Look a Breathe (Read a Book and Travel Easily)nimon
#133 A Fish That Smiled At Me

  • “ความจริงของคนเรา 

    ไม่มีใครอยากอยู่ในกรงขัง

    ดุจดั่งปลาไม่อยากอยู่ในโถเลี้ยง” 

         ชีวิตของคนเราหลายต่อหลายครั้งก็โดนทั้งสังคม ความรับผิดชอบ ครอบครัวและหน้าที่บีบรัดเราทำให้เราขาดอิสระ ดั่งเช่นผู้ชายในเรื่องนี้ที่ไปได้ปลายิ้มมาหนึ่งตัว และใช้ชีวิตกับปลายิ้มตลอด



    สปอยเนื้อหาสำคัญ


         จนกระทั้งวันหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นได้นอนหลับหลับฝันไป และพบว่า เจ้าปลายิ้มเรืองแสง พาเขาไปยังสถานที่มากมาย ไม่ว่าเต้นรำ พาไปในป่าลึก และได้ให้เขาแหวกว่ายอยู่ในทะเล ในขณะที่กำลังแหวกว่ายอยู่ ก็พบว่า ตัวเองกำลังว่ายอยู่ในโถปลา เลยตกใจตื่นขึ้นมา พบว่า เป็นเพียงแค่ความฝัน


         ผู้ชายคนนั้นเลยตัดสินใจนำปลาตัวนี้ไปปล่อยลงทะเล และในขณะที่ปล่อยอยู่นั้น ตัวของเขามีแสงสีเขียงเรืองแสงรอบๆตัว ลอยขึ้นไป ก่อนที่จะกลับบ้านไปพร้อมกับโถปลาที่ว่างเปล่า เปรียบเหมือนกับว่า พบกับอิสระแล้ว




    คำเรียกร้องอิสระ


         ถ้าหากเมื่อเทียบกับความเป็นจริงแล้ว ทุกคนต้องการอิสระทางด้านความคิดและการกระทำ ไม่เพียงเท่านั้น ทุกคนต้องการให้คนอื่นเคารพในสิ่งที่เรามี เราเป็น หรือ เราทำ เราคิดด้วยต่างหาก


            แต่หากคนเหล่านั้นที่เรียกร้องอิสระ เคยหันกลับมาดูตัวเองไหม ว่า ตัวเองเคยให้อิสระกับคนอื่นขนาดไหน เพราะ เราเห็นต่อหลายครั้งว่า คนเหล่านั้นชอบทำตัวกับคนอื่นในการบีบบังคับ หรือทำให้คนอื่นขาดอิสระเช่นเดียวกันกับผู้ชายคนนี้ ที่ตอนแรกไปนำปลามาอยู่ในโถ และบังคับให้ปลาไปอยู่ในทุกที่ ทุกเวลากับเขา


          และเมื่อผู้ชายคนนั้นพบความจริงทุกอย่างแล้ว ผู้ชายคนนั้นนำปลาไปปล่อย ก็เหมือนกับการเข้าใจตัวเอง เข้าใจความคิดตัวเอง ให้อิสระความคิดของคนอื่น และพยายามจะไม่กะเกณฑ์ชีวิตของคนอื่นอีก ทำให้เป็นอิสระทั้งตัวเองและผู้อื่น


            เราคิดว่า แต่ละคนมีทางเลือกชีวิตเป็นของตัวเอง เหมือนปลาก็มีทางเลือกจะขอออกจากโถ ซึ่งโถเปรียบเหมือน กรอบของสังคม การบีบบังคับของคนอื่นในสังคม ส่วนการเรืองแสงสีเขียว หมายถึง อิสรภาพของความคิดและการกระทำของบุคคลนั้นๆ


            การให้อิสระทั้งความคิดและการกระทำคือ การเข้าใจในตัวเขาและความคิดเรา ไม่ใช่การบีบบังคับให้ทุกคนต้องเชื่อในความคิด เชื่อในการกระทำของเรา แต่มันคือการเคารพซึ่งกันและกัน


    "เมื่อไหร่ที่เราปล่อยตัวเราให้เป็นอิสระ เราจะพบหนทางที่สว่างสไวรออยู่ข้างหน้า 

    เพราะฟ้าหน้าเราสวยเสมอ"


    ความรู้สึกส่วนตัวหลังอ่าน


         เป็นหนังสือของจิมมี่ เลี่ยวอีกเล่มที่ชอบมากๆ คือ เป็นหนังสือที่ได้รางวัล เพราะเป็นหนังสือภาพสวย ตัวอักษรน้อย แต่ภาพวาดสื่อทุกอย่างออกมาได้อย่างใจหมาย เราขอบอกว่า เป็นหนังสือหายาก แต่ถ้าได้อ่าน แล้วรู้สึกอบอุ่นใจ เคารพตัวเองและผู้อื่น รักตัวเองและผู้อื่นอย่างเข้าใจ 


            โดยเฉพาะ เราเลิกที่จะบังคับความรู้สึกของคนอื่นให้มาอยู่หรือตามความคิดของเรา ไม่มีใครเข้าใจเราได้หมดแต่ก็ไม่มีใครเช่นกันที่จะไม่เข้าใจเรา เราเพียงทำตามทุกอย่างให้อยู่ในขอบเขตของเรา แต่ไม่ผูกติดหรือยึดมั่นถือมั่นตามกระแสในสังคมจนไม่มีจุดยืนอะไร


             ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการสื่อความรู้สึกของกรอบหลายอย่างที่เราถูกผูกติดหรือยึดติดไว้ เราเข้าใจว่า บางกรอบก็ยังควรมีอยู่อย่างเช่น ศีลธรรมและจริยธรรม แต่บางกรอบก็เป็นกรอบที่เก่าเกินไป ที่เราต้องยอมรับเพราะอยู่ในสังคมนี้ ดังนั้น หนังสือเล่มนี้ตอบโจทย์ คนที่อยากทำอะไรแบบออกนอกกรอบบาง


         หรือไม่งั้นก็น่าจะตีความหมายได้อีกนัยหนึ่งว่า การออกจากกล่อง คือ การคิดอะไรนอกกรอบ นอกกล่อง จะทำให้เราพบทางออกใหม่ ทางออกที่จะเป็นแสงสว่างแห่งความอิสระในชีวิต


            สุดท้ายน่าจะเป็นการตบหน้าคนในสังคมที่ชอบทำตัวเรียกร้องทุกอย่างให้คนอื่นเชื่อ ถ้าใครไม่เชื่อตาม ก็ถือว่า เป็นฝ่ายศัตรู แต่จริงๆจะมีใครเป็นมิตรหรือศัตรูล่ะ ถ้าเราแค่ศรัทธาและเคารพตัวเอง เราสามารถอยู่กับคนอื่นได้ด้วยเขาเคารพและศรัทธาเรา อย่างสามัคคีธรรม


    หนังสือในความทรงจำจากร้านริมขอบฟ้าที่เป็นเนื้อหาสุดริมขอบฟ้า

    “ความจริงในชีวิตคือนอกกรอบ

    เมื่อเราพบทางออกใหม่เร็วๆนี้

    เราจะเข้าใจในสิ่งที่เรามี

    สุดท้ายนี้คือความหมายชีวิต

    คนเราเกิดมานั้นก็ลำบาก

    เวลาได้เดินทางมาถึงจาก

    เมื่องานเลี้ยงย่อมมีวันพลัดพราก

    ชีวิตมากน้ำไม่หวนกลับ

    สุดท้ายอยู่ในสังคมที่ลำบาก

    คงไม่มากทำใจในผ่องใส

    ทำให้กายเบิกบานใจ

    ไม่ช้านัยบางอย่างสุขีเอย”

                        Look a Breathe


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in