Autumn has comeByeruk
Halloween
  • Chapter I

    “คอนนี่! แจน! ดูสิๆ ฉันจับเจ้าแมวนี่ได้แล้ว!”
    “สุดยอดไปเลยซาช่า ทำได้ยังไงน่ะ?”
    “ไม่เห็นยาก ก็แค่เอาชาขมๆของพ่อมาล่อมันไง ฉันเห็นมันเลียน้ำชาเหมือนที่ฉันกินเนื้อ เดี๋ยวทำให้ดู แบบนี้ๆ เลยปิ๊งไอเดียขึ้นมา บอกแล้วว่าอย่าดูถูกสัญชาตญาณการกินของฉัน มันเหมือนผีเห็นผีเลยล่ะ”
    “กระดูกเห็นกระดูกมากกว่านาฉันว่า”
    “ฮ่าๆ เจ้าแมวนี่โง่ชะมัด”
    “พูดไม่ดีเลยแจน”
    “แล้วการที่เธอจับไอ้แมวนี่มันดีตรงไหนหา?”

    ซาช่าวางลูกฟักทองไว้บนพื้นตรงกลางพวกเขาทั้งสาม นิ้วขาวเรียวของคอนนี่ทำท่าจะดึงก้านฟักทองขึ้นเพื่อเปิดดูแต่แจนห้ามไว้ก่อน “ระวังนะ เจ้านี่มันร้ายมาก” ซาช่าพยักหน้าหงึกหงัก เด็กน้อยทั้งสามนั่งยองๆ มือโครงกระดูกเล็กของแจนค่อยๆเอื้อมไปดึงก้านฟักทอง โครงกระดูกแมวที่รอโอกาสออกจากพื้นที่คับแคบในลูกฟักทองกระโจนเข้าใส่คอนนี่ ทำให้เด็กชายล้มคะมำ แขนกระแทกป้ายหลุมศพในสุสานอย่างรุนแรง ส่งผลให้กระดูกแขนส่วนนั้นกระเด็นกระดอนไปอีกทิศทาง ซาช่ารีบวิ่งไปหยิบกระดูกแล้วช่วยคอนนี่ต่อเติมให้เข้าที่ แมวตัวน้อยสบโอกาสจังหวะชุลมุนรีบเร่งฝีเท้าหนีเด็กทั้งตามตัว กระโดดข้ามป้ายหลุมศพสองสามีภรรยาเยเกอร์อย่างปราดเปรียว “นี่ถ้าเอเรนรู้ว่ามีแมวกระโดดข้ามเตียงนอนของพ่อแม่ล่ะก็ได้จับมันมาทำซุปกระดูกแมวแน่” คอนนี่พูดอย่างหวั่นวิตกในขณะที่ซาช่านึกภาพซุปโครงกระดูกแมวแล้วน้ำลายไหลย้อยเต็มคาง แจนตบกะโหลกตัวเองดังป้าป “เลิกคิดเรื่องอื่นก่อน! รีบตามมันไปเร็ว!” เด็กโครงกระดูกทั้งสามตัวสับขาวิ่งตามอย่างร้อนรน

    แมวตัวนี้เป็นแมวในหมู่บ้านของพวกเขาทั้งสามตัว มันไม่เหมือนกับแมวตัวอื่น แตะนิดแตะหน่อยก็ไม่ได้ ลูบก็ไม่ได้ เกาท้องก็ไม่ได้ ส่วนอุ้มน่ะอย่าหวังเลย แจนกับซาช่าเคยโดนมันตะปบเข้าที่มือจนหลุดไม่รู้ตั้งพี่รอบแค่เพราะพยายามจะอุ้มมัน ร้ายกาจไหมล่ะไอ้ตัวนี้น่ะ พอได้โอกาสที่จะจับตัวมันได้แล้วก็ดันหลุดหนีไปอีก น่าเจ็บใจจริงๆ ทั้งๆที่คิดไว้แล้วว่าจะอุ้มเจ้าแมวนี่เหมือนการ์ตูนที่เคยดูตอนเด็ก น่าจะไบก้อนคิงหรือเปล่านะถ้าฟังจากที่คอนนี่เคยพูด (พี่ในหมู่บ้านที่ได้ยินพอดีบอกว่า “ไลออนคิงต่างหากล่ะเจ้าพวกเซ่อ” แต่แจนกับซาช่าไม่เชื่อพวกนั้นหรอกเพราะเคยโดนแกล้งมาเยอะจนกระดูกเปื่อยไปหมดแล้ว) แต่ให้ตายเถอะไททัน! แมวนี่เป็นสิ่งมีชีวิตที่วิ่งเร็วชะมัด ตามไม่ทันแล้วเนี่ย

    โครงกระดูกแมวแอบซ่อนตัวในเงามืด รอให้เด็กทั้งสามตัววิ่งผ่านไปสักพักจึงปรากฏกายออกมา เจ้าพวกเด็กโครงกระดูกบ้านี่ ไม่มีวันที่จะได้แตะตัวมันแม้แต่ปลายหางหรอก แต่ยอมรับว่าตัวเองประมาทไปหน่อยที่เผลอเดินตามกลิ่นชาจนถูกลูกฟักทองงี่เงานั่นครอบโดยไม่รู้ตัว หงุดหงิดใจจริงๆ ออกไปเดินเล่นที่ป่าช้าหลังสุสานดีกว่า แมวตัวเล็กสะบัดหางไปมา เดินเตาะแตะไปตามทางอย่างไม่รีบร้อน ระหว่างทางเดินพบเห็นหลุมศพของสุนัขตัวหนึ่งตั้งอย่างโดดเดี่ยว จะว่าไปแล้วนี่เป็นที่นอนของเจ้าหมาตัวยักษ์นั่นนี่นา แมวตัวเล็กหันหน้าไปรอบตัว มองหาเจ้าของหลุมศพ “อยู่ไหนกันนะเออร์วิน?”

    “ก็อยู่นี่มาตลอดเลยรีไวล์” ปรากฏกายของโครงกระดูกยักษ์จากทางข้างหลัง มันคลอเคลียหัวกะโหลกของเพื่อนตัวน้อย รีไวล์เดินถอยหนี “ใกล้เกินไปแล้ว” เออร์วินจึงแกล้งวางคางไว้บนส่วนหลังของกระดูกอย่างหยอกล้อ รีไวล์ใช้อุ้งเท้าหน้าดันกระดูกยักษ์ให้พ้นจากตัว หางส่ายไปมาอย่างหงุดหงิดใจ มันล้มตัวลงนอน เริ่มเล่าเรื่องราวที่โดนโครงกระดูกเด็กจับตัวให้เออร์วินฟัง เมื่อฟังจบแล้วเออร์วินก็หัวเราะชอบใจ นึกขันที่แมวตัวนี้โดนจับได้เพียงเพราะโดนล่อลวงให้ติดกับดักชาขมๆ “ดีนะที่ฉันวิ่งหลุดจากพวกนั้นมาได้ ไม่งั้นคง—” ยังไม่ทันจะพูดจบก็ได้ยินเสียงเด็กผู้ชายดังขึ้นจากข้างหลังดังไปทั่วป่าช้า 

    “อยู่นั่นไงซาช่า! แจน! โอ๊ะ มีหมาด้วยแฮะ ดีเลยมันจะได้มีเพื่อน” รีไวล์และเออร์วินสับขาหนีอย่างรวดเร็ว โครงกระดูกสัตว์ทั้งสองตัวกำลังวิ่งหนีโครงกระดูกเด็กทั้งสามตัวที่ตามมาอย่างติดๆ เออร์วินใช้ปากคาบตัวรีไวล์ขึ้นมาและเร่งฝีเท้าให้ไวขึ้น รีไวล์ดิ้นไปมาหวังให้เออร์วินปล่อยเพราะไม่ชอบใจที่ต้องพึ่งพาคนอื่น “อยู่นิ่งๆน่า แค่แปปเดียวเท่านั้น” โครงกระดูกแมวยอมอยู่นิ่งๆในปากของโครงกระดูกหมา “ยอมให้ครั้งนึงก็ได้”

    เออร์วินเลี้ยงซ้ายบ้างขวาบ้างทำให้เด็กพวกนั้นวิ่งตามไม่ทันทำให้ระยะทางที่เด็กพวกนั้นตามพวกมันค่อยๆเพิ่มมากขึ้น จังหวะที่เออร์วินเอี้ยวตัวหันไปมองทางข้างหลังก็สะดุดกับรากไม้ใหญ่บนพื้น รีไวล์หลุดจากปากเออร์วิน กลิ้งหลุนๆเป็นผลส้มไปตามเนินหญ้าอันแห้งเหี่ยว ตรงหน้าของโครงะกระดูกแมวเป็นโพลงใต้ต้นไม้ใหญ่ยักษ์ ‘ถ้าตกลงไปล่ะก็แย่แน่ ก็นั่นน่ะเป็นประตูไปสู่โลกมนุษย์!’ เออร์วินรีบเร่งฝีเท้าทั้งสี่ กระโดดหวังจะตะครุบตัวไม่ให้รีไวล์ตกลงไปในหลุมนั่น แต่ก็ไม่ทันการเสียแล้วเพราะร่างของแมวตัวน้อยได้ตกลงในในหลุมนั่นก่อนที่เออร์วินจะถึงตัวในเสี้ยววินาที โครงกระดูกหมาตัวโตจึงตัดสินใจกระโดดตามลงไปทันที
    Chapter II

    “พ่อจะเล่าตำนานให้ฟัง เรียกว่าตำนานคงไม่ถูกนัก เรียกว่าเป็นการเล่าปากต่อปากกันดีกว่า ว่ากันว่าประมาณร้อยกว่าปีก่อนได้มีการค้นพบมิติอีกสองมิติ คือโลกมนุษย์และโลกผู้มีพลังวิเศษ ส่วนโลกที่เราอยู่น่ะอย่างที่รู้กันโดยทั่วไปเรียกว่าโลกภูติผี โครงกระดูกเฒ่าฟลิทซ์เป็นตัวค้นพบมิติอื่นโดยบังเอิญ ตาเฒ่านั่นเผลอตกลงไปในประตูที่แบ่งเขตโลกมนุษย์และโลกภูติผี ร่างกระดูกถูกปกคลุมไปด้วยเนื้อหนังอย่างมนุษย์ มีความรู้สึกหิวเหมือนกับมนุษย์ ต้องการอาหารเพื่อดำรงชีวิต บอกอย่างนี้คงง่ายกว่า พวกเรากับเหล่ามนุษย์ใช้ชีวิตคล้ายๆกันเพียงแต่ว่ามนุษย์จะมีทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนพวกเรามีแค่ช่วงเวลาเดียวคือตอนกลางคืนเท่านั้น ทางออกจากโลกนั่นคือให้กลับไปยังประตูกั้นเขตแดนที่ป่าช้าหลังสุสานก่อนเที่ยงคืนวันสุดท้ายของวันปล่อยผีบนโลกมนุษย์ หืม แล้วโลกของผู้มีพลังวิเศษน่ะเหรอ? ไม่รู้หรอก ยังไม่มีใครได้ข่าวว่ามีโครงกระดูกเคยไปเหยียบที่นั่น หรืออาจะจะมีบางตัวหลุดเข้าไปแล้วหาทางออกไม่เจอก็ได้ ฟังนะเออร์วิน แม้มันจะมีทางเข้า-ออกแต่อย่าชะล่าใจนึกลองดีไปที่นั่นเลย เรื่องราวนี้อาจมีการใส่สีตีไข่เข้าไปบ้าง แต่หากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงล่ะก็ ไม่มีสิ่งใดคงอยู่เป็นนิรันดร์หรอกนะลูกพ่อ เอาล่ะ กลับหลุมศพตัวเองได้แล้ว ถึงเวลานอนของลูกแล้วนะ”

    Chapter III

    ตุ้บ!

    เสียงตกกระทบจากที่สูงสู่พื้นพสุธาดังขึ้น รอบข้างเป็นป่าไม้ รีไวล์เด้งตัว วิ่งเหยาะๆไปทางที่เออร์วินตกลงมา แต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าโครงกระดูกของเออร์วินมีเนื้อหนังปกคลุมทุกส่วนของร่างกายและมีขนสีทองสวย บ้าน่า ก็โลกที่มันอยู่ไม่มีทางมีเนื้อหนังอย่างมนุษย์แน่นอน รีไวล์ก้มมองดูตัวเอง พบว่ากระดูกของมันถูกปกคลุมด้วยผิวหนังและขนสีดำทั้งตัวเช่นเดียวกับเออร์วิน หมายักษ์ค่อยๆลุกขึ้นยืน “เป็นยังไงบ้างรีไวล์” เออร์วินเดินสำรวจรอบตัวแมวดำ “นาย…มีผิวหนัง…แล้วก็ขนด้วย” รีไวล์ตอบอย่างตกตะลึง เออร์วินถอนหายใจ ขาหลังเกาตัวอย่างอึดอัดใจ “ตอนนี้พวกเราอยู่บนโลกมนุษย์ พ่อฉันเคยเล่าให้ฟังว่าถ้าโครงกระดูกอย่างพวกเราหลุดมาอยู่บนโลกมนุษย์ก็จะมีเนื้อมีหนังอย่างเหล่ามนุษย์ สาเหตุที่ประตูนั่นเปิดเป็นเพราะช่วงนี้เป็นช่วงเวลาปล่อยผีในโลกมนุษย์พอดี โครงกระดูกน้อยตัวนักที่รู้เรื่องนี้” แมวดำตาค้างอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง หูและหางตั้งขึ้น เออร์วินเลียหัวรีไวล์หวังปลอบประโลมให้หายตกใจ เมื่อรีไวล์ได้สติกลับมาแล้วจึงถามหาวิธีกลับโลกของตัวเอง สุนัขตัวใหญ่ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เข้าทางที่เรามาก่อนเที่ยงคืนวันปล่อยผีวันสุดท้ายของมนุษย์” แมวดำหูตก จ้องหน้าเพื่อนตัวโตเขม็ง 

    “แล้วถ้าไปไม่ทันล่ะ?”
    “ก็คงต้องรอให้เทศกาลปล่อยผีวนมาใหม่อีกครั้ง”

    บรรยากาศกาศในป่าตอนนี้ช่างแตกต่างจากป่าที่เขาอาศัยมากนัก เงียบสงัดแต่กลับมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ท้องฟ้ามืดสนิทแต่ดูมีชีวิต ต้นไม้ไม่ห่อเหี่ยวชวนหดหู่ ดอกหญ้าริมทางไหวตามสายลม หมาและแมวเดินเคียงคู่กันใต้แสงจันทรา เออร์วินบอกว่ายามกลางคืนมนุษย์จะนอนหลับใหลพักผ่อนสะสมพลังงานไว้ใช้ในวันต่อไป พวกมันทั้งสองตัวจึงตัดสินใจนอนที่โพรงไม้ใต้สนต้นใหญ่ สร้างที่นอนโดยการคาบเศษใบไม้ร่วงตามพื้นมาทับถมให้เป็นเนิน รีไวล์ขดตัวนอนเป็นก้อนอย่างเหนื่อยล้า ไม่รู้ว่าเหนื่อยใจที่ต้องหนีจากเด็กโครงกระดูกทั้งสามหรือเหนื่อยใจที่หลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง นี่มันหนีกระดูกปะมนุษย์แท้ๆ 

    “ขอโทษนะ คือฉันตัวใหญ่ ขยับไปอีกนิดหนึ่งได้ไหม?” เออร์วินที่เดินออกไปดูลาดเลาชะโงกหน้าเข้ามาบอก แมวดำจึงขยับเข้าไปชิดข้างในมากขึ้นให้หมาขนาดใหญ่กว่าถึงสามเท่าเข้ามานอนได้ เนื่องจากโพรงไม้นั้นมีพื้นที่จำกัดทำให้สัตว์ทั้งสองตัวต้องนอนเบียดกันอย่างช่วยไม่ได้ สัมผัสของเส้นขนสีทองและดำชวนให้รีไวล์รู้สึกจักจี๊แปลกๆ เออร์วินกังวลว่าแมวข้างตัวคงไม่ชอบใจที่พวกมันนอนชิดกันแบบนี้ “ขอโทษที่ต้องเบียดกันนะ ถ้านายไม่สบายใจฉันไปนอนข้างนอกก็ได้” รีไวล์มองหน้าเพื่อนข้างตัวเล็กน้อย ซุกตัวกับขนอ่อนนุ่มของเออร์วินเป็นการบอกกล่าวว่านอนด้วยกันแบบนี้ดีแล้ว หลับตาและบอกราตรีสวัสดิ์แก่เจ้าหมายักษ์ เออร์วินที่เข้าใจว่าอีกฝ่ายสื่ออะไรจึงสบายใจขึ้นและซบใบหน้าใกล้ๆแมวข้างกายจนถึงรุ่งสางวันใหม่

    (ความจริงแล้วแมวดำสามารถปีนไปนอนบนต้นไม้ก็ได้แต่รีไวล์เลือกที่จะไม่ทำ)

    Chapter IV

    พวกมันออกเดินทางโดยใช้สัญชาตญาณ ระหว่างเจ้าแมวดำดูแปลกใจกับดวงอาทิตย์ที่สาดแสงบนฟ้า ก้อนเมฆสีขาว ท้องฟ้าสีฟ้า พื้นหญ้าเขียวขจี ป่าอุดมสมบูรณ์ ต้นไม้และดอกไม้มีชีวิตชีวา ได้ยินเสียงร้องของสัตว์บางตัวบ้างประปราย เออร์วินที่เคยเห็นภาพวาดฉบับคัดลอกของตาเฒ่าฟลิทซ์จึงดูไม่ค่อยแปลกใจมากเท่าไหร่นัก แต่กระนั้นการได้สัมผัสบรรยากาศเหล่านี้ต่างภาพวาดย่อมดีกว่ามากโข หมาและแมวเดินผ่านฟาร์มแกะ ขนสีขาวปุยทำให้รีไวล์อยากเข้าไปตะปบมันดูสักครั้ง หูและหางชี้ขึ้น บ่งบอกว่าแมวดำตัวนี้กำลังตื่นเต้น เออร์วินเห็นดังนั้นจึงบอกให้รีไวล์ลองเข้าไปใกล้ๆ รีไวล์กระโดดข้ามรั้วแกะหวังจะเขี่ยขนสีขาวเหล่านั้นแต่เกือบโดนแกะที่ตัวใหญ่กว่าเหยียบหาง เออร์วินกลัวว่าแมวดำตัวเล็กจะได้รับบาดเจ็บจึงบอกให้รีไวล์กระโดดข้ามมานอกรั้ว 

    สุนัขตัวโตเริ่มมีความรู้สึกหิวจึงมองหาอาหารที่คิดว่าพวกมันทั้งสองตัวกินได้ แมวดำเสนอว่าจะขโมยปลาที่มนุษย์คนหนึ่งตากเอาไว้หลังบ้าน มันกระโดดอย่างคล่องแคล่วว่องไว คาบปลาสองตัว ตัวหนึ่งให้ตัวเอง อีกตัวหนึ่งให้เออร์วิน เจ้าหมาสีทองดูไม่ค่อยถูกกับปลาสดสักเท่าไหร่นักจึงกินไปแค่นิดเดียว แบ่งส่วนที่เหลือให้แมวข้างตัวแทน 

    เมื่อกินอิ่มแล้วจึงออกเดินทางต่อ ระหว่างทางพวกมันได้ยินเสียงมนุษย์คุยกันว่าวันนี้เป็นวันปล่อยผีวันสุดท้ายหรือรู้จักกันในชื่อ ‘เทศกาลฮาโลวีน’ จะมีผู้คนมากมายแต่งตัวเลียนแบบผี รีไวล์นึกสนใจอยากเห็นมนุษย์แต่งตัวเป็นผี จะเหมือนกับพวกเราหรือเปล่านะ คนพวกนี้ต้องถอดหนังออกให้เหลือไว้กระดูกแน่เลย สุนัขข้างกายที่รู้ว่าเพื่อนสี่ขาตัวน้อยคิดอะไรอยู่จึงรีบพูดแก้ต่างให้ รีไวล์เอ่ยถาม “รู้ได้ยังไง?” เออร์วินชนศีรษะของตัวเองกับรีไวล์กับเบาๆ เอ่ยตอบอย่างหยอกล้อ “ก็พ่อบอกมาน่ะสิ” 

    จู่ๆหูของเออร์วินก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างจากดอกต้อยติ่งจึงขยับเข้าไปใกล้ๆ ดวงตากลมเห็นอะไรสักอย่างบินฉวัดเฉวียนผ่านจมูกไปมา เจ้าแมวดำเกิดความรู้อยากจับสิ่งนั้นขึ้นมาอีกแล้ว พยามยามหักห้ามใจไม่ให้เผลอกระโดดตะปบมันเข้า เมื่อสังเกตอย่างละเอียดแล้วก็พบว่าสิ่งนั้นมีขนาดตัวที่เล็กนิดเดียว มีปีกบินได้กำลังเก็บน้ำหวานจากดอกไม้ มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ ถ้าจำคำพูดของพ่อไม่ผิดสิ่งนี้คงเป็น “นางฟ้าผีเสื้อหรือเปล่า?” 

    มนุษย์ร่างจิ๋วหันมามอง ส่งยิ้มกว้างแก่พวกมันทั้งคู่ หมุนมือเป็นวงกลมเสกแคทนิปแก่รีไวล์ รีไวล์ดมและลองงับเข้าปาก จากนั้นก็กลิ้งตัวไปมากับพื้นหญ้าอย่างอารมณ์ดี เสกกระดูกให้เออร์วิน สุนัขสีทองสว่างกัดแทะอย่างหิวโหย นางฟ้าผีเสื้อมองมาทางพวกมันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นก็หลับตาครู่หนึ่ง ชี้นิ้วไปทางทิศเหนือ บอกให้รีไวล์และเออร์วินมุ่งตรงไปทางนั้นแล้วจะพบกับผู้กุมทางกลับโลกภูติผีเอาไว้ ทั้งสองตัวมองตามมือของนางฟ้าตัวน้อย เมื่อหันกลับมามองอีกทีร่างของนางฟ้าตัวจิ๋วก็อันตรธานหายไป หลงเหลือไว้เพียงใบชาขนาดพกพากับสร้อยโอปอล์สีเขียว และถ้อยคำแสนหวานที่ถูกเอื้อนเอ่ยทิ้งไว้โดยนางฟ้าผีเสื้อตนนั้น “สุขสันต์วันฮาโลวีน”

    Chapter V

    นี่มันแย่เสียยิ่งกว่าแย่!

    ใครจะไปคิดว่าจะถูกสัตว์อันตรายวิ่งไล่แบบนี้กันล่ะ! 

    เท้าทั้งสี่วิ่งหนีฝูงหมาป่า พวกมันส่งเสียงคำรามน่ากลัวและต้องการขย้ำแมวและหมาที่เผลอไปเหยียบถิ่นมันเข้า ‘ทำไมมนุษย์จิ๋วนั่นไม่ยอมบอกเรานะว่าจะมีไอ้พวกบ้านี่ด้วย!’ เออร์วินเห็นว่ารีไวล์อาจวิ่งหนีไม่ทันพวกข้างหลังแน่จึงคาบรีไวล์เหมือนอย่างตอนที่วิ่งหนีเด็กโครงกระดูก แมวดำตัวน้อยเห็นว่าถ้าขืนยังวิ่งเป็นเส้นตรงอยู่แบบนี้คงโดนพวกมันจับแน่จึงบอกให้สุนัขตัวโตเสี่ยงดวงปีนขึ้นต้นไม้ เออร์วินได้ยินดังนั้นจึงยอมปีนต้นไม้ด้วยท่าทีทุลักทุเล ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างที่ทำให้หมาป่าฝูงใหญ่ไม่กล้าเข้ามาใกล้ต้นไม้ที่พวกมันอยู่ 

    รอเวลาอยู่สักพักใหญ่เพื่อให้หมาป่าฝูงนั้นเดินจากไปไกลๆ “พวกนั้นคงไปแล้ว” สุนัขข้างกายตอบ รีไวล์พยายามกระโดดลงจากต้นไม้แต่ขาหลังดันไปเกี่ยวกับสร้อยโอปอล์ที่เออร์วินสวมทำให้สัตว์ทั้งสองตัวตกจากต้นไม้ดังตุ้บ! เหมือนคราวที่ตกลงมาจากหลุมนั่นไม่มีผิดเพี้ยน เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบกับสาวผมบลอนด์ใส่ฮู้ดและกางเกงขายาวสีเดียวดูท่าทางเคร่งขรึมกับนางฟ้าผีเสื้อที่โผล่ให้เห็นแค่ดวงตากลมโตอย่างๆกล้าๆกลัวๆจากในฮู้ดของหล่อน

    “พวกเธอมาทำอะไรที่นี่?” หญิงสาวแปลกหน้าเอ่ยถาม“พวกเราแค่ต้องการที่หลบภัยชั่วครู่เท่านั้น” เออร์วินตอบ“หนีอะไรมา?” นางฟ้าผีเสื้อถามจนเกือบตะโกน“แน่นอนว่าในป่าแบบนี้ก็ต้องหนี—”

    ยังไม่ทันที่รีไวล์จะพูดจบก็ได้ยินเสียงคำรามดังมาจากทิศทางที่พวกมันวิ่งหนีมา นางฟ้าผีเสื้อน้อยกระพือปีกไปทางพวกมัน แนะนำตัวว่าชื่อนาวี่ ส่วนสาวผมบลอนด์ชื่อแอนนี่ —เป็นชื่อที่ช่างคล้องกันเหลือเกิน นาวี่พาสัตว์ทั้งสองตัวไปหลบในบ้านเห็ดแดงลายจุดของพวกเขา ปล่อยให้แอนนี่รับมือกับหมาป่าฝูงนั้นคนเดียว 

    รีไวล์กระโดดขึ้นบนตัวเออร์วิน ชะโงกดูทางหน้าต่าง แลเห็นว่าแอนนี่พูดอะไรบางอย่างที่ทำให้หมาป่าจ่าฝูงดูโกรธกริ้วและไม่พอใจ พวกสุนัขหมาป่าหวงถิ่นค่อยๆก้าวถอยหลังทีละก้าว ทีละก้าว และเดินจากไปในท้ายที่สุด 

    หญิงสาวซักถามถึงเหตุการณ์ที่ทำให้แมวและหมาหนึ่งเดินทางเข้ามาในป่าลึกเช่นนี้ เมื่อแอนนี่และนาวี่รับรู้ถึงสาเหตุที่มาที่นี่จึงมอบแผนที่แก่พวกมันทั้งสองโดยการร่ายกระดาษด้วยเวทย์มนตร์และบันทึกทางตามที่แอนนี่บอก นางฟ้าตัวจิ๋วช่วยสอดแผนที่ไว้ในสร้อยโอปอล์ ตบขนสีทองสองครั้งอย่างหมั่นเขี้ยว พวกมันบอกขอบคุณและเดินทางออกจากบ้านเห็ดสีแดงจุดขาว

    “อยากพักก่อนไหมรีไวล์?” 
    “ยังไหวน่า”

    เออร์วินมองเพื่อตัวน้อยด้วยความเป็นห่วง ปกติแล้วรีไวล์ไม่ได้มีนิสัยช่างพูดสักเท่าไหร่นัก ยิ่งประสบเหตุการณ์เหล่านี้ยิ่งไม่พูดขึ้นไปอีก มันตกอยู่ในความคิดของตัวเอง สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นแมวตัวเล็กขยับเข้ามาใกล้ เอ่ยทักว่าทำไมตัวมันเองถึงเดินแปลกๆ เออร์วินพยายามเบี่ยงตัวไม่ให้เห็นรอยแผลที่ถูกข่วนตอนวิ่งหนีสุนัขหมาป่า แต่มีหรือที่นัยน์ตาสีน้ำเงินคู่นั้นจะมองไม่เห็น ความรู้ผิดก่อตัวขึ้นในใจเจ้าแมวดำ ถ้ามันวิ่งได้เร็วกว่านี้ล่ะก็เออร์วินคงไม่ต้องได้รับบาดเจ็บ รีไวล์เลียขนบริเวณนั้นเป็นคำขอโทษและขอบคุณ

    จู่ๆเสียงคำรามของสัตว์ก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งป่าไม้ พื้นดินที่เหยียบย่ำสั่นไหว ใบไม้ร่วงจากต้นไม้ สัญชาตญาณของทั้งคู่บอกว่าไม่ใช่เสียงของสุนัขหมาป่าฝูงนั้น แมวดำต้วน้อยขยับเข้าไปใกล้เพื่อนข้างกาย สายตาทั้งสองคู่จ้องเขม็งไปยังพุ่มไม้ที่สั่นไหวทางข้างหลังของพวกมัน ทันใดนั้นหมีสีน้ำตาลตัวใหญ่ก็พุ่งตัวออกมาอย่างรวดเร็วและบ้าคลั่ง วิ่งตรงไปทางพวกมันพร้อมส่งเสียงคำรามไปด้วย 
    ‘หนีไม่ทันแน่ มันเร็วเกินไป’ สุนัขสีทองรีบตะครุบตัวรีไวล์ไว้แบบอกเป็นโล่กำบัง จู่ๆเสียงคำรามและฝีเท้าก็สงบลงอย่างผิดธรรมชาติ เมื่อเงยหน้าก็ตกตะลึงกับภาพตรงหน้า

    “ว่าแล้วว่ายังมีหมีนี่อีกที่ยังเป็นอันตราย”

    หญิงสาวใช้พลังวิเศษควบคุมยกตัวให้หมีดุร้ายลอยกลางอากาศ อุ้งเท้าหมีสีน้ำตาลตะปบอากาศไปมา มันพยายามส่งเสียงคำรามอีกแต่ถูกแอนนี่ทำให้เปล่งเสียงออกมาไม่ได้ หมีน้ำตาลถูกทำให้หลับและส่งตัวไปยังถ้ำถิ่นฐานของมัน นาวี่กระพือบินมาทางพวกมันทั้งคู่ เห็นเลือดซึมออกมาจากขาหลังจึงร่ายเวทมนต์รักษาบาดแผลให้ พวกเขาอธิบายว่าให้เดินทางตามทิศทางในแผนที่นั่นต่อ เมื่อหลุดพ้นจากเจ้าหมีตัวเมื่อกี้แล้วก็ไม่มีอะไรอันตรายดักรอข้างหน้าอีกแล้ว นาวี่บินโฉบไปมาเหนือหัวของรีไวล์และเออร์วิน เสกใบชาและกระดูกให้แก่พวกมันทั้งคู่เป็นเสบียงระหว่างการเดินทาง นางฟ้าผีเสื้อลูบหัวสุนัขและแมว สัตว์ทั้งสองตัวโค้งหัวเอ่ยขอบคุณ ทิ้งท้ายไว้ว่าหากมีโอกาสได้กลับมาที่นี่อีกจะตอบแทนเหตุการณ์เหล่านี้ให้ แอนนี่และนาวี่โบกมือลาจนกระทั่งภาพของเพื่อนใหม่ทั้งสองตัวหายลับไปจากสายตา

    Chapter VI

    อุ้งเท้าทั้งสี่ช่วยกันเหยียบแผนที่ไม่ให้ปลิดปลิวไปตามแรงลมลิ่ว จดจำเส้นทางเผื่อในกรณีที่ทำแผนที่หล่นหาย เมื่อจำทิศทางทั้งหมดและพักผ่อนกินเสบียงที่เพิ่งได้รับมาเสร็จสิ้นจึงออกเดินทางต่อ

    เดินผ่านพ้นป่าแสนอันตราย
    เดินผ่านถ้ำของหมีสีน้ำตาลที่นอนหลับใหล
    เดินผ่านโพรงกระรอกที่ทำลูกโอ๊คตกใส่หัวเจ้าแมวตัวเล็ก รีไวล์ทำหน้าไม่สบอารมณ์ หวังจะปีนต้นไม้ขึ้นไปตะปบกระรอกตัวนั้นแต่กลับโดนเออร์วินคลอเคลียที่หวังให้อารมณ์แมวสีนิลดีขึ้น
    เดินผ่านฝูงกวางที่กำลังกินอาหาร และแตกกระเจิงในภายหลังเพราะสุนัขสีทองจามเสียงดังจากการโดนดอกไม้ข้างทางแหย่จมูก
    เดินผ่านลูกเป็ดที่เดินตามหลังแม่เป็ดต้อยๆกระโดดเหยียบโขดหินเพื่อข้ามแม่น้ำ รีไวล์รู้สึกไม่ชอบใจเอามากๆที่เท้าทั้งสี่ข้างสัมผัสโดนน้ำเย็นๆในขณะที่เออร์วินเหยียบย่ำลงไปในน้ำอย่างสนุกสนาน
    เดินผ่านเต่าและหอยทาก
    เดินผ่านฝูงหงส์ที่กำลังดื่มน้ำด้วยท่าทีสง่างาม
    เดินผ่านฝูงนกแก้วหลากสีที่พูดเจื้อยแจ้วฟังไม่ได้ศัพท์ สัญชาตญาณออกล่าในตัวรีไวล์ตื่นขึ้น มันส่ายบั้นท้ายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หางสะบัดไปมาอย่างรวดเร็ว วิ่งกระโจนใส่ฝูงนกแก้วจนแตกกระเจิงไปตัวละทิศตัวละทาง ยังไม่วายส่งเสียงด่ากลับมาแต่ก็ยังฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี เออร์วินกลิ้งตัวบนพื้นหญ้า หัวเราะไปมาด้วยความชอบใจ

    พระอาทิตย์บนท้องฟ้าค่อยๆตกดินตามกาลเวลาที่ผ่านพ้น ทั้งคู่หยุดนั่งมองพระอาทิตย์ดวงโตที่อ่อนแสงลงข้างทะเลสาปกว้าง แสงสาดส่องกระทบพื้นผิวน้ำทำให้เกิดเพชรเม็ดเล็กๆส่องประกายระยิบระยับไปทั่ว ฝูงนกบินกลับเข้ารัง บางตัวก็บินโฉบเหนือผิวน้ำทำให้พื้นน้ำกระจายเกิดเป็นวงกว้าง สรรพสัตว์เงียบสงบเว้นแต่เสียงของจิ้งหรีด เออร์วินเคยเห็นภาพตรงหน้ามาก่อนในสมุดภาพของโครงกระดูกสักตัวที่ทำหล่นไว้ในสุสาน แต่กระนั้นแล้ว การได้เห็นภาพตรงหน้าช่างสวยงามกว่าภาพวาดใดๆที่เคยพานพบ สวยงามจนไม่อาจละสายตามองสิ่งอื่นได้ 

    ทั้งคู่มองเงาตัวเองในน้ำต่างกระจก สภาพมอมแมมเหมือนสัตว์เร่ร่อนไม่มีผิด ขนสีสว่างและดำสนิทชี้ฟูยุ่งเหยิงดูไม่ได้ รีไวล์มองหน้าสุนัขข้างกาย หวังไม่อยากให้พระอาทิตย์หายไปเลย แต่เมื่อคิดดูดีๆแล้ว พระอาทิตย์อันอบอุ่นก็อยู่ข้างกายมันมาตลอดเวลานานนับหลายปีมาแล้ว นัยน์ตาสีน้ำเงินเกือบดำส่องประกาย แมวสีนิลเลียไปตามขนสีทองที่ยุ่งเหยิงของเพื่อนสี่ขาตัวโตให้ เออร์วินประหลาดใจเล็กน้อย แล้วช่วยจัดขนชี้ฟูให้แมวดำตัวเล็ก  สุนัขและแมวช่วยกันทำความสะอาดและจัดแต่งขนจนเงางามให้แก่กันและกัน รีไวล์คลอเคลียสุนัขตัวโต หางเรียวยาวยกขึ้นสัมผัสกับเส้นขนนุ่มสีทอง เออร์วินก้มหน้าลงจนปลายจมูกต่างขนาดชนกัน แมวดำตัวน้อยจ้องดวงตากลมโตสีน้ำเงินที่เป็นเฉดเดียวกันกับท้องฟ้าในตอนนี้

    “ขอบคุณที่คอยช่วยฉันนะ”

    เออร์วินเลียศีรษะเล็กอย่างรักใคร่ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเฉดสีเป็นสีชมพู สีส้ม สีน้ำเงินเข้ม และกลายเป็นสีดำมืดสนิทในที่สุด เพชรระยิบระยับเม็ดเล็กค่อยๆหายลับไปตามแสงดวงอาทิตย์ ทั้งคู่เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง 
    อาทิตย์อัสดงครั้งแรกและอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายช่างแสนงดงามจดไม่อาจลืมเลือน

    Chapter VII

    ยามวิกาลในเทศกาลฮาโลวีนเช่นนี้มีมนุษย์มากมายแต่งกายเลียนแบบเหล่าภูติผี เป็นแวมไพร์บ้าง สุนัขหมาป่าบ้าง ผีผ้าห่มบ้าง แฟรงเกนสไตล์บ้าง ผีสาวญี่ปุ่นบ้าง ผีไร้หน้าบ้าง รีไวล์มองซ้ายทีขวาทีอย่างสนอกสนใจ เหมือนอย่างที่เออร์วินพูดไว้ไม่มีผิด มนุษย์ไม่ได้ถอดเนื้อหนังเพื่อให้เหลือแต่กระดูกเหมือนอย่างที่คิด พวกมันเห็นเด็กน้อยจับกลุ่มหลายกลุ่มเพื่อเคาะประตูหน้าบ้านแล้วพูดว่า “Trick to Treat!” ดังลั่น จากนั้นคนที่ตระเตรียมขนมไว้ก็จะหยิบใส่ในถุงผ้า บ้างก็กดกริ่งแล้วแอบหลบหลังพุ่มไม้สูงให้มนุษย์ในบ้านเปิดประตูแล้วไม่เจอใคร —เหมือนเด็กโครงกระดูกสามคนนั่นไม่มีผิด ตามบ้านมนุษย์ประดับประดาไปด้วยแสงไฟหลากสีสัน มีโคมไฟฟักทองที่ถูกแกะสลักให้หน้าตาน่ากลัวแขวนไว้หน้าบ้าน มีหุ่นไล่ก่าสูงใหญ่ยืนเฝ้าหน้าบ้าน บางหลังก็ดำมืดสนิทเหมือนสีตัวของรีไวล์ไม่ผิดเพี้ยน

    สุนัขและแมวพยายามเดินหลบเลี่ยงมนุษย์แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะทั้งคู่เมื่อเดินผ่านมนุษย์ก็จะถ่ายรูปไม่ก็เดินเข้ามาลูบหัว เด็กผู้หญิงในชุดแม่มดเอาเสื้อคลุมสีส้มมาสวมให้แมวสีดำตัวน้อย ส่วนสุนัขตัวโตข้างกายสวมหมวกสีน้ำเงินลายดาวทรงสูงของพ่อมด เหล่านี้ยิ่งทำให้ทั้งสองตัวตกเป็นเป้าสายตามากขึ้นอีก ทั้งคู่จึงรับสับฝีเท้าให้เร็วขึ้น แต่ระหว่างทางรีไวล์ก็ถูกอุ้มโดยกลุ่มเด็กสามคน 

    “น่ารักจัง! เอาไปเลี้ยงที่บ้านดีกว่า”
    “ไม่เอา บ้านนายมีแมวตั้งหลายตัวแล้วนี่”
    “เฮ้ แต่ฉันเป็นคนชี้ให้พวกเธอดูนะ”

    เกิดการทะเลาะวิวาทขึ้นเล็กน้อย เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เจ้าแมวสีนิลนึกถึงเด็กโครงกระดูกจอมซ่าที่สุสาน ‘นี่ฉันโดนจับอีกแล้วเหรอเนี่ย!’ รีไวล์เหงื่อตก ส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากเออร์วิน สุนัขตัวโตเห็นดังนั้นจึงเห่าเสียงดังทำให้เด็กผู้ชายตกใจเผลอปล่อยแมวตัวเล็กลงพื้น รีไวล์รีบวิ่งเผ่นไปทางสุสานโดยเร็ว

    เออร์วินวิ่งเหยาะตามหลัง เห็นเพื่อนสี่ขานั่งหูลู่หูตกจึงเลียขนสีนิลช่วยปลอบประโลม บรรยากาศภายในสุสานแตกต่างจากหมู่บ้านเมื่อกี้อย่างลิบลับราวหยินกับหยาง มันดูคล้ายกับสุสานที่พวกมันใช้อาศัย ทั้งคู่เดินลัดเลาะไปทางป่าช้าหลังสุสาน ต้นไม้บางต้นแห้งเหี่ยวหดหู่ชวนให้รู้สึกสึกเศร้าสร้อย จู่ๆสุนัขและแมวก็เกิดความรู้สึกไม่อยากกลับไปยังโลกของตัวเอง แต่ถ้าหากอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่รู้จะใช้ชีวิตยังไงอีก

    เมื่อเดินมาถึงโพรงไม้ตามแผนที่แล้วก็พบหลุมดำที่เป็นต้นเหตุให้พวกมันมาโผล่บนโลกมนุษย์ ทั้งคู่มองหน้ากันและกัน เออร์วินเดินนำไปสำรวจดูรอบๆ เมื่อพบว่าไม่สิ่งใดผิดปกติแล้วจึงส่งสัญญาณให้รีไวล์เดินตามมาอ“กลับกันเลยไหม?” สุนัขสีทองถาม แมวนิลพยักหน้าเล็กน้อย ทั้งคู่กระโดดลงไปในหลุมดำพร้อมกันและปากหลุมก็ปิดลงในเวลาเที่ยงคืนวันฮาโลวีนทันที

    ลาก่อนโลกมนุษย์ 

    Chapter VIII

    ตุ้บ!

    โครงกระดูกทั้งสองร่างทับหล่นใส่กันหน้าประตูโบสถ์ ทั้งคู่สำรวจร่างกายของตัวเองและของกันและกัน พบว่าผิวหนังที่ปกคลุมโครงกระดูกนั้นหายไปแล้ว หลงเหลือไว้เพียงใบชา กระดูก และสร้อยโอปอล์สีเขียวที่ติดตัวมาด้วย เออร์วินมองหน้ารีไวล์

    “อันที่จริงมีผิวหนังเหมือนมนุษย์ก็คงไม่เลวนัก”

    ทั้งคู่หัวเราะออกมาดังลั่น 

    ทันใดนั้นแผ่นกระดูกหลังของแมวตัวเล็กก็สัมผัสได้ถึงสายตาเย็นเยียบ เมื่อหันหลังกลับไปมองก็พบเห็นโครงกระดูกเด็กทั้งสามจับจ้องมาที่พวกมันทั้งสองตัว และเริ่มวิ่งเข้ามาใกล้ เออร์วินรีบเตือนสติให้รีไวล์วิ่งหนีออกไปทางหน้าโบสถ์แล้ววิ่งเข้าไปตามตรอกซอยหมู่บ้าน แมวตัวเล็กรีบวิ่งตามหลังไปติดๆ

    “หยุดนะ! มาให้จับอุ้มเหมือนปลิงบ้าเดี๋ยวนี้”
    “เฮ้ นั่นซิมบ้าไม่ใช่เหรอคอนนี่?”
    “เธอจะเชื่อใครระหว่างแจนคนนี้กับไอ้คนทีีชอบแกล้งเราล่ะซาช่า?”
    “ฉันต้องเชื่อในพวกพ้องอยู่แล้ว!“

    ให้ตายเถอะไททัน! เหนื่อยจะวิ่งหนีเต็มทนแล้วนะ!





    Trick or Treat and Happy Halloween Day 🎃 
    ในที่สุดก็เดินทางมาถึงวันสุดท้ายจนได้ ขอบคุณนักอ่านทุกๆท่านเลยนะคะ อาจมีบางตอนที่เราเขียนน่าเบื่อและซ้ำจำเจไปบ้างแต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้สื่อออกมาจากใจจริงๆค่ะ! ที่จริงจะลงตั้งแต่ตีสามแล้วแต่เว็บน่าจะรวนเลยทำให้งานชิ้นนี้หายไปบางส่วนเลยต้องเริ่มเขียนใหม่อีกครั้ง (ปาดน้ำตา) #fictober เรื่องแรกของเราเขียนออกมาได้ดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลยค่ะ ส่วนตัวแล้วเป็นคนค่อนข้างขี้เกียจเลยท้าทายตัวเองด้วยการลงนิยายวันละตอนๆไปเลย ปรากฏว่าทำสำเร็จค่ะแม้จะลงงานเขียนเลยเที่ยงคืนเกือบทุกตอนก็เถอะนะ เราตั้งใจถักทอร้อยเรียงตัวหนังสือขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องราวที่เราอยากเขียนผ่านฟิคเรื่องนี้ มันทำให้เรารู้ตัวว่าเราชอบเขียนนิยายมากกว่าที่เคยคิดไว้ซะอีก แม้บางตอนจะไม่ค่อยมีคนอ่านแต่เราก็ไม่ได้รู้สึกแย่เพราะคิดว่าเรายังเขียนไม่ดีพอ เราพยายามผึกเขียนฝึกคิดผึกใช้คำศัพท์ที่น่าสนใจ บอกตามตรงก็ค่อนข้างเหนื่อย (หัวเราะด้วยปวดหลังด้วย) เพราะต้องไปโรงเรียนแล้วยังต้องเรียนพิเศษอีก แต่เราก็สนุกกับมันมากจริงๆ หลังจาก #fictober เรื่องนี้เราอาจจะลงงานเขียนบ้างเป็นครั้งคราวแต่จะชอบลงในทวิตเตอร์มากกว่า ยังไงก็ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่คอยอ่านงานของเรานะคะ เรามีความสุขมากเลยที่ได้แต่งนิยาย ขอบคุณมากจริงๆค่ะ

    สุดท้ายก่อนจากกัน ขอให้เดือนใหม่นี้น่ารักกับทุกคนเลยนะคะ สวัสดีผีหลอกค่า
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in