไม่ใช่เธอ เธอไม่ได้เป็นคนทำ!!!” เมิฟร้องบอก ก่อนจะไอออกมาอย่างรุนแรง มือหนายกปิดปาก ก่อนที่เลือดจะพุ่งเปรอะไปทั่วใบหน้าและฝ่ามือ “บอกเขาสิ เอวา บอกเขาไปเสีย!!”


    ท่ามกลางความสับสน ร่างของเมิฟก็ก้มลงมาใกล้เธอ จนใบหน้าที่เปื้อนเลือดแทบจะชิดชนปลายจมูกเธอ “บอกเขาไปว่าคุณไม่ได้เป็นคนทำ!!! บอกเขาไปเสีย!!!”


    บอกอะไรหรือ -- เอวาถาม หากแต่เสียงที่เปล่งผ่านลำคอออกมานั้นกลับแผ่วเบาเกินกว่าที่เธอจะได้ยิน


    ทว่าเมิฟกลับได้ยินเสียงเธอ


    “บอกเขาไปว่าคุณไม่ได้ขัดขวางชะตาของคนอื่น -- คุณเห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น คุณเพียงฝันถึงมัน และพูดมันออกมาเท่านั้น -- แต่คุณไม่ได้เข้าไปขัดขวางชะตาชีวิตของคนอื่น” เขากระซิบบอกเธอ ด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความหวาดกลัว “แต่เป็นโจนาห์ต่างหากที่ไปขัดขวางและเปลี่ยนชะตาชีวิตคนอื่นด้วยสิ่งที่รู้จากคุณ! บอกเขาไป เอวา --”


    พลันเสียงคลื่นสัญญาณนั่นก็ดังกังวานยิ่งขึ้น


    เมิฟนิ่งฟังเสียงนั้น ก่อนจะชะงักไป ใบหน้าที่ก้มมองเธอเริ่มถอดสีจนซีดขาว ดวงตารื้นไปด้วยน้ำตาจนแดงก่ำ “เด็กหญิงชุดแดง --” เมิฟเปล่งเสียงออกมาแผ่วเบา เมื่อเข้าใจในการมาถึงของชายชุดดำในที่สุด เขาเผยอริมฝีปาก ถ้อยคำทั้งหมดราวกับถูกกลืนหายกลับไปในลำคอตนเอง ดวงตาสีเขียวยังคงสบตามองเอวานิ่ง


    “ผมเสียใจ --” เขาบอกกับเธอ “ผมนึกว่ามันเป็นเพราะ -- ผมนึกว่าเป็นเพราะโจนาห์ --” น้ำเสียงเขาสั่นอย่างที่ไม่เป็นมาก่อน “ผมนึกว่าผมจะช่วยคุณได้ --”


    เอวานิ่งฟังเสียงทุ้มต่ำของเมิฟ -- ก่อนจะค่อยๆกระซิบกับเขาว่า “ไม่เป็นไร” เธอพูด เสียงแทบไม่ดังออกมาจากริมฝีปากตนเอง หากแต่เธอแน่ใจว่าเมิฟจะเข้าใจในสิ่งที่เธอพูด


    เขาช่วยเธอจากเด็กหญิงชุดแดงไม่ได้ -- เขาช่วยเธอจากสิ่งที่เธอทำลงไปไม่ได้ --


    นั่นคือเหตุผลที่เขาช่วยเธอจากชายชุดดำไม่ได้ --


    ไม่มีใครช่วยเธอให้รอดพ้นคืนนี้ไปได้อีกแล้ว --


    เมิฟอ่านริมฝีปากของเธอ ก่อนจะนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง


    ในที่สุดเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึก ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงดั่งเดิม ก่อนจะเผชิญหน้ากับชายชุดดำแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นว่า “ท่านถูกเรียกว่าเป็นผู้มีความยุติธรรม -- มนุษย์อย่างเราเชื่อในตัวท่านแบบนั้นมาตลอด” เขาว่า สูดลมหายใจเข้าลึก “ถ้าอย่างนั้นท่านจะยอมรับข้อตกลงผมไหม หากมันฟังดูยุติธรรมมากพอสำหรับท่าน --”


    เมิฟ! -- สัญชาตญาณในตัวบางอย่างทำให้เอวาร้องเรียกเขา หากแต่เสียงที่เปล่งลอดลำคอของเธอออกมากลับดังเพียงน้อยนิดเท่านั้น “เมิฟ --” 


    เมิฟยื่นมือข้างหนึ่งมาเบื้องหน้า -- และในฝ่ามือนั้น มันคือใบสมุนไพรที่เขานำติดตัวมาตั้งแต่แรก


    “ใช่ ผมเริ่มดำเนินการไปแล้ว -- เธอดื่มยาสมุนไพรนี่เข้าไปแล้ว” เมิฟพยักหน้าช้าๆ ยกมือเช็ดเลือดที่มุมปากตนเอง “ถ้าหากทั้งสองด้านของตาชั่ง คือชีวิตสามสิบสามปี -- ไม่ขาด และไม่เกินมากไปกว่านั้น -- ของผู้มีดวงตาที่หยั่งรู้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และได้ขัดขวาง เปลี่ยนดวงชะตาคนอื่นมาแล้วหนึ่งชีวิต -- ท่านจะยังเรียกว่ามันเป็นตาชั่งที่เท่าเทียมกันอยู่ไหม” เมิฟถามเสียงดังฟังชัด “ท่านจะปฏิเสธว่ามันไม่ใช่ข้อตกลงแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรมหรือเปล่า”


    เกิดความเงียบขึ้นภายในห้องแห่งนั้นในทันทีที่เมิฟยื่นข้อเสนอของตนจนจบ เหลือไว้เพียงเสียงสายฝนโถมกระหน่ำซัดรุนแรงยิ่งขึ้น จนบานหน้าต่างสั่นสะเทือนไปมาอย่างน่ากลัว


    “เอาผมไปแทน” เสียงของเมิฟพูดขึ้น ท่ามกลางความมืดสลัว “ปล่อยเธอไป แล้วเอาผมไปแทน”

    คราวนี้ไม่มีเสียงตอบรับจากอีกฝ่าย


    “ท่านรู้ว่ามันคือตาชั่งที่เท่าเทียมกันทั้งสองด้าน” เมิฟบอก “ผมมองเห็นสิ่งที่ผ่านเลยไปแล้ว และเห็นสิ่งกำลังจะผ่านเข้ามา -- ผมคือคนที่หยั่งรู้ถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และสิ่งที่ยังไม่เกิด -- นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมถึงหาวิธีเดินทางย้อนกลับมาได้ -- และผมก็คือคนที่เข้ามาขัดขวางดวงชะตาของใครคนหนึ่ง เช่นเดียวกันกับที่เอวาเข้าไปขัดขวางดวงชะตาเด็กหญิงคนนั้น” เมิฟสูดลมหายใจเข้าลึก “ผมขัดขวางและเปลี่ยนดวงชะตาของเอวา -- ชีวิตของหญิงที่ผมรัก --”


    ท่ามกลางสติที่เลือนลางนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงของเมิฟดังขึ้นในโสตประสาทเธออีกครั้ง


    มันเป็นคืนหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน -- เหมือนกับคืนนี้ -- มันเป็นคืนที่มืด และเลวร้าย


    ถ้าย้อนกลับไปได้ ผมอยากจะช่วยชีวิตเธอไว้  --


    แล้วเอวาก็ค่อยๆรับรู้ถึงความจริงที่เธอรู้สึกตัวตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นเมิฟ -- ความรู้สึกอันคุ้นเคยที่เธอสัมผัสได้นั้น ไม่ใช่ความรู้สึกที่เธอคิดไปเอง --


    ผมคิดถึงแม่มาก ผมถึงตัดสินใจเดินทางกลับมาที่บ้าน -- ที่ที่ผมเกิด


    นี่คือเวลาที่ผมต้องตัดสินใจ -- และผมต้องกลับมา เป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย -- ไม่อย่างนั้นแล้ว ผมอาจจะสูญเสียแม่ไปตลอดกาลจริงๆ


    คราวนี้เสียงโลหะเสียดสีเริ่มดังขึ้นเบาๆ 


    หากแต่มันกลับทำให้เธอปวดรวดร้าวไปทั่วทั้งหน้าท้องอีกครั้ง -- เอวาร้องโหยหวนออกมา รู้สึกราวกับร่างถูกฉีกทึ้งเป็นชิ้นๆ -- เธอยกมือขึ้นกุมหน้าท้องตน สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ถูกบีบอัดมาจากภายในจนแทบจะระเบิด


    เอวารู้ในตอนที่ความเจ็บปวดครอบงำเธอจนแทบจะหมดสตินั้นเอง ว่าเธอกำลังจะคลอดลูกในอีกไม่กี่วินาทีนี้!!!


    เธอเสียเลือดมากเกินไป -- เจ็บปวดมากเกินไป -- ถ้าผมไม่ทำให้เธอสาหัสถึงเพียงนั้น เธอจะมีโอกาสรอดไหม ถ้าเธอไม่ทรมานถึงปานนั้น เธอจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า


    เสียงของเมิฟยังคงดังขึ้นในโสตประสาทของเธอ


    ถ้าเลือกได้ ผมคงไม่อยากทำให้แม่ตาย ถ้ามีทางเลือก ผมคงเลือกที่จะช่วยให้แม่มีชีวิตอยู่ -- ผมไม่ปรารถนาสิ่งอื่นใดแล้วในชีวิตนี้ นอกจากให้แม่รอดชีวิตในคืนนั้น --


    “ผมถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ในวันเดียวกันกับที่แม่ตาย ผมมีชีวิตขึ้นได้โดยแลกกับความตายของแม่ -- ตอนนี้ผมขอคืนกลับไป ผมขอคืนชีวิตของผมกับความตาย ผมขอแลกชีวิตหนึ่งกับอีกชีวิตหนึ่ง” เมิฟกระซิบลอดไรฟัน น้ำเสียงที่เปล่งออกมา ปราศจากอาการสั่นไหวใดๆ และดูเอาจริงจนน่ากลัว “ท่านจะยอมรับข้อเสนอนี้ไหม -- ท่านจะยอมรับข้อเสนอที่ยุติธรรมนี้ไหม!”


    แม่ผมรู้ทุกสิ่ง และเห็นทุกอย่าง แม่ผมรู้เสมอว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นในภายภาคหน้า -- เธอรู้เรื่องแบบนี้เสมอ --


    “เมิฟ --” สัญชาตญาณอันแรงกล้าในตัวเธอทำให้เธอร้องปรามเขา หากแต่มันสายเกินไป “อย่า --”


    เสียงโลหะดังเสียดสีขึ้น จนกลายเป็นเสียงคลื่นสัญญาณที่ดังลั่น คล้ายระเบิดที่ใกล้ปะทุทำลายล้างทุกอย่าง จนเอวาปวดร้าวไปทั่วโสตประสาท ราวกับมีมืออันใหญ่ยักษ์มาบีบรัดไปทั่วกะโหลกของเธอ


    ตอนนั้นเองที่ของเหลวบางอย่างไหลผ่านเข้าริมฝีปากของเธอ แล้วค่อยๆไหลลงสู่ลำคออย่างช้าๆ -- เอวาปรือตามองภาพตรงหน้า -- ก่อนจะพบว่าเมิฟเพิ่งป้อนยาเธอจนหมดแก้วได้สำเร็จ


    ฉับพลันนั้นเอง ความเจ็บปวดเหลือแสนก็แล่นปราดไปทั่วทั้งร่างของเธอ จนเธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกฉีกทึ้งร่างออกเป็นชิ้นๆ!


    เอวากรีดร้องโหยหวนดังลั่น หน้าท้องของเธอปวดหนักหน่วงแสนสาหัส และเสียงคลื่นสัญญาณอันชวนหลอนประสาทนั้นก็ดังยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ จนเธอรู้สึกถึงความตายที่ใกล้เข้ามา


    แล้วร่างของเมิฟก็ปรากฏตัวจากเบื้องหน้าเธอ -- เขาจับสองเข่าเธอไว้แน่น ก้มลงมองหน้าท้องเธอ ก่อนจะพูดออกมาว่า “ออกแรงอีกนิด -- เอวา”


    เอวาน้ำตาไหลพราก เปล่งเสียงร้องโหยหวนออกมาดังไปทั่วทั้งห้อง ประสานเข้ากับเสียงคลื่นสัญญาณหลอนประสาทนั่น  ใบหน้าของเธอแดงก่ำ และเส้นเลือดข้างขมับปูดขึ้นอย่างน่ากลัว ในขณะที่ออกแรงเบ่งลูกในท้องตนเองด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีในกาย


    ช่วงเวลาอันเจ็บปวด และทรมานแสนสาหัสนั้น ดำเนินผ่านไปราวกับชั่วกัลปาวสาน -- จนในที่สุดมันก็สิ้นสุดลง


    พลันความเจ็บปวดทั้งมวลของเธอก็หายไป แล้วเสียงคลื่นสัญญาณที่ดังลั่นนั้นก็เบาลง จนค่อยๆเงียบหายไป -- คล้ายทุกอย่างได้ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด


    เธอมองเห็นเมิฟโอบอุ้มร่างเล็กสีแดงไว้ในอ้อมกอดของเขา มือหนาที่สวมแหวนนิ้วก้อยนั้นค่อยๆบรรจงห่อหุ้มร่างเด็กน้อยด้วยเสื้อคลุมอย่างเบามือ


    ใบหน้าของเมิฟเคลื่อนเข้ามาใกล้ใบหน้าเธอ -- ดูขาวซีด และอ่อนแรง -- หากแต่ริมฝีปากอิ่มนั้นยังคงส่งยิ้มมาให้เธออย่างอ่อนโยน แววตาสีเขียวคู่นั้นจับจ้องมองมานิ่ง “ผมกำลังจะไปแล้ว --” เขากระซิบ


    เอวาปรือตามองเขา จมดิ่งเข้าไปในดวงตาสีเขียวอันเจิดจ้าคู่นั้น


    “ใช้ชีวิตให้อิสระ และมีแต่ความสุขนะ -- ”


    “เมิฟ --” เธอพยายามขยับริมฝีปาก ร้องเรียกเขาออกมาอย่างยากลำบาก


    “สัญญากับผม ว่าจะใช้ชีวิตแบบนั้น --”


    เธอตื่นตระหนกกับคำพูดนั้น พยายามรวบรวมเรี่ยงแรงเฮือกสุดท้าย หันมองไปทางร่างชายชุดดำที่ยืนค้ำเธออยู่ หากแต่เมิฟกลับรั้งใบหน้าของเธอเอาไว้ -- ไม่นะ -- เธอพยายามร่ำร้องออกไป -- อย่าเอาเมิฟไป!


    “อย่าเลย” เขากระซิบ มือหนาปิดกั้นดวงตาเธอจากชายชุดดำ “อย่ามองเขาเลย”


    เอวามองดวงตาสีเขียวที่แดงก่ำ และรื้นไปด้วยน้ำตา


    พลันความคุ้นเคยอันน่าประหลาดที่เธอสัมผัสได้ในวินาทีแรกที่มองเห็นเขาก็บังเกิดขึ้นในใจเธออีกครั้ง “ลูกแม่” เธอกระซิบ แทบไม่มีเสียงดังเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก “ลูกชายของแม่ --”


    “จดจำผมไว้” เขากระซิบ “อย่าลืมผมนะ แม่”


    ลูกจะไปไหนกัน -- เธอพยายามถามเขา แต่กลับไม่ได้ยินเสียงของตนเองสักนิด


    ริมฝีปากอิ่มนั้นจุมพิตลงที่หน้าผากของเธออย่างหนักแน่น และยาวนาน ก่อนที่จะค่อยๆผละจากไป


    เอวาจำได้ว่าตนยื่นมือออกไป พยายามไขว่คว้าเหนี่ยวรั้งเขาเอาไว้ หากแต่ร่างของเมิฟก็ถอยห่างออกไปไกลเกินเอื้อมเสียแล้ว --


    เธอเห็นเขาก้าวเดินหายไปจากสายตาของเธอ แว่วได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาดังควบคู่ไปกับเสียงฝีเท้าอันหนักแน่นของชายชุดดำ


    แล้วความเจ็บปวดสุดแสนก็แผ่กระจายจากหน้าท้องของเธอไปยังทั่วเรือนร่าง -- ปวดร้าวรุนแรงจนเธอสั่นกระตุกอย่างรุนแรง ดวงตาทั้งสองข้างพร่าเลือน จนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้อีกต่อไป นอกจากได้ยินเพียงเสียงโลหะที่เสียดสีกันดังลั่น จนทำให้เธอรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างกำลังจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ!


    แล้วทุกอย่างก็ดับมืดลงไปอย่างรวดเร็ว


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in