Look a Breathe (Read a Book and Travel Easily)nimon
#156 โลหะปราสาท (วัดราชนัดดารามวรวิหาร)

  • “ทำใจสบายๆ ค่อยๆเดินขึ้นบันไดเวียน 

    เพื่อค่อยๆเรียนรู้จิตใจเราในแต่ละชั้น”


    -1-


            ชีวิตของคนเราได้เปรียบดั่งบันไดเวียนที่วนเวียนตายเกิดไม่รู้จบ จนกว่า เราจะฝึกฝนจิตใจของเราที่จะรู้อริยสัจ ๔ อย่างแท้จริง เพื่อนำตัวเราหลุดพ้นจากความสุขและความทุกข์ทั้งปวง จนเข้าสู่นิพพาน (ไม่เกิดอีก)



    -2-


          โลหะปราสาทมีทั้งหมด 7 ชั้น และมียอดปราสาท 37 ยอด ทำให้เราเข้าใจว่า ผู้สร้างเปรียบเทียบโลหะปราสาทกับหลักธรรม โพชฌงค์ 7 ประการ ซึ่งเป็นธรรมส่วนหนึ่งของโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ (ธรรมเป็นฝ่ายแห่งการตรัสรู้)



    -3-


          ชั้นแรก เราเริ่มต้นที่ดีควรมีสติก่อน ไม่ว่าเราทำอะไร ถ้าจิตใจของเรารู้ ละ เลิก ความชั่วได้ทันเวลา ไม่มีสิ่งเลวใดจะอยู่ในกมลสันดานของเรา เช่น ถ้าเรารู้ว่า เราจะด่าคนๆนี้แล้วเรามีสติรู้ทันและหยุดก่อน ระงับก่อน ความผิดทางวาจาจะไม่เกิดขึ้น


    -4-


          ชั้นสอง ธัมมวิจยะสำคัญเช่นกัน เพราะการสืบค้นหาหรือเรียนรู้ธรรมอย่างถูกต้อง ถ้าเราเรียนรู้ธรรมผิด นำเราไปสู่มิจฉาทิฏฐิ นั้นเอง ที่ทำให้เราไม่ต่างจาก พวกเจ้าสำนักเดี่ยวนี้ ที่หลอกลวงแม้กระทั้งตัวเองและผู้อื่นว่า ทำแบบนี้จะไปนิพพานได้


    -5-

          ชั้นสาม วิริยะคือ ความเพียร ถ้าเราทำเล่นๆ พักบ้าง หยุดบ้าง ทำบ้าง เบื่อบ้าง หน่ายบ้าง แล้วเมื่อไหร่ล่ะงานนี้จะเสร็จซักที เพราะถึงแม้ ถ้าเป็นงานทางโลกก็คงไม่เสร็จ แล้วนับภาษาอะไรกับงานที่หนักที่ต้องต่อสู้กับกิเลสนี้ มันจะจบลงได้อย่างไร ถ้าขาดความเพียรนี้



    -6-

         ชั้นสี่ ปิติคือ ความอิ่มใจ เมื่อไหร่ที่เราทำความเพียรจนถึงจุดหนึ่ง ความอิ่มใจเริ่มเกิดขึ้น เราเข้าใจว่า มันจะเหมือนกับความปิติที่เกิดจากรู้ว่า ทุกข์สุขไม่มี ทุกข์สุขดับไป กายใจไม่มี (และน่าจะมีอีกมากมายที่เกิดขึ้น)



    - 7-


            ชั้นห้า ปัสสัทธิ คือ ความสงบกายใจ หลังจากที่เรารู้ถึงปิติ ความสงบกายใจอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็เกิดขึ้น และมันเป็นความสงบกายใจอย่างแท้จริง (ต้องมีอะไรที่มากกว่านี้)


    -8-


         ชั้นหก สมาธิ คือ ความตั้งมั่นของจิตเป็นอารมณ์ ซึ่งนี้จะเป็นชั้นสุดท้ายที่เรามาถึง และสามารถเห็นวิวข้างนอกได้อย่างสวยงาม ไม่ว่าเป็นวิวนิทรรศรัตนโกสินทร์ วิววัดสุทัศน์ และวิววัดสระเกศ เราเข้าใจว่า การที่ทำให้เห็นวิวรอบด้าน ย่อมหมายความว่า จิตของเรามีสมาธิที่รู้รอบด้านแล้ว ที่กำลังดำเนินไปสู่จุดของการหลุดพ้นแล้ว


    -9-


          ชั้นเจ็ด เป็นชั้นที่วางพระบรมสารีริกธาตุ หรือเป็นอุเบกขา คือ มีใจเป็นกลางเมื่อมองเห็นตามความเป็นจริง ย่อมหมายความว่า เมื่อไหร่เราเดินทางมาตามความเป็นจริงหนึ่งเดียวนี้แล้ว เราย่อมพบกับมรรค ผล และนิพพานได้อย่างแท้จริงแน่นอน


    -10-


          ทุกคน สามารถหันขึ้นไปในทิศพระบรมสารีริกธาตุและไหว้ท่านได้ค่ะ จริงๆแล้วสามารถไหว้ได้ทุกทิศ แต่โลหะปราสาทอาจไม่เหมาะกับคนอายุมาก เพราะบันไดเวียนอาจทำให้เวียนหัวและเหนื่อยได้ค่ะ ดังนั้น ระวังผู้สูงอายุที่มากับท่านด้วยค่ะ


    -11-


           หลังจากนี้ เราออกมาจากโลหะปราสาท เข้าไปไหว้พระข้างในอุโบสถกัน เพื่อเพิ่มศรัทธาที่ถูกต้องและระลึกถึงคุณงามความดีในวันนี้กัน


    5 เหตุผลที่เลือกเที่ยวที่นี้


    1. การศึกษาหาความรู้

           มีหลายคนและวิกิพีเดียยังบอกอีกด้วยว่า นี่คือ โลหะปราสาทแห่งเดียวในโลก แต่เราจำได้ว่า ตอนเราไปครั้งแรก ก่อนท่านทาสีทอง เราได้ยินหลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า มีโลหะปราสาทเหลือสองที่ในโลก อีกที่หนึ่งอยู่ที่อินเดีย แต่สถานที่นี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะสร้างมาหลายรัชกาลตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 - รัชกาลที่ 9 และทุกรัชกาลตั้งใจสร้างเพื่อทำนุบำรุงศาสนาอย่างแท้จริงและเพื่อให้เยาวชนรุ่นหลังระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าด้วยใจที่เป็นสัมมาทิฏฐิ


    2. ความสบายใจที่แท้จริง

          หลายต่อหลายครั้งที่เรารู้สึกไม่สบายใจ เครียดอยู่หลายอย่าง แต่เมื่อไหร่ที่เราได้เข้ามาที่นี้ มาเดิน ค่อยๆขึ้นบันไดเวียนทีละขั้น และอ่านสุภาษิตคำสอนของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทำให้เรารู้สึกสบายใจ และเราสามารถนำคำสอนเหล่านั้น ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันเราได้อีกด้วย หลายคนบอกว่า ธรรมะคนละอย่างกับโลก แต่จริงๆแล้วมันคืออันเดียวกัน เพราะพระพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ ดังนั้น โลกเกิดหลังธรรมชาติ แล้วสิ่งสองสิ่งนี้จะไม่ใช่สิ่งเดียวกันได้ไง ในเมื่อมันต้องไปด้วยกันเท่านั้น


    3. ทัศนศึกษา

         การที่เราได้มาเดินเล่นในวัด เหมือนกับที่เราเห็นเด็กๆหลากหลายที่มาทัศนศึกษาที่นี้ มาเรียนรู้ ฝึกฝนเด็กๆให้รู้จักความดีคืออะไร อะไรคือสิ่งควรทำและไม่ควรทำ เด็กเหล่านี้ถ้าฝึกฝนอย่างถูกวิธี สุดท้ายพวกเขาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในสังคม ดังนั้น เราเดินตามรอยเด็กๆไปเที่ยวกัน


    4. ความเมตตาจิต

         เมื่อไหร่ที่เราเกิดความสบายใจ เราจะเริ่มเข้าใจปัญหามากขึ้น และเราเริ่มเห็นถึงความจริงว่า ทุกคนก็คือพี่น้องกัน เราควรมีเมตตาจิตต่อคนทุกคน สรรพสิ่งมีชีวิตทั้งหลายคือพี่น้องกัน เพราะการที่เราได้เกิดมาเจอกันนั้นย่อมมีเหตุทำให้เกิด ดังนั้น หากหลายครั้งที่เขาทำให้เราไม่พอใจ เราควรทำใจเมตตาต่อเขาและหลายต่อหลายครั้งควรอุเบกขาด้วยเช่นกัน


    5. ความเข้าใจตนเอง

          พอเราได้ศึกษา ปฏิบัติธรรมในแต่ละชั้น เราเริ่มเข้าใจตัวเองว่า เราไม่ต่างจากคนอื่น ทั้งเราทั้งเขามีสิ่งเดียวกันในใจที่เวียนไปวนมา นั้นคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง และสิ่งเหล่านั้นเองที่เป็นตัวของกองทุกข์ ดังนั้น ถ้าเรารู้เท่าทันกิเลส กองทุกข์เหล่านั้นคงทำเราไม่ได้


    เราควรนึกตลอดเวลาว่า เรากำลังดำเนินเดินทางตามรอยเท้าของผู้รู้ที่แท้จริงอย่างพระพุทธเจ้า

    “เมื่อเราดำเนินตามรอยเท้านี้ 

    เราจะไม่มีวันหลงทางผิดเป็นแน่แท้” 


    "พระอาทิตย์ส่องแสงอัสดง

    ดุจธรรมส่งสว่างกระจ่างจิต

    กายเคลื่อนไหวใจรู้ไม่ปิดมิด

    ชีวิตนิดน้อยนี่ยิ่งใหญ่เอย

    หลายครั้งเราเหนื่อยและเบื่อ

    อย่าลืมเมื่อนั้นมองที่จิต

    เราเห็นตัวความรู้สึกนึกคิด

    ไม่ผิดทางพาถูกและสุขเอย"


    “ขอบคุณสำหรับการที่มาฝึกจิตฝึกใจกัน 

    ธรรมะไม่ใช่แฟชั่น แต่คือสิ่งที่ต้องปฏิบัติตลอดไป”

    Look a Breathe


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in