เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Look a Breathenimon
รีวิวฉบับพิเศษ ยังไม่ทันเข้างาน ก็อยากกลับบ้านแล้ว

  •        

         ชื่อหนังสือ: ยังไม่ทันเข้างาน ก็อยากกลับบ้านแล้ว

    ชื่อผู้เขียน: ว็อนจีซู

    สำนักพิมพ์: Bloom

    ครั้งที่พิมพ์: พิมพ์ครั้งแรก กุมภาพันธ์ 2565

    จำนวนหน้า: 312 หน้า

    ราคา: 295 บาท


         เราอ่านหนังสือเล่มนี้จบ แล้วหันมามองดูตัวเอง หลายครั้ง เรามีความคิดแบบเดียวกับคุณนักเขียนเช่นกันในหลายครั้ง งานที่เราฝัน บริษัทที่เราอยากได้ แต่เมื่อเราได้มาแล้ว ทุกอย่างมันเหมือนกับที่เราฝันจริงๆหรือเปล่า 


         เพื่อนเราเคยเจอบริษัทที่เอาแต่พูดเรื่อง "Work Life Balance" อบรมเรื่องนี้ตลอด 10 วัน และฟังแล้วรู้สึกโชคดีมากที่ได้มาอยู่บริษัทนี้ แต่พอมาอยู่แล้วกลับกลายถูกเรียกไปพูดว่า "ไม่มีบริษัทไหนอยากให้พนักงานนำวันหยุด 15 วันที่บริษัทให้ ไปเที่ยว ลาป่วยเวลาป่วย และไม่ทำงานล่วงเวลา เพราะคนแบบนี้ คือ คนที่บริษัทไม่ต้องการ เพราะดูไม่จริงใจและไม่เอาใจใส่ต่องาน" ตอนนั้น เพื่อนเราเล่าว่า "รู้สึกเหวออย่างบอกไม่ถูก"


         เพื่อนเราอยากตะโกนบอกคนนั้นที่เป็นหัวหน้ามากว่า "แล้วที่คุณบอกว่า Work Life Balance ล่ะ หมายความว่าไง" แต่เพื่อนเราทำได้แต่เงียบรับฟัง และกล่าวขอโทษ (โดยที่งงว่าทำอะไรผิด) ก่อนจะบอกว่า "หนูจะไม่ทำแบบนี้อีกต่อไปค่ะ" ซึ่งตั้งแต่นั้นก็ไม่กล้าทำจริงๆ ดังนั้น พอเราอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วนึกถึงคำพูดของเพื่อนที่พูดว่า "จะออกก็ออกไม่ได้ ก็ต้องทน ต้องรับฟังสิ่งที่เราไม่ได้ทำผิด แต่แค่ทำตามเรื่องอบรมที่บอกไว้ และต้องยอมรับผิดในสิ่งที่เราไม่ผิด" เรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกสะท้อนใจถึงความเจ็บปวดในใจของเพื่อนได้เป็นอย่างดี


         เรามีความเข้าใจคนเขียนนี่อีกเรื่องเช่นกัน ที่บางครั้งก็รู้เบื่อสุดขีดที่ต้องตื่นไปทำงานแล้วไม่พอ ยังต้องมาเจอเรื่องกวนใจจากเหตุขัดข้องทางจราจรอีก อย่างเช่น ตอนทำงานที่บางนา และนั่งรถไฟฟ้า ไปถึงจุดต่อไปบางนา ปรากฎว่า ทุกเช้าเลย จะมีเสียงสวรรค์หรือนรกก็ไม่สามารถบอกได้ว่า "ขณะนี้ เนื่องจากผู้โดยสารใช้รถไฟฟ้าจำนวนมาก จึงทำให้การจราจรติดขัด รถไฟจะมาช้ากว่าปกติ ขออภัยในความไม่สะดวกมาใน ณ ที่นี้ด้วย" แล้วทำให้เกิดความเง็งในหัวว่า "รถไฟฟ้าจราจรติดขัดได้ด้วยหรอ กรุงเทพฯ รถยังติด และนี่จะออกนอกเมืองไปบางนา รถไฟฟ้าก็ติดอีก กรุงเทพฯ เมืองสวรรค์ของชั้น" และเราพยายามออกให้เร็วขึ้น ก็ยังหนีไม่พ้นเสียงนี้ แต่ก็ทำให้ไปทันที่ทำงานทุกเช้า


         ไม่เพียงเท่านั้น เรามั่นใจว่า หลายคนคงพบทั้งเจ้านายและเพื่อนร่วมงานที่ทั้งชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะการทำงานก็ย่อมมีทั้งเสียงด่าและเสียงชมเป็นธรรมดาจากเจ้านาย เวลาด่าก็มึนหน่อยๆ เวลาชมบางครั้งก็มึนเหมือนกัน คือ เจ้านายก็เหมือนคนธรรมดาที่เอาแน่เอานอนทางอารมณ์ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ก็คงมีแต่ตัวคนทำงานที่เป็นลูกน้องต้องอดทนกับอารมณ์เหล่านี้ให้มาก พออดทนไปมา ก็เริ่มคุ้นชินกับทั้งชมทั้งด่าของนายนี่ล่ะ และไม่เพียงเท่านั้น จะยังมีเพื่อนร่วมงานที่ทำงานคุ้มค่าจ้าง โดยหาอาชีพเสริมไม่ว่า เสี้ยม นินทา เลื่อย และแทง ซึ่งเราบอกได้เลยว่า ขาดคนพวกนี้ไปไม่ได้เลยเพราะ "ขาดเธอ ขาดเขา จะอยู่อย่างไร" ทำไมรู้ไหม ก็เพราะเดี๋ยวจะขาดตัวชูโรงและผสมโรง ชีวิตจะไร้สีสันขึ้นมาทันที


    “ไม่มีสิ่งใดทุกข์เท่าตัวเรา

    ชีวิตเขาเป็นอย่างไรก็ช่างเถิด

    หัดเรียนรู้ที่จะเฉยและเมินเกิด

    พบทางเลิศคือทางออกอันสมควร”



         หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวของการบ่นจากพนักงานออฟฟิศที่มีประสบการณ์ทั้งเราเคยเจอและไม่เคยเจอ บางเรื่องก็คิดในใจว่า อย่าเจอเลยจะดีกว่า แถมอ่านไป หลายครั้ง ก็ขำทั้งน้ำตาว่า ชีวิตคนออฟฟิศไม่ว่าประเทศไหนก็ไม่ต่างกัน และการใช้ชีวิตของชาวทำงานให้รอดทุกวัน คือ การมองโลกในเเง่ดีและมองโลกตามความเป็นจริง ทุกอย่าง เดี๋ยวผ่านมาก็ผ่านไป ชีวิตการทำงานก็เช่นกัน แล้วเดี๋ยวทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง จนสุดท้าย เรายังต้อนย้อนกลับไปขอบคุณทุกประสบการณ์ในชีวิตของเราที่เจอคนหลากหลายประเภท คนเหล่านั้น เขาทำให้เราโต และเติบโตไปในทางที่ดีและเจริญขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้ย่อมเป็นเรื่องจริง


    “เราอย่ามัวเอาความทุกข์ของคนอื่น

    เข้ามาในใจเราเลย”


    Look A Breathe

    (Read A Book) 

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in