Your duty is not over!namenosense
First Duty
  • บันทึกการปฏิบัติภารกิจที่ 1 

    อาทิตย์แรกของการฝึก..

    หน่วยรบเข้าประจำการเพื่อรับภารกิจ 

    วันแรกของการเป็นนิสิตฝึกงาน สิ่งที่ทำให้ตกใจมากสุดคือการต้องตื่นเช้าตั้งแต่ตีห้าครึ่งจากที่ไม่ได้ตื่นเช้ามาตั้งแต่มัธยมปลาย เพราะสถานที่ฝึกงานอยู่ไกลจากที่พักพอสมควร 

    ขณะอยู่บนรถโดยสารความรู้สึกของฉันค่อนข้างกังวล ประหม่า ตื่นเต้น และดีใจ คงเป็นความรู้สึกเดียวกับตอนที่ได้เริ่มเล่นเกมใหม่ การลงชื่อ เลือกตัวละคร พูดถึงเกมก็จะมีหลากหลายรูปแบบ 
    ถ้าเป็นเกมแนว FPS หรือ First Person shooting เกมที่เน้นการเล่นแบบยิงกันโดยใช้มุมมองที่หนึ่ง ถ้าให้พูดเข้าใจง่าย ๆ ก็การสวมบทบาทเป็นตัวละครสักตัวแล้วไปยิงฝั่งตรงข้ามเท่านั้น แต่เงื่อนไขของเกมก็จะแตกต่างกันออกไป 

    เกมยอดฮิตที่กำลังมาแรงในช่วงนี้คงจะหนีไม่พ้น Varolant เนื้อเรื่องและเงื่อนไขของเกมหลักคือการวางระเบิดกับกู้ระเบิด ขณะที่ทำภารกิจหลักต้องคอยระวังไม่ให้ตัวเองโดนยิงตาย เพราะฉะนั้นเมื่อลงสนามให้จำไว้ว่า 'ไม่เราก็ศัตรูอาจถูกยิง' แต่ถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำลังพลหมดก่อน อีกฝ่ายจะถือเป็นผู้ชนะ 

    กฎของเกมน่ะง่าย เวลาเราแพ้ก็แค่เริ่มเล่นใหม่ยังมีโอกาสให้แก้ตัว แตกต่างจากชีวิตจริงที่ถ้าหากพลาดเราอาจไม่มีโอกาสให้แก้ตัว..

    บริษัทที่ฉันฝึกงานมีชื่อว่า บริษัท บท. จำกัด โดยมีสำนักพิมพ์แยกย่อยออกมาสามสำนักพิมพ์ได้แก่ ดฟก. สภจ. และ ออ. เมื่อเดินทางมาถึงกลับพบว่าไม่ได้มีแค่ฉันแต่มีเพื่อนจากมหาลัยอื่นเข้ามาฝึกด้วยเช่นกัน ถ้าหากต้องลงสนาม พวกเขาก็คงไม่ต่างจากเพื่อนร่วมรบ ไม่นานนักก็มีพี่พนักงานออกมาต้อนรับและบอกพวกเราว่าให้เข้ามานั่งรอก่อน

    ทั้งห้องเต็มไปด้วยความเงียบ ไม่มีใครพูดออะไร ฉันจึงเป็นคนเริ่มบทสนทนา พวกเราทำความรู้จักกันเล็กน้อย พูดคุยถึงเหตุผลที่เลือกฝึกงานบริษัทนี้ รวมไปถึงระยะเวลาการฝึกงาน 

    เวลาแปดโมงสามสิบสองนาที พี่พนักงานคนเดิมพาพวกเราไปยังห้อง ๆ หนึ่ง ลักษณะการจัดวางโต๊ะคล้ายกับห้องประชุมลับ เริ่มแนะนำตัวโดยเริ่มจากการบอกว่าเป็นพี่เลี้ยงของพวกเรา (ในที่นี้ฉันขอใช้นามสมมติ) ชื่อว่าพี่จีน 

    ถึงเวลามอบหมายภารกิจ..
    พี่จีนเริ่มคำถามด้วยการสอบถามความถนัดและจุดประสงค์ที่เข้ามาฝึกงาน ฉันบอกกับพี่จีนว่าอยากเข้ามาทำงานเรียนรู้การเป็นบรรณาธิการ แต่สามารถทำงานอื่นได้ เช่น การเขียนบทความ รีวิวหนังสือ เพราะโดยส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบเขียนและจดบันทึก พี่จีนทำเพียงแค่พยักหน้าและถามต่อว่า

    "นอกเหนือจากเขียน น้องทำอะไรได้อีกบ้าง?"

    ภาพความทรงจำตั้งแต่ปีหนึ่งจนถึงปีสามไหลเข้ามาในหัวเหมือนม้วนหนังที่กำลังฉายซ้ำ ๆ 
    "หนูวาดภาพจากโปรแกรม Ai และ Sai ได้ค่ะ ตัดต่อภาพจาก PS ตัดต่อวิดิโอจาก Pr และ Vegas ทำแอนิเมชันสั้น ๆ ได้เล็กน้อยจากโปรแกรม AE ล่าสุดเพิ่งได้ลองทำนิตยสารวารสารจากโปรแกรม Id ค่ะแต่ทั้งหมดหนูทำได้แค่พื้นฐานนะคะ ไม่ได้เจ๋งเทพมากเท่าไหร่"

    ทุกคนในห้องมองฉันด้วยสายตาและสีหน้าที่ค่อนข้างเดาอารมณ์ได้ยาก ก่อนพี่จีนเอ่ยถามว่า
    "หนูเรียนเอกอะไรกันแน่คะ?" 

    ฉันทำได้เพียงยิ้มเล็กน้อยถึงแม้ในใจจะรู้สึกภูมิใจขึ้นมานิดหน่อย พี่จีนชี้แจงรายละเอียดและกระบวนการการทำงานของสำนักพิมพ์ให้ฟังคร่าว ๆ ก่อนเริ่มแบ่งงานให้กับแต่ละคน ซึ่งพี่จีนได้นำต้นฉบับที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์มาให้พวกเราจำนวนสามเรื่องเพื่อช่วยพิสูจน์อักษร โดยเรื่องแรกมีจำนวนหน้าเยอะจึงใช้คนจำนวนสองคน เรื่องที่สองและสามจำนวนหน้าไม่เยอะจึงใช้คนตรวจเพียงแค่คนเดียว 

    แต่ต้นฉบับจำนวนสามเรื่องแน่นอนว่าไม่ใช่ภารกิจของฉัน เดิมทีทางสำนักพิมพ์จะผลิตหนังสือนวนิยายสืบสวนสอบสวนแปลจากประเทศญี่ปุ่นเป็นหลักทำให้มีขีดจำกัดทางด้านภาษาที่บางครั้งอาจต้องสืบค้นข้อมูลเป็นภาษาญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าฉันจะมีพื้นฐานแต่ก็ไม่ได้เยอะเทียบเท่ากับเพื่อนคนอื่นที่เรียนจบจากสายภาษาโดยตรง

    ดังนั้นหน้าที่ของฉันคือ ยังไม่มี.. 

    พี่จีนพาฉันมาแนะนำกับพี่อีกคนหนึ่งซึ่งอยู่ฝ่าย Art และ Content Creater ชื่อว่า ไพลิน เธอบอกว่า
    "โต๊ะทำงานข้างๆโต๊ะพี่ไพลินหนูสามารถเปิดคอมใช้ได้เลยนะคะ มันเป็นของหนู หลัก ๆ หนูลองคิดแคปชันโปรโมทสินค้า หรือลองหา Content เอาไว้ลงเพจแต่ละวันก็ได้ เพราะตอนนี้เหมือนยอดการเข้าชมเริ่มน้อยลง .. หนูลองหาไอเดียจากโพสต์เก่า ๆ ในเพจ หรือลองอ่านหนังสือสักเล่มของสำนักพิมพ์ดู อยากลองเขียนเล่มไหนก็ทำได้เลย" 

    ฉันรู้สึกสับสน ไม่รู้ต้องเริ่มจากตรงไหน เหมือนถูกนำมาปล่อยทิ้งไว้ท่ามกลางดงกระสุน ก่อนคิดได้ว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งคิดให้วุ่นวาย แต่เป็นการแสดงศักยภาพให้ทุกคนเห็นว่าฉันทำอะไรได้บ้าง ฉันเริ่มจากการหาข้อมูล สถิติ ยอดการเข้าชมจากโพสต์เก่า ๆ หยิบหนังสือมาหนึ่งเล่มนั่งอ่าน และเริ่มลงมือเขียน ระหว่างนั้นพี่ไพลินก็มอบงานให้ฉันลองคิดคำโปรโมทโปรโมชันสินค้า 

    ช่วงเวลาเดินมาถึงสี่โมงเย็น สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นพี่ไพลินเดินมาที่โต๊ะทำงานของฉันพร้อมกับพูดว่า 

    "น้องหนูนาพี่มีงานให้หนูทำ หนูลองทำภาพโปรโมทสินค้าล่าสุดหน่อยสิ พร้อมกับคิดแคปชัน พี่ขอวันนี้ภายในห้าโมงเย็นนะ"

    การได้รับมอบหมายภารกิจอันยิ่งใหญ่ ภารกิจที่ต้องแข่งขันกับเวลา ไม่ต่างอะไรกับการนำระเบิดไปวางในระยะเวลาที่จำกัดเพียงหนึ่งชั่วโมง ฉันยิ้มรับและตอบตกลง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจับเวลา ขณะเริ่มตัดต่อภาพศัตรูของฉันคือโปรแกรม PhotoShop เก่ากว่ารุ่นที่เคยใช้ในปัจจุบัน ทำให้ฉันต้องเสียเวลาเรียนรู้อยู่ประมาณสิบนาที สามสิบนาทีถัดมาภาพที่ใช้โปรโมท  และสิบนาทีหลังในการคิดคำโปรโมทสินค้า ถึงจะเป็นงานเร่ง แต่ก็ได้รับคำชมและผลตอบรับเป็นอย่างดี 

    ตอนนี้ฉันรู้สึกขอบคุณตัวเองที่สามารถทำภารกิจได้สำเร็จ รวมทั้งขอบคุณสาขาวิชาเรียนที่ทำให้ฉันรู้สึกชินกับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ 

    วันแรกผ่านไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายอารมณ์ ในวันที่สองภารกิจของฉันคือช่างถ่ายภาพ ฉันได้รับมอบหมายภารกิจให้ถ่ายภาพสินค้าเพื่อนำภาพทั้งหมดไปลงในเว็บไซต์และแอพพลิเคชันซื้อขายออนไลน์สีส้มขาว ขึ้นต้นด้วยตัว S ลงท้ายด้วยตัว E 
    ในวันถัด ๆ ไปหน้าที่หลักของฉันคือการคิดแคปชัน คำโปรโมทสินค้า และตัดต่อรูปภาพ นอกจากนี้ฉันยังเขียนบทความรีวิวหนังสือเพื่อเป็นการดึงความสนใจของผู้ที่ต้องการซื้อสินค้า

    ตลอดระยะเวลาการฝึกงานอาทิตย์แรกนับว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับฉันพอสมควร เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองต้องทำคืออะไร? กลัวว่าจะทำผลงานออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร ความกระวนกระวาย ความกดดัน ทุกอย่างตีรวนในหัวจนแทบระเบิด 

    ตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ แม่ชอบบ่นฉันกับน้องชายเสมอว่าให้ใช้ชีวิตอยู่กับความจริง ต้องแยกให้ออกระหว่างเกมกับการใช้ชีวิต

    "คนเราทำพลาดได้ ล้มก็แค่ลุกขึ้นมาใหม่ เราย้อนกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่เลือกที่เรียนรู้มันจากข้อผิดพลาด จำคำแม่ไว้นะ 'คนเราถ้าไม่รู้จักเรียนรู้จากข้อผิดพลาด จะไม่มีทางพัฒนาตัวเอง' " 

    คำพูดของแม่ใช้ได้ผลดีทุกครั้ง ตอนนี้ฉันไม่มีความรู้สึกสับสนกระวนวายอีกแล้ว ฉันจะพยายามทำงานทุกอย่างให้ดีที่สุด สิ่งสำคัญคือทำให้เต็มที่ และต้องไม่เสียใจในภายหลัง

    จบการบันทึกการปฏิบัติภารกิจที่ 1

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in