EXONERATED คืนล้างบาปMichaeldean.jr
2
  • 2

    “เอวา”


    หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว ดวงตาเรียวเล็กคู่นั้นเบิกโพลง ริมฝีปากเปิดกว้าง และสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่จนเกิดเป็นเสียงดังลั่น ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ราวกับไม่ได้หายใจมานานแสนนานแล้ว


    พลันแสงสว่างอันเล็กน้อยก็ส่องสว่างขึ้นท่ามกลางความมืด --


    แสงเล็กๆนั้นค่อยๆส่องสว่างจนกลายเป็นแสงไฟสีส้มสลัวดวงเล็ก -- แม้จะไม่มากนัก หากแต่มันก็มากพอที่จะทำให้เธอมองเห็นภาพตรงหน้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


    ท่ามกลางแสงไฟอันเล็กน้อยนี้ ใบหน้าของชายคนหนึ่งก็เริ่มปรากฏชัดขึ้น -- ชัดจนเธอสามารถมองเห็นแพขนตาที่ล้อมกรอบดวงตาสีเขียวใสคู่นั้นได้ และการจ้องมองอันชิดใกล้นั้นก็ทำให้เธอผวากลัว กรีดร้องออกมาดังลั่น ยกสองมือผลักไสร่างนั้นอย่างรุนแรง แวบหนึ่งเธอได้ยินเสียงเขาร้องบอกอะไรบางอย่าง หากแต่เธอไม่สามารถรับรู้อะไรอื่นได้อีก นอกจากภาพของคมมีดที่เงื้อมขึ้นสูง ความรู้สึกหวาดกลัวสุดชีวิต ก่อนจะตามมาด้วยความเจ็บปวดที่แล่นปราดไปทั่วทั้งร่าง --


    ความรู้สึกอันรุนแรงนั้นทำให้เธอรีบยกมือกุมท้องตนเอง เธอก้มมองสำรวจตนเองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบว่าร่างของเธอสมบูรณ์ดี ไม่มีรอยแผลที่ถูกแทง หรือแม้กระทั่งคราบเลือดสักหยด


    หญิงสาวหอบหายใจ ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองชายแปลกหน้า --


    ชายคนนั้นยังคงเว้นระยะห่างจากเธอ ใบหน้าที่รกครึ้มไปด้วยหนวดสีแดงเพลิงจ้องมองมานิ่ง -- เมื่อแน่ใจว่าเธอสงบดีแล้ว เขาจึงย่อตัวลงช้าๆ จนกระทั่งใบหน้าเขาอยู่ในระดับเดียวกันกับสายตาเธอ มือทั้งสองข้างนั้นค่อยๆยกขึ้นกลางอากาศเป็นเชิงมาอย่างเป็นมิตร


    หญิงสาวเหลือบมองมือหนาของชายตรงหน้า -- เขาไม่ได้สวมถุงมือหนัง หรือถือมีดอย่างที่เธอนึกหวาดกลัว -- หากแต่เขากำลังถือไม้ขีดด้ามหนึ่ง


    เธอมองเขาด้วยแววตาที่มึนงงและสับสน -- ที่นี่คือที่ไหนกัน --


    “คุณเป็นลมหมดสติไป” ชายคนนั้นบอกเธอช้าๆ ราวกับอ่านความคิดเธอได้ “คุณเป็นอะไรไหม”


    หญิงสาวจ้องมองดวงไฟสีส้มสลัวจากปลายไม้ขีดที่ชายหนุ่มค่อยๆนำมันจุดเข้ากับตะเกียงบนพื้นใกล้ตัว


    ไม่นานนักตะเกียงดวงน้อยก็ค่อยๆส่องสว่างมากขึ้น ทำให้เธอมองเห็นใบหน้าของชายตรงหน้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


    “โจนาห์” เธอโพล่งออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง


    หากแต่ชายหนุ่มกลับส่ายหน้า ขยับตะเกียงมาใกล้ระหว่างเขากับเธอมากขึ้น ก่อนที่จะเอ่ยออกมาช้าๆว่า “ผม เมิฟ” เขาปล่อยมือจากตะเกียง ค่อยๆถอยกลับไปนั่งลงบนพื้นไม้ตรงข้ามเธอ


    แวบหนึ่งหญิงสาวคิดว่าเขาพูดปด แต่เมื่อแสงไฟส่องให้เห็นใบหน้าที่รกครึ้มไปด้วยหนวดเครา และเรือนผมสีแดงเพลิงที่ยุ่งเหยิงแล้ว เธอก็แน่ใจว่าชายคนนี้ไม่ใช่โจนาห์ -- เขาอาจจะมีเค้าโครงหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างเหลือเชื่อ หากแต่ชายคนนี้จะเป็นโจนาห์ไปไม่ได้ -- โดยเฉพาะตอนที่เธอสังเกตเห็นเสื้อคลุมตัวเก่าของเขา ที่เต็มไปด้วยคราบสกปรก และรอยขาดวิ่น -- โจนาห์ที่เธอรู้จักไม่ได้เป็นแบบนี้ --


    โจนาห์มักจะดูแลให้ตนเองดู -- ดูดีอยู่เสมอ -- หญิงสาวขมวดคิ้วเมื่อนึกถึงโจนาห์ -- โจนาห์ไม่เคยปล่อยให้เรือนผมของตนดูยุ่งเหยิง หรือแม้แต่ปล่อยให้สันกรามตนมีหนวดเคราขึ้นสักนิด เช่นเดียวกันกับที่เสื้อผ้าเขามักจะสะอาดเอี่ยม ปราศจากรอยสกปรกทั้งหลาย -- โจนาห์มักจะดูสะอาดสะอ้านอยู่ตลอดเวลา คล้ายกับว่าเขาไม่เคยย่างกรายเข้าไปใกล้ที่ใดที่มีฝุ่นหนา หรือเหยียบย่ำรองเท้าเป็นมันวับคู่นั้นลงไปในโคลนตมเลยสักครั้ง


    “คุณเป็นอะไรมากไหม” เป็นเสียงของเมิฟที่เรียกให้เธอหลุดจากภวังค์


    หญิงสาวละสายตาจากรองเท้าที่เต็มไปด้วยรอยถลอกของเขา มายังดวงตาสีเขียวใสที่กำลังจ้องมองเธออยู่


    เธอส่ายหน้าอย่างมึนงง


    “โจนาห์อยู่ที่นี่ไหม” เขาถาม ก่อนจะถามย้ำอีกครั้งอย่างคาดคั้น เมื่อเห็นเธอเงียบไป “โจนาห์อยู่ในบ้านนี้ไหม”


    หญิงสาวส่ายหน้าอีกครั้ง -- เขามาหาโจนาห์หรือ


    “ผมจะต้มสมุนไพรให้คุณ” เมิฟว่าต่อไป คว้าถุงบางอย่างออกมาจากเสื้อคลุมตัวเก่าของตนเอง ก่อนจะเปิดปากถุง แล้วหยิบสมุนไพรแห้งออกมาหนึ่งกำมือ “มันจะช่วยบรรเทาอาการปวดของคุณได้ เอวา”


    ปวดหรือ -- หญิงสาวขมวดคิ้ว --


    “ผมรู้ว่าคุณปวดมาก” อีกฝ่ายว่าต่อไป เมื่อเห็นเธอมีท่าทีสับสน


    อีกครั้งที่เธอนึกปฏิเสธสิ่งที่ชายคนนี้บอก หากแต่ความเจ็บปวดกลับแล่นปราดไปทั่วข้อเท้าข้างหนึ่งของเธอในทันทีที่เธอพยายามขยับตัวลุกขึ้นมาจากพื้นไม้


    หญิงสาวขยับชายกระโปรงไปให้พ้นข้อเท้า ก่อนจะพบว่ามันบวมเป่ง และเต็มไปด้วยรอยช้ำหลายจุด ราวกับถูกทุบด้วยวัตถุที่แข็งอย่างรุนแรง --


    หญิงสาวนิ่วหน้ากับความเจ็บปวดที่เริ่มหนักหน่วงขึ้น ในที่สุดก็ยอมแพ้ที่จะลุกขึ้นจากพื้น หากแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความสงสัยและสับสน เธอเหลือบมองชายแปลกหน้าในขณะที่ฟังเขาพูดต่อไปว่า “คุณต้องรีบทานยา ไม่อย่างนั้นมันจะยิ่งปวดกว่าเดิม”


    เอวาไม่ได้ตอบอะไรกลับไป


    เธอเฝ้ามองเขาคว้าตะเกียง ลุกขึ้นยืน แล้วก้าวเดินไปตามทางเดินอันคับแคบ -- หญิงสาวรีบกวาดตามองไปรอบๆในทันทีที่เขาหันหลังให้ เธอพินิจมองสิ่งต่างๆตามที่แสงตะเกียงจะส่องถึงอย่างช้าๆ ก่อนจะรับรู้ได้ว่าเธอกำลังนอนอยู่บนพื้นห้องนั่งเล่นในบ้านของเธอเอง


    เธอมานอนอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกันนะ --


    เธอพยายามทบทวนความทรงจำของตนเอง -- เธอละม้ายคล้ายว่าจะจำได้ ถึงเสียงโต้เถียงอะไรบางอย่าง และการทะเลาะกันของใครสักคน หากแต่เธอกลับจำอะไรมากไปกว่านั้นไม่ได้ นอกจากความฝันของตนเอง 


    เธอจำความฝันที่เธอแว่วได้ยินเสียงโลหะเสียดสีกันดังลั่นนั้นได้ -- และความฝันที่เธอถูกใครบางคนแทงเข้าที่หน้าท้อง -- เอวากวาดตามองไปตามพื้นห้อง ทว่ามันไม่มีร่องรอยของหยาดน้ำฝน หรือรอยเท้าของผู้บุกรุกเช่นที่เธอจำได้


    เธอละเมอไปเองงั้นหรือ --


    เช่นนั้นทำไมเธอจึงมานอนอยู่ในห้องนั่งเล่นนี่ได้ แทนที่จะเป็นเตียงนอนชั้นบน --


    และทำไมข้อเท้าของเธอจึงบาดเจ็บ แทนที่จะมีรอยแผลอยู่บนหน้าท้องตนเอง -- เอวาขยับข้อเท้าตนเอง นิ่วหน้ากับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น --


    ท่ามกลางความมึนงงและสับสน เธอกลับรับรู้ได้ว่าความเจ็บปวดนี่เป็นของจริง -- เอวามองข้อเท้าที่ช้ำเลือดของตนเอง -- ใครบางคนทำร้ายเธอเมื่อค่ำนี้ไม่ผิดแน่ แต่เธอกลับคิดไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น และใครเป็นคนทำร้ายเธอ --


    แล้ววินาทีนั้นเธอก็นึกถึงอีกหนึ่งความฝันของตนเองได้ -- ความเจ็บปวดตรงข้อเท้าของเธอขณะนี้ เหมือนกับความฝันของเธอเมื่อเช้าไม่มีผิด


    เกิดอะไรขึ้นกับเธอกัน ทำไมเธอถึงคิดไม่ออกกันนะ --


    เอวาเหลือบมองไปยังร่างสูงที่กำลังวางตะเกียงลงบนโต๊ะครัว และลงมือจุดไม้ขีดเพื่อตั้งเตาต้มน้ำ -- มองเขาขยับตัวไปเปิดตู้หาหมอใบเก่ามาวางลงบนเตา แล้วรอเวลาน้ำเดือดอย่างใจเย็น


    แต่แล้วชายแปลกหน้าที่ชื่อเมิฟคนนี้กลับมาอยู่ในบ้านหลังนี้ เขาคือใครกัน -- เขารู้จักกับโจนาห์งั้นหรือ --


    ถึงตรงนี้หญิงสาวก็หวนนึกถึงเมื่อตอนค่ำ -- ใบหน้าอันแข็งกระด้างของโจนาห์ที่หันมามองเธอนั้นดูเย็นชากว่าครั้งไหนที่เธอเห็น --


    “โจนาห์ส่งผมมาที่นี่” เมิฟพูดราวกับได้ยินความคิดเธอ เขายกฝ่ามือขึ้น ชูแหวนที่สวมอยู่บนนิ้วก้อยให้เธอดูมาจากทางห้องครัว


    เอวาเพ่งมองผ่านความมืดสลัวไปยังฝ่ามือนั้น แม้เธอกับเขาจะอยู่ห่างกันระยะหนึ่ง หากแต่แหวนเงินที่แสงจันทร์ส่องกระทบอยู่นั้น คือแหวนของโจนาห์ไม่ผิดแน่


    แต่โจนาห์ไม่เคยส่งมอบแหวนประจำตัวนั่นให้กับใคร -- ไม่แม้แต่จะถอดมันออกมาสักนาที -- เขาสวมมันอยู่ตลอดเวลา ดูแลมันราวกับสมบัติอันล้ำค่าที่แสดงถึงสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของตนเองในเมืองแห่งนี้อยู่เสมอ


    แต่แล้วชายที่ชื่อว่าเมิฟคนนี้กลับมีแหวนของโจนาห์ --


    เกิดอะไรขึ้นกัน -- เอวาคิด พยายามไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป -- หรือโจนาห์ส่งเขามาที่นี่ --


    “แล้วนี่โจนาห์ไปไหนหรือ” เมิฟถามมาจากในครัว โดยที่ไม่หันมามองเธอ “แล้วเขาจะกลับมาเร็วไหม”


    ไม่ใช่ -- คำถามนั้นทำให้เธอรับรู้ว่าโจนาห์ไม่ได้ส่งเขามาที่นี่


    หากแต่เขามาที่นี่ เพื่อตามหาโจนาห์


    “เขาเข้าไปในเมือง” เอวาได้ยินเสียงตนเองกระซิบตอบ


    “เขาไปหาหมอบอริส เพื่อซื้อสมุนไพรนี่หรือ” เมิฟถามขณะจ้องมองหม้อตรงหน้า “ช่างเสียเวลาจริงๆ --” เขาพึมพัม


    เขารู้ได้อย่างไรกัน -- เอวานึกอย่างระแวดระวังตน


    จนเมื่อน้ำเดือดได้ที่ และส่งเสียงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เมิฟก็ขยับตัวอีกครั้ง เขาเปิดปากถุงผ้าในมือ แล้วเทสมุนไพรทั้งหมดลงไปในหม้อ ใช้เวลาไม่กี่นาที จนกระทั่งกลิ่นเครื่องเทศอันฉุนจมูกคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง เขาจึงเดินไปเปิดตู้เล็กที่มุมครัว คว้าแก้วมาใบหนึ่ง เทน้ำสมุนไพรต้มลงไปในแก้วจนเกือบหมดหม้อ แล้วจึงคว้าตะเกียง หมุนตัวเดินกลับมาในห้องนั่งเล่น


    เอวาจ้องมองแก้วยาที่เขาวางไว้ตรงหน้าเธออย่างเบามือ


    “นี่จะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น” เขาพูด ขณะขยับท่านั่งให้เข้าที่


    เอวามองแก้วยาสลับกับชายตรงหน้า


    “ไม่ต้องห่วง รสชาติมันดีกว่าที่คุณนึก” เมิฟว่า หลังจากเห็นท่าทีลังเลของหญิงสาว “ผมใส่น้ำตาลลงไปหนึ่งก้อนแล้ว --” เขากระแอมไอออกมาเล็กน้อย พร้อมกับขยับเสื้อคลุมให้กระชับมากขึ้น “หวังว่ามันจะดื่มง่ายขึ้นนะ”


    เอวาขยับตัวลุกขึ้นมาจากพื้นไม้ หากแต่ยังคงจ้องมองเขาโดยไม่ละสายตา ท่าทางไม่ไว้วางใจอย่างชัดเจน


    “มันปลอดภัย --” เมิฟพูดออกมา ผายมือไปทางถ้วยชาตรงหน้า “ผมช่วยคุณได้มากที่สุดเท่านี้ เอวา -- ยาสมุนไพรนั่นคงรสชาติดีขึ้นไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว เว้นแต่ว่าคุณจะไม่ยอมดื่มมันสักหยด แต่อาการปวดของคุณก็จะไม่ทุเลาลงเช่นเดียวกัน”


    เอวาพยายามเก็บอาการปวดร้าวบริเวณข้อเท้าไว้ภายใต้สีหน้าอันเรียบเฉย แม้ว่าความเจ็บปวดนั้นจะเริ่มทำให้เหงื่อเธอไหลมาตามกรอบหน้าเล็กน้อย แต่เธอก็เลือกที่จะไม่แสดงอาการใดๆออกมา


    เธอเงียบเฉย และสบตามองเข้าไปในดวงตาสีเขียวใสของชายตรงหน้าอย่างพิจารณา -- มันดูซื่อตรง ปราศจากเล่ห์เหลี่ยมใดๆ และสองมือที่กำลังประสานกันอยู่บนหน้าตักคู่นั้น ก็ขยับไปมาราวกับวางตัวไม่ถูก มากกว่าจะพยายามควานหาอาวุธมาทำร้ายเธอ 


    หลังจากที่ทั้งสองนิ่งเงียบไปนาน ในที่สุดใบหน้าที่รกครึ้มไปด้วยหนวดสีแดงเพลิงนั้นก็เงยขึ้นมองเธอ แล้วพูดว่า “คุณจะไม่ดื่มมันจริงๆหรือ”


    ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเจ็บปวดที่เริ่มรุนแรงขึ้น หรือเป็นเพราะแวบหนึ่ง เธอเผลอไว้ใจในดวงตาที่ดูไม่มีพิษภัยของเขา เธอจึงขยับท่อนแขนออกมาจากผ้าคลุม ยอมหยิบแก้วยาตรงหน้าขึ้นมาจรดริมฝีปาก นิ่วหน้ากับกลิ่นเครื่องเทศที่โชยมา ก่อนจะดื่มเข้าไปเล็กน้อย แล้ววางแก้วยากลับลงตามเดิม


    นี่เธอเผลอไว้ใจชายแปลกหน้าคนนี้หรือ -- เอวานึกอย่างตกอกตกใจ


    “คุณควรดื่มให้หมด” เมิฟมองแก้วยาที่แทบไม่พร่องตรงหน้า


    เอวาเช็ดริมฝีปากตนเอง ยังคงไม่แตะต้องยาสมุนไพรเป็นรอบที่สอง


    เมิฟไม่ได้พูดบังคับให้เธอดื่มมันจนหมด หรือแสดงอาการไม่พอใจอะไรออกมา ทั้งหมดที่เขาทำคือยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วยักไหล่เป็นเชิงตามใจเธอ ก่อนจะลุกขึ้นอีกครั้ง


    เอวาเผลอผวาเล็กน้อย เมื่อเห็นเขาก้าวเดินเข้ามาใกล้เธอ -- หากแต่เขาก็เดินผ่านร่างเธอไป แล้วตรงออกไปทางด้านนอกห้อง -- เอวามองตามแผ่นหลังของเขาไป ทันเห็นเขาเดินไปขยับกลอนประตูบ้าน ก่อนจะเดินวนกลับเข้ามาในห้องอย่างไม่เร่งรีบ


    เอวารีบหันหน้าหนีกลับมาตามเดิม หากแต่เขาสังเกตเห็นเธอเสียก่อน


    “พายุฝนกำลังจะมา” เขาอธิบายสั้นๆ “ผมแค่อยากแน่ใจว่าประตูบ้านปิดสนิทดีพอที่จะไม่ให้ฝน หรือลมพายุพัดเข้ามา จนทำให้ห้องนี้ชื้นเกินไป” จากนั้นเขาก็ไอออกมาเล็กน้อย


    เอวาเหลือบมองไปทางนอกหน้าต่างห้องนั่งเล่น -- เธอมองดูแสงจันทร์อันน้อยนิดที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเงียบๆ -- หากแต่มันไม่ได้มีพายุฝนอย่างที่ชายหนุ่มบอก


    เธอรอจนกระทั่งเขาโน้มตัวนั่งลงตามเดิม จึงละสายตาจากหน้าต่าง แล้วหันมามองเขาเต็มตาเป็นครั้งแรก


    “เมิฟ” เธอเอ่ยออกมา


    เมิฟสะดุ้งกับการเรียกชื่อของเธอ


    “เกิดอะไรขึ้นกับฉัน” เธอถามช้าๆ อย่างระมัดระวัง “ทำไมฉันถึงหมดสติ และข้อเท้าบาดเจ็บ --”


    เมิฟมองไปตามท่อนขา และข้อเท้าที่วางเหยียดอยู่บนพื้นไม้ของเธอด้วยสายตาที่นิ่งเฉย ก่อนจะตอบเธอออกมาสั้นๆว่า “ผมไม่รู้” เขาว่า


    เขาโกหก -- เอวารู้ในทันทีว่าชายตรงหน้ารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ


    หากแต่ใบหน้าที่ดูแข็งกร้าวและอ่อนโยนอยู่ในทีนั่น ก็แสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการที่จะตอบคำถามเธอ


    “เมิฟ” เอวาพูดย้ำอีกครั้ง คราวนี้เสียงดังฟังชัดยิ่งขึ้นกว่าเดิม “เราเคยเจอกันมาก่อนไหม” เธอถามขณะมองไปตามใบหน้าของชายหนุ่มอย่างเปิดเผย “เราเคยรู้จักกันมาก่อนไหม --”


    เมิฟไม่ได้ตอบคำถามนั้นแก่เธอ


    “คุณพูดกับผมเป็นครั้งแรกเลยนะนี่”​ เขาค่อยๆเปล่งเสียงออกมา ก่อนจะพูดอะไรประหลาดๆออกมาว่า “คุณทำให้ผมนึกถึงแม่ของผมเหมือนกัน” 


    เอวาเม้มริมฝีปากเล็กน้อย


    เมิฟนิ่งชะงักไป “ผมเป็นคนแรกที่คุณพูดด้วยหรือ” เขาถามช้าๆ “นอกจากโจนาห์”


    เอวาไม่ตอบ แต่กลับถามเขาว่า “คุณมาจากที่ไหนกัน” เธอไม่เคยเห็นเขามาก่อน -- อันที่จริงเธอไม่เห็นใครอื่นนอกจากโจนาห์มานานแล้ว นับตั้งแต่เธออยู่ในบ้านหลังนี้เมื่อหลายปีก่อน


    “คุณจะคิดเสียว่าโจนาห์ส่งผมมาก็ได้ นั่นอาจไม่ผิดจากความจริงเท่าไหร่นัก”


    คำตอบนั่นทำให้เธอขมวดคิ้วอย่างลืมตัว เขาโกหก โจนาห์ไม่ได้ส่งเขามา


    “ผมแค่เดินทางผ่านมาช่วยคุณที่นี่  อย่าห่วงเลย ผมมีเวลาไม่มากนัก และเดี๋ยวผมก็จะไปจากที่นี่แล้ว” อีกฝ่ายตอบกลับมา ยิ่งสร้างความงุนงงให้กับหญิงสาวมากขึ้น


    เอวาสำรวจไปรอบๆตัวเขา หากแต่มันไม่มีกระเป๋าเดินทางสักใบ -- ชายคนนี้ยังคงโกหกเธออยู่


    เมิฟดูเหมือนจะรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไร “ผมแค่เดินทางย้อนกลับมาที่บ้านเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีสัมภาระติดตัวหรอก” เขาบอก ริมฝีปากอิ่มยิ้มเล็กน้อย “แค่ต้องมีของแลกเปลี่ยนระหว่างทางนิดหน่อยเท่านั้น”


    เอวาขมวดคิ้ว -- ชายผู้มาตัวเปล่าคนนี้จะมีอะไรแลกเปลี่ยนกับบรรดาพ่อค้ากัน


    “ผมมีแค่ตัวผมเท่านั้น” อีกครั้งที่เขาพูดราวกับได้ยินความคิดของเธอ “แต่มันมากพอที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียม”


    เขาพูดถึงการแลกเปลี่ยนอะไรกัน


    “เมล็ดพันธุ์พืชอาจแลกเปลี่ยนกับขนมปังได้ และพลอยก็อาจแลกเปลี่ยนม้าหนุ่มพันธุ์ดีได้ -- ชีวิตผมก็อาจแลกเปลี่ยนอะไรได้เหมือนกัน” เมิฟพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องทั่วๆไป ที่ไม่ใช่เรื่องประหลาดที่ฟังแล้วชวนสับสน “กรณีผมนั้น ง่ายกว่าที่คิด เพราะบ้านผมอยู่แถวนี้นี่ล่ะ”


    เขากำลังโกหกเธออีกครั้ง -- บนเนินเขาที่ห่างไกลจากตัวเมืองแห่งนี้ไม่มีบ้านหลังอื่นอีก นอกจากที่นี่


    “คุณรู้ไหมว่าที่นี่คือที่ไหน” เอวากระซิบถามช้าๆ


    “บ้านของโจนาห์” เมิฟตอบเสียงเรียบ “ผมรู้ว่าที่นี่เป็นบ้านของโจนาห์ บ้านหลังเดียวบนเนินเขาที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมือง และที่นี่ก็คือบ้านของโจนาห์ในเดือนพฤศจิกายน ผมพูดถูกไหม” เขาขยับตะเกียงมาใกล้ตนมากขึ้น จนแสงสว่างส่องกระทบไปตามใบหน้าของเขาจนเกิดเป็นเงามืดวูบไหวไปมา


    เอวานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาอย่างแผ่วเบาว่า “และในบ้านของโจนาห์ ต้องไม่มีใครทำบาป” เธอพูดอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าอาจมีใครสักคนมาได้ยินคำเตือนที่เธอพยายามบอกชายหนุ่มตรงหน้า ทั้งๆที่ขณะนี้ในบ้านหลังนี้ไม่มีใครอื่นอีก นอกจากเขากับเธอเท่านั้น “ต้องไม่มีใครทำความผิดบาปใดๆในบ้านของโจนาห์”


    เมิฟจ้องมองเธอ ริมฝีปากอิ่มยิ้มออกมาที่มุมปากเล็กน้อย “อะไรทำให้คุณคิดว่าผมกำลังทำสิ่งที่ผิด” เขาเอ่ยถาม “อะไรทำให้คุณคิดว่าผมเป็นคนบาป”


    เอวาตกใจเล็กน้อย “ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น” เธอบอกอย่างรวดเร็ว “ฉันแค่บอกว่าที่แห่งนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก --”


    “อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น” เมิฟเหลือบมองไปตามพื้นไม้อันทรุดโทรมภายในห้อง “เพราะที่บ้านของโจนาห์ ทุกอย่างจะได้รับการคุ้มครอง และให้อภัยอยู่เสมอน่ะหรือ --”


    เอวาดูตกใจกับคำพูดของเมิฟ “นั่นเพราะ โจนาห์เป็นผู้นำสาส์นของเบื้องบนต่างหากล่ะ” เธอกระซิบ “และใช่ -- ที่บ้านของโจนาห์ เราจะได้รับการคุ้มครอง และให้อภัยอยู่เสมอ -- เพราะฉะนั้น หากคุณคิดว่าคุณกำลังทำสิ่งที่ผิด และพูดในสิ่งที่เป็นบาป -- หากคุณกำลังพูดโกหกอยู่ -- ได้โปรดหยุดเสียเถอะ --”


    เมิฟฟังเธอพูดจนจบ เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาอยู่นาน ทำเพียงนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นไม้อันแข็งกระด้าง และเย็นชื้นอยู่เงียบๆ คล้ายกับกำลังจมหายไปในห้วงความคิดของตนเอง จนในที่สุดเขาก็พูดออกมาว่า “ผมมาสารภาพบาป”


    เอวานิ่งเงียบไปกับสิ่งที่ตนได้ยิน


    “คุณดูประหลาดใจ” เมิฟบอก


    เอวาพยายามคิดหาคำพูดที่ดี เธออยากจะบอกเขาว่าเธอไม่ได้คิดว่าเขามีเจตนาร้ายใดๆ ถึงแม้ว่าเขาจะกำลังพูดโกหก และพยายามหลอกลวงเธออยู่ก็ตาม และเธอก็อยากจะบอกเขาว่าเธอไม่ได้รู้สึกประหลาดใจที่ได้ยินว่าเขาอุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางมาถึงที่นี่กลางดึกเพื่อสารภาพบาป ทั้งๆที่เขาสามารถทำได้อย่างง่ายดาย จากโบสถ์ในตัวเมือง -- หากแต่เธอก็ไม่สามารถคิดหาคำพูดใดๆออกมาได้ 


    “ผมจะได้รับการให้อภัยไหม หากผมสำนึกถึงความผิดที่ตัวเองได้ทำลงไป”


    เอวาไม่มีคำตอบให้กับเขา นอกจากตอบออกไปสั้นๆว่า “แต่ตอนนี้โจนาห์ไม่อยู่ --” เขาต้องรอโจนาห์ หากต้องการสารภาพบาปกับโจนาห์ และต้องการได้รับอภัยจากความผิดของตนเอง --


    “ผมอยากสารภาพกับคุณ ไม่ใช่กับนักบุญโจนาห์” เมิฟย้อนกลับมา ดวงตาจ้องมองเธอคล้ายจะขอร้อง "คุณช่วยฟังผมหน่อยได้ไหม”


    เอวามองตอบเมิฟ ไม่รู้เป็นเพราะแววตาที่เศร้าสลดของอีกฝ่าย หรือเป็นเพราะเธออ่อนแรงเกินกว่าจะโต้เถียง เธอถึงพยักหน้าตอบรับเขาไป


    เมิฟดูโล่งใจที่เธอตกลง


    เขาไม่ได้สารภาพเรื่องในใจออกมาทันที -- เมิฟหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก สองมือกำแน่นจนเธอสามารถสังเกตเห็นเส้นเลือดที่ปูดขึ้นมาเล็กน้อยนั่นได้ -- จนในที่สุดเขาก็ค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมาอย่างช้าๆ ริมฝีปากอิ่มเผยอออกมา แล้วเปล่งเสียงออกมาว่า “ผมฆ่าใครคนหนึ่งไป”


    เขาลืมตาขึ้นมองเธอ ดวงตาสีเขียวนั่นคล้ายจะมีเงามืดวูบไหวไปมา “ผมฆ่าผู้หญิงที่ผมรัก เอวา”


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in