เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Look a Breathenimon
ร้านหนังสือเวลารัก

  • รูปภาพนี้ เมื่อเราจับเซียมซีได้เบอร์ที่ ๒๑

    ความรักดุจดั่งหนังสือชีวิตที่สวยงามหนึ่งเล่ม



    “เมื่อเสี่ยงทายใบเซียมซีนี้ จะพบว่า

    หนทางชีวิตที่เดินถูกคือทางนี้เอง”


    “ยี่สิบเอ็ด บ่งบอก ถึงเรื่องสั้น

    และเรื่องนั้น คือเรื่อง เล่าชีวี

    ว่าจะรัก สุดแสน เปรมปรีดี

    ใครจะหนี ไปจาก ความจริงได้


    ชีวิตคือ หนังสือ เล่มไหนๆ

    มีทั้งได้ ทั้งเสีย แตกต่างไป

    เห็นว่าชอบ ไม่ชอบ สุดแต่ใจ

    หนังสือได้ พาไป ตามดำเนิน”


         เราตัดสินใจลองเขียนเรื่องสั้นเป็นครั้งแรกในเพจดูค่ะ โดยจะเน้นเกี่ยวกับหนังสือและชีวิตที่สัมพันธ์กันค่ะ


         เรื่องราวนี้ออกแนวแฟนตาซีหน่อยๆกับสืบสวนนิดๆค่ะ จริงๆเราเคยแต่งเรื่องนี้ไว้นานแล้ว คือ เมื่อสิบห้าปีก่อนค่ะ พอเรานำกลับมาอ่านอีกครั้ง เราเลยมีเปลี่ยนแปลงข้อมูลบางส่วนค่ะ


    “หนังสือคือชีวิตอีกเล่มที่

    ถูกคนๆหนึ่งขีดเขียนขึ้นมา”


         และเราแก้ไขข้อมูลของที่อยู่ร้านหนังสือจากแต่ก่อนอยู่ที่พลับพลาชัยใกล้ข้าวหน้าไก่ และเปลี่ยนเป็น สาทรเหนือ ซอย 8 ให้คล้องกับ 35 คนที่หายไปค่ะ 


    “ชีวิตของคนเราสำคัญอยู่ที่ยังมีลมหายใจ

    และเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างมีคุณค่า”

    ฟ้าใสคุยเตือนสติทัศนัยและวรวิทย์


    ตอนที่ 1 คนหาย


    “คนหาย”ทัศนัยบอก

    “หายทุกชั่วโมงอยู่แล้ว”วรวิทย์ถาม

    “แต่นี้หายไปตั้ง 35 คนไง”เมฆาบอก

    “เฮ้ย ทำไมเยอะขนาดนี้”วรวิทย์อุทานก่อนถามต่อว่า 

    “แล้วหายไปพร้อมกันหรอ พี่เมฆ”

    “ใช่ และตอนนี้ก็มืดแปดด้าน”เมฆาตอบพร้อมกุมขมับ

    “แต่มีแค่เรื่องเดียวที่พอรู้ตอนนี้คือ คนที่หายไปนี้เป็นลูกค้าร้านหนังสือเวลารัก และวันที่หายก็นัดกันไปร้านหนังสือนี้”ทัศนัยบอก

    “เวลารัก นี่ชื่อร้านหนังสือหรอ พี่นัย”วรวิทย์ถาม

    “ใช่”ทัศนัยตอบสั้นๆ พร้อมส่งภาพให้ดู


    ภาพร้านหนังสือเวลารักอยู่หลบมุมที่สาทรเหนือ ซอย 8


    “เอ๊ะ ร้านนี้”เมฆามองภาพอย่างตกใจและกุมขมับกว่าเดิม

    “มีอะไร”วรวิทย์ถามด้วยความขำๆเพราะเห็นเมฆาตกใจมาก

    “แม่พี่อยากให้พี่ดองกับคนขายล่ะซิ”เมฆาบอก

    “งั้นก็ดีเลยซิ”ทัศนัยพูดอย่างคิดแผนออก

    “ดีอะไร”เมฆาถาม

    “แค่ทำตามที่แม่แกต้องการไง”ทัศนัยบอก

    “ไม่เอาๆ”เมฆาพูดและโบกมือไปมา

    “เชื่อเถิดนะ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง”วรวิทย์พูดพร้อมขำ

    “ดีกับผีล่ะซิ ไม่เอาโว้ย”เมฆาพูด

    “แล้วคนหาย แกไม่สนหรือไงหว่า 35 คนนะโว้ย”ทัศนัยเตือนสติและพูดต่อว่า

    “แกต้องไปตีสนิทเพื่อจะได้เข้าไปสืบได้ว่า ทุกคนที่หายไปเกี่ยวข้องอะไรกับคุณฟ้าใส”

    “ฟ้าใสใคร”เมฆาถาม

    “คนรักที่แม่แกเชียร์ไง นะ มีสปิริตการทำงานหน่อย”ทัศนัยบอก

    “ก็ได้หว่า แต่ขอถามไรหน่อยดิ จีบหญิงจีบไงหว่า”เมฆาถาม

    “หาดอกไม้ให้ไงครับ”วรวิทย์บอก

    “และชวนคุยหนังสือไง”ทัศนัยบอก

    “แถมต่อไปก็พามาห้องไงครับ”วรวิทย์พูดพร้อมขำๆ

    “โอ้ย พวกแกจะฆ่าฉันหรือไงหว่า แต่เอาเถิด จะลองดูสักอย่างล่ะกัน”เมฆาบอก


         ทั้งสามตัดสินใจคุยกันว่า ก่อนอื่นต้องวางแผนให้ทั้งเมฆาและทัศนัยเข้าไปในร้าน ส่วนวรวิทย์ก็อยู่ข้างนอกตรวจสัญญาณและส่งสัญญาณให้กล้องวงจรปิดกับเครื่องดักฟัง โดยเมฆาทำเป็นคุยกับฟ้าใสและทัศนัยจะไปติดกล้องวงจรปิดพร้อมเครื่องอัดเสียงในร้าน


     ตอนที่ 2 บุกร้านหนังสือ



         และเมื่อถึงวันกำหนดที่เดินทางไปร้านหนังสือก็มาถึง เมฆาและทัศนัยเตรียมตัวพร้อมเข้าไปในร้าน ซึ่งเมฆาอดสังเกตภาพโปสเตอร์ขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างๆร้านหนังสือเวลารักไม่ได้ว่า คำเขียนในโปสเตอร์ช่างเว่อร์อะไรขนาดนี้ และเมื่อทั้งคู่เดินเข้าร้านก็ได้ยินเสียงดังจากระฆังดังขึ้นมา พร้อมเสียงใสๆกังวานของฟ้าใสดังขึ้นมาอย่างเป็นกันเอง


    “สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับสู่ร้านหนังสือเวลารัก เวลาที่รอคอยรักมาสู่เราแล้วค่ะ”

    “รอคอยรักอะไรหรอครับ”เมฆาพูดในขณะที่ทัศนัยเห็นทีท่าว่าควรไปทำภารกิจ แต่ก่อนจะไปก็พูดขึ้นมาว่า

    “พี่ไปดูหนังสือก่อนนะ”ทัศนัยพูดและขยิบตารอบหนึ่งเป็นสัญญาณบอก และฟ้าใสก็ตอบขึ้นมาว่า

    “สโลแกนร้านค่ะ”ฟ้าใสหันหน้ามาบอกและพร้อมยิ้มก่อนที่เมฆาทันเห็นหน้าฟ้าใสอย่างชัดๆ 


         เมฆารู้สึกอย่างกับหยุดหายใจ เพราะผู้หญิงที่อยู่ตรงข้างหน้ามีหน้าตาที่น่ารัก หวานใส และรอยยิ้มเป็นมิตรบวกกับท่าทางที่ดูผ่อนคลาย

    “สโลแกนร้านดูเข้ากันมากครับ”เมฆาพูด

    “คงไม่เข้าเท่าไหร่หรอกค่ะ เพราะไม่งั้นคุณคงไม่ถาม”ฟ้าใสพูดปนหัวเราะแบบเขินๆ

    “ผมเป็นพวกปากไม่ค่อยมีหูรูดครับ อย่าถือสาผมเลยครับ”เมฆาพูด

    “งั้นฉันก็พวกเดียวกับคุณล่ะกันค่ะ”ฟ้าใสตอบ

    “อย่างไรครับ”เมฆาถาม

    “ก็ปากไม่มีหูรูดเหมือนกัน”ฟ้าใสพูดและเปลี่ยนเรื่องคุย

    “ทานอะไรมาแล้วหรือยังค่ะ”

    “ยังครับ อย่าบอกนะครับว่า ร้านนี้มีอาหารให้ทานด้วย”เมฆาถามอย่างแปลกใจ

    “ค่ะ”ฟ้าใสพูดก่อนจะก้มไปค้นหาอะไรบางอย่าง และเมฆาก็มองไปยังร้านนี้ก่อนช่วนคุยต่อว่า

    “ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ ปลอดโปร่งและสวยมากครับ”เมฆาชวนคุย

    “ค่ะ พอดี ฟ้าออกแบบตามความฝันของคนรัก”ฟ้าใสบอก

    “คุณมีคนรักแล้วหรอครับ”เมฆาพูดไปก็เศร้าไป

    “ค่ะ”ฟ้าใสตอบสั้นๆ และเมฆาทำเป็นถามขึ้นมาว่า

    “ผมชื่อเมฆาครับ เรียกผมว่าเมฆได้ และคุณล่ะครับ ชื่ออะไร”

    “ฟ้าใสค่ะ เรียกว่า ฟ้าเฉยๆก็ได้ค่ะ”ฟ้าใสตอบ

    “คนรักอยู่ที่นี้หรือเปล่าครับ”เมฆาถาม

    “ค่ะ อยู่ในร้านนี้”ฟ้าใสตอบก่อนหยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาให้ดู และเล่มนั้นดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก

    “หมายถึงหนังสือที่เป็นคนรักใช่ไหมครับ”เมฆาถาม

    “ค่ะ”ฟ้าใสตอบสั้น และเมฆาเริ่มเครียดว่าจะหาเรื่องอะไรคุยดี และนึกขึ้นได้

    “หนังสือที่ฟ้าถือเมื่อกี้ คือเรื่องเกี่ยวกับอะไร”เมฆาถาม แต่ในขณะที่ฟ้าใสจะตอบกลับมา ทัศนัยก็เดินเข้ามาขัดซะก่อน

    “ผมซื้อหนังสือเล่มนี้ และผมตามหาหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ด้วยครับ ไม่ทราบว่า คุณฟ้าจะช่วยผมตามหาได้ไหมครับ”

    “ได้ซิค่ะ คุณทัศนัย”ฟ้าใสตอบรับ และหยิบหนังสือของทัศนัยไปคิดเงิน พร้อมกับที่เมฆาถามอย่างกระซิบว่า

    “แกสองคนรู้จักกันก่อนหรอ”

    “เรื่องยาวและแปลกมาก เดี๋ยวค่อยคุยกัน”ทัศนัยพูดด้วยน้ำเสียงลดต่ำลงอย่างมาก

    “คุณทัศนัยช่วยรบกวนเขียนหนังสือที่ตามหาในนี้ค่ะ”ฟ้าใสพูดพร้อมหยิบใบให้เขียน และก่อนที่จะพูดกับทั้งสองคนว่า

    “ฟ้าต้องจัดการห่อหนังสือของคุณวรวิทย์ก่อน ฟ้าอยากชวนทั้งสองทานอาหารที่ร้านก่อนค่ะ เนื่องจากว่า อาหารของเรามาจากหนังสือที่เราอ่านค่ะ สนใจลองสักมื้อไหมค่ะ ไม่มีเสียค่าใช้จ่ายแน่นอน”

    “สนใจครับ”ทัศนัยชิงพูดก่อน

    “เชิญทางด้านนี้ค่ะ”ฟ้าใสพาทั้งสองคนไปยังสวนเล็กๆหลังบ้าน และคุยกับเมฆาว่า 

    “หนังสือที่คุณเมฆาถามว่า คือเรื่องอะไร จริงๆแล้ว เป็นเมนูอาหารสำหรับคุณเมฆาโดยเฉพาะค่ะ และส่วนเล่มนี้เป็นของคุณทัศนัยโดยเฉพาะเช่นกันค่ะ”ฟ้าใสหยิบพร้อมยื่นเมนูอาหารแต่ละเล่มให้ทั้งคู่

    “ทั้งสองคนรอสักครู่ค่ะ”ฟ้าใสพูดก่อนหายไป


    ตอนที่ 3 เมนูอาหาร


    “ไง พี่”เมฆาถาม ขณะที่อยู่กันสองคน

    “ค่อยคุยกัน”ทัศนัยบอกพรางส่งสายตาเครียดๆมาให้ และบอกกับเมฆาว่า

    “เดี๋ยวพี่มา พี่ไปเดินสำรวจก่อน”

    “ครับ”เมฆาตอบรับ


         และผ่านไปไม่นาน เมนูอาหารของทั้งสองคนก็เข้ามาเสริฟพร้อมกับที่ทั้งคู่รู้สึกสับสนว่า ฟ้าใสรู้ได้อย่างไรว่า เขาทั้งสองชอบทานอาหารแบบนี้ แต่ก่อนที่จะสอบถามอะไร ฟ้าใสขอตัวไปห่อหนังสือของวรวิทย์ก่อน


    “พี่ คุณฟ้ารู้ได้อย่างไรว่า พวกเราชอบทานแบบนี้”เมฆาถาม

    “ร้านนี้มันแปลกจริงๆ มีอะไรไม่ชอบมาพากล แกช่วยถามรายละเอียดร้านนี้กับแม่แกให้พี่หน่อย”ทัศนัยพูด

    “ได้ พี่”เมฆาพูด ก่อนจะหยิบอาหารบางส่วนเข้าไปในถุงใส ซึ่งทัศนัยทำเช่นเดียวกัน


         และขณะนั้นเอง เมฆาตัดสินใจดูหนังสือเมนูที่ฟ้าใสนำมาให้ดู ซึ่งเมื่อเปิดเข้าไปก็จะพบชื่อเมนูอาหารที่เป็นเรื่องที่นานแสนนานมาแล้ว ที่เขาเคยใช้เล่นกับเพื่อนคนหนึ่ง เเต่เขากลับจำไม่ได้ว่า เพื่อนคนนั้นคือใคร


    เมนูแรก อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนไหว

    (ข้าวผัดแฮมเบคอนห่อไข่ชีสสุดเยิ้ม 

    พร้อมราดซอสครีมผสมญี่ปุ่น) 

    เมื่อใครได้ทานเมนูนี้แล้วจะพบว่า 

    คนอ่อนโยนคนนั้นไม่ได้หายไปไหน 

    แต่อยู่ข้างๆคุณนี้เอง เมื่อไรที่คุณอ่อนแอ โปรดมองมาที่ฉัน


    เมนูสอง หวานละมุน

    (เค้กลาวาช็อกโกแลตที่ซอสช็อกโกแลตไหลเยิ้ม) 

    เมื่อใครได้ลิ้มรสหวานในความขมที่ไม่ทำให้ชีวิตขมขื่น

    แต่กลับทำให้ใครทานรู้สึกมีชีวิตชีวา


    เมนูสาม อบอุ่นหัวใจ

    (ช็อกโกแลตร้อนเสริฟพร้อมมาร์ชเมลโล่สีขาว

    และวิกครีมด้านบนบวกกับช็อกแท่ง) 

    เมื่อใครได้ดื่มแล้วจะพบว่า

    มีกำลังใจและอบอุ่นหัวใจขึ้นมาทันที

    เพราะคุณมีฉันที่ทำให้คุณอบอุ่นหัวใจตลอดเวลา


    เมนูสุดท้าย ซุปสุดรัก 

    (ซุปมิโซะพร้อมสาหร่าย ไข่เป็นฝอยและไก่เป็นชิ้นเล็ก) 

    เมื่อใครได้ทานซุปนี้แล้ว จะพบว่า 

    คนที่รักคุณอยู่ข้างหน้านี้เอง

    คุณเพียงแค่มองมาก็จะพบว่า คนๆนั้นไม่ได้หายไปไหน


         เมฆารู้สึกตกใจมากและหน้าซีดพร้อมกับที่ทัศนัยเห็นว่า รุ่นน้องตัวเองมีท่าที่แปลกไปหลังจากอ่านหนังสือเล่มนั้น

    “มีอะไรหรือเปล่า”ทัศนัยพูด และเห็นเมฆาตักอาหารเข้าไปกินทีละคำ และตามด้วยซุป ดื่มช็อกโกแลต ก่อนจะตักขนมหวาน และลุกขึ้นจากโต๊ะออกไปทันที ซึ่งทำให้ทัศนัยตกใจรีบตามไป


    “คุณคือใคร ฟ้าใส”เมฆาจับมือของฟ้าใสและสอบถาม

    “ฟ้าคือเจ้าของร้านหนังสือค่ะ”ฟ้าใสตอบพร้อมยิ้มให้ก่อนที่จะจับมือเมฆาออก

    “ไม่จริง คุณไม่ใช่เจ้าของร้านหนังสือ คุณเป็นใคร คุณรู้จักผม เพราะคุณทำอาหารรสชาติแบบนั้นออกมาได้ไง”เมฆาไม่ยอมลดละ

    “ฟ้ารู้จักคุณจริงๆค่ะ ก็เรารู้จักกัน วันนี้ไงค่ะ”ฟ้าใสตอบแบบใจเย็น ก่อนที่ทัศนัยจะมาห้ามศึก

    “ใจเย็น เมฆ เชื่อพี่ ใจเย็น”ทัศนัยพูดและทำสัญญาณตาว่า “อย่าทำเสียแผน” ซึ่งก็ทำให้เมฆาเงียบลง แต่ก็ยังไม่วายมองฟ้าใสแบบไม่เข้าใจอยู่ดี

    “ผมขอโทษแทนน้องผมด้วยครับ”ทัศนัยพูด

    “ไม่เป็นไรเลยค่ะ”ฟ้าใสพูดและหยิบกล่องที่ใส่หนังสือที่ห่อไว้อย่างสวยงาม พร้อมกับอาหารสองกล่องมาฝากไว้ให้แม่ของเมฆาและวรวิทย์ ซึ่งทั้งสองรับกล่องกันมาก่อนที่จะเตรียมออกจากร้านหนังสือแล้ว แต่ฟ้าใสก็บอกกับทัศนัยว่า

    “ฟ้าแถมหนังสือเล่มหนึ่งค่ะ และเดี๋ยวฟ้าจะค้นหาหนังสือที่คุณทัศนัยสอบถาม ถ้าฟ้าหาเจอ ฟ้ารีบโทรบอกค่ะ”

    “ครับ”ทัศนัยตอบสั้นก่อนเดินออกไป


    ตอนที่ 4 เบาะแสที่ได้รับ


    “สรุปไง”เมฆาถาม ขณะอยู่พร้อมกับวรวิทย์

    “นั้นดิ พี่ เธอรู้ชื่อผมได้ไง”วรวิทย์พูดพร้อมกับเครียด

    “พี่จะเริ่มต้นเล่าให้ฟัง”ทัศนัยพูดและเล่าว่า


         เขาเดินเข้าไปในร้าน และกำลังติดตั้งกล้องวงจรปิดและเครื่องอัดเสียงอยู่ขณะนั้น และก่อนที่จะติดจนครบแล้ว ก็มีเสียงโทรศัพท์ของวรวิทย์ดังขึ้นมาบอกว่า "ฝากซื้อหนังสือเรื่อง เจ้าชายน้อยทั้งไทยและอังกฤษให้น้องสาว" และเขาบอกว่า "ได้วิทย์ เดี๋ยวพี่หาและซื้อให้" และวิทย์ตอบพี่ว่า "ผมค่อยจ่ายเงินให้นะ พี่นัย"


          และอยู่ดีๆก็มีหุ่นยนต์หนังสือมาจากไหนก็ไม่รู้ เข้ามาใกล้ๆพี่ พร้อมบอกพี่ว่า "คุณคือ ทัศนัย สว่างใส กำลังตามหาหนังสือให้คุณวรวิทย์ วิเศษณ์ เรื่องเจ้าชายน้อย เชิญทางด้านนี้ครับ ผมพาไป" และเจ้าหุ่นยนต์หนังสือพาพี่ไปยังหนังสือเล่มที่พี่หา และพี่คุยสอบถามมันว่า "มันรู้ได้ไงว่า พี่ชื่ออะไร" มันบอกกับพี่ว่า "เมื่อมันเข้าใกล้ใคร มันจะรู้ชื่อคนนั้น และเมื่อมันได้ยินคำสนทนาจากใคร มันก็จะรู้ได้ว่า เสียงคนนั้นเป็นใคร"


    “หยุดก่อน พี่ งั้นคุณฟ้าใสก็รู้ว่า พวกเราติดกล้องกับเครื่องอัดเสียงดิ”วรวิทย์ถามขึ้นมา

    “พี่คิดแบบนั้น”ทัศนัยพูด ก่อนถอนหายใจอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนและพูดต่อว่า

    “แล้วพี่ว่า ร้านหนังสือร้านนี้มันแปลกมากเลย”

    “แปลกไง”เมฆาถาม

    “หนังสือในร้านมีแต่หนังสือที่เราไม่รู้จักเลย ครั้งแรกก่อนหุ่นยนต์พาพี่ไปที่มุมนั้น พี่มองแล้วก็ไม่เห็นหนังสือเจ้าชายน้อย แต่พอมันพาไป หนังสือเจ้าชายน้อยโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้”ทัศนัยพูดด้วยน้ำเสียงพาเครียดและทั้งสามตกอยู่ในความเงียบ


         เมฆากับวรวิทย์รู้ดีว่า ผู้กำกับทัศนัยที่เป็นทั้งหัวหน้าและเพื่อนของเขาทั้งสองนั้นเป็นคนที่ช่างสังเกตเป็นเลิศและไม่มีทางมองผิด เพราะฉะนั้น หนังสือเจ้าชายน้อยโผล่มาได้อย่างไร


    “และไม่เพียงเท่านั้นนะ พอหลังจากที่พี่เจอหุ่นยนต์ หนังสือที่พี่เห็นว่า เป็นหนังสือแปลกๆนั้น ก็กลายเป็นหนังสือทั่วไปที่มีขายตามร้านทั่วไป พวกแกว่า มันแปลกใหม่”ทัศนัยพูดแต่ไม่มีใครตอบและเมฆาพูดขึ้น

    “วิทย์ แกลองดูวิดีโอจากกล้องวงจรปิดดิว่า มีอะไรเปลี่ยนไปไหม”

    “จริงด้วย พี่ ผมลืมไป”วรวิทย์พูด แต่ทุกอย่างก็ไม่มีอะไรผิดแปลกไปเลย และทัศนัยพูดขึ้นว่า

    “พี่อยากให้แกไปถามรายละเอียดร้านนี้จากแม่แกมา”ทัศนัยหันไปมองเมฆาและพูด ซึ่งทั้งสามก็แยกกันกลับไป


    ตอนที่ 5 ห้องอากาศ


         เมื่อเมฆากลับถึงบ้าน เมฆาเจอแม่เขาและก็เลยสอบถามถึงเรื่องฟ้าใส พร้อมกับพูดแนวเชิงว่า อยากรู้จักกับฟ้าใส ซึ่งแม่ของเขาก็ดีใจมาก และแม่ของเขาเล่าให้ฟังว่า


    “ร้านนั้น ยังมีห้องอากาศอีก”

    “ห้องอากาศคือห้องอะไรครับ”เมฆาถาม

    “ห้องสำหรับอ่านหนังสือหรือเก็บหนังสือหายากทั่วโลก”แม่บอก

    “แล้วมันอยู่ตรงไหนของร้านหรอครับ”เมฆาถาม

    “อยู่ตรงชั้นสองของหนังสือนะลูก เดี๋ยวแม่วาดรูปให้ดู”แม่ก็ลงมือวาดรูป และแม่ก็พูดต่อว่า

    “มีทริคนิดนึง คือลูกต้องขึ้นบันไดไปชั้นบนก่อน และค่อยลงลิฟต์ไปชั้นใต้ดิน”

    เมฆารับภาพมาและบอกกับแม่ว่า ผมเข้าใจแล้วครับ ก่อนที่เมฆาจะมาเล่ารายละเอียดเรื่องห้องลับ ห้องอากาศให้ทุกคนฟัง และบอกกับทุกคนว่า ส่วนรายละเอียดอื่นก็เหมือนกับที่พวกเรารับรู้มา


         วันรุ่งขึ้น พวกเราทั้งสามคนตัดสินใจมาที่ร้านหนังสือแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง และฟ้าใสก็ยังเป็นคนเดิม ทักทายพวกเราสามคนด้วยสโลแกนเดิม ก่อนที่เมฆาจะพูดเกริ่นให้ฟังว่า เเม่ของเขาพูดถึงห้องอากาศ ซึ่งเขาทั้งสามอยากไปเยี่ยมชม และฟ้าใสพาทั้งสามคนไปที่ห้องอากาศ ก่อนที่เธอขอลาลงไปดูแลลูกค้าต่อ


         ในห้องอากาศเป็นการจัดห้องที่ดูเวิ้งว้างเหมือนอยู่ในอวกาศจริงๆ และห้องนี้เป็นห้องที่กว้างมาก และมีบันใดเวียนให้เวียนขึ้นไปยังทีละชั้น ซึ่งทั้งสามคนก็เวียนกันขึ้นไปในแต่ละชั้น ก่อนที่จะลงลิฟต์ไปดูชั้นใต้ดิน ในขณะที่อยู่ในห้องอากาศนั้น ทั้งสามคนไม่ได้คุยอะไรกันเลย เพราะจมอยู่กับสิ่งที่เห็นจนไม่สามารถพูดอะไรกันได้ และทั้งสามคนก็เดินออกมาจากห้องอากาศ พร้อมกับกดปุ่มปิดห้องอากาศให้และมาเจอกับฟ้าใส


    “ขอบคุณมากครับ”ทัศนัยพูด

    “ไม่เป็นไรเลยค่ะ”ฟ้าใสพูดก่อนจะเอ่ยชวนว่า

    “วันนี้ ทั้งสามว่างกันไหมค่ะ”

    “ครับ”ทัศนัยตอบ

    “ฟ้าอยากชวนทั้งสามมาฟังเพลงในสวนค่ะ มีชาร้อนๆพร้อมขนมอร่อยให้ทานด้วยค่ะ ให้กำลังใจคนร้องเพลง เพราะคนมาน้อยค่ะ”ฟ้าใสพูด

    “ได้ครับ”วรวิทย์ตอบพร้อมกระทุ้งเมฆา

    “ครับ”และะทั้งสามคนมาที่สวนพร้อมกับฟังเพลง ซึ่งทั้งสามคิดว่า เพลงนี้ค่อนข้างจะมีเนื้อหาไม่คุ้นเอาซะเลย


    “หนังสือที่เราอ่าน คือเพื่อนรัก อย่าทำลาย ชีวิตจะสายไป หากทำลาย หนังสือนั้น”เพลงที่เขาเริ่มร้องขึ้นมา แต่ทั้งสามคนตัดสินใจดื่มชา ทานอาหาร ก่อนจะฟังอีกสักเพลงสองเพลงก็ขอตัวลาฟ้าใสกลับ


         และทั้งสามก็มาที่บ้านของวรวิทย์และพูดคุยกันถึงการเห็นอะไรในห้องอากาศ และกลับพบว่า ทั้งสามคนเห็นห้องอากาศที่แตกต่างกันไป เมฆาเห็นเป็นห้องอวกาศที่เก็บหนังสือเกี่ยวกับหนังสือการ์ตูนหายาก ทัศนัยเห็นว่าเป็นห้องอวกาศที่เก็บหนังสือที่ไม่รู้จัก ส่วนวรวิทย์เห็นเป็นห้องอวกาศที่เก็บหนังสือที่ขายดีทั้งหมด


    “ผมว่า มันแปลกไปหมด แต่ผมนึกไม่ออกว่า เกิดอะไรขึ้นกับตาพวกเรา”วรวิทย์พูด

    “นั้นซิ”เมฆาพูดได้แค่นั้น

    “พี่ว่า 35 คนที่หายไป ต้องเกี่ยวกับที่นี้แน่ๆ”ทัศนัยพูด

    “เกี่ยวยังไงล่ะ”เมฆาถาม

    “ยังไม่รู้”ทัศนัยพูด และเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น พร้อมกับฟ้าใสบอกว่า หาหนังสือที่ตัวเองอยากได้เจอแล้ว และทัศนัยก็ตกใจมาก ก่อนจะบอกว่า 

    “เดี๋ยวผมไปรับครับ”ทัศนัยบอกก่อนจะกดสายทิ้งและหันมาบอกกับทั้งสองคนว่า

    “เป็นไปได้ไง หนังสือเล่มที่พี่ให้หา ไม่มีในโลกนี้”

    “หา”วรวิทย์อุทาน

    “พี่ให้หาหนังสือที่ไม่มีในโลกนะ พี่คิดได้ไง”เมฆาถาม

    “อืมใช่ แต่คนหา หาเจอได้ไงหว่า”ทัศนัยพูด

    “จะไปรู้หรือ”เมฆาพูด และทั้งสามก็ตัดสินใจแยกย้ายกัน


    ตอนที่ 6 อดีตของแต่ละคน


         หลังจากที่เมฆาและทัศนัยกลับบ้านไป วรวิทย์ก็กลับไปยังห้องของตัวเอง และพบหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ข้างหน้า หนังสือเล่มนั้น เป็นเล่มที่ฟ้าใสแถมมาให้ ชื่อว่า “หมีที่รัก” และเขาตัดสินใจหยิบหนังสือเล่มนั้นมาอ่าน แต่เมื่อเขาเปิดไป เขาพบกับสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน ตุ๊กตาหมีตัวนั้น เป็นตัวที่ยายของเขาให้ก่อนตาย และใช่ มันขาดไปแล้ว แต่ทำไม รูปภาพตุ๊กตาหมีตัวนี้ถึงมาอยู่ในเล่มหนังสือได้ไง หนังสือเล่มนั้นดึงดูดให้วรวิทย์เปิดอ่าน และวรวิทย์ก็ต้องแปลกใจ เพราะหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวของตัวเขาเองกับยาย


          เขาถูกพ่อแม่ทิ้งให้อยู่กับยายที่สุดแสนเย็นชาและดูไม่มีทีท่าว่ารักเขาเลย แต่เขาก็รักยายมากกว่าพ่อแม่ของเขา เพราะอย่างไร ยายก็ไม่เคยทิ้งเขา แต่ในหนังสือกลับเป็นเรื่องราวที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน โดยจริงๆแล้ว ยายรักเขามาก ยายขอเขามาจากพ่อแม่ที่เอาแต่ทะเลาะกัน เพราะกลัวว่า เขาจะโตมาในครอบครัวที่แตกแยกและเป็นเด็กไม่ดี ยายผู้ไม่แสดงออกของเขาต้องไปก้มหัวขอโทษคนหลายคนที่ถูกเขาทำร้าย ยายต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้เขาเรียนสูง ยายต้องไปก้มหัวขอร้องให้ครูอย่าไล่เขาออกจากโรงเรียน ยายต้องไปเก็บกล่องจากกองขยะมาเพื่อนำไปขายและได้เงินมา ยายผู้ไม่เคยกินอาหารจนอิ่มเพื่อให้เขาอิ่ม ยายผู้ที่ตายเพราะนำตุ๊กตาหมีตัวโปรดเขาไปซ่อม และถูกรถชนตาย


    “ไม่จริง ยายถูกรถชนตาย ยายตายเพราะป่วยไม่ใช่หรือ”วรวิทย์ล้มทั้งยืนก่อนจะกดสายโทรศัพท์ไปหาน้าสาวและสอบถามก่อนที่จะได้ยินเสียงเคล้าน้ำตาของน้าสาวว่า “เป็นความจริง”


         วรวิทย์รู้สึกเหมือนกับว่า โลกถล่มตรงหน้าเขาเลย เขาเข้าใจผิดเกี่ยวกับยายเขาไปหมดทุกเรื่อง โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า จริงๆแล้วยายเขาทำเพื่อเขาขนาดไหน และทำไม ฟ้าใสรู้เรื่องของเขาได้ไง แต่เรื่องนั้น ช่างมันเถิด เพราะน้ำตาแห่งความเข้าใจผิดไหลออกมาเต็มที


        

         ส่วนทัศนัยก็ไปรับหนังสือเรื่อง “ความจริงของรัก” และเมื่อทัศนัยรับกล่องที่ใส่หนังสือและกลับบ้าน ทัศนัยแปลกใจมาก เพราะยังไงก็ไม่มีหนังสือเล่มนี้แน่นอน แต่ทำไมถึงมีได้ และเขาไม่โง่พอที่จะทำให้ฟ้าใสรู้ว่า เขาสงสัยในตัวฟ้าใส และเมื่อเขากลับถึงบ้าน เขาพบภาพของเขากับพี่ชายเขาที่ในภาพนั้น เป็นภาพที่ทั้งสองกำลังยิ้มอย่างสดใสให้กล้องในหนังสือเล่มนั้น


    “เป็นไปไม่ได้ นี่มันอะไรกัน”ทัศนัยตกใจมาก แต่ก็เริ่มต้นเปิดหนังสืออ่านในขณะมือรู้สึกสั่นอย่างมาก


         ทัศนัยมีพี่ชายคนหนึ่งที่สนิทกันมาก แต่ตอนหลังทั้งสองก็หมดความไว้เนื้อเชื่อใจกันอย่างถาวร เพราะว่า พี่ชายเขาขอร้องให้เขากลับบ้านไปรับช่วงทำธุรกิจที่บ้านต่อ แต่เขาไม่ชอบ และทะเลาะกันจนเขาตัดขาดพี่น้องและครอบครัวนั้นไปแล้ว

     

          แต่จริงๆแล้วในหนังสือกลับบอกว่า พี่ชายของเขาไม่มีความหมดความไว้เนื้อเชื่อใจในตัวเขาเลย และพี่ชายของเขายังรอเขาอยู่ รอให้เขากลับมา พี่ชายของเขาป่วยเป็นโรคหัวใจขาดเลือดตั้งแต่เด็ก ซึ่งเขาไม่เคยรับรู้เรื่องนี้มาก่อน พี่ชายของเขารู้ว่า เขาจะอยู่ได้ไม่นานก็จากโลกนี้ไป แต่ธุรกิจที่พ่อสร้าง เงินที่ไว้ใช้หล่อเลี้ยงคนจำนวนมาก ต้องก้าวต่อไป เขาเลยอยากให้น้องชายเขามาดูแลกิจการ แต่น้องชายเขากลับไม่ฟังเหตุผลเขาเลย และแถมยังโกรธไม่คุยกันอีกเป็นเวลาถึงสิบกว่าปี ใช่ และเขากำลังจะตาย ตอนนี้เขาอยู่ที่โรงพยาบาล รอความตาย และรอให้น้องกลับมาให้อภัยเขากับครอบครัว


    “ไม่จริง นี้มันเรื่องบ้าอะไรกัน”ทัศนัยตัดสินใจโทรศัพท์กลับไปหาที่บ้านและพบว่า เป็นเรื่องจริง ก่อนที่เขาจะรีบร้อนออกจากบ้านไปหาพี่ชายและครอบครัวเขา ก่อนที่ทุกคนจะปรับความเข้าใจกันได้ และทัศนัยขอให้จัดการเรื่องนี้ก่อน และเขาจะตัดสินใจลาออกจากตำรวจมาดูแลกิจการ ซึ่งสร้างความสบายใจให้กับพี่ พ่อแม่ให้มีกำลังใจสู้ต่อ แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็สร้างความฉงนสงสัยให้กับทัศนัยอย่างมาก


          หลังจากที่ทั้งสองคนตั้งสติได้ ก็รีบโทรเรียกเมฆาให้มาหาที่ห้องคอนโดของทัศนัย และทุกคนเล่าให้ฟังพร้อมกับนำหนังสือมาให้ดู แต่ปรากฎว่า เมฆารับหนังสือของทั้งสองมาดู ข้างในกลับกลายเป็นว่างเปล่า


    “ทำไม ผมเห็นมันเป็นกระดาษเปล่าล่ะ”เมฆาถาม และทั้งคู่ก็มองกันไปมาอย่างงงวยสงสัย


    ตอนที่ 7 อวสาน


         เสียงโทรศัพท์ของแม่ของเมฆาดังขึ้นมา และเมฆารับสายก่อนที่จะบอกว่า ผมขอตัวไปหาฟ้าใสก่อนนะ และผมจะไปค้นหาเรื่องราวมาให้ ทั้งสองทำใจให้สบายก่อนเถิด และทั้งสองก็ฝากเรื่องนี้เอาไว้กับเมฆา


         เมื่อเมฆาเดินเข้ามายังร้านหนังสือเวลารักก็เจอกับฟ้าใสที่ยิ้มให้ก่อนแล้ว แต่วันนี้ ฟ้าใสไม่ได้ทักทายเหมือนเดิม แต่กลับทักว่า


    “ฟ้าคิดว่าเมฆจะจำฟ้าได้อีก”

    “หมายความว่าไง”เมฆาถามด้วยความสงสัย

    “วันนั้น ฟ้านำเมนูอาหารให้เมฆดูไง”ฟ้าบอกใบ้

    “เมนูอาหารเกี่ยวอะไรกับคุณ”เมฆาสอบถามต่อ

    “เมฆไม่ได้อ่านจนจบหรอ”ฟ้าใสบอกพร้อมยื่นหนังสือเล่มเดิมมาให้เมฆา และเมฆารับไปอ่าน จนพบว่า ตอนจบ มีลายมือเมฆาขึ้นว่า


    “แด่ฟ้าใส ตัวละครที่จากไป แต่ไม่จากใจของเมฆ

    เพราะเมฆย่อมเคียงข้างฟ้าใสเสมอ”


    “คราวนี้ จำฟ้าได้ไหม”ฟ้าใสสอบถาม

    “คุณคือตัวละครในหนังสือที่ผมชอบ”เมฆาพูดพลันนึกขึ้นได้ว่า 

         ตัวเองเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งตอนเด็ก และชอบตัวละครฟ้าใสมาก และเมื่อฟ้าใสตาย เขาก็เกลียดการอ่านหนังสือตั้งแต่นั้น เขาฝันว่า ฟ้าใสจะกลับมาทำร้านหนังสือ เมนูอาหารร่วมกัน เหมือนกับช่วงเวลาที่ฟ้าใสมีชีวิตอยู่ในหนังสือเล่มนั้น แต่สุดท้ายก็เป็นได้แค่ฝัน และเขานึกได้จริงๆว่า ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเขา เหมือนกับภาพวาดที่หนังสือเล่มนั้นบรรยายไว้จริงๆ


    “ทำไม”เมฆาถามด้วยความสงสัย

    “เพราะฉันอยากให้คุณกลับมาอ่านหนังสืออีกค่ะ ถึงแม้ฉันตายแต่ฉันก็อยู่ในความทรงจำคุณ ดังนั้น ฉันเลยได้รับพรให้มาจากโลกแห่งหนังสือมาหาคุณในโลกแห่งความจริงนี้ค่ะ”ฟ้าใสอธิบาย

    “ไม่จริง เป็นไปได้ยังไง”เมฆาพูดด้วยความงงแต่ก็อดที่จะเอามือเข้าไปลูบหน้าฟ้าใส

    “เป็นไปแล้วค่ะ เพราะเมฆไม่อ่านหนังสืออีก โลกแห่งหนังสือให้พรฟ้ากลับมาช่วยให้คุณรักการอ่านต่อไปค่ะ”ฟ้าใสพูด

    “หมายความว่า ถ้าผมกลับมารักการอ่าน คุณจะจากไปหรอ”เมฆาถาม

    “เปล่าค่ะ ฟ้าแค่กลับไปยังที่ๆควรกลับ แต่ฟ้าไม่หายไปไหน เพราะฟ้าอยู่ในความทรงจำของเมฆค่ะ”ฟ้าใสพูดและน้ำตาไหล พร้อมกับน้ำตาของเมฆที่ไหลออกมาเช่นกัน และฟ้าใสพูดต่อไปว่า

    “เมฆรู้หรือยังค่ะว่า คนทั้งหมด 35 คนหายไปไหน”

    “ไปท่องโลกหนังสือซินะ”เมฆาตอบพร้อมกอดฟ้าใส

    “ค่ะ ทั้งหมด 35 คนไม่ได้หายไปไหนเลย เพราะทุกคนแค่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือที่ทุกคนถืออยู่ในมือเท่านั้นเอง”ฟ้าใสตอบและยิ้มให้

    “สักวัน ผมคงเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือที่คนอื่นถือเหมือนกันซินะ”เมฆาพูดและจับมือฟ้าใสจูงออกไปจากร้าน และทั้งคู่หันมามองร้านนี้ด้วยกัน และฟ้าใสก็ตอบว่า

    “ค่ะ”


         “ความเป็นจริงในเรื่องสั้นครั้งก่อน เราตั้งใจจบลงแค่ตรงนี้ให้ดูโรแมนติกในความคิดเรา แต่เมื่อมาเขียนเพิ่มเติมใหม่ เราเลยตัดสินใจเพิ่มเติมตอนจบให้สมบูรณ์อีกนิดค่ะ 


         เราขอเฉลยว่า หนังสือคือชีวิตของแต่ละคน เจ้าตัวเท่านั้นที่เป็นคนเห็น ส่วนคนอื่นไม่สามารถเห็นได้ค่ะ และแต่ละคนเป็นคนแก้ไขปัญหาเฉพาะตัวด้วย ส่วนที่แต่ละคนเห็นในห้องอากาศที่แตกต่างกันไป เพราะใจของแต่ละคนมีความคิดที่แตกต่างกันไป ดังนั้น สิ่งที่มองเห็นในห้องอากาศเบื้องหน้าเลยดูแตกต่างกันไป


         และเรื่องสุดท้ายคือ เราขอเฉลยว่า 35 คนเขาแค่ไปอยู่ในหนังสือที่เขาบรรจงบรรเลงชีวิตของเขาออกมาเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง และกลายเป็นหนังสือเหล่านั้นคือหนังสือที่เราถืออยู่เท่านั้นเอง”


    รูปภาพนี้ ปิดท้ายด้วยเรื่องสั้นเรื่องนี้


    “ชีวิตของคนเราอยู่ที่เราลิขิต”

    ฟ้าใสบอกกับเมฆา ในขณะมองท้องฟ้าที่มีเมฆเคียง


         และเมฆากับฟ้าใสตัดสินใจไปเล่าให้ทั้งสองคนฟังและฟ้าใสกล่าวเตือนสติทั้งคู่ ก่อนจะบอกว่า เดี๋ยวสักวัน ทุกคนจะเจอ 35 คนอย่างแน่นอน และฟ้าใสกับเมฆาขอลาทั้งสองไปใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยกันสองคน


          เรื่องสั้นในเรื่องนี้ที่ถูกแต่งตอนจบเพิ่มเติมก็จบลงแล้วค่ะ หวังว่า เพื่อนๆจะพออ่านได้ค่ะ และแอบหวังว่า เพื่อนๆจะสนุกค่ะ แต่หากมีอะไรที่เพื่อนๆให้คำแนะนำ เพื่อนๆบอกเราผ่านคอมเมนต์ได้ค่ะ และเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า


    “อย่าเชื่อในสิ่งที่เราเห็น และอย่าเชื่อใจในสิ่งที่เราเชื่อ”


    Look A Breathe

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
nimon (@Nimon)
สวัสดี เรามีลงในเด็กดีและ ReadaWrite ด้วยค่ะ แต่ใช้นามปากกา Busayamon (บุษยมน) ค่ะ ติดตามลิงค์ได้ที่นี้ค่ะ

https://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=2312634

https://www.readawrite.com/a/60c65f76f3fbde81c3127ec3bb6c7244?preview=1