11
ซองเกี๊ยวกุ้งสำเร็จรูปอุ่นร้อนเคียงถ้วยข้าวปั้น ไข่หวาน เต้าหู้ทอด และผัดถั่วชิราเอะใส่เต้าหู้นิ่ม นาน ๆ ทีโชจะได้กินอาหารทำเองบ้าง แต่มันก็ดูเหมือนจะไม่ถูกปากคนเลือกกินแค่คาร์โบไฮเดรตอย่างเขาเท่าไหร่ มิโดริแปลกใจที่ปรกติเขาจะไม่ยอมเจียดเงินเพื่อส่วนรวม (อย่างเธอ) เพราะเราตกลงกันเองแล้วว่าค่าใช้จ่ายเรื่องกินจะเป็นหน้าที่ส่วนตัว เราทั้งคู่ต่างก็ไม่มีใครชอบทำอาหารสักคน ส่วนมากรสมือของเธอดูจะไม่ถูกใจคนเลือกชิมอย่างเขามากกว่า บ่อยครั้งเธอจะปลุกร่างกายซึมเซาขึ้นมาทำเบนโตะให้ตัวเอง ส่วนโช รายนั้นถนัดเข้าร้านสะดวกซื้อ ปากก็บอกไม่ชอบคนแปลกหน้า แต่จริง ๆ เขาเลือกไม่ปฏิบัติไม่เว้นสถานการณ์อยู่ หนหนึ่ง เธอถามแบบนี้ออกไป แต่เขาก็บอกแค่ว่า ชินแล้ว ตอนเด็ก ๆ ที่บ้านจะทิ้งเงินไว้ให้ซื้อข้าวเองเป็นประจำ เงินจำนวนหนึ่ง คำนวณสำหรับวัน ๆ หนึ่งวันของเด็กวัยแปดขวบ ถ้าไม่ทำ ก็แค่อด เลยต้องจำใจกำเงินออกไปทั้งที่มือสั่นระรัวมาถึงปาก เขาเล่า หัวเราะทิ้งท้ายเหมือนต้องการให้เธอรู้ว่ามันเป็นแค่เรื่องชวนขันของวัยที่ไม่เคยลองอะไร มิโดริชั่งใจนึก เอ่ยตัดพ้อว่าตัวเองไม่เคยมีเรื่องแบบนั้น แต่กลับชอบกินข้าวคนเดียวมากกว่า
“แล้วทำไมเธอถึงยอมกินข้าวกับฉันล่ะ” โชยีฟันน้อย ๆ ประกอบหลิ่วตาเหยเก เหมือนเจอแมลงสาบวิ่งออกมาจากพรมใต้พื้นครัว “คงเห็นฉันกินน้อยแล้วตัวเองจะได้อิ่มจากของที่ไม่กินสินะ”
“เขาเรียกเสียดายของ” เธอตอบ ฉีกตะเกียบออกจากกัน จับจองไข่หวานเป็นคำแรก “วันนี้รับของเองเหรอ แม่ก็ทำอร่อยเหมือนกันนะเนี่ย”
สรรพนามที่สามทำโชส่ายหน้า “เปล่า แม่ไม่ได้แวะมา ห้องข้าง ๆ เขาเรียกฉันไปซ่อมก๊อกซิงค์ล้างหน้า”
“หะ” มิโดริอ้าปากหวอ เผยให้เห็นชิ้นร่วนยังเคี้ยวไม่ละเอียดดี
โชถึงกับต้องยกมือบังสายตาตัวเองชั่วคราว ก่อนรีบเสริมต่อ “ใครมันจะทำได้ ฉันก็เลยให้เบอร์ช่างไป แล้วป้าเอนโดซังก็ให้พวกนี้มา เธอย้ายมาจากฮิโตโยชิกับสามีห่วย ๆ คนนึง นั่น...ไม่ใช่ความเห็นฉันนะ เธอบอกมาแบบนี้”
เธอลากความเห็นเยียดยาวเลียนแบบ “แบบนี้ก็เข้าสังคมไปอีกคืบ เริ่มใช้ได้เหมือนกันนี่โฮชิโกะคุง”
“เพ้อเจ้อ” เขารีบปัด หรี่ตาเรียวเล็กให้แคบเลือนกว่าเดิม เท่าที่จะบ่มความเอือมระอาออกมาได้แบบไม่ต้องพูด
“...พอกินข้าวกับโชแล้วมันทำให้คิดถึงพ่อน้อยลงน่ะ เมื่อก่อน เรากินข้าวพร้อมหน้ากันประจำ หลัง ๆ งานประจำโถมเข้า พ่อกับแม่ก็ไม่ค่อยว่างแล้ว เขาเอาแต่บอกว่าค่าเทอมมันแพง รู้ตัวอีกที ก็ได้กินข้าวคนเดียวซะงั้น...” พูดจบก็ผลัดไปตักถั่วตัดเลี่ยน “ขายหน้าชะมัด ฉันเล่าหมดเปลือกทั้งที่โชไม่เคยเล่าเรื่องครอบครัวตัวเองได้ไง”
“อย่างน้อย อายุฉันตอนนี้ก็เป็นพ่อใครไม่ได้ แปลกดี ไม่คิดว่าตัวเองจะแทนพ่อใครได้เหมือนกัน”
เขาในตอนนั้น ไม่รู้ว่าอีกคนจะตลกอะไรกับประโยคเฉื่อยชานักหนา แต่ก็ดีใจที่วันรุ่งขึ้นตัวเองกล้าเอาทัปเปอร์แวร์ไปคืนเพื่อนร่วมชั้นครบทั้งสี่กล่อง
คงเป็นวันธรรมดา ๆ เพิ่มมาให้นึกถึงอีกวัน
เป็นวันที่ได้ทำความรู้จักกับลุงฟุมิยะจริง ๆ จัง ๆ ครั้งแรกเลยก็ว่าได้...
เพราะถูกล้อเรื่องมือสั่นไปถึงปากแต่เช้าแท้ ๆ
/
ค่ำสงัด พวกพ้องนั่งทำงานใต้ตึกประปราย มันเป็นวันที่ผมอยู่ทำโปรเจคส่งให้ทันเช้าวันพรุ่งนี้กับสมาชิกคนอื่นในกลุ่ม ถึงกับไลน์ไปบอกให้มิโดริรู้ว่าคืนนี้จะไม่กลับ มันควรจะจบแค่นั้น แต่ก็ไม่วายถูกเธอเลียนแบบส่งสติ๊กเกอร์รูปหมีเต้นพร้อมข้อความ ‘ปาร์ตี้ ๆ’ ทิ้งท้าย ผมเลยส่งรูปโน้ตบุ๊คพร้อมชูนิ้วนางข้างเดียวไปแทน
อะพาร์ตเมนต์อยู่ไม่ไกลก็จริง แต่เพราะความเห็นต่างคนต่างไม่ค่อยลงรอยกัน เวลาย้ำเส้นแบ่งเรื่องควรจะกลับให้ทันป้ายรถเมล์ถึงได้ทำให้ต้องเตร็ดเตร่ไปตามริมถนนอีก 2 กิโลเมตร
ผมคิดว่าตัวเองคงเกิดมาเพื่อรักความสะดวกสบาย แต่กลับไม่อยากจะเคารพผู้คนและสถานที่ใดสถานที่หนึ่งจนเกินตัว และมันก็เป็นแบบนั้น เมื่อเท้าข้างหนึ่งเริ่มประท้วงสัญญาณปวดชาของตะคริว ผมยืนพักกดจุดเป็นระยะ ๆ ข้างราวกั้นที สลับป้ายสแตนเลสที
เหมือนฝนจะตก มวลชืดหม่นพัดโชยผ่านผิวแก้ม ละอองสลัวปลิดร่าง กลั่นจากความไม่ชอบใจของเมฆหนาคลุมดวงจันทร์ เสาสูงไต้แสงวงเล็กกระพริบถี่ริมทาง จะมอดแหล่ไม่สิ้นประกายแหล่ กลิ่นควันรถคันอื่นวิ่งเฉียดร่าง มุ่งตรงไปยังเป้าหมายที่ผมไม่รู้จัก บนเส้นทางเดียวกัน ผมรู้เพียงแค่ ตัวเองต้องไปข้างหน้านั่นเหมือนกัน แต่อาจจะช้ากว่า
กว่าหลายเท่า
ไม่เหมือนคนอื่น ๆ ในเมืองนี้
เสียงแตรดังใกล้ ครั้งเดียวโดด ๆ ผมเหลียวมอง หยีตาเพ่งฝ่าเงาย้อนดวงไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของใครบางคน กลับด้วยกันสิ น้ำเสียงทุ้มบุ๋มไม่ชัดเจนเอ่ย ขวากเขะระยะห่างด้วยช่วงวัยผ่านร้อนผ่านหนาวแฝงมากับเจตนา คุณลุง วงล้อเคลื่อนหาตัวผมอีกนิด ผมค้อมหัวทักทายเล็กน้อย ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าส้นเท้าเหน็บชา สวมกลับเข้าไปในช่องหลืบคุ้นชินตั้งแต่เมื่อไหร่ กลางกระหม่อมของเขาเด่นสะท้อนตอบแสงนวลริมทางเกินกว่าจะหมกมุ่นกับยี่ห้อรถ เขายิ้มยิงฟัน หันไปตบเบาะหลังเปียก ๆ ชนิดไม่ห่วงเลยว่าละอองฝนที่ปัดกระเด็นจะเหนอะติดมือจนทำให้การขี่รถยุ่งยากขึ้นหรือเปล่า
ผมคงไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่านี้
ถึงจะไม่อยากคุยกับคนแปลกหน้าซ้ำสอง
เพราะเขาเป็นเพื่อนร่วมอะพาร์ตเมนต์ ถึงจะแปลกหน้า แต่โอกาสซ้ำมันเยอะนี่นะ
น่าแปลก ผมควรจะรู้สึกอึดอัดเหมือนปรกติ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ถึงไม่ใช่กับร้านอาหารริมทางที่เขาพาผมแวะหลบฝนเพราะกลัวจะเป็นหวัดก่อนถึงที่พัก
ตอนที่คุณยายเริ่มป่วย พ่อกับแม่ของผมแทบเจียดเวลางานไปหารายสัปดาห์ หลั่นจากเดือน เป็นครึ่งเดือน จากสิบ เป็นเจ็ด จากเจ็ด เป็นห้า จากสอง ถดวัน จากวันเว้น คือหว่างคืน ก่อนที่ท่านจะเสียเพราะโรคเรื้อรังหลายอาการ แต่สิ่งที่เด่นออกมาจนทำให้คุณหมอวินิจฉัยเหตุคงเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ ผมจำได้ว่าตัวเองเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการอ่านหนังสือบนห้อง มันเริ่มจากกองเล็ก ๆ ไม่กี่ย่อหน้า ไม่กี่เล่ม เป็นหนึ่ง เป็นห้า ก้าวกระโดดถึงสิบ ขยายอัดแน่นเต็มชั้น แค่เพราะจะได้ไม่ต้องฟังเสียงในหัวของตัวเองที่เอาแต่พร่ำบอกว่า ยายกำลังจะตาย ตายในไม่ช้า เป็นเพราะแม่ไม่เชื่อคำสอนของยาย เป็นเพราะตระกูลของพ่อพรากอสังหาของตัวเองมา เพื่อจะถลุงเข้าธุรกิจนำเข้าของตระกูลของคุณยาย ตอนที่ยายยังมีชีวิต แม่ถึงขั้นจัดดอกไม้ให้พ่อเอาไปขอขมายายเป็นการส่วนตัว ส่วนตัวในเรื่องที่แม่เคยเล่าให้ผมฟังว่าคืนนั้น ทำไมผมถึงไม่มีวันเข้าใจเลยว่าแม่วิ่งออกไปจากบ้านทั้งที่สวมชุดนอนได้ยังไง คืนนั้น พ่อบอกผม ไม่มีอะไร ลูกไปนอนเถอะ ย่าเป็นคนรั้งผมไว้ ปากก็ก่นปลอบ หลานย่า อย่าสนใจเลย ไม่มีอะไรหรอก พรุ่งนี้เดี๋ยวแม่ก็หายดี ผมไม่รู้ ไม่มีวันรู้ว่าแม่เช็ดคราบน้ำตาออกจากเบ้าเสียตั้งแต่ตอนไหน ผมมองไม่เห็น ตอนเธอวิ่งผ่านไป มันจืดจาง เฉยเมย เป็นใบหน้าไร้แววอาวรณ์ แม่มองผม ปรายหางตาเหมือนเลือดเนื้อสูง 140 เซนติเมตรนี้เป็นวิญญาณ ทำเหมือนกับผมเป็นพ่ออีกคนที่แม่ไม่รู้จัก ในเวลาที่แม่ไม่สบายใจ แม่จะหันหลัง หนีจากใครก็ตามที่อยู่ในสายตา ไม่มีใครเห็นว่าใบหน้านั้นหลบซ่อนอาวุธชิ้นไหน พ่อบอกว่าแม่ไปทิ้งขยะ ทิ้งขยะกลางดึก อีกแล้ว ทั้งที่สวมชุดนอน แล้วทำไมพ่อถึงต้องขอขมาคุณยายเป็นการส่วนตัวด้วย ในเรื่องที่พ่อไม่ยอมทิ้งขยะน่ะเหรอ ผมทวนถามตัวเอง ไม่นาน ผมก็กลายเป็นคนที่มีหนังสือล้นห้องรองจากชั้นหนังสือดูแลสุขภาพของแม่ในอดีต
พื้นกระเบื้องเย็นเยียบของบ้านไม่ยอมปล่อยให้ผมเดินออกไปสัมผัสสายลม ผืนหญ้า แสงแดด กลิ่นไอระเหยจากรั้วเหล็ก เสียงกระพือปีกอึงอลของวิถีเบิกบานขณะโฉบหาอาหาร โลกข้างนอกดูสูงลิบลับ มันเกินเอื้อม เมื่อมองลงมาจากชั้นสาม จินตนาการไม่ออกเลยว่าเวลาต้องยืนบนพื้นเบียดเสียดฝูงชนตัวเราจะหดเล็กลงอีกกี่เท่า โดยเฉพาะมุมอับของห้องที่มองขึ้นไปก็เพื่อพยายามจะเห็นหลังคาโรงรถ คอยยื่นบังแผ่นครามครึ้มของกระเบื้องมุงเรือนเคียงสับหว่างเป็นรูปฟันปลา เป็นผมเองที่เลือกปิดหน้าต่างบานนั้น และไม่ยอมชะโงกหัวออกไปดูดวงอาทิตย์ให้เต็มตา
คงเพราะชั้นล่างของบ้านถูกปิดสนิท กลิ่นชืดแข็งเย็นเยือกถึงได้ลุกลามมาถึงห้องที่ไม่เคยต้อนรับแสงแดดเช่นกัน
ครึ่งค่อนปี พวกเขาหย่ากันตามสัญญา หมายถึง สัญญาระหว่างเราสามคน ผมโตพอจะย้ายเข้ามาอยู่เกียวโตด้วยตัวเอง พ่อบอกให้ผมดูแลตัวเองให้ดี ส่วนแม่ แม่ขอให้ผมดูแลพ่อให้ดี ทั้งที่ผมไม่เลือกจะอยู่กับใครแต่แรกอยู่แล้ว แต่แล้วค่ำวันหนึ่ง แม่ก็เดินมาเคาะห้องนอน เพื่อบอกว่ามีใครบางคนอยากคุยกับผม ผมไม่รับปาก เห็นปุ่มสีแดงหมิ่นเหม่ใต้นิ้วมือแม่ เสียงลอดปลายสายแว่วให้ได้ยิน น้ำเสียงทุ้มแปร่งเอ่ยทักกันเอง ไม่เหมือนพ่อ คือสิ่งแรกที่ผมนึก น้ำเสียงของเขาแสดงออกอย่างที่มนุษย์ใจดีกับสัตว์ วิธีพูดร่ำไรเหมือนความเมตตาเวลาเรียกสัตว์จรให้เข้ามาแทะโลมอาหาร ผมปัดโทรศัพท์ในมือของแม่ทิ้ง
แม่ขอร้องให้ผมอยู่กับแม่
ผม...
ทำไม่ได้
“หิวมั้ย อยากกินอะไรรึเปล่า ลุงเลี้ยงได้นะ” เสียงแหบเลือนของฟุมิยะวิ่งย้อนเส้นทางตัวเลขหลักร้อยในหัวของผม ฉับพลัน กลิ่นคลุ้งไอไหม้เคล้าแป้งคลุกซอสเค็มก็ค่อย ๆ ปลุกเร้าประสาทสัมผัส สายฝนตรงหน้าย่ำยีตะแกรงหน้ารถของเขาเละเทะไม่เป็นท่า
เขาถอดถุงมือที่ผมเพิ่งจะเห็นว่ามันถูกสวมไว้อยู่แล้วบนข้างสำหรับบิดคันเร่ง หมวกแก๊ปทรงแปล้ประหลาดตา เพราะปีกงุ้มง่านนั่นน่าจะหักส่วนหนึ่ง มันไม่สมประกอบตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมไม่ทันสังเกต แต่เขาก็ใส่มันจนถึงตอนนี้ กลิ่นบุหรี่เฉา ๆ ปนเหงื่อไคลหม่นอับ คลอกวนใจผมไม่เลิก ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามันเป็นเครื่องประดับประจำตัวของเขา กระทั่งวันนี้
เมื่อกี้ เท่าไหร่แล้วนะ ร้อยสิบสี่...ไม่สิ สิบห้า
ผมรู้ตัวว่าตัวเองกำลังประหม่า เมื่อต้องเอ่ยปากตอบบทสนทนา
ยากิโซบะร้านนี้อร่อยนะ หาอะไรอุ่น ๆ รองท้อง ระหว่างรถยังล้างไม่เสร็จดีกว่า เขาต่อบทละครตัวเองอีกทอด คงเดาออกว่าขืนยืนหนาวรอต่อไปผมก็คงไม่มีอะไรจะพูด
เรานั่งกันที่โต๊ะมุมสุด แนบชิดกระจกร้าน ฝั่งขวามือของผมเป็นเคาน์เตอร์บาร์ ตรงหน้าผมไม่ใช่กำแพงเหมือนอย่างทุกที แต่เป็นเขา เขาที่ลูบผมเรียบลู่ของตัวเองไปด้านหลัง แทนจะสะบัดไล่ความชื้นแฉะไม่ให้เคลือบทับเส้นผม
“เธอรู้ไหม อะไรที่มักหล่นหายประจำในเวลาสำคัญ”
ผมลังเล ท้ายที่สุดก็ส่ายหน้า ไม่คิดว่ามันคือเชาว์ปัญญา เพราะรอยยิ้มขัดเขินน้อย ๆ ของเขา
ผมมองหลังมือกรำแดดโยกสั่นตามจังหวะน้อย ๆ ยามถูกยกครอบริมฝีปากเฉลย “เส้นผมของฉัน”
อ่า...พอจะเดาออก ครับ ผมตอบไปเพียง ครับ ประโยคก่อนหน้ากลืนล่วงกระเพาะอาหาร ก่ำกึ่งว่าอยากปล่อยให้เขาสนุกกับตัวเองมากกว่าจะมาใส่ใจความรู้สึกของผม โดยนัย จึงไม่อยากเสียเวลารบกวนสมาธิลูกค้าคนอื่นต่อหลังจากนี้
เหมือนเขาจะรู้ว่าผมไม่หัวเราะง่าย ๆ ถึงได้ล้มเลิก ผมปราดมองรวบรัด สีสันตรงหน้าคล้ายคลึงถั่วแดงอะซึกิที่เคยกิน เพราะครั้งหนึ่งมิโดริซื้อดังโงะไส้นี้มาไว้หลายวันจนเกือบเน่าคาตู้เย็น หลังเห็นว่าผมยอมตักเส้นผัดซอสร้อน ๆ ในชามที่คงถูกใครต่อใครกวาดเกลี้ยงมานับครั้งไม่ถ้วน ละเมียดเชื่องช้ากับช้อนส้อมที่ไม่รู้ว่ามันแตะปากใครมาบ้าง ผมเม้มริมฝีปากเคี้ยว รู้สึกอึดอัดจนอยากอาเจียนเพราะสายฝน
ละอองโหมช้าลง พอ ๆ กับน้ำหนักในใจของผมที่เริ่มบรรจุอารมณ์ไว้จนหนักหน่วง
ผมไม่ได้ควักธนบัตรออกมาสักใบ เพราะรู้ว่าเขาคงรั้ง หลังอิ่มท้อง บทสนทนาถูกปล่อยเคว้งร่วมสิบสองนาที เขาบุ้ยใบ้พลางทิ้งช่วงรอดูอาการผม ส่วนผมก็ปล่อยตามเลย เมื่อก้าวขาออกจากร้าน ผิวฝ่ามือแนบราวเหล็กบานชืดกลับคืน พื้นกระเบื้องลื่นเงาอึมครึมของแมกไม้ประดับหน้าร้าน ป้ายไม้ที่เคยมีอักษรเมนูอวดอ้างคว่ำระเน ไถหน้าบนผิวคอนกรีต
ผมขยับส้นระวัง ตามหลังเขาเงียบ ๆ ส่วนเขาก็ยืนพิจารณาเงาวาววับของโลหะเอี่ยมใหม่ซึ่งถูกชะล้างครั้งใหญ่
ฟุมิยะหันมองผม ครั้งที่หก “ซูซูกิ แอดเดรส วี 50 เหมือนใหม่ แต่ไม่ใช่ของผม ดีที่พรุ่งนี้จะได้ไม่ถูกเถ้าแก่ด่าเรื่องไม่ยอมล้างรถ” เขาชี้ตะแกรงขาวหน้ารถ สีเดียวกันกับผิวทั่วทั้งคันให้ผมมอง “ผมรับส่งอาหารน่ะ นี่เบอร์ร้าน” ถึงได้เห็นชัดเต็มตาว่ามันคือโลโก้สีแดงคร่อมตัวหนังสือลายโข่ง
วันรุ่งขึ้น ผมโทรเข้าเบอร์ที่เขาเคยชี้ให้ถ่ายรูปวันก่อน คราวแรก มันเป็นน้ำเสียงแปลกต่างออกไป จากเสียงแหบพร่าของชายสูงวัยที่ผมมั่นใจว่าไม่ใช่เขา ผลัดเป็นเสียงเจื้อยแจ้ว กลายเป็นความกังวาลวาวใสเล็ก ๆ ของหญิงสาว เธอถามผมว่าจะรับอะไร แต่ผมกลับไม่มีอะไรจะพูด
“เอนโด...ซัง อยู่มั้ยครับ” ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนับเลข แต่น่าแปลก ที่มันไม่ลุกลามเกินพอดี
“อ๋อ เขาออกไปส่งออเดอร์ค่ะ มีอะไรจะให้ฝากไปบอกมั้ยคะ”
“...ไม่ครับ ขอบคุณ”
ผมชั่งใจ ขณะเลือกจะปฏิเสธคำพูดที่จริงใจที่สุดออกไป ระหว่างความเคลือบแคลงและความตัดพ้อขึงขังเกินพอดีของตัวเอง หากฝ่ายถือสายเป็นเขา ผมยังจะกล้าถามอยู่รึเปล่า “ทำไมมัตซึโอกะซังบอกว่าคุณห่วย”
/
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in