ตกหลุ่มรักอ่าน-คิด-เขียน
Inside ภายใน(ใจ)


  • If I let my heart say,

    We may be part away.

    So I just try to stay

    In the place that you want me to lay.




              ไอ้มีน เกือบสายตั้งแต่วันแรกเลยนะ
              “ชิลล์ ๆ ป่ะมึงวันแรก”
              เสียงที่คุ้นหูหลังห้องทำให้มือที่กำลังวาดรูปเรื่อยเปื่อยหยุดชะงักไปดื้อ ๆ 
              นึกว่าจะมาไม่ทันเสียแล้ว กี่ปีกี่ปีก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลยนะ รอยยิ้มและท่าทางขี้เล่นแบบนั้น แต่ว่า
    ปีนี้ไม่ใส่แว่นแล้วเหรอ สงสัยคงฝึกตัวเองให้ชินเวลาลงแข่งบาสสินะ ไม่รู้ว่ามีใครเคยบอกเธอรึเปล่า 
    แต่เธอตอนไม่ใส่แว่นก็ดูดีไม่เบา

              จะว่าไปมันก็ผ่านไปเร็วเหมือนกันนะ ตั้งแต่วันนั้นที่ฉันรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับใจของฉัน ความรู้สึกในใจที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับใครมาก่อน ในบางครั้งสายตาของฉันก็มองหาเธอไปก่อนที่ฉันจะรู้สึกตัว และหลายครั้งฉันก็เสียสมาธิในการฟังครูเพราะมัวแต่จดจ่ออยู่ว่าเธอพูดอะไร เธอเข้ามาอยู่ในความทรงจำของฉันเต็มไปหมด และมันก็คงจะโหวงนิด ๆ ถ้าหลังจากปีนี้ ฉันจะไม่ได้เจอเธอในทุก ๆ วันแบบนี้อีก

             
    “เธอ ๆ ครูมาแล้วนะ”
              สติของฉันเริ่มกลับมาเข้าที่พร้อมกับภาพตรงหน้าของ ‘เธอ’ ที่ยิ้มปนสงสัยอยู่ตรงหน้า และนั่นก็ทำให้ฉันรีบหันกลับมามองกระดานดำทันที
              นี่ฉันเหม่อไปนานแค่ไหนกันนะ แล้วหน้าฉันเมื่อกี๊นี้มันเป็นยังไงเนี่ย ฉันเผลอทำอะไรน่าอายลงไปรึเปล่า เผลอทำอะไรน่าเกลียดลงไปไหมนะ
              นี่ก็แปลว่าเทอมนี้เธอจะนั่งอยู่หลังฉันน่ะสิ แล้วฉันจะแกล้งทำเป็นไม่สนใจเธอได้อีกนานแค่ไหนกัน

              ฉันไม่ชอบวิชาแล็บหรือวิชาใด ๆ ก็ตามที่ต้องทำงานร่วมกับคนอื่น เพราะมันมักทำให้ฉันรู้สึก
    โดดเดี่ยว แต่ตอนนี้ฉันกลับต้องมานั่งอยู่ในห้องแล็บเพราะวิชาฟิสิกส์ 
              ฉันเริ่มมองไปรอบห้อง เพื่อน ๆ หลายคนที่เริ่มรู้ชะตากรรมก็เริ่มคิดจับคู่จับกลุ่มไว้หลายแบบ
    ตามที่คาดคะเนไว้ แน่นอนว่าฉันเป็นคนเดียวที่ไม่มีแผนสำรองอะไรกับเขา เสียงจอแจรอบห้องเริ่ม
    หยุดลงเมื่อคุณครูก้าวเข้ามาพร้อมกับกระดาษในมือ และเริ่มเช็คชื่อนักเรียนในห้อง เสียงโวยวายของเพื่อนเริ่มดังขึ้นมาอีกครั้ง เพราะหลังจากจบการเช็คชื่อ คุณครูได้มอบหมายงานคู่ให้โดยการสุ่ม

              คุณครูเริ่มขานชื่อโดยที่ฉันไม่คิดจะตั้งใจฟัง จนกระทั่งได้ยินชื่อของ ‘เธอ’
              ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าใครจะเป็นผู้โชคดีคนนั้น แต่แล้วทำไมชื่อฉันถึงถูกเรียกหลังชื่อเธอล่ะ นี่ฉัน
    หูฝาดไปหรือเปล่า
              เธอเดินตรงเข้ามาหาฉันด้วยรอยยิ้มแบบเดียวกับที่เธอมีให้กับเพื่อน ๆ ของเธอ
              “เราคู่กัน...ใช่ไหม” เธอถาม
              “อ่อ...อืม” ฉันตอบ
              บทสนทนาจบลงเพียงแค่นั้น และแทนที่ด้วยบรรยากาศน่าอึดอัดเกินกว่าที่ฉันจะทนยืนเฉยอยู่
    ตรงนั้นต่อไป ฉันจึงปลีกตัวไปหยิบอุปกรณ์ แต่จู่ ๆ เธอก็อาสาจะไปหยิบให้ โดยให้เหตุผลว่าฉันคงถือ
    ไม่ไหว
     
              บรรยากาศของเราทั้งคู่ดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ แต่ก็ไม่ได้อึดอัดเท่าตอนแรก เราต่างทำงานของเราไปเรื่อย ๆ และเป็นเธอที่เปิดบทสนทนาก่อน
              “เราไม่ค่อยได้คุยกันเลยเนอะ ไม่ลำบากใจใช่เปล่าที่ได้คู่กับเรา”
              “ไม่หรอก ทำไมคิดแบบนั้น” 
              “ก็เราไม่ค่อยถนัดวิชาพวกนี้ กลัวถ่วงเธออะ” เขาพูดพลางหัวเราะ
              “คิดมาก…” ฉันตอบอย่างจริงใจที่สุด
              “....”
                “เราสิต้องเป็นคนถามมากกว่า”
              “เห้ย ทำไมคิดอย่างนั้นอะ”
                “ก็เราชวนคุยไม่เก่ง เลยไม่ค่อยมีคนอยากจะคบด้วย”
              “นี่ไงเธอก็คุยกับเราอยู่ แสดงว่าเราเป็นเพื่อนกันแล้วนะ”

                บทสนทนาของเราดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งใกล้จะหมดคาบฟิสิกส์ ฉันรู้สึกว่างานทดลอง
    ครั้งนี้ทำให้ฉันและเธอเข้าใกล้กันมากขึ้น ฉันหวังอยู่ลึก ๆ ว่าในสายตาของเธอจะเริ่มมีฉันอยู่บ้าง 
              “ว่าแต่… แฮปปี้เบิร์ธเดย์นะ” ฉันรวบรวมความกล้าอยู่นานก่อนจะพูดออกไป
              “อ้อ...ขอบใจมากนะ” ถึงแม้ว่าเธอจะดูงง ๆ กับคำพูดที่ฉันโพล่งออกไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่เธอ
    ก็ยังยิ้มให้ฉันอย่างจริงใจ 
              ระหว่างนั้นฉันสังเกตเห็นเพื่อนคนหนึ่งกำลังถ่ายรูปเพื่อเก็บบรรยากาศ หนึ่งในภาพเหล่านั้น จะมีสักภาพที่ถ่ายติดเราสองคนไหมนะ ถ้ามีอยู่ฉันคงจะดีใจมาก

              ความสัมพันธ์ของเราพัฒนาขึ้นมากมากด้วยความจำเป็นที่ยังคงต้องสรุปงานฟิสิกส์ให้จบ เราเริ่มกล้าคุยเล่นกันมากขึ้น ทำให้เธอยิ่งเข้ามาวนเวียนอยู่ในความคิดของฉัน 
              จะว่าไปฉันก็เก่งเหมือนกันนะที่ควบคุมตัวเองเวลาอยู่ใกล้เธอได้ขนาดนี้ 
              เสียงลูกบกระทบพื้นสนามดังไปทั่วบริเวณ วิชาพละ…    

              ฉันยืนถือลูกบาสนิ่งอยู่ริมสนาม เหมือนกับปีก่อน ๆ ที่ถือไม้แบดฯ คอยเก็บลูกวอลเลย์ และมีหน้าที่เขียนแต้มให้เพื่อน ๆ ที่แบ่งทีมแข่งกันเสมอ แต่ฉันก็ไม่โทษใครหรอกนะ เพราะก็เป็นฉันเองที่เลือกหน้าที่พวกนั้น… ก็อย่างว่าแหละ ใครจะไปอยากเล่นกับคนที่แค่เสิร์ฟลูกยังไม่ข้ามเนตอย่างฉันกัน
              ยังดีที่ครูมีส่วนคะแนนงานเขียนให้กับเด็กไร้กล้ามเนื้ออย่างฉัน ไม่อย่างนั้นฉันก็คงไม่รอดมาจนถึงทุกวันนี้

              “ทำไมไม่ลงไปเล่นล่ะ มายืนทำอะไรตรงนี้”
              ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ฉันไม่คิดเลยสักนิดว่าจะมีใครที่มองเห็นความเงียบของฉัน และฉันยิ่งไม่เคยนึกเลยว่าคนคนนั้นจะเป็นเธอ
              “ไม่สบายรึเปล่า ให้เราไปบอกครูไหม”
              “เปล่าหรอก เราแค่กลัวไปเกะกะคนอื่นน่ะ”
              “คิดมากอีกละ ไม่ซ้อมแล้วจะสอบได้เหรอ”
              “ก็ไม่เคยหวังคะแนนปฏิบัติกับวิชานี้หรอก” ฉันตอบอย่างไม่ยี่หระ
              “พูดจริงป่ะเนี่ย แล้วไม่แคร์เกรดหน่อยเหรอ”
              “ก็แคร์แหละ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงนี่”
              “เอางี้ เราสอนให้เอาป่ะ แลกกับที่เธอช่วยเราคาบฟิสิกส์” เธอถามพร้อมรอยยิ้มสดใส
              รอยยิ้มที่ลวงหลอกที่สุดในโลก เพราะหลังจากนั้นการซ้อมกับนักกีฬาบาสของโรงเรียนก็ไม่ได้ใจดีแบบที่ฉันคิดไว้เลย หลายครั้งฉันหงุดหงิดตัวเองที่ทำตามที่เธอบอกไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยมีสักครั้งที่เธอจะหมดความอดทนกับฉัน
     
              การฝึกของเราจบลงทั้งที่ฉันยังชู้ตไม่ลงแป้นสักลูก เราเดินมาซื้อน้ำหลังจากผ่านคาบที่ทำให้ฉันเสียเหงื่อมากที่สุดในรอบ 3 ปี
              ฉันซื้อน้ำให้เธอแทนคำขอบคุณที่อดทนสอนคนอย่างฉัน เธอตอบว่าไม่เป็นไร แล้วรีบเดินกลับไปหากลุ่มเพื่อน
              สิ่งหนึ่งที่ฉันไม่ได้บอกกับเธอ คือคำขอบคุณของฉันไม่ใช่แค่เรื่องที่เธอสอนฉันเท่านั้น แต่เป็น
    คำขอบคุณที่เธอมองเห็นฉัน ทำให้วิชาแล็บและวิชาพละกลายเป็นวิชาที่ฉันรัก

              บรรยากาศแปลก ๆ รอบตัวเธอมันทำให้ฉันสงสัย อาจเป็นเพราะช่วงนี้เป็นช่วงใกล้สอบ เธอจึงเครียดและไม่ยิ้มแย้มเหมือนเก่า 
              เธอเหม่อลอยเสมอเวลาที่เราเดินสวนกัน เราไม่ได้ทักทายและคุยกันเหมือนที่เคยเป็น ฉันคิดว่าเพื่อนของเธอคงไม่ได้สังเกต เพราะทุกครั้งที่เธออยู่กับเพื่อน รอยยิ้มสดใสและเสียงหัวเราะของเธอก็จะกลับมา 

              ฉันอยากให้เธอรับรู้ว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียวอย่างที่เธอคิด แม้ว่าคนทั้งโลกจะมองไม่เห็น แต่ฉัน
    คนนี้ คนที่เฝ้ามองเธอมาตลอด จะมองเห็นเธอเสมอ และเธอจะยังมีฉันเป็นคนที่เธอไว้ใจได้ เหมือนที่เธอมองเห็นคนอย่างฉันเหมือนกัน

              ฉันเขียนโน้ตให้กำลังใจเล็ก ๆ แปะไปกับกล่องนมรสจืดวางไว้บนโต๊ะของเธอตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อน ๆ ของเธอต่างก็งุนงงว่ากล่องนมปริศนานี้เป็นของใคร
              เธอเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับเสียงโห่แซวของเพื่อน ๆ  คำถามมากมายเกี่ยวกับเจ้าของกล่องนมประเดประดังไปที่เธอ สีหน้าของเธอไม่แสดงอาการใด ขณะที่หยิบกล่องนมนั้นขึ้นมา

              ในชั่วขณะหนึ่ง ฉันหวังจะเห็นแววตาที่ประหลาดใจของเธอ และหวังให้เธอรู้สึกดีกับการที่มีใคร
    สักคนมองเห็นความทุกข์ในใจที่เธอซ่อนเอาไว้
              “เขาวางผิดมั้ง มึงอยากกินก็เอาไปดิ”
              ไม่มีสีหน้าประหลาดใจแบบที่ฉันคิด และไม่มีแม้รอยยิ้มขอบคุณในแบบที่ฉันหวัง มีเพียงแต่คำพูดที่เย็นชา และสีหน้าที่เรียบเฉยเท่านั้น
              แวบหนึ่งที่ฉันเห็นสายตาของเธอมองมาหาฉัน และมันยังคงไม่มีรอยยิ้ม
              เธอไม่เหมือนคนที่ฉันเคยเห็นมาตลอดเลยนะ

              เธอคนที่เย็นชาคนนี้กำลังจะกลายเป็นความเคยชินของฉัน ทั้ง ๆ ที่เรากำลังเดินเข้ามาใกล้กัน
    มากขึ้นแท้ ๆ แต่ฉันกลับรู้สึกว่าในตอนนี้ เราห่างไกลกันมากกว่าเดิม มากกว่าวันที่ฉันคอยเฝ้ามองเธออยู่ฝ่ายเดียวเสียอีก

              ฤดูกาลสอบที่ผ่านไป รวมถึงท่าทีของเธอที่มีต่อเพื่อน ๆ คนอื่นที่ยังคงร่าเริง ทำให้ฉันเริ่มเข้าใจได้ว่าเธอเปลี่ยนไปแค่กับฉันคนเดียวเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด เธอถึงไม่เหมือนเดิม
              ฉันไม่อยากจมอยู่กับความรู้สึกเช่นนี้อีกแล้ว ฉันจึงรวบรวมความกล้าอย่างมากที่สุด เพื่อจะทำทุกอย่างระหว่างเราให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่มันก็ช่างยากเหลือเกินเพราะเธอไม่เคยเปิดโอกาสให้ฉันได้เข้าใกล้เธอเลย สิ่งเดียวที่ยึดความสัมพันธ์ระหว่างเราไว้ก็เห็นจะมีแต่สรุปรายงานฟิสิกส์เท่านั้น

              ฉันเปิดโปรแกรมแชต และจ้องมองหน้าต่างแชตบนสุดอยู่สักพัก เพราะรู้ดีว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้คุยกัน ฉันกดส่งข้อความไปหาเธอว่าฉันจะส่งงานชิ้นสุดท้ายให้กับเธอแล้ว เธอตอบฉันกลับด้วยถ้อยคำสั้น ๆ เพื่อตัดบทเหมือนกับที่เธอทำตลอดช่วงที่ผ่านมา ฉันยังคงดึงดันที่จะต่อบทสนทนาด้วยการใช้เรื่องงานมาเป็นข้ออ้าง แต่ก็ดูเหมือนว่าเธอคงอยากจบบทสนทนานี้เต็มทีแล้ว

              ฉันมองหน้าต่างแชต ลังเลว่าฉันควรที่จะยื้อบทสนทนาที่น่าอึดอัดนี้ต่อไปหรือไม่ แต่ในวินาทีหนึ่งฉันก็รับรู้ได้ว่าฉันเองที่เป็นฝ่ายเดียวที่พยายามมาตลอด 
              แต่ยังไงฉันก็ยังอยากรู้อยู่ดีว่าทำไมทุกอย่างมันกลายมาเป็นแบบนี้ได้ ฉันรวบรวมความกล้าครั้งสุดท้ายเพื่อพิมพ์คำถามที่ฉันอยากรู้คำตอบมากที่สุด มือของฉันกดส่งข้อความที่ถามว่าฉันทำอะไรผิดไปรึเปล่า เธอโกรธอะไรฉันเหรอ แต่เธอก็ตอบกลับมาเพียงแค่ว่าฉัน ‘คิดมาก’ เท่านั้น
              ทั้ง ๆ ที่ฉันอยากจะเป็นคนที่เธอสามารถไว้ใจได้แท้ ๆ แต่ตอนนี้ฉันกลับกลายเป็นคนที่เคยรู้จักเธอเท่านั้น

              อาจเป็นเพราะหลังจากวันนั้นฉันไม่เคยได้รับรอยยิ้มของเธออีก ชีวิตในแต่ละวันของฉันจึงมืดหม่นและเหน็บหนาวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด วันเวลาวิ่งผ่านตัวฉันไปอย่างรวดเร็ว จนท้ายที่สุดวันที่ฉันต้องแยกจากเธอก็มาถึง
     
              ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าการที่เราจะแยกจากกันในครั้งนี้มันจะเจ็บปวดไปกว่าที่ฉันเป็นอยู่ทุกวันนี้ไหม 
    ที่ฉันต้องเห็นเธอสดใสเสมอเมื่อไม่มีฉัน แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังไม่สามารถลืมภาพเธอที่ใจดีคนนั้น คนที่ครั้งหนึ่งเคยเห็นฉันมีตัวตน
              ฉันไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าช่วงชีวิตหนึ่งของฉันมีเธอเป็นความทรงจำที่ดีที่สุด ตั้งแต่วันแรกที่เธอเข้ามามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของฉัน จนถึงวันที่เธอเดินจากกันไป

              ฉันถือเสื้อนักเรียนตัวเก่าพร้อมกับปากกาเมจิกสีดำในมือและเดินตรงไปหาเธอที่กำลังบอกลาเพื่อน ๆ เธอมีท่าทีตกใจเล็ก ๆ แต่ก็กลับมามีท่าทีปกติอย่างรวดเร็ว
              “ถ้าเธอไม่ลำบากใจ เขียนเสื้อให้เราหน่อยได้ไหม” 
              “อ๋อได้สิ” เธอหยิบเสื้อของฉันไป พร้อมกับยื่นเสื้อของเธอมาเป็นการแลกเปลี่ยน
              เราเขียนเสื้อให้กันและกันอย่างเงียบ ๆ และต่างก็ทำราวกับว่าตั้งใจในการเขียนเสื้อมากที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงบทสนทนาระหว่างเรา
              เธอคืนเสื้อให้ฉัน ในเวลาเดียวกับที่ฉันคืนเสื้อให้เธอ และก่อนที่ฉันจะได้พูดอะไร เธอก็หันหลังเดินออกไปแล้ว

              ฉันมองดูข้อความเดียวบนเสื้อ ‘ดีใจที่รู้จักเพื่อนดี ๆ อย่างเธอ โชคดีนะ’ 
              ในสายตาของฉันข้อความพร่าเลือนไปด้วยม่านน้ำตา แต่ในใจของฉันกลับเห็นข้อความนี้ชัดเจนที่สุด

              ผมมองดูข้อความบนเสื้อที่เธอเขียนไว้ให้
              ‘ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะ’
              แปลกใจนิดหน่อยเหมือนกัน ที่เธอยังขอบคุณกันแม้ว่าสิ่งที่ผมทำกับเธอตลอดช่วงที่ผ่านมาจะมีแต่ความเย็นชา และเมินเฉยต่อเธอเสมอ

              ผมยังจำวันแรกที่ได้รู้จักกับเธอได้ดี เธอที่เป็นเธอจริง ๆ ไม่ใช่คนที่นั่งเงียบ ๆ อยู่หน้าผม และเหม่อลอยอยู่ตามลำพัง ผมเคยคิดว่าเธอคงจะเป็นคนที่ปิดกั้นตัวเองมาก แต่แท้จริงแล้วอาจเป็นเพราะไม่มีใครที่คิดจะเข้ามาในโลกของเธอมากกว่า เธอเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง คอยช่วยเหลือผมมาตลอดแม้ว่าเราจะยังไม่สนิทกันมากก็ตาม
      
              ผมไม่คิดว่าเธอจะใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของใคร ผมจึงแปลกใจเมื่อเธอบอกสุขสันต์วันเกิดกับผม ทั้ง ๆ ที่ในเฟซบุ๊กของผม ไม่ได้ตั้งวันเกิดตามวันเกิดจริงเลย ผมรู้สึกผิดนิดหน่อย เพราะในขณะที่เธอจำรายละเอียดของเพื่อน ๆ ได้ขนาดนั้น แต่ผมกลับไม่รู้อะไรที่เกี่ยวกับเธอเลย
              ผมจำได้ว่าเป็นผมเองที่เริ่มพูดคุยกับเธอ เพราะคิดว่านี่คงเป็นสิ่งที่ผมพอจะชดเชยความไม่ใส่ใจของผมได้ และหลังจากนั้นเราก็เริ่มสนิทกันมากขึ้น

              วันหนึ่งผมสังเกตเห็นเธอยืนนิ่งอยู่ริมสนามพร้อมกับลูกบาสในมือ สีหน้าของเธอไม่ใช่คนที่เบื่อหน่าย แต่กังวลและเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ เพราะแบบนั้นผมจึงเข้าไปทักทาย และช่วยเธอให้สนุกไปกับเพื่อน ๆ คนอื่น
              เธอยืนยันว่าจะเลี้ยงน้ำผมเป็นการตอบแทนที่ผมช่วยเธอซ้อมบาส และมันก็คงจะเป็นเหตุการณ์ที่ปกติธรรมดาถ้าหากว่าผมไม่บังเอิญไปเห็นรูปในกระเป๋าสตางค์ของเธอเข้า
              รูปคู่ของเราตอนทำงานกลุ่มฟิสิกส์

              ผมเริ่มตั้งคำถามในใจว่าทำไมเธอถึงเลือกปรินต์รูปนี้ใส่ไว้ที่กระเป๋าสตางค์ของเธอ ทั้ง  ๆ ที่ตามปกติแล้วพื้นที่ตรงนั้นควรจะเป็นรูปของคนสำคัญของเจ้าของกระเป๋าสตางค์
              หัวของผมเริ่มปะติดปะต่อถึงเหตุผลที่เธอรู้วันเกิดของผม และเมื่อรวมกับเหตุการณ์นี้แล้ว แม้ผมจะไม่อยากคิด แต่ในหัวของผมก็ไม่มีคำตอบอื่นนอกจากเธอรู้สึกกับผมมากกว่าเพื่อนคนหนึ่ง

              ผมเองไม่ได้อยากทำร้ายความรู้สึกของเธอ แต่ผมก็ไม่สามารถที่จะตอบรับมันได้เหมือนกัน ผมจึงเลือกที่จะระมัดระวังการกระทำของผม ไม่ให้เธอต้องรู้สึกกับผมไปมากกว่านี้ ผมเริ่มที่จะเว้นระยะห่างกับเธอ และทำตัวเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ ลึก ๆ แล้วผมก็รู้สึกผิดกับเธอ เพราะเหมือนกับว่าผมเป็นคนที่เดินเข้าไปในโลกของเธอเอง แต่เมื่อเธอกล้าที่จะเดินเข้ามา ผมกลับเดินออกไป หลายครั้งที่สายตาของเธอที่มองมายังผมเต็มไปด้วยคำถาม เพราะแบบนั้นผมถึงเลือกจะมองผ่านเธอไป ดีกว่าจะต้องรับรู้ถึงแววตานั้น เพื่อไม่ทำลายความสัมพันธ์ของเราไปมากกว่านี้

              ในวันที่เธอเอากล่องนมมาวางไว้บนโต๊ะของผม ผมรู้ทันทีว่าใครเป็นเจ้าของ ผมมองเห็นแววตาที่คาดหวังของเธอ และผมก็รู้ดีว่ามันคงจะดูใจร้ายมากถ้าผมจะไม่รับความหวังดีนั้น แต่มันก็คงจะใจร้ายยิ่งกว่าถ้าผมรับมันไว้ และให้ความหวังเธอไปเรื่อย ๆ ในวันนั้นผมจึงเลือกที่จะทำเป็นไม่สนใจความหวังดีนั้น และมองข้ามแววตาที่เจ็บปวดของเธอไป

              เราคุยกันครั้งสุดท้ายในวันที่เธอส่งไฟล์งานให้กับผม เธอถามผมว่าเธอทำอะไรผิดไป ผมโกรธอะไรเธอหรือเปล่า ผมเองก็ตอบเธอไม่ได้ เพราะเธอไม่ได้ทำอะไรผิด ผมเลยตอบแค่ว่าเธอคิดมากไปเอง ผมคิดว่าผมทำดีที่สุดแล้วกับความสัมพันธ์นี้ และคิดว่ามันคงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมจะมอบให้เธอได้ เพื่อเธอจะได้ตัดใจและเจอกับคนที่จะรักเธอเหมือนกับที่เธอรักเขา

              ผมหันหลังกลับไปมองเธอที่เดินออกไปไกลแล้ว สลับกับข้อความที่อยู่บนเสื้อของผม
     
              ขอบคุณนะที่มีความรู้สึกดี ๆ ให้กับเรา หวังว่าเธอจะเจอความรักที่ดีเหมือนที่เธอเคยมีให้กับเราเร็ว ๆ นะ 
    จากเพื่อนที่จะหวังดีกับเธอเสมอ




    __________________________________________________



    เรื่องและภาพ : ชนัญญา เมธมโนศักดิ์, ธัญวรัตม์ วงศ์เรือง, บุษกร บุษปธำรง, วรนุช ขาวเกตุ
    ภาพปก : มิวสิควิดีโอเพลง นี่ฉันเอง Lipta ft. kob flat boy
    บรรณาธิการ : หัตถกาญจน์ อารีศิลป
    input : เด็กหญิงคนนั้นให้, Fiction I hear your voice, NANAKE555, Sundae Kids





















เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in