เล่าไปตามที่เจอDeux
Art gallery on road
  •       ถ้าไม่นับเรื่องรถติด น้ำท่วม อากาศร้อนเสียงดัง ควันพิษ เราอาจเปรียบการเดินทางบนท้องถนนในเมืองไทย ว่าราวกับเรากำลังเดินเที่ยวชมการแสดงศิลปะในหอศิลป์ขนาดอลังการ เต็มไปด้วยการแสดงศิลปะหลากหลายแขนง

         หากไม่นับป้ายโฆษณามากมายหลายขนาดตามข้างถนน หรือป้ายไฟป้ายไวนิลขนาดยักษ์ที่อาจถือได้ว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ที่พยายามดึงดูดสายตาเราออกไปจากท้องถนน หรือไว้ดูแก้เบื่อเวลารถติดเป็นปลากระป๋อง ยังมีงานศิลปะอีกมากมายที่มีผู้นำมาจัดแสดงกันอย่างไม่ต้องเสียค่าเข้าชม

        -1-                     งานวรรณกรรม 

         งานวรรณกรรมส่วนมาก เป็นงานสติ๊กเกอร์ประดับรถยนต์ จัดแสดงกันแถวกระบะท้ายหรือฝากระโปรงท้ายรถ มีทั้งงานเขียนแนวสร้างแรงบันดาลใจ เช่น

    "โตขึ้นเราจะเป็นเบ๊นซ์" ที่ท้ายรถอีโค่คาร์คันจิ๋ว 

    หรือแนวบ่งบอกความเป็นมืออาชีพ เช่นสติ๊กเกอร์ท้ายรถสูบส้วมที่ว่า "เจอสาววิ่งหนี เจอขี้วิ่งใส่" 

    หรือแนวบ่งบอกความเป็นพรรคพวกเดียวกัน เช่น สติ๊กเกอร์คำว่า "วัดท่าไม้" "วัดท่าไม้ตาย" "วัดอังโคะคุจิ" หรือกระทั่ง "วัดซับแม๋น" ก็สุดแล้วแต่ใครจะโชว์ความเป็นพรรคพวกกันแบบไหน (ส่วนตัวรู้จักแต่ วัดอังโคะคุจิ 5555)

        หรืองานวรรณกรรมแสดงความเป็นปัจเจกของศิลปินผู้ขับขี่ยวดยานเหล่านั้น ที่นิยมสุดเห็นจะเป็นรถคันนี้สี......(ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง) หรือที่แหวกแนวมากๆเช่น 
      
    "รถคันนี้สีขาวอมทองเหลือบฟ้าสลับเขียวคาดแดง! " ....เอาเข้าไปนั่นเลย

       หรือจะแสดงออกถึงความไม่แคร์กระแสสังคมของศิลปินเช่น 
                   "รถคันนี้สีอะไรก็ช่าง ตังค์กู!" 

        ซึ่งที่กล่าวมาล้วนเป็นงานวรรณกรรมที่สร้างสีสันบนท้องถนน ยามที่เราเบื่อหน่ายได้เป็นอย่างดี


         -2-                     งานจิตรกรรม

       งานจิตรกรรมมักต้องการพื้นที่แสดงผลงานขนาดพอสมควร เราจึงมักเห็นงานจิตรกรรมส่วนใหญ่ตามรถโดยสาร รถบรรทุก รถสิบล้อพ่วง เพราะมีพื้นที่มากให้แสดงผลงาน บางคันแสดงภาพเรื่องราวถ่ายทอดไปตลอดความยาวรถ โดยเฉพาะพวกรถโดยสารประจำทางต่างๆ หรือพวกรถสิบล้อพ่วงมักมีพื้นที่แสดงงานจิตรกรรมที่แผ่นยางบังโคลนล้อหลัง ซึ่งมักมีภาพบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจของศิลปินถูกแต่งแต้มอยู่บนผืนยางหนาหนัก จะมองหารูปโมนาลิซ่า หรือ รูปสะท้อนกระจกของแวนโก๊ะ คงไม่มี แต่ที่พบเจอส่วนใหญ่ จะเป็นชายสามสี่คน

    - คนแรก "ชายผมหยิกดำ ใส่หมวกไบเล่" คือ เช กูวารา นักต่อสู้เพื่ออะไรซักอย่างจำไม่ได้แล้ว
    - คนที่สอง "ชายผมหยิก ผมทองบ้าง ผมดำบ้าง สวมแว่นดำคาดไว้เหนือหัว" คนนี้คือ Al pacino ในบท เซปิโก้ ตำรวจอันตราย ดูเท่ไปอีกแบบ
    - คนที่สาม "ชายผมหยิกดำ ใส่แว่นดำปิดบังดวงตา" คนนี้น่าจะเป็น ฉัตรชัย เปล่งพานิช ในบท ตี๋ใหญ่ ที่โด่งดังลั่นเมือง
    - คนที่สี่ "ชายผมหยิกหย๋อย ยาวรุงรัง ยิ้มเห็นฟันขาว พื้นหลังมักมีแถบสลับสีเขียวเหลือง บางอันมีใบกัญชาประดับเป็นลวดลายด้วย" คนนี้คือ บ๊อบ มาเล่ย์ ศิลปินนักร้องเพลงเร้กเก้ชื่อก้อง

        เท่าที่เห็นก็ประมาณนี้ แต่พักหลังๆ มีสลับสับสนกับบ้าง เป็นตี๋ใหญ่ผมทอง หรือ เช กูวาร่า บนพื้นหลังสีเหลืองเขียวก็มี อันนี้คิดเสียว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินก็แล้วกันนะครับ ก็สนุกสนานกันไป


         -3-                 งานประติมากรรม 

           งานประติมากรรมก็มีจัดแสดงบน gallery บนท้องถนนด้วย เช่น สปอย์เลอร์หลากหลายแบบ สูงเท่าตึกสองชั้นก็มี ดูแล้วไม่เกี่ยวกับ aerodynamic แน่นอน บางคันมีล้อแม๊กซ์แกะสลักลายวิจิตร บางอันเป็นกังหันหมุนได้สลับลายดูน่าเวียนหัว บางคันเป็นรถยนต์ดีๆไม่ชอบ อยากเป็นรถไขลานเด็กเล่น ไปซื้อโฟมยางแกะรูปที่ไขลานมาติด ก็น่ารักไปอีกแบบ รถสิบล้อรถบรรทุกยิ่งสร้างสรรค์ ไปซื้อหุ่นมิชชิลินอ้วนขาวพุงพุ้ย มาประดับพร้อมใส่หลอดไฟหลากสีด้านใน ส่องแสงวับวาวยามค่ำคืน ดูสะดุดตาและช่วยสังเกตุเวลากลางคืน ก็เป็นศิลปะที่เจ้าของผลงานสร้างสรรค์กันไปตามความชื่นชอบส่วนตัว

         งานแสดงศิลปะบนถนนยังมีอีกมากมาย เล่าทั้งวันคงไม่จบอยากเสพงานศิลป์ ไม่ต้องไปไหนไกล แค่รถติดก็เสพได้ แค่เปิดใจว่างๆ อย่าไปใส่ใจกับความวุ่นวายบนท้องถนน แล้วเราจะได้รื่นรมณ์กับศิลปะหลากหลายกันแบบ ขับไป เบรคไป ชมไป ขำไป ฮาไป และ "ยิ้มไป"

        ขอให้สนุกและสุขอย่างปลอดภัยบนท้องถนนที่แสนแออัดในสยามประเทศกันนะครับ ^_^
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in