รีวิวเว้ย (2)Chaitawat Marc Seephongsai
Homo Finisners สายพันธุ์เข้าเส่นชัย By นิ้วกลม
  • รีวิวเว้ย (289) ช่วงนี้กระแสการออกกำลังการด้วยการวิ่ง วิ่ง วิ่ง และก็วิ่ง ดูจะเป็นกระแสความนิยมที่ใคร ๆ ต่างก็ให้ความสนใจและหันมาเอาจริงเอาจัง หยิบรองเท้าออกมาจากตู้เก็บ ควานหาเสื้อผ้าสำหรับการออกกำลังที่ซุกอยู่ตรงหลืบมุมใดของตู้เสื้อผ้าออกมาใส่กันอีกครั้ง อีกทั้งกระแสนิยมการวิ่งในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ดูจะมีคนนิยมเพื่มขึ้นไม่น้อย โดยดูได้จากงานกิจกรรมเกี่ยวกับการวิ่งที่เรียกได้ว่าแทบจะจัดกันแบบวันเว้นวัน และทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรม จำนวนผู้สมัครและผู้สนใจเข้าร่วมมักถล่มทลายเสมอ ดูได้จากระยะเวลาในการเปิดในสมัครที่บางรายการใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ หรือบางรายการอาจจะเรียกได้ว่าเต็มตั้งแต่ 1 ชั่วโมงแรก 

    หนังสือ : Homo Finisners สายพันธุ์เข้าเส่นชัย

    โดย : นิ้วกลม

    จำนวน : 456 หน้า

    ราคา : 329 บาท 


    เป็นที่น่าสนใจสำหรับการหาคำตอบของคำถามที่ว่า "ทำไมช่วง 1-2 ปี มานี้คนถึงหันมานิยมการออกกำลังการด้วยการวิ่งกันนัก (?)" ซึ่งพยายามหาคำตอบของคำถามดังกล่าวแล้วก็พบแนวทางอยู่ 2-3 แบบ ดังนี้ แนวทางที่ (1) คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากยิ่งขึ้นตามกระแสนิยมและความตื่นตัวในเรื่องของสุขภาพ แนวทางที่ (2) ก็เป็นเรื่องของกระแสนิยมที่เกิดจากการเห็นดารา นักร้อง นักแสดง ที่นิยมการออกกำลังกายและถ่ายรูปลง IG และสื่ออื่น ๆ กันมากขึ้น ส่งผลให้เป็นหนึ่งในแรงกระตุ้นให้คนหันมาออกกำลังกาย โดยเฉพาะกระแสการวิ่งที่เกิดจากโครงการ "ก้าวคนละก้าว" ของพี่ตูน ที่เริ่มตั้งแต่การวิ่งไปบางสะพาน และยิ่งทวีความรุนแรกยิ่งขึ้นไปอีก โดยการวิ่งจากยะลาไปเชียงราย (อาจจะมีกระแสนิยมที่เกิดขึ้นก่อนพี่ตูนอยู่บ้าง น่าจะมาจากตัวของรัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี อย่าง ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่มีอยู่ช่วงหนึ่งคนก็หันมาออกกำลังกายตามอาจารย์ชัชชาติ) ในส่วนของแนวทางสุดท้าย แนวทางที่ (3) นั้นน่าจะเกิดขึ้นจากความง่ายของการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ที่ใช้อุปกรณ์น้อยชิ้นและทีราคาค่างวดในเรื่องของอุปกรณ์น้อยกว่าการออกกำลังด้วยวิธีการอื่น (ยกเว้นอุปกรณ์เสริม อย่าง Garmin ฯลฯ) ซึ่งปัจจัยทั้ง 3 ประการนี้น่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ช่วงเวลา 1-2 ปีมานี้กระแสการวิ่งออกกำลังกายเป็นที่นิยมและมีคนออกมามีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าวกันมากขึ้น


    เป็นที่แน่นอนเมื่อกระแสของการออกกำลังการด้วยการวิ่งทวีความรุ่นแรงขึ้น เราก็มักจะพบกับเพื่อนหลายคนที่ช่วงเสาร์-อาทิตย์ อัพรูปใบหน้าของตัวเองที่มีเหงื่อนิดหน่อย แต่มาสคาร่าและคนตายังแน่น พร้อมกับเหรียญรางวัลจากงานวิ่งสักงานหนึ่งเสมอ ๆ ตามหน้าฟีด 


    รวมถึงอิทธิพลของกีฬาวิ่งยังส่งผลมาถึงวงการวื่อสิ่งพิมพ์ด้วยเช่นกัน อย่างงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ผ่านมา (มีนาคม 61) เราจะพบว่ามีหนังสือหลายปกจากหลายสำนักพิมพ์ และหลากนักเขียนที่เขียนถึงเรื่องของการวิ่ง โดยเริ่มตั้งแต่วิ่งอย่างไรให้ถูกวิธี กระทั่งลามไปถึงวิ่งยังไงให้กลายเป็น Iron man (กิจกรรมการวิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน แบบตัดเอาความเป็นมนุษย์ทิ้งไป) 


    อิทธิพลดังกล่าว ยังแผ่ขยายไปถึงพี่เอ๋ นิ้วกลม ที่ครั้งที่สำนักพิมพ์ Koob ออกหนังสือเกี่ยวกับการวิ่งออกมาถึง 2 เล่ม และหนึ่งในนั้นคือเล่มนี้ กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ 


    "Homo Finisners สายพันธุ์เข้าเส่นชัย" เป็นหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องของการออกกำลังด้วยการวิ่งของพี่เอ๋ นิ้วกลม ที่เริ่มต้นจากการวิ่งแบบธรรมดา ๆ ที่เริ่มขึ้นแบบวันละ 5-6 กิโลเมตร กระทั่งพัฒนาไปจนถึง 30 กิโลเมตรต่อวัน จากการวิ่งออกกำลังธรรมดา ๆ รอบหมู่บ้าน กระทั่งไปถึงการวิ่งมาราธอนที่ประเทศญี่ปุ่น และอีกหลากหลายรายการที่กำลังจะตามมาในอนาคตอันใกล้ 


    "Homo Finisners สายพันธุ์เข้าเส่นชัย" เริ่มต้นขึ้นจากการตั้งคำถามกับขีดความสามารถของตัวเอง และตั้งคำถามต่อไปเลื่อย ๆ ว่า ตัวตนของคนคนหนึ่งนั้น จะวามารถพัฒนาและผลักดันขีดความสามารถได้ถึงจุดไหน โดยเริ่มจากคนที่วิ่งบ้างบางเวลา สู่พัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไป และไปจบลงที่การวิ่ง 42.195 กิโลเมตรได้แบบที่คนเขียนตั้งใจ และค่อย ๆ ผลักตัวเองออกไปเลื่อย ๆ จาก 5 กิโลเมตร สู้ 42.195 ได้แบบสบาย ๆ


    "Homo Finisners สายพันธุ์เข้าเส่นชัย" นอกจากจะพูดถึงเรื่องราว การฝึกฝนของนิ้วกลมแล้ว ตลอดความยาว 456 หน้าของหนังสือ ยังแซมเอาไว้ด้วยข้อความและคมคิดของใครกลาย ๆ คนเกี่ยวกับเรื่องของการทำตามความตั้งใจ การก้าวความอุปสรรค์นานาประการ รวมไปถึงคมคิดที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องของการวิ่ง 


    เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบลงเราจะรู้สึกว่าการวิ่งให้ได้ 42.195 กิโลเมตรนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการฝึกซ้อม การเอาใจใส่ รวมถึงมีวินัยกับตัวเองเสมอ หากทำได้และทำเป็นปกติ ไม่ว่าจะ 42.195 หรือ 2,300 กิโลเมตร แบบที่พี่ตูนทำ มันก็ไม่ได้อย่ากไปกว่าความพยายามและ 2 เท้าที่ได้รับการขัดเกลามาอย่างดี  เหมือนที่ตอนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้บอกเอาไว้ว่า "ความทรมานที่เลือกเอง นับเป็นความเบิกบานอย่างหนึ่ง"

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in