#wirunfica week before valentine
Falling in Love (UshiOi / Haikyuu)
  • Fan Fiction Haikyuu!! 

    Ushijima Wakatoshi x Oikawa Tooru













    Falling In Love

















    อุชิจิมะ วากะโทชิ รู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในอาการที่เรียกว่า ‘ตกหลุมรัก’



    เขาไม่รู้ว่าการตกหลุมรักใครสักคนนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายหรือเปล่า หรือจริง ๆ แล้วอาจจะเป็นความคิดไปเองของเขาคนเดียว แต่วันก่อนเขาได้ยินพวกเด็กผู้หญิงในห้องเรียนคุยกัน... นิตยสารวัยรุ่นชื่อดังฉบับล่าสุดมีคอลัมน์เกี่ยวกับอาการตกหลุมรัก



    ‘1. ถูกชะตาอย่างแรง’



    ถูกชะตา... อุชิจิมะย้อนคิดถึงวันที่เจอคน ๆ นั้นครั้งแรก ความประทับใจแรกของเขาคืออะไร อาจเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ชวนมองบนใบหน้าของอีกฝ่าย รอยยิ้มของคนที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม หรือท่าทางการส่งลูกที่เพียงมองผ่านก็รู้ว่าชำนาญและผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี หรือท่าทางเหมือนจะพังทลายตอนที่เขาเอาชนะอีกฝ่ายได้



    แบบนี้เรียกว่าถูกชะตาได้ไหมนะ?





    เคยไหม ขณะที่เขากำลังมองอะไรอยู่ก็ไม่รู้ แค่เห็นหน้าครั้งแรกก็เกิดถูกชะตาอย่างแรง รู้สึกเหมือนเคยรู้จักกันมาสัก 10 ปี ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็รู้สึกคุ้นหน้าและดูดีไปหมด จนแอบคิดไปคนเดียวว่า “นี่เราเคยเจอกันมาก่อนไหม?” 





    เขาชอบแอบมองอีกฝ่ายบ่อย ๆ



    จริง ๆ จะเรียกว่าแอบมองก็ได้ไม่เต็มปากนัก เขาก็มองอย่างเปิดเผยนั่นแหละ แต่คน ๆ นั้นไม่เคยหันมองมาทางเขา ทุกครั้งเขาเองที่จะเป็นฝ่ายสังเกตอากัปกริยาต่าง ๆ มองจนเพลิน มองจนรู้สึกว่าถ้าให้มองทั้งชีวิตคงจะดีไม่น้อย มองจนรู้สึกคุ้นเคยกับคน ๆ นั้น มองจนจำทุกรายละเอียดของใบหน้าน่ามองนั่นได้



    ‘2. อยากมีภาระ’



    ตอนได้ยินหัวข้อนี้ครั้งแรก อุชิจิมะแอบทำหน้างงไปชั่วขณะ ก่อนจะถึงบางอ้อเมื่อเด็กสาวกลุ่มนั้นอ่านข้อความขยายต่อ





    อยากเข้าไปดูแล อยากให้เธอปลอดภัย อยากให้เธอมีความสุข อยากเข้าไปอำนวยความสะดวก เห็นเธอนั่งรถเมล์มาเรียนหรือมาทำงาน ก็อยากอาสาเข้าไปขับรถรับ-ส่งให้ถึงบ้าน... อะไรๆ ทำนองนั้น





    แน่นอนว่าถ้าเลือกได้เขาก็ยินดีรับภาระก้อนใหญ่นั้นด้วยความยินดี



    ถ้าเพียงจะได้อยู่ใกล้กันอีกสักนิด ถ้าเพียงคน ๆ นั้นจะหันมามองทางเขาบ้าง เขายินดีอยู่แลอีกฝ่ายตลอดไป



    ‘3. คิดถึงบ่อย ๆ’



    ข้อนี้ไม่ต้องขยายความก็ชัดเจนดีอยู่แล้ว



    ช่วงนี้เขาคิดว่าตัวเองไม่มีสมาธิเอาเสียเลย กินข้าว ไปเรียน เรียนหนังสือ หรือเวลาซ้อม แทบทุกขณะใบหน้าของคน ๆ นั้นจะลอยอยู่ในหัวตลอด คิดตลอดว่าตอนนี้อีกฝ่ายทำอะไรอยู่ ไปเรียนหรือเปล่า กำลังขยันซ้อมหรือเปล่านะ จะเสียใจไหมที่แพ้เขาวันก่อน หรืออาจจะเกลียดเขากว่าเดิมก็ได้



    คิดถึงตรงแล้ว อุชิจิมะก็รู้สึกหมดแรงขึ้นมาดื้อ ๆ



    ‘4. อยากเจออีกบ่อย ๆ’



    เขาอยากเจอคน ๆ นั้นตลอดเวลานั่นแหละ



    เคยจินตนาการถึงช่วงเวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไปเหมือนกัน การได้ตื่นเช้าขึ้นมาเห็นคนที่ตัวเองรักอยู่ตรงหน้าแล้วได้เข้านอนพร้อมกันคงเป็นความรู้สึกที่วิเศษน่าดู อุชิจิมะวาดฝันถึงเรื่องราวตรงนี้แล้วตระหนักขึ้นมาได้อีกเรื่อง



    คน ๆ นั้นเกลียดเขานี่นา



    ไม่ต้องจินตนาการไปถึงอนาคตที่แสนไกลขนาดนั้น แค่ภาวนาให้ฝ่ายนั้นส่งข้อความมาหาเขาสักครั้งก็ยากแล้ว



    ‘5. เห็นหน้าแล้วอารมณ์ดี’



    อุชิจิมะไม่รู้ว่าอาการที่แสดงออกมันชัดเจนมากเพียงไหน แต่สมาชิกในทีมชอบทักเขาทุกครั้งที่เจอคน ๆ นั้น ‘วันนี้คุณอุชิจิมะดูอารมณ์ดีจังเลยนะครับ’ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าดูยังไง แต่อุชิจิมะก็ไม่คิดปฏิเสธ เพราะลึก ๆ แล้วตัวเขาเองก็รู้ดี ว่ามันเป็นเรื่องจริง



    ‘6. กลายเป็นคนพูดเพราะ’



    เดิมทีเขาก็ไม่ใช่คนพูดจาหยาบคายอยู่แล้ว แต่พอเห็นหน้าคน ๆ นั้นหรือได้โอกาสคุยกันสักครั้งก็อดไม่ได้ที่จะอยากพูดจาให้ดี ๆ แต่... ด้วยนิสัยการพูดของเขา ทุกครั้งพอหลุดพูดอะไรตามปกติออกไปมักจะโดนฝ่ายนั้นโมโหจนเดินหนีทุกที



    อีกครั้งที่อุชิจิมะได้แต่ถอนหายใจกับนิสัยของตัวเอง



    ‘7. แต่งตัวมากขึ้น’



    เดิมทีเขาไม่ได้พิถีพิถันเรื่องการแต่งตัว



    แต่พอได้เจอคน ๆ นั้น... คนที่ทุกครั้งที่ก้าวออกมาในที่สาธารณะจะต้องตกเป็นเป้าสายตา เพราะโดดเด่นขนาดนั้น เขาเลยคิดว่า การที่จะทำให้อีกฝ่ายมองเห็นตัวเองคงต้องทำอะไรให้ดูดีขึ้นมาหน่อย ถึงอย่างนั้นตอนที่ได้คุยกันจริง ๆ อีกฝ่ายกลับบอกว่า เขาแต่งตัวได้เชยมาก



    เขาก็ไม่เข้าใจนักหรอกว่าการแต่งตัวของอีกฝ่ายมันไม่เชยยังไง แต่เมื่อคน ๆ นั้นพูดมาแบบนี้ เขาคงได้แต่ยอมรับ



    ‘8. กลายเป็นคนรักษาภาพลักษณ์’



    ข้อนี้อาจไม่ค่อยตรงนัก...อุชิจิมะรู้สึกว่า ภาพลักษณ์ของเขาในความคิดของอีกฝ่ายก็ไม่ต่างกับตัวเขาในตอนนี้นักหรอก เขาจำเป็นต้องมีภาพลักษณ์อะไรเพิ่มอีกเหรอ?



    ‘9. อยู่ต่อหน้าอีกฝ่ายแล้วเสียเซลฟ์’



    ทุกครั้งที่ได้เจอกัน อุชิจิมะไม่คิดว่าตัวเองเสียเซลฟ์ เป็นแค่...ทำตัวไม่ค่อยถูก



    ไม่รู้จะวางมือไว้ตรงไหน ไม่รู้จะมองหน้าอีกฝ่ายดีไหม เขาควรจะมองสบนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนนั่นดีไหม ถ้ามองแล้วจะโดนว่าอีกหรือเปล่า...เขาคิดเยอะเกินไป ตอนหลังถึงได้รู้ว่า ทำตัวปกติไปน่ะดีแล้ว เพราะเดิมทีอีกฝ่ายก็มีอคติกับเขามากมหาศาล ทำตัวแบบข้างต้นไปรังแต่จะทำให้รำคาญเสียเปล่า ๆ



    แบบนี้เรียกว่าเสียเซลฟ์หรือเปล่านะ?



    ’ 10. เห็นอีกฝ่ายคุยกับคนอื่นแล้วเคือง’



    แบบนี้เขาเรียกว่าอะไรนะ... หึงหรือเปล่า?



    คล้าย ๆ ว่าจะเป็นอาการแบบนั้น แต่อุชิจิมะไม่คิดว่าตนเป็นถึงขั้นนั้น เขาก็แค่...หงุดหงิดนิดหน่อยเท่านั้น



    หงุดหงิดเวลาคน ๆ นั้นคุยอย่างสนิทสนมกับเพื่อนสนิท



    หงุดหงิดเวลาคน ๆ นั้นแกล้งหยอกอดีตรุ่นน้องร่วมทีม



    พอมาพิจารณาตัวเองดู อุชิจิมะรู้โดยทันที... เขามันเกินเยียวยาแล้ว



    เด็กหนุ่มถอนหายใจขณะเมินบทเรียนบนกระดานและอาจารย์ผู้สอนมองเลยไปนอกหน้าต่าง ครุ่นคิดถึงเรื่องราวของคนที่ทั้งน่ารักและน่าปวดหัวคนนั้น จะทำอย่างไรถึงจะเข้าใกล้อีกฝ่ายได้มากขึ้นนะ



    ช่วงนี้ได้คุยกันบ่อยขึ้นก็จริง แต่ในฐานะอะไรเขาก็บอกไม่ได้ แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อน เพราะแน่นอนว่าอีกฝ่ายเกลียดเขาเข้ากระดูกดำ บางทีการคุยกับเขาอาจเป็นอะไรที่คน ๆ นั้นไม่อยากทำที่สุดในโลกก็ได้



    ทันใดนั้น โทรศัพท์ที่ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงก็สั่นเบา ๆ อุชิจิมะเหลือบมองอาจารย์เล็กน้อย เมื่อเห็นว่าไม่ได้รับความสนใจอะไรก็หยิบโทรศัพท์มาเปิดดู





    อุชิวากะจัง



    อาทิตย์นี้ว่างไหม? 





    แม้จะไม่ได้ลงชื่อว่าใครส่งมา แต่แค่เห็นคำเรียกชื่อเขาอุชิจิมะก็อดใจเต้นไม่ได้ เขารู้ดีว่าใครส่งข้อความนี้มา





    ถ้าให้ไปกับนายฉันว่างเสมอ เดี๋ยวฉันโทร.ไป





    เขาส่งข้อความตอบกลับไป ยังไม่ทันเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าก็ได้รับข้อความจากอีกฝ่ายพอดี





    ประโยคแรกนั่นหมายความว่ายังไง? โทร.มาตอนเย็น ๆ แล้วกัน





    เด็กหนุ่มผมสีดำแอบลอบยิ้ม พยายามห้ามตัวเองไม่ให้แสดงความดีใจจนเกินปกติ



    ใช่ เขากำลังตกหลุมรักคน ๆ หนึ่งอยู่



    คนที่ทำท่าเกลียดเขาและตั้งกำแพงสูงตลอด แต่เขาก็พยายามทำทุกวิธีให้ฝ่ายนั้นเปิดใจขึ้นมาบ้าง



    และดูเหมือนว่า... เรื่องที่เขาวาดฝันไว้จะเป็นจริงในไม่ช้านี่แหละ







    FIN (?)









Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in