เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Look a Breathenimon
โลกสุดขอบฟ้า

  • คำถาม: นักเขียนที่เขียนเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ ออกมาได้ดีคนหนึ่งในโลกคือใคร

    คำตอบ:

    ๑.หลุยส์ เซปุล์เบดา

    ๒.เอ็ดเวิร์ด แอบบี้

    ๓.โรอัลด์ ดาห์ล

    ๔.ไม่มีข้อใดตรงกับใจ


    คำตอบที่ฉันเลือก ๑.หลุยส์ เซปุล์เบดา


         สถานีแห่งฝัน พบว่า ผมตอบทันที โดยที่ยังไม่ได้กล่าวถึงนักเขียนท่านอื่นเลย เพราะผมรู้ว่า ผมหลงใหลงานเขียนของนักเขียนท่านนี้มาก ที่ทำให้ผมเข้าใจว่า “ธรรมชาติเป็นสิ่งสำคัญอย่างไร” และสถานีแห่งฝันก็บอกผมว่า “ถูกต้อง” พร้อมกับกุญแจที่ตกลงมา และผมก็ไขกุญแจออกไป


    “จงเข้าสู่โหมดการอนุรักษ์ธรรมชาติ”



         ในสมัยช่วงอายุ ๑๖ ปี ผมตั้งใจที่อยากจะเดินทางไปผจญภัยล่าวาฬ เพราะผมคิดว่า จะเป็นเรื่องราวที่สนุกเหมือนกับหนังสือที่ผมอ่าน แต่แล้ว เมื่อถึงวันที่ผมได้ไป ผมกลับพบกับความจริงบางอย่างที่ขัดในใจของผม คือ 


    “ผมไม่ชอบล่าวาฬ”

    “เอาะ เธอชอบการล่องเรือที่ไปกับเราไหม”

    “ชอบครับ ผมชอบการเดินทาง ชอบเรือ ผมชอบพวกน้า ชาวชิโลเต้ คนอาร์เจนตินา ผมชอบทะเล แต่ผมคิดว่า ผมจะไม่เป็นคนจับวาฬ ขอโทษนะครับ หากผมทำให้พวกน้าผิดหวัง แต่นั่นเป็นเรื่องจริง”

    “จงรู้ไว้ หนุ่มน้อย น้าดีใจที่เธอไม่ชอบล่าวาฬ นับวันวาฬยิ่งเหลือน้อยลงทุกที บางทีเราอาจจะเป็นคนล่าวาฬรุ่นสุดท้ายในน่านน้ำแห่งนี้ ก็ไม่เลวนะ ถึงเวลาที่จะปล่อยให้พวกมันอยู่อย่างสงบ ทวดของน้า ตาของน้า พ่อของน้า พวกเราทุกคนเป็นนักล่าวาฬ ถ้าน้ามีลูกเหมือนเธอ น้าจะแนะนำเขาไปทำอาชีพอย่างอื่น”


    “ผมมองดูหน้าฉากเรื่องล่าวาฬ ผมอธิบายไม่ถูก

    นอกเสียจาก ผมเศร้าใจและเสียใจ

    เพราะมนุษยชาติเป็นสัตว์ (ประเสริฐ) 

    แบบเดียวที่กล้าฆ่าทั้งคนและสัตว์

    ผมเดินทางต่อไป ยังสถานที่ๆเปลี่ยนไป”



         หลังจากนั้น หนุ่มน้อยวัย ๑๖ ปี ก็โตขึ้นเป็นหนุ่มใหญ่ และมาทำหน้าที่เป็นนักข่าวแทน ซึ่งขณะนี้เขากำลังตามเรื่อง “กรีนพีซกับเรือนิชิน มารุ” ซึ่งเรือนิชิน มารุ สัญชาติญี่ปุ่นนั้น ได้ทำลายธรรมชาติ โดยเฉพาะการล่าวาฬ และทำลายระบบนิเวศน์ เพียงตอบสนองความต้องการของตัวเอง โดยเฉพาะ  การนำวาฬมาทำในการทดลองเครื่องสำอางค์และอาหารให้กับมนุษย์เพียงกลุ่มเดียวที่ชอบ และอยู่ดีๆ ก็มีการเกิดอุบัติเหตุของเรือนิชิน มารุ และญี่ปุ่นก็ใช้อุบัติเหตุในครั้งนี้ ในการแยกเรือนิชิน มารุออกเป็นสองลำ ไปล่าวาฬ และล่าสัตว์อื่น พร้อมกับทำลายระบบนิเวศน์ไปในตัวด้วย


    “ระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม การฆาตกรรมโลกเป็นประจำทุกวัน ไม่จำกัดอยู่แต่การล่าวาฬหรือช้าง ภาพของวิทยาศาสตร์และความเจริญอันไร้เหตุผลกลับทำให้อาชญากรรมเหล่านั้นเป็นสิ่งถูกกฎหมาย และรู้สึกคล้ายกับว่ามรดกชิ้นเดียวของมนุษย์ที่เหลือคือความบ้าคลั่ง เรากลับไปพูดเรื่องวาฬ เขาฆ่ามันด้วยจุดประสงค์ใด เพื่อสนองความหิวโหยด้านการกินของคนรวยที่มีรสนิยมแปลกประหลาดเพียงหยิบมือเดียว หรือความสำคัญของวาฬต่ออุตสาหกรรมเครื่องสำอางค์เป็นอดีตไปแล้ว เงินที่ใช้ลงทุนเพื่อให้ได้ไขมันวาฬหนึ่งลิตร เท่ากับจำนวนเงินที่ลงทุนเพื่อส่งเสริมการผลิตไขมันพืชสำหรับประเทศยากจนประเทศหนึ่งเพื่อใช้ผลิตน้ำมันพืชจำนวนยี่สิบลิตร...”


    “ผมไม่เคยรู้สึกปวดหัวเท่านี้มาก่อน ผมล้มทั้งยืน

    เพราะผมนั่งเฝ้ามองมนุษย์ที่บอกว่า

    “ตัวเองเป็นผู้เจริญ”

    แต่สิ่งที่มนุษย์เหล่านั้นทำกับโหดร้าย ทารุณที่สุด

    และเมื่อมนุษย์เหล่านั้นกล้าที่จะทำกับสัตว์

    มีหรือที่ไม่กล้าทำกับมนุษย์ด้วยกัน

    แต่ผมก็ต้องตัดสินใจเดินทางต่อไป”


         ผมที่เป็นนักข่าวได้คุยสายกับกัปตันนิลเซน กัปตันเรือสุดขอบฟ้า และผมก็ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจ พร้อมกับเดินทางโดยสารด้วยเรือสุดขอบฟ้าไปจัดการเรือนิชิน มารุ ของญี่ปุ่นที่ทำลายธรรมชาติ แต่มีบางอย่างเกิดขึ้นก่อนกับเรือนิชิน มารุ ที่กำลังขนร่างปลาวาฬเต็มไปหมดยู่นั้น ทำให้เรือนิชิน มารุตัดสินใจทิ้งลูกเรือสัญชาติตัวเองและสัญชาติอื่น ให้จมไปกับท้องทะเล พร้อมโดนปลาทั้งหลายกัดตาย 


    “ทำไมวาฬช่วยคุณไว้”

    “ผมมั่นใจว่า วาฬป้องกันตนเองไม่เป็น และเป็นสัตว์ประเภทเดียวที่รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ตอนผมปล่อยเรือบดลงน้ำ ผมพายไปที่เรือล่าวาฬ ผมรู้ว่าพวกลูกเรือจะทำร้ายผม เมื่อวาฬเห็นผมไม่มีทางสู้ และถูกสัตว์ใหญ่กว่าโจมตี พวกมันไม่รีรอจะเข้ามาช่วย เรื่องเกิดขึ้นอย่างนี้ครับ พวกมันรู้สึกสงสารเห็นใจผม”


    “ผมพบว่า ทางของผมตันแล้ว

    ตันทั้งความคิด ความรู้สึกและความจริง

    เพราะผมพบว่า

    “แม้กระทั่งสัตว์ยังไม่ทำร้ายคนอื่นลับหลัง

    แต่มนุษย์ที่บอกว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ

    กลับทำตัวเลวร้ายกว่าสัตว์อื่นในโลกนี้” 

    ผมเคยพบงูที่มันกินแล้วอิ่มแล้ว และกำลังพักผ่อน

    ขณะที่ผมเดินผ่านมันไปนั้น 

    มันก็เฉย ไม่ได้คิดทำร้ายผม

    เพราะมันรู้จักพอและอิ่ม 

    แม้กระทั่งสัตว์ร้ายยังรู้จักพอ

    แต่สัตว์อย่างมนุษย์เท่านั้นที่ไม่รู้จักทั้งอิ่มและพอ

    ผมพบกุญแจอยู่ข้างหน้า

    และผมไขกุญเเจเดินออกไป”



         ผมตั้งเป้าหมายในชีวิตของผมไว้แล้วว่า “จะเริ่มต้นที่ตัวของผม ที่อนุรักษ์ธรรมชาติ งดการฆ่าสัตว์ทั้งสัตว์เล็กและสัตว์ใหญ่ ผมไม่ขอเรียกร้องใครให้ทำตาม ผมขอเพียงเริ่มต้นจากตัวเอง และผมพบว่า “ผมขอต่อต้านของญี่ปุ่นที่เกี่ยวกับการใช้สัตว์ในการทดลองทุกอย่าง รวมถึงอาหารสุดแสนแปลกประหลาดนั้นด้วย เพราะผมรับไม่ได้จริงๆ” ผมมั่นใจถึงผลพลอยได้ที่ผมเริ่มทำโดยเริ่มต้นจากตัวของผมเอง


    “ปลาวาฬตัวนั้นตัวนี้

    อยู่ที่ใดก็น่ารัก

    อย่าได้ลองไปลัก

    หยุดฆ่าสักพักก็จะดี”



         ผมดีใจที่ผมมีโอกาสได้เข้าไปยังสถานีแห่งฝัน เพราะสถานีแห่งฝันทำให้ผมได้รู้จักและเรียนรู้การอนุรักษ์ธรรมชาติและอยู่กับธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและอยู่กับชีวิตอย่างสนุกสนาน จนผมได้เข้าใจชีวิตของผมมากขึ้น และผมเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งนั้น


    LOOK A BREATHE

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in