11
อากาศอบอ้าว แต่ผมยังชอบสวมคาร์ดิแกนสีเทาปิดทับชุดยูนิฟอร์มขาวเด่น ผมอายุสิบห้าปี เดือนที่แล้วยังน้อยกว่านี้ ตัวเลขเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งลำดับ ปลายเท้าผมย่ำอยู่กับพื้นต่างเนื้อสัมผัสเหมือนทุก ๆ วัน ดวงตายังกล้า ๆ กลัว ๆ จะแหงนมองแสงอาทิตย์มากกว่าดวงจันทร์ แปลกที่ส่วนสูงใต้ส้นแคบเคืองนี้กลับทื่อตรงไม่ต่างอะไรกับความละอายพร่อง มันไม่มีสิ่งพิเศษอะไร นอกจากย้ายเข้าโรงเรียนประจำตามการผลัดถิ่นของแม่ กระทั่ง...ผมเห็นเธอปรากฏตัวบนเก้าอี้ไม้ตัวนั้น ความบังเอิญบนโลกใบนี้น่าแปลกประหลาดและชวนสับสน ผมหวังว่ามันจะไม่เป็นแบบนั้นตลอดไป ระหว่างท้าวคางแนบใบหน้าให้เหม่อรวมอยู่กับตัวหนังสือหลากบรรทัดของกระดานห้องเรียน คาบเรียนแสนเบื่อหน่ายที่รับบทเป็นได้แค่นักเรียนโหล ๆ คนนึง ท่ามกลางเด็กหัวกะทิคนอื่นที่มุ่งตรงไปยังทิศทางเดียวกัน เว้นก็แต่ เมื่อผมหันใบหน้าไปทางซ้ายมือของตัวเอง ก็เห็นกระดาษเปื้อนลายมือขยุกขยิกพร้อมเครื่องหมายคำถามยื่นส่งมา
‘ไปกินข้าวด้วยกันมั้ย?’ ผมถอนหายใจ ครั้งที่เท่าไหร่นะ เสียดาย ไม่ได้นับ แต่มันคงมากพอจะให้เธอล้มเลิกการผูกมิตรกับนักเรียนแปลกหน้า แถมยังพ่วงฐานะเพื่อนบ้านคนใหม่สำหรับเธออีกต่างหาก
ล่วงถึงคาบวิชาภาษาอังกฤษ น่าเบื่อ คำ ๆ เดียว สามารถผุดแน่นเต็มหัวสมองของเราจนครบนาทีได้ยังไง ผมสงสัย แต่แล้วความแคลงใจก็ถูกตัดออกจากวงโคจรด้วยลักษณะพิเศษ อย่างทำนองเปล่งสำเนียงโต้กวีจาก โยชิโตะ เผิน ๆ ชื่อเขาเหมือนจะคล้องจองกับผม โฮชิโกะ เสียกับจะเป็นโลกคู่ขนานกันให้ได้ เพราะคะแนนทดสอบของเขานำลิ่ว ส่วนผมจะอยู่ตรงกลางเสมอ เราแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ในโลกใบนี้ การมีอยู่ของผมไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ใช่ว่าผมไม่พยายามทำอะไรเลย แต่เพราะการต้องพยายามทำอะไรสักอย่างมันทำให้ผมรู้สึกห่วยแตกตลอดเวลา สิ่งนี้ คือวิธีเอาตัวรอดของผม ใช้ได้กับทุกสถานการณ์เสมอ ไม่ถึงกับต้องจมปรักภายใต้การดูถูกของใคร แต่ก็ไม่โดดเด่นจนถูกฉุดรั้งให้ร่วงหล่น มันใช้ได้ตลอดกาล คือพรข้อวิเศษที่เราต้องสร้างมันด้วยตัวเอง ก่อนจะเอ่ยปากคุกเข่าภาวนาต่อหน้าศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์
เพราะสุ่มได้ที่นั่งเกือบจะท้ายสุดกลางห้องดิบดีตั้งแต่วันแรก ผมจึงเห็นทุกอย่างรอบตัวชัดเจน
ตรงนั้นสะดุดตาผมร่วมสัปดาห์ เยื้องฝั่งขวามือสองโต๊ะ สีขาวเคืองกาย วัตถุคู่ใจยามคับขันของเขา
ใต้ราวอกโยชิโตะคุง ผมมองเฝือกพยุงคล้องแขน หลังย้ายมาครบอาทิตย์ ก็มีหัวโจทย์มากหน้าผลัดสร้างผลงานจนลามมาถึงหูให้รับรู้อยู่เรื่อย อักษรไม่กี่พยางค์สะพัดลือสิ่งเดิม ๆ แว่วให้ยิน เช่น เกณฑ์ใช้ไม่ได้จริงกับวิธีเลือกเวรประจำวันหลังเลิกเรียนของที่ปรึกษา สองคนนั้นไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในเวรร่วมกัน ค่ำแล้ว ไม่มีครูคนไหนอยู่เกินเวลางาน เป็นแค่อคติส่วนตัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ไม่ยินดีพอจะฝึกสันดานจนเชื่องตามกลไกของเหตุผลส่วนตัวจากชนม์มากประสบการณ์
วัยเยาว์ของเราต่างก็ถูกกลืนและสูญเปล่าไปกับการไล่ตามหาเงาหัว ไม่เงาหัวตัวเอง ก็คงเป็นคนอื่น ถ้าวันนั้น เขาไม่ถูกทาเครุเตะตัดขาซะก่อน เตะในที่นี้ที่แปลว่า เตะ จริง แต่ไม่ถึงกับ ตัด จนเสียขาไปจริง ๆ ผมนึกสงสารเขาที่มันดันเกิดกับแขนข้างถนัดของเจ้าตัว การต้องสมานแผลโดยไม่เสียผลประโยชน์จากคะแนนในคราวเดียว จึงทำได้แค่ต้องถือหนังสือเก้ ๆ กัง ๆ ท่องตอบ ไม่สมกับความเก่งกาจผ่านสำเนียงของเขาเหมือนเช่นเคย
ผมเหลือบมองเพื่อนข้างเคียง พบว่าเธอไม่ได้จดจ่ออยู่กับการวาดรูปหรือเขียนข้อความรูปแบบเดิมรังควานผมทุกชั่วโมง แต่กำลังตั้งอกตั้งใจฟังอย่างดี เธอคงสำนึกได้ ผมคิด
เธอจะรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่เรื่องร้าย ๆ เหล่านั้น ไม่เกิดขึ้นกับเรา เพราะเราเป็นคนธรรมดาบ้างหรือเปล่านะ
ผมเสียใจต่อโยชิโตะจนไม่กล้าสบตากับเขา เมื่อเราเผลอมองหน้ากันโดยบังเอิญระหว่างสวนทางไปโรงอาหาร ผมรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ
/
การมีอยู่ของผมไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ใช่ว่าผมไม่พยายามทำอะไรเลย แต่เพราะการต้องพยายามทำอะไรสักอย่างมันทำให้ผมรู้สึกห่วยแตกตลอดเวลา
“โช!” ผมหันมอง ไม่ใช่เพราะเป็นชื่อเฉพาะ แต่เพราะน้ำเสียงของเขามันกระตือรือร้นจนอดไม่ได้ที่จะทนเพิกเฉย
ม้านั่งตำแหน่งเดิม เหลือที่นั่งสามคืบห่าง ตัวเขาต่างจากพนักพิงสีน้ำตาลอมทุกข์ กลุ่มเส้นสีส้มเหนือหัวสว่างจ้าเหมือนพระอาทิตย์หน้าร้อน ใต้ฝ่าเท้าของผมย่ำทับคอนกรีต เหลียวมองบรรดาเขียวชอุ่มชูคอแซมดอกหญ้ากระจัดกระจาย คงเพราะใกล้แหล่งน้ำ หมายถึง พักนี้ฝนเริ่มตกวันละนิดละหน่อย พวกมันต่างก็เตรียมอวดหาญคอยวันเติบโต ผลุบโผล่ขึ้นมาเชยชมสิ่งที่อยู่เหนือหน้าดิน ผมไม่รู้ว่าพวกมันปรารถนาจะเห็นอะไร นอกไปจากอากาศบริสุทธิ์ ถ้าความต้องการของมันมีแค่นั้น ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะผุดรากขึ้นมาทำไมแค่เพื่อจะให้เราสะดุดล้ม ไม่ก็รอให้ใครสักคนแบกเครื่องตัดหญ้ามาละเลงทิ้ง
มิซึกิไม่ได้วาดแขนเหนี่ยวคว้ารอบคอของผมให้เข้าใกล้เหมือนอย่างมิโดริ แต่ทุกครั้งที่เห็นว่าความสันโดษที่เคยเป็นของผมคนเดียว ทำให้คนอื่นเป็นเดือดเป็นร้อนด้วยก็พาลเห็นใจไม่ไหว
กฎต้องห้ามภายนอกที่เราทุบตีไม่ได้ คือ สิ่งที่คนอื่นคิดและสิ่งที่คนอื่นรัก ผมแค่ทำดีที่สุดแล้วที่จะไม่เอาตัวเองไปอยู่ในสายตาใคร ถ้าเขาจะบังเอิญสังเกตเพราะมันแปลกประหลาดหรือชวนสงสัย นั่นก็คงเป็นเหตุผลของหนึ่งในความหมายจากความบังเอิญ เพราะถ้าเราอาละวาดใส่ความบังเอิญ ความบังเอิญจะหัวเราะเยาะและถือว่าเราเป็นคนประหลาดกว่า
ผมวางกระเป๋าคั่นกลาง ระบายลมหายใจเสียงค่อย จังหวะนับเลขเลือนรางหลักละนิด จากสิบเจ็ดวนเหลือหนึ่งอีกครั้งและถดหายเป็นศูนย์ “โฮชิโกะ อย่าไปใส่ใจชื่อเรียกยัยนั่นมาก”
“ทำไมล่ะ โช สั้นกว่าตั้งเยอะ” เขาเก่งเรื่องต่อบท ผมยอมแพ้
ผมคว้าเบนโตออกมา เปิดฝา วางช้อนใต้ก้นรอง หักตะเกียบ คีบข้าวปั้นสำเร็จรูปจากร้านสะดวกซื้อบนหน้าตักเบียดชิดแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกัน อ้าปาก กัดคำโต โต พอให้เขารู้ว่าผมต้องใช้เวลาเคี้ยวมากกว่าจะสนทนากับใคร
มันเสียเวลาสำหรับเราทั้งคู่ เพราะเมื่อผมพยายาม เขาก็จะพยายามกว่า ความเงียบกวนใจผมเหมือนหน้าฝนที่มีเสียงยุงบินตอมหู ปีกหึ่ง ๆ ของมันไม่มีวันเลิกลาโดยง่ายถ้าไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ผมไม่มีแรงไม่แม้แต่จะปัดไล่ ที่จริง ไม่มีเหตุผลพอจะให้ทำเรื่องน่าอายมากกว่า เราผลัดกันคีบอาหาร ก้านตะเกียบส่งเข้าปากพร้อมกัน ผมกัดแบ่งครึ่งสาหร่ายในปาก ลิ้มรสคุ้นเคยอยู่นาน เคี้ยวแยกฝั่งหนละครั้งสองครั้ง ผมผ่อนจังหวะ รอให้เขาเคี้ยวก่อน เขากลืน ผมได้ยิน ฟันของผมเริ่มแหลกแหละสิ่งที่อยู่ในห่อข้าวม้วน ยี่สิบหกที เขาเงียบ ผมกลืนหนึ่งที เขาหยุดมือวางตะเกียบ ผมเหลือบมอง เขาเหลือไส้กรอกอยู่ไม่กี่ชิ้นในกล่อง ผมไม่คิดว่าเขาจะอิ่มเพราะขนาดตัวที่สูงและโตกว่า แต่ก็ไม่คิดเหมือนกันว่ามันจะเป็นสิ่งที่ผมต้องกิน เขาคีบมันลงกล่องข้าวของผมที่ยังเหลืออาหารอีกกึ่งหนึ่ง ผมคว้าเบนโตหลบไม่ทัน เพราะไม่คิดว่าจะมีใครอาสาให้ของเหลือมื้อกลางวันตัวเอง โดยเฉพาะวันต้องทนเข้าคาบเรียนที่ต้องคอยอีกทีจนเย็นย่ำถึงจะได้กระเดือกอะไรลงท้องอีกที
ปรกติ ผมชินชาเวลามิโดริเข้ามากวาดเกลี้ยงมากกว่า เธอมักบอกว่าเสียดายของได้กับอาหารทุกชนิด ถึงมันจะอร่อยหรือไม่ก็ตาม
“ทำเช้านี้เลย” เขาว่า เลียริมฝีปากแก้เก้อ “แม่เป็นคนสอนมา”
ผมอยากตัดพ้อเขา เรื่องแม่ แต่ทำไม่ได้ ผมไม่มีสิทธิ์เลียนแบบพฤติกรรมของยาย เล่าได้มั้ย เขาเริ่มปิดกล่องเบนโต เสียงเปาะแปะเข้าร่องเข้ารอย หลังภาชนะสบรับพอดีกับองศาปลดล็อก ชวนให้รู้สึกเหมือนมิซึกิกำลังเคาะนิ้วไล่สเกลเปียโน ความเงียบถ่ายถอน ผมชะงัก เหมือนจังหวะหายไปหนึ่งคีย์
คำถามของเขามักชะลอจังหวะให้ผมครุ่นคิดเสมอ เหมือนไม่ได้ลงท้ายแค่ มั้ย แต่คือประโยคเกรงใจสั้น ๆ ว่า อยากฟังหรือเปล่า มากกว่า เขาไม่ได้แปลกคน แต่เพราะมิซึกิแค่กำลังหาที่ปลดทุกข์ ผมเข้าใจ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงหนีไม่พ้นเรื่องโศกเศร้าของผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต สัปดาห์ก่อน เขาเริ่ม ไม่ได้สนว่าผมจะรับฟังอยู่หรือเปล่า แม่ชวนผมไปงานวันเกิดตัวเอง แม่พาเขามาด้วย รูปแบบของสรรพนาม เขา ตามทำนองมิซึกิสะกิดความจริงใจออกจากรูกลวงโบ๋ในตัวผม ที่จริง แม่พามาทำความรู้จักกับผมนานแล้ว แต่เพราะผมเห็นว่าแม่มีความสุขกว่าตอนเราอยู่ด้วยกัน เป็นครอบครัวอีกโลกคู่ขนานหนึ่ง ทุกคนสบายดี ไม่มีเรื่องน่าห่วง นิ้วมือแม่กุมแขนน้องสาวของผม เธออายุหกขวบ หน้าตาน่ารักอย่างกับตุ๊กตา ผมยาวประบ่า หน้าม้าสั้นเต่อ ผิวขาว ตาโต ปากอิ่มอมชมพูเล็ก ๆ นั่นทำผมสงสัยว่าคำแรกที่เธอจะพูดกับผมจะเป็นอะไร เธอร่าเริง เหมือนผม แม่บอกแบบนั้น แต่ผมยังดูไม่ออกว่ามีตรงไหนที่เราเหมือนกัน นอกจากไฝบนข้อมือข้างขวา เขากระแอมหัวเราะกลบเกลื่อน ผมกะพริบตา มองดอกหญ้าที่กำลังสบตาผมอยู่ เขาเริ่มสานต่อ ผมไม่มีอะไรจะถามเธอ ผมเบื่อคำว่าสบายดีมั้ยที่ออกมาจากปากตัวเองทุกครั้งที่เห็นแม่ ความมั่นใจของเขาหดช้าลงจากเดิม แม่บอกว่าตอนเด็ก ๆ ผมชอบเข้าครัว จับนู่นจับนี่ไปเรื่อย ดูแม่ทำอะไรในกระทะ ดูหม้อว่ามันมีฟองเพราะเนื้อสัตว์อะไร ดูวิธีจับตะหลิวว่าแม่พลิกยังไง แม่บอกว่าคำแรกที่ผมพูดได้ชัดไม่ใช่ มามา โอกะ ฮะฮะ หรือ โอโต แต่เป็นคำว่า บะนานะ (กล้วย バナナ) แต่น้องสาวของผมถนัดพูดคำว่านิคุ (เนื้อ, 鳥肉) วันนั้น ผมเลยลืมเรื่องที่ตัวเองอยากได้ยินเธอเรียกตัวเองไปเลย เพราะรอฟังแค่ว่าเธอจะพูดถึงเนื้อขึ้นมาเมื่อไหร่ เราทำอาหารกัน สนุกมาก เช้านี้ผมเลยเลือกทำเหมือนอย่างวันที่แม่สอนดู
เขาหยุดเล่า ผมเงียบเสียงเคี้ยว สูดหายใจลึก ไส้กรอกในปากดูมีรสชาติขึ้นมาอีกระดับ รสชาติของครอบครัวมิซึกิ ผมบอกเขาว่ามันอร่อยดี แต่วันหลังไม่ต้องแบ่งก็ได้ มิซึกิทำหน้าโลดเต้น เหมือนต้นหญ้าชูคอรับละอองฝนยามเย็นในสนามแห่งนี้ ไม่ต่างกันมากน้อย ดอกหญ้าต้นเดิมยังสบตาผมไม่เปลี่ยน ผมหันมองเขา นัยน์ตาคู่นั้นไม่มีผมหน้าม้าบังเพราะแรงลม เป็นประกายอย่างที่ใครผ่านมาอาจต้องเหลียวมอง ผมรอว่าเขาจะพูดอะไรต่อ แต่ก็ไม่มีอะไรพูด ความเงียบดำเนินผ่าน ต่างคนต่างก้มเก็บภาชนะเข้ากระเป๋าใบโต ก่อนรูดซิบ ผมเห็นเส้นผมเส้นหนึ่งติดหมิ่นเหม่อยู่ในขอบเบนโตตัวเอง
เสียงฟุมิยะดังขึ้น
สิ่งที่หล่นหายประจำในเวลาสำคัญ
ผมยิ้มขำคนเดียว
/
ถ้าผมจำไม่ผิด เสียงหนึ่งที่ผมชอบคือเสียงซู่ซ่าของการแงะฝาล็อกออกจากกระป๋องเครื่องดื่มทรงกระบอกที่มีสัญลักษณ์ขีดห้ามอายุกำกับ รองลงมาคือเสียงของน้ำแข็งกระทบก้นแก้ว เสียงแปลงอุณหภูมิของไอระเหยที่ค่อย ๆ ร่วงหล่น ย่อยสลาย หลอมหยดเหลวยวงย้วย เมื่อก้อนขลุกขลักในเนื้อแก้วเริ่มอ่อนแรง เพราะต้านสถานะเดิมของตัวเองไม่ไหว มวลสั่นไหวเล็ก ๆ นั่นพังครืนเชื่องช้า แต่ไพเราะจับใจ กลางโต๊ะคือจานถั่วแระโรยเกลือ ผมได้กลิ่นมันประจำ หลังมื้อเย็นของเราหยุดวลีต่อล้อต่อเถียง เธอบอกว่าจะหางานใหม่ทำ งานที่ดีกว่าการนั่งกลั่นอักษรตามคำสั่งงก ๆ งานที่ดีกว่าการพูดแค่ประโยคที่ลูกค้าอยากรับฟัง งานที่ดีกว่าการปลอบโยนเด็กเล็กของผู้คนในเมืองนี้ งานที่ไม่ต้องโยนความรับผิดชอบไปให้ใจกลางขื่นขมของทีม งานที่ไม่ต้องอึดอัดเวลานั่งกินมื้อกลางวัน งานไหนที่มีนาย ฉันอยากอยู่ตรงนั้น เธอทิ้งท้ายแบบนั้น ผมพลั่งพรูลมหายใจ เราต้องเป็นปลิงไปถึงเมื่อไหร่ เธอขำเสียงดัง บอกว่าแค่แกล้งแหย่เล่นไม่เห็นต้องจริงจังเลย ทำไมถึงไม่ยอมบอกสักทีว่าย้ายมาที่นี่ทำไม เธอสานต่อ ไหนว่าไม่จริงจังไง ผมว่า เธอหัวเราะอีกหน เอาใหม่ ๆ อยากรู้จริง ๆ แต่ไม่ต้องจริงจังก็ได้ ผมเหลือบตาขีดเล็กโต้กลับ เธอยกนิ้วสองข้างถ่างดวงกลมโตแกล้งล้อ มีพลังงานหน่อย เติมข้าวไปแล้วจะมาง่วงนอนได้ไง เธอรบเร้า ผมถอนหายใจหน่ายเนือง ก็มาเรียนนี่ไง เธอเบะปาก ไม่เห็นหนุกเลย นึกว่าหนีจากความฝันเหมือนกันซะอีก เธอกล่าวต่อ ผมเงียบ สักพักก็ถามในสิ่งที่คิดตรง ๆ ออกไป ฝันอะไร เธอไหวไหล่ ช่างมัน โชมีมั้ย เธอชี้ลวก ๆ นิ้วนั่นทื่อตรงมายังใบหน้าเรียบเฉยของผม เคยมี แต่ไม่รู้มันใช่มั้ย ผมตอบ แกล้งไปงั้นว่าตัวเองเป็นเหมือนคนทั่วไป ทั่วไปที่มีฝัน โก-หก เธอโต้ทันควัน ปล่อยความเงียบเจือจางกำบังสายสัมพันธ์ครึ่งชีวิตนี้เอาไว้ทั้งอย่างนั้น
เป็นหมอดูรึไง ผมถามถั่วแระ
/
มีไม่กี่ครั้งต่อสัปดาห์ คลาสเลิกไวกว่าปรกติ บ่ายสามยี่สิบเอ็ด เข็มนาฬิกาเรือนโปรดชี้ย้ำเลขโรมัน ผมลัดเลาะไปตามถนนที่ปรกติไม่ค่อยอยากจะเดิน พิงจักรยานคู่ใจคันใหม่ที่กอบเงินเก็บเกือบชีวิตออกมาใช้ครั้งแรก มันพาผมทะยานให้ทันคนอื่นไวขึ้น ไวแบบไม่เดือดร้อนเพื่อนร่วมทาง ผมคล้องโซ่คันรถชิดระแนงกั้นที่มีสกู๊ตเตอร์สีขาวจอดแนบเส้นสีเหลือง
เขาเดินค้อมหัวออกมา หันหลังกลับ ก้มอ่านบิล พลันเงยหน้าสบพอดีกับผมที่หยุดรอใต้เงาไม้ “อ้าว –” ฟุมิยะอ้าปากกึ่งสับสนกึ่งดีใจ “มีอะไรหรือเปล่า”
ผมนับจังหวะเดินของเขา ทำได้ดีกว่าคราวพยายามเร่งลำดับในหัว “...ซิงค์เป็นไงบ้างครับ”
เขาถือถุงหิ้วบรรจุกล่องอาหารนับสิบลงตะแกรง มือข้างซ้ายเสียบบิลสี่ใบเข้าไปในถุงพอเป็นพิธี “อ้อ มัตซึโอะบอกว่าเรียบร้อยดีนะ อาหารที่เธอทำวันก่อนเป็นไงบ้าง ถูกปากมั้ยล่ะ”
ผมเอากล่องไปคืนที่ห้องแล้ววันก่อน เธอถามว่าอร่อยใช่มั้ยล่ะ ทั้งคู่มีคำถามคนละอย่าง แค่ลงท้ายในสิ่งเดียวกัน ผมอยากตอบเขา และอยากถามในเวลาเดียวกัน แต่กลับไม่รู้ว่าจะเรียบเรียงออกมายังไงดี
“ผม...ไม่มีที่ไป” พูดไปแล้ว
เขาขมวดคิ้ว ตอนนี้ที่ร้านยังไม่รับพนักงานพาร์ทไทม์เพิ่มนะ แต่ก็ตบเบาะท้ายให้ผมร่วมโดยสาร
การจราจรบางตา คงเพราะแดดร้อน หมวกกันน็อคหนักอึ้งเกินจะปล่อยตัวตามใจ ผมกำมือแน่นใต้รางเบาะ ฟุมิยะเริ่มผสานทำนองที่ผมเตรียมใจมาแล้วว่าอยากรับฟังโต้สายลมเบื้องหน้า
บ้านเกิดของผมกับมัตซึโอกะไม่ค่อยเปิดสถานีเดินรถไฟ มันถูกน้ำท่วมบ่อย เราอุดอู้กันอยู่แค่ไม่กี่ที่ ผมไปเล่นหมากรุกที่ตลาดชุมชนบ้างเป็นบางครั้ง บางที ตอนเดินหมาก กับตอนรุกฆาตคู่แข่ง ผมยังเสียใจที่ตัวเองไม่ดีพอจะสร้างครอบครัวกับเธอ กระดานสลับสีนั่นเหมือนเส้นแบ่งไว้กระตุ้นเหตุและผลของความรู้สึกที่ว่า ถ้าเกิดว่า... ตลอดเวลา ลึก ๆ แล้วผมอยากมีเธออยู่ในชีวิตไปจนวันตาย เขาขำ ความรักนี่วิเศษแต่ก็โง่งม เขาว่าต่อ เธอบอกว่าผมงี่เง่า ต่อให้ไม่มีลูกเราก็อยู่ด้วยกันได้ ผมสวนบ้างว่าถ้าเราแก่ตัวลงมันจะลำบากคนอื่นเอานะ เธอบอกว่าวันสุดท้ายที่พ่อเสีย เธอก็เอาแต่ทำงานจนไม่มีเวลาดูใจเขาเหมือนกัน ความรักของลูกต่อพ่อแม่นี่แปลกดี เราไม่เข้าใจอะไรเลย แต่ก็พยายามจะเข้าใจหัวอกของพวกเขา ในขณะที่พวกเขาไม่อยากให้เรามาทำความเข้าใจด้วยซ้ำ ฟุมิยะจอดรถ ไกยนต์ดับสนิท เขาขึ้นต้นประโยคใหม่ เอาล่ะ ถึงแล้ว ผมเหลียวมองริมรั้วอะพาร์ตเมนต์สามชั้น ข้างในนั้นคงเป็นบ้านหลังหนึ่งของใครสักคน หญิงวัยกลางคนเดินออกมารับของ ฟุมิยะก้มหัว ยื่นถุงพลาสติกบรรจุห่ออาหารและบิลอย่างดี แนบติดด้วยคีย์เวิร์ดหลักว่าทานให้อร่อยนะครับ พร้อมสีหน้าที่ผมเห็นบ่อยครั้ง ปลายเท้าของเขาวกกลับมาหาผมที่นั่งหน้างงบนเบาะหลัง เขายิ้มรับ บอกว่าผมเหมือนลูกตัวเอง ทั้งที่ไม่เคยมีลูก ผมเห็นคำว่า ไม่มีโอกาส ผ่านแววตาฟุมิยะ เขาบอกว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านเช่า เธอเอาแม่ที่ป่วยโรคสมองมาทิ้งไว้ใกล้ออฟฟิศทำงาน พอถึงเวลาอาหาร ก็ขอปลีกตัวมาป้อนข้าวป้อนน้ำ ในถุงหีบห่อของเธอถึงมีบิลยืดเยื้อกว่าถุงใบอื่น มันสังเกตง่าย เพราะเธอจะระบุแนบมาด้วยว่าอยากให้เราใส่หรือไม่ใส่อะไร ทุกวัน โจ๊กน่ะ โจ๊กต้มเปื่อยธรรมดา แต่สั่งพิเศษกว่าคนอื่น ผมมีลูกค้าประจำรออยู่ พวกเขาจำผมได้ดี พอ ๆ กับที่ผมจำพวกเขาได้ว่าเขาจะสั่งอะไร บ้างก็เป็นของตัวเอง บ้างเป็นของคนที่บ้าน เป็นเมนูของคนรัก ของพ่อแม่ การทำอาหารต้องใส่ใจต่อผู้บริโภค แต่การส่งอาหารต้องใส่ใจรายละเอียดกว่าเท่าตัว เพราะไม่รู้ว่าปลายทางจะต้องเจอกับอะไร แต่คนส่งจะรู้หมุดหมายชัดเจน พวกเขาหวังว่าผมจะส่งถึงมืออย่างปลอดภัย เหมือนกับที่ผมก็ภาวนาว่าพวกเขาจะกินอาหารอย่างมีความสุข ถึงมันจะแค่ช่วยประทังชีวิตไปอีกมื้อธรรมดา ๆ ในวันธรรมดา ๆ เราทุกคนก็มีสิ่งธรรมดาประคองชีวิตมากกว่าสิ่งพิเศษ สายลมเอื่อยเฉื่อยพัดผ่านแว่นตาของผมจนขึ้นฝ้า ฝนกำลังจะตกหรือเปล่า เราต้องรีบกลับ ทำไมผมมาอยู่ตรงนี้ ผมสงสัย แต่ไม่อยากตอบคำถามธรรมดาเหล่านี้ มัตซึโอกะไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงอยากผลักไสตัวเอง เธอบอกว่าไม่ชอบที่ผมเป็นแบบนี้ ไม่ชอบเมืองนี้ด้วย เธอชอบชีวิตแบบเดิมที่เราเคยอยู่มากกว่า เธอไม่มีวันเข้าใจว่าผมอยากทำอะไร
ริมระเบียงเปียกไอชื้น ผ้าขนหนูที่ตากไว้ตั้งแต่เช้าเพิ่งแห้งขึ้นมาหน่อย เพราะไม่มีคนเก็บช่วงแดดเลีย ผมทิ้งมันลงตะกร้า มิโดริลนลานโผล่หน้า มีคนมาหา เธอผละตัวไปหน้าตู้เย็น ทำกิจวัตรส่วนตัวเดิม ๆ
ผมตกใจที่ค่ำนี้ใบหน้าของแม่กลับคะนองลมฝนอยู่หน้าประตูห้อง ผมบอกมิโดริให้ออกไปรับของแทน เธอไม่เข้าใจว่าทำไม ผมรู้ว่าเธอไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล เพราะฉะนั้น เธอถึงได้เค้นคำถามมากมายจนกว่าผมจะยอมตอบความจริง เหนื่อย ผมปดซึ่ง ๆ หน้า เธอฉุดแขนผมออกจากฟูกอับห้องตัวเองร่วมนาที ผมไม่กล้ายอมรับว่าจะเป็นคนเก่งกาจเหมือนเธอ เธอยอมรับได้ว่าเจตนาของแม่ไม่ได้เลวร้าย จริง ๆ เธอไม่เคยรู้อะไรเลย เช่นกันกับผมที่รู้ว่าขืนเป็นแบบนั้น ผมจะต้องใจอ่อน ผมเกลียดที่ตัวเองจะกลับไปเป็นคนเดิม แม่ทำให้ผมรู้สึกแบบนั้น
“ไม่! เธอไม่มีวันเข้าใจ” ผมตะคอก สะบัดข้อมือจากไออุ่นรอบวงแขน
“เมื่อไหร่จะเลิกทำตัวเป็นเด็กสักที ไหนจะไอ้ที่ว่าอย่ามาให้เห็นหน้าบ่อย ๆ อีก รู้มั้ยว่าคนเป็นแม่จะรู้สึกยังไงถ้ามาได้ยินอะไรไม่เข้าท่าแบบนี้” เธอตวาดหนักแน่น เป็นน้ำเสียงที่ผมไม่ค่อยได้ยิน มันกร่อนความเชื่อใจทั้งหมดเหมือนพายุกระหน่ำในวันท้องฟ้าแจ่มใส
“ฉันเกลียดคนไม่มีเป้าหมายอย่างโชที่สุด” เธอทิ้งท้ายทั้งเสียงสั่นเครือ ปล่อยผมกับห้องเงียบงันให้เป็นอิสระ
เหมือนความฝัน
ที่ให้อิสระแก่ผมมาทั้งชีวิต
“ถ้าเขากินอะไรบ้างก็บอกด้วยนะ” ผมได้ยินชัดเจน ประตูห้องถูกลงกลอนแน่นหนา ความจุกแล่นริ้วมาถึงคอหอย ปวดแสบทั่วโพรงปาก ยิ่งเม้มกลั้น ยิ่งฝืนปิด สะเทือนร้าวถึงดวงตา เสียงผุกร่อนจากหน้าประตูแว่วทะลุเปลือกไม้ของห้องทมึนแสง คงจะเป็นหน้าชั้นวางรองเท้า สายใยในบทสนทนาจากแม่ ปัญหาของมิโดริ คำตอบของแม่ ความหวังดีของมิโดริ สลับกับความกังวลของคนทั้งสอง
ผมจะต้องพิเศษกว่านี้
เพื่อใครสักคนทำไม
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in