เรื่องสั้นนอวอรอรอตอพอลอ
ยอห์นบทสุดท้าย
  • ถ้าใครฟังคำของเราและวางใจผู้ทรงใช้เรามา
    คนนั้นก็มีชีวิตนิรันดร์และไม่ถูกพิพากษา แต่ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้​ว (ยอห์น 5:24)

    ผมพาตัวเข้าไปในโบสถ์ ยกมือไหว้และรับไหว้คริสเตียนผู้มีจิตศรัทธาที่กำลังหาที่นั่งกันก่อนเพลงนมัสการจะเริ่มต้นขึ้น

    ตอนที่มาโบสถ์ใหม่ๆ ก็ดูเหมือนจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่น่ารักดี แต่ตอนนี้จิตใจผมไม่ได้ชื่นชมยินดีขนาดนั้น

    ในโบสถ์แห่งนี้มีผู้ทรยศ และผมมีภารกิจจะต้องกระชากหน้ากากมันออกมาให้ได้ในวันนี้

    โบสถ์ของเรา ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมาย แต่ก็มีเงินหมุนเวียนเดือนนึงๆ ไม่ต่ำกว่าสิบห้าสิบหกล้านบาท ที่ผ่านมาการทำตัวเลขทำบัญชีก็อยู่ในเกณฑ์โปร่งใสดี จนเมื่อสามสี่เดือนก่อนที่เริ่มมีกลิ่นไม่ทะแม่ง ในวงประชุมผู้นำเมื่อสองเดือนก่อน คุณพร เหรัญญิกของโบสถ์ได้รายงานในที่ประชุมผู้นำถึึงข้อสงสัยว่าจะเกิดการรั่วไหลของเม็ดเงิน และทุกคนก็เห็นตรงกัน คุณจามร ชีวกฤต นักธุรกิจมหาเศรษฐี นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผู้ที่เป็นศิษยาภิบาล ครูและผู้นำที่พวกเรากรรมการทั้งสิบสองคนเรียกกันเล่นๆ ว่า เจซี จึงมอบหมายให้ผมลองไต่สวนเรื่องนี้

    "ผู้ศรัทธาในพระเจ้า ย่อมไม่กระทำการทุจริต ฉ้อโกง" คุณจามรสรุปมาง่ายๆ

    พวกเราเห็นใจคุณจามร ค่าใช้จ่ายทุกบาททุกสตางค์ที่เกินยอดเงินบริจาคก็เป็นแกที่ควักให้มาตลอด แถมไม่นานนี้ ชีวิตของแกจัดว่าเผชิญพายุลูกใหญ่ ไล่มาตั้งแต่ที่แกพาน้องชายของแกที่พ้นโทษ ไปเที่ยวพักผ่อนที่เกาหลี แต่กลายเป็นว่าน้องชายแกขโมยเงินสดของแกหายตัวไปในต่างแดนนั่นเอง เกือบปีที่ไม่ได้ข่าวสารอะไรจากน้องชายทำให้แกเครียดมาก และพอกลับเมืองไทยได้ไม่นาน แกก็มีปัญหาหย่าร้างกับภรรยา

    คนที่เคร่งครัดในเส้นทางของพระเจ้าอย่างเจซี ไม่มีทางหย่าร้างด้วยปัญหาทั่วๆ ไปแน่นอน เพราะในหลักการของพระคัมภีร์ คู่แต่งงานผูกพันชะตาด้วยพระเจ้า เหตุผลเดียวที่รับได้สำหรับการหย่าร้างคือความผิดฐานชู้สาวเท่านั้น ข้อนี้ทำให้พวกเราก็ไม่กล้าสอบถามแกตรงๆ

    สองปัญหารุมเร้า ทำให้แก'เป๋' อย่่างเห็นได้ชัด บางครั้งพวกเราเห็นแกหลุดอารมณ์ฉุนเฉียวออกมา การติดตามงานของแกก็ทำไปอย่างแกนๆ เอกสารเป็นตั้งบนโต๊ะแกก็เคลียร์ไม่หมดอย่างเคย

    คนร้ายคงรอจังหวะนี้ ที่จะเริ่มยักยอกเงิน

    ผมไหว้วานให้เพื่อนที่เป็นนักการเงินและนักตรวจบัญชีมาช่วยนอกเวลางาน คืนละสองสามชั่วโมง จนเกือบเดือน ก็พอเห็นรูโหว่ที่เงินจะเกิดการรั่วไหลได้ ในกลุ่มผู้นำทั้ง 13 คนที่มีอำนาจอนุมัติการใช้เงินในด้านต่างๆ มีอยู่สามคนเท่านั้นที่อยู่ในเกณฑ์น่าสงสัย คนแรกคือทิม ที่รับผิดชอบงานด้านการผลิตสื่อทั้งหมด ก่อนหน้าที่คุณพรจะตรวจพบปัญหา ทิมเพิ่งได้รับมอบหมายให้ปรับปรุงระบบเครื่องเสียงและเครื่องฉาย มูลค่ากว่า 20 ล้าน อีกคนหนึ่งคือมิว ที่มีหน้าที่ดูแลการบริหารงานทั่วไป ทุกสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง เช็คทุกใบต้องได้ผ่านสายตาและลายเซ็นเห็นชอบของมิว

    สุดท้ายคือ พร เหรัญญฺิกของโบสถ์ เงินทุกบาทที่ได้รับการถวายทุกวันอาทิตย์ ต้องผ่านมือของเธอ แต่เพราะพรเป็นคนที่นำเร่ืองนี้เข้าที่ประชุม ผมเลยไม่ค่อยสงสัยเขาเท่าไหร่

    วันนี้ที่ทุกคนมาที่โบสถ์ ผมให้เพื่อนที่เป็นนักสืบเอกชนอีกคนนึง จัดทีมเข้าไปตรวจสอบในบ้านของทั้งทิมและมิว

    การทำอะไรลักๆ ลอบๆ แบบนี้ มันไม่ค่อยงดงามเท่าไหร่ แต่ผมต้องการหลักฐานที่ชัดเจนก่อนจะดำเนินคดีหรือขยายเรื่องนี้ให้ใหญ่โตต่อไป และที่แน่ๆ ผมต้องปรึกษาเจซีก่อนว่าจะทำอย่างไรต่อไปถ้าได้หลักฐานมาแล้ว

    นึกย้อนไปถึงกลุ่มผู้นำของเราทั้ง 12 คนแล้วก็ใจหาย พวกเราค่อยๆ เติบโตในเส้นทางของพระเจ้าใต้การนำของเจซีกันมากว่าสิบห้าปี ครอบครัวของพวกเราและบ้านของเจซีสนิทกันดี และทั้งสิบสามคนแทบจะถือเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน


    แต่ความกลมเกลียวและภราดรภาพของพวกเรา ไม่อาจปิดบังความจริงได้ว่า หนึ่งในพวกเราคือจูดาส ที่เป็นเพียงผู้สวมหน้ากากของคริสเตียนที่ดี ปิดบังความบาปจากภายใน



    บทเพลงนมัสการจบลง ทีมงานเดินถือถุงรับเงินบริจาคออกจากห้องนมัสการ พรลุกจากที่นั่งในโบสถ์เพื่อไปทำหน้าที่นับเงิน ลงบัญชีและเก็บเงินเข้าเซฟ ก่อนที่จะนำไปเข้าธนาคารในเช้ารุ่งขึ้น

    อีกสักครู่ คุณจามรจะขึ้นเทศนา หัวข้อของวันนี้มาจากข้อพระคัมภีร์ในบทสุดท้ายของยอห์น

    ภายในวันนี้ ความจริงต้องกระจ่าง แต่ผมอยากได้รับข้อคิดเห็นว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

    เจซีเดินลงมาจากเวที ผมรีบเดินเข้าหา "คุณจามรครับ ผมขอเวลาสักครึ่งชั่วโมงได้มั้ยครับ? อยากรายงานให้คุณจามรฟังก่อนเรื่องความคืบหน้าของกรณีเงินหาย"

    คุณจามรชะงักชั่วครู่ "ตอนนี้เลยเหรอ? มีอะไรมารองท้องระหว่างคุยกันได้มั้ย? ผมยังไม่ได้ทานอาหารเช้าเลยนะคุณเป็ด"

    ผมหันไปบอกน้องที่รับใช้งานสวัสดิการ ให้ช่วยจัดกาแฟดำ กับปาท่องโก๋ ไปให้ที่ห้องประชุม แล้วเดินไปเคียงคู่ไปกับเจซี

    ระหว่างทางเดิน ผมอธิบายว่าได้ข้อสรุปที่ค่อนข้างชัดเจน หลักฐานทั้งหมดเอนไปทางผู้นำคนหนึ่งในกลุ่มของเราทั้งสิบสามคน

    "ผมกำลังรอหลักฐานชิ้นสุดท้ายอยู่ครับ ที่จะชี้ชัดว่าข้อสรุปของผมถูกต้องหรือเปล่า"

    "ว่าแต่ใครที่คุณกำลังสงสัยอยู่?"

    แม่บ้านเปิดประตูเข้ามาพอดี กลิ่นกาแฟสดโชยน่ากิน คุณจามรฉีกซองน้ำตาลเติมรสหวานให้กาแฟดำ ระหว่างที่ผมงัดเอาเอกสารปึกใหญ่มาวางบนโต๊ะประชุม

    "คุณ ..."

    เจซีรอแม่บ้านปิดประตู "ตะกี้คุณจะว่าไงนะ"

    "คุณได้ยินชัดแล้วครับ ผมตอบคำถามว่า ผมสงสัยใครอยู่"

    "คุณสงสัยผม?"

    "ครับ ตอนแรกดูเหมือนหลักฐานจะชี้ไปทางมิว แต่ผมเพิ่งได้หลักฐานสำคัญที่ทำให้คุณเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งในตอนนี้"

    "หลักฐานใหม่? คุณเข้ามานั่งพร้อมกับผม ไม่เห็นมีใครเอาข้อมูลเอาหลักฐานอะไรที่ไหนมาให้สักนิด โทรศัพท์คุณก็ไม่ได้หยิบ แล้วที่ไอ้ท่ีคุณว่ากำลังรอหลักฐานท่ีผูกมัดมิวอยู่ล่ะ?"

    "มันไม่สำคัญแล้วครับ คำตอบกระจ่างแล้ว"

    คุณจามรหยิบกาแฟขึ้นจิบ สีหน้าสงบนิ่งไม่มีปฎิกิริยาจนน่ากลัว "คุณแน่ใจว่าใช่ผม?"

    "คุณเป็นคนเดียวที่เข้าถึงข้อมูลการเงินทั้งหมด และมีสิทธิสูงสุดในการอนุมัติทุกค่าใช้จ่าย คุณอยู่ในสถานะที่ง่ายที่สุดที่จะทำการยักยอกเงิน

    "นั่นไม่ใช่หลักฐานที่ดีเลยคุณเป็ด ผมจะไปโกงเงินของโบสถ์ทำไม? เงินผมก็มี"

    "นั่นสิครับ ผมเองก็ไม่อยากเชื่อ คุณจามรไม่มีความเดือดร้อนอะไรที่ต้องโกง คุณได้พระพรจากพระเจ้ามากกว่าพวกเราทุกคนในโบสถ์แห่งนี้รวมกันเสียอีก สิบกว่าปีที่เชื่อมั่นในตัวคุณ สิบกว่าปีที่เราทำงานฝ่าฟัน สร้างโบสถ์แห่งนี้มาร่วมกัน ผมคิดว่าผมรู้จักคุณดีพอ

    "ตอนแรกผมสงสัยมิว เอกสารของเขาหลายชิ้นมีข้อหละหลวมหลายอย่าง แต่เมื่อสักครู่นี้เอง คุณเองเป็นคนที่สำแดงหลักฐานชี้มัดตัวเองให้ผมเห็น"

    "หลักฐาน? ที่ชี้ว่าผมเป็นคนผิด?"

    "ใช่ครับ แล้วก็ไม่ใช่คุณด้วย"

    "ทำไมคุณดูสับสนแบบนี้ จะกล่าวหาผมก็เอาให้ชัดๆ แบเหตุผลและหลักฐานมา"

    "ใช่ คุณทำการฉ้อฉลเงินของโบสถ์อย่างแน่นอน ที่ไม่ใช่คือ คุณไม่ใช่จามร ชีวกฤติ เพราะคุณจามรที่ผมรู้จัก แกใช้น้ำตาลก้อนเสมอ ไม่เคยหยิบน้ำตาลซองเลย"

    "ผมอาจจะอยากลองชิมอะไรใหม่ๆ บ้างไม่ได้หรือ?"

    "ไม่ครับ คุณมักจะบอกเสมอว่าคุณชอบน้ำตาลก้อนที่มันสวยดี แล้วก็ละลายง่ายกว่า ที่สำคัญ น้ำตาลซองมันสร้างขยะพลาสติก แต่น้ำตาลก้อนมันมีขยะแค่กล่องข้างนอก คนที่มักจะตักเตือนคนอื่นเรื่องการสร้างขยะอย่างคุณจามร อาจจะอยากลองของใหม่ แต่ถ้ามันทำให้เกิดขยะแม้เพียงเล็กน้อย เขาจะไม่ทำ หรือถ้าทำเขาก็จะเสียใจและไม่ทำอีกต่อไป

    “ชั่วเวลาที่คุณหยิบซองน้ำตาล ผมถามตัวเองว่า เป็นไปได้ไหมว่าคุณจามรจะเกิดความเปลี่ยนแปลงภายในตัวเอง จากการสูญเสียน้องชายและภรรยาไปในเวลาอันสั้น แต่พอเห็นคุณฉีกน้ำตาลซองอย่างไม่ลังเลเมื่อสักครู่ ทำให้ผมเกิดคำถามใหม่ ถ้าชายคนนี้ไม่ใช่คุณจามร เขาจะเป็นใครได้

    “พอพลิกคำถามนี้ ทุกอย่างก็กลับมาลงตัว คุณบอกว่าน้องชายของคุณหายตัวไปในประเทศเกาหลี น้องชายที่เพิ่งออกจากคุก ประเทศเกาหลีที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำศัลยกรรม และสิ่งแรกที่คุณทำหลังจากกลับมาประเทศไทยคือหย่ากับภรรยาของตัวเอง ผู้หญิงที่รู้จักคุณจามรดีที่สุด แล้วไม่นานหลังจากนั้น พรก็เริ่มพบปัญหากับตัวเลขในบัญชี

    “ผมคิดว่าผมได้คำตอบที่ชัดเจนมาก แต่คำตอบนี้ ทำให้เกิดคำถามที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

    “คุณเจษฎาครับ เจซีอยู่ที่ไหน?"

     

     
    'เจซี' นั่งห่อไหล่ สายตาเหม่อมองท้องฟ้าข้างนอกหน้าต่าง อิริยาบถแบบผู้นำของแกหายวูบไปทันที

    “จามรเล่าเรื่องพวกคุณให้ผมฟัง พร เป็ด เจม มาร์ก ม่อน จ้อน แอนน์ มิว พวกคุณเป็นศิษย์คนโปรดของเขา หลายเดือนมานี้ผมพอจะรู้อยู่ว่าพวกคุณเป็นคนที่มีศักยภาพสูง และมีความทุ่มเทให้กับการรับใช้เกินร้อย แต่คุณเป็ด ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าคุณได้รับมันสมองเป็นพระพรจากพระเจ้า”

    “คุณเข้าใจถูกต้องแล้ว ผมคือเจษฎาจริงๆ และในฐานะน้องชายของจามร ชีวกฤต ถ้าคุณจะเรียกผมว่าเจซีต่อไปก็ไม่ผิดหรอก” ผมแค่นหัวเราะกับมุขฝืดๆ ของนายเจษฎา

    "อย่าเอ่ยพระนามเล่นๆ ถ้าคุณไม่ได้รับเชื่อจริงๆ" เรื่องแบบนี้ผมยอมไม่ได้

    “ไปดูในทะเบียนบ้านได้ ผมเป็นคริสเตียนจริงๆ ตั้งแต่เด็กแล้ว เราโตมาด้วยกัน ผมกับจามร” ชายแปลกหน้าสวมหน้ากากนักบุญสารภาพต่อ สายตาของเขาเหม่อมองผ่านหน้าต่างใสไปยังเมฆสีขาวข้างนอก “ขณะที่เขาเปล่งประกายเจิดจ้ามาตั้งแต่เล็ก ผมก็ยิ่งกลายเป็นเงามืด เป็นแกะดำของครอบครัวคริสเตียนตัวอย่าง”

    “ในฐานะคริสเตียนที่ดี จามรพยายามช่วยผมมาตลอด แต่ทุกครั้ง เขามักจะพร่ำสอนว่าสิ่งที่ผมทำมันเป็นบาป ผมไม่รู้สึกว่าความช่วยเหลือของเขาเกิดจากความรักระหว่างพี่น้อง แต่มันเปี่ยมไปด้วยความสมเพช ความพยายามแบบคริสเตียนผู้สูงส่งที่จะเผื่อแผ่ให้ผู้ที่ต่ำต้อย จนครั้งสุดท้าย ผมเลยปฏิเสธตอนที่จามรจะจ้างทนายมาว่าความให้ผมหลุดคดี

    “จามรคิดว่าที่ผมทำแบบนั้นเพราะผมเติบโต รู้สึกผิดและอยากรับผิด แต่ไม่เลย ผมแค่ทนไม่ได้ที่จะรับคำเทศนาของเขาต่อไป เขาหลอกตัวเองด้วยความชื่นชมยินดีในจินตนาการของตัวเอง ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์อาจจะมาเคลื่อนไหวในใจของผม แต่ไม่เลย สิ่งที่ผมเห็นคือการทอดทิ้ง ตลอดห้าปี จามรไม่ติดต่อผมแม้แต่ครั้งเดียว ตลอดห้าปี ผมคิดแผนการที่จะตอบแทนให้สาสมกับความต่ำต้อยด้อยค่าที่เขาทำให้ผมรู้สึก”

    “คุณฆ่าเจซีไปแล้ว?” ระหว่างที่เขาสารภาพ ความมั่นใจในความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดค่อยๆ ก่อตัวขึ้น แต่พอถามออกไปยังอดขนลุกไม่ได้

    เจษฎาหัวเราะลั่น “สงสัยผมคงประเมิณคุณสูงเกินไป ถ้าผมฆ่าจามรจริงๆ คิดหรือว่าผมจะสารภาพกับคุณ? ไม่หรอก ผมไม่ได้ฆ่าเขา

    “จามรยื่นโอกาสให้ผมอีกครั้ง ระหว่างที่เรานั่งกินอาหารค่ำมื้อแรกในเกาหลี เขาถามว่าผมต้องการอะไรในชีวิตกันแน่ ถ้าทำได้ เขาจะให้ผมได้ทุกอย่าง

    “ผมสารภาพกับเขาถึงความขุ่นเคืองในใจตลอดสี่สิบกว่าปี ผมบอกเขาว่า ถ้ามีโอกาส ผมก็เป็นจามรที่ดีกว่าเขาได้

    “กลายเป็นผมที่แปลกใจ ตอนจามรตอบยินดีให้ผมไปใช้ชีวิตเป็นเจซีแทนเขา เขาเหนื่อยกับความสำเร็จที่นี่ เขาเจอหมู่บ้านที่สวยงามแห่งหนึ่งในชนบทของเกาหลี ที่นั่นมีโบสถ์หลังเล็กๆ ที่ถูกทิ้งร้างไม่มีคริสตจักร ไม่มีคนดูแล จามรอยากลิ้มลองชีวิตแบบมิชชั่นนารีสมัยหลายร้อยปีก่อนที่เขาอ่านเจอ เขาพบว่านั่นเป็นความท้าทายใหม่สำหรับเขา ผู้คนใหม่ ภาษาใหม่ เขาได้ยินเสียงของพระเจ้า ที่สั่งให้เขานำข่าวประเสริฐของพระเจ้าไปประกาศให้คนที่นั่น"

    "หมู่บ้านนั้นชื่ออะไร อยู่ที่ไหน?"

    "ผมก็ไม่รู้ จามรไม่เคยบอกผม" ความหวังที่จะตามไปสืบหาความจริงดับวูบลงไปอีก  

    “แล้วภรรยาของเจซีรู้เรื่องนี้มั้ยครับ?”

    “รู้สิ เธอตามไปอยู่กับเขาแล้วตอนนี้ คุณรู้มั้ยว่าเขาเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย หมอคาดการณ์ว่าเขาน่าจะอยู่ได้อีกไม่เกินสองปี อย่างที่บอกเธอรู้จักเขาดีที่สุด และยอมทำตามแผนบ้าๆ ของเขา เพราะเป็นคำขอสุดท้ายก่อนตายของเขา”

    “ทำไมคุณไม่กลับมาเมืองไทยในนามของเจษฎา ชีวกฤต แต่กลับโกหกทุกคนว่าคุณคือจามร"

    "ทำแบบนั้นใครจะให้โอกาสขี้คุกอย่างผม ตอนแรกจามรก็เสนอแบบนี้เหมือนกัน แต่เขากลัวว่าเวลาที่เขาเหลืออยู่จะไม่เพียงพอให้ผมกู้คืนชื่อเสียงและสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นใหม่ได้ทัน เขาเลยวางแผนสองชั้น หนึ่งให้โอกาสผม สองให้เขาทำตามความฝันครั้งสุดท้ายของเขา

    “จามรให้ผมเปิดบัญชีบล็อกเชนเผื่อเขาต้องการใช้เงินสำหรับโบสถ์แห่งนั้น การเปลี่ยนตัวตนแบบนี้ทำให้เขาไม่สามารถทำธุรกรรมผ่านธนาคารได้ เงินที่หายจากบัญชีไปทุกบาท รวมทั้งเงินส่วนมากที่ได้จากธุรกิจของจามร ผมส่งให้เขาทางนั้นทั้งหมด”

    "ทำไมคุณไม่ไปเอาเงินจากธุรกิจของจามรแทนที่จะเอาเงินที่คริสตจักรถวายเพื่อนำไปใช้ในกิจการของโบสถ์?"

    "โอ้ย เงินบริษัทมหาชน ตรวจสอบกันโหดจะตาย ผมไม่ได้เก่งขนาดนั้น แค่เงินโบสถ์มีคนตรวจสอบไม่กี่คน พวกคุณยังจับได้นี่นา 
    และถ้าเงินที่โบสถ์ไม่พอ การสั่งให้เอาเงินจากธุรกิจมาเติม มันง่ายกว่ามาก เพราะคนที่นั่นคุ้นกับธรรมเนียมปฏิบัตินี้อยู่แล้ว"

    "ผมจะเชื่อคุณได้ยังไง และทำไมคุณไม่บอกพวกเราเรื่องนี้ตั้งแต่แรก?”

    “เป็นคำถามที่ดี ผมก็ไม่มีคำตอบ ถ้าอยากรู้ คุณคงต้องบินไปเกาหลีแล้วตระเวณหา ทำไมผมไม่บอกพวกคุณเหรอ อืมมม คงเป็นเพราะผมกลัวมั้ง แต่จามรก็เตือนผมแล้วว่าสักวันพวกคุณก็ต้องรู้

    "และตอนนี้คุณก็รู้แล้ว คุณจะทำยังไงต่อไป?"

    ทางเลือกที่ผมคิดไว้ในใจแต่แรกคือ แจ้งความดำเนินดีกับ 'เจซี' คนนี้ แต่ถ้าทำแบบนั้น โบสถ์นี้ล่มแน่ๆ สมาชิกเกือบทั้งหมดหรือน่าจะทั้งหมดน่าจะสูญเสียศรัทธา ผมคิดว่า 'เจซี' ตัวจริงก็คงไม่ต้องการเช่นนั้น แต่การโกหกก็เป็นบาปที่เราไม่ควรให้อภัย

    เจษฎาเอนตัวพิงเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย  “คุณเป็ด คุณมีความรักและศรัทธาในตัวเจซีรึเปล่า?”

    “แน่นอนครับ ข้อนี้เจซีรู้ดี”

    “และเปโตรก็เป็นทุกข์ใจที่พระองค์ตรัสถามเขาครั้งที่สามว่า "ท่านรักเราหรือ" และเขาทูลพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพระองค์รักพระองค์" พระเยซูตรัสกับเขาว่า "จงเลี้ยงแกะของเราเถิด"”

    “ยอห์น 21:11 คุณอ้างพระคัมภีร์ข้อนี้ทำไม?”

    “คิดซะว่าผมเป็นลูกแกะของเจซีสิ คุณรักเจซีมากกว่าความถูกผิดของกฎหมายในโลกนี้ไม่ใช่หรือ?

    ผมไม่ตอบคำถามนี้ หรืออาจจะยังไม่มีคำตอบให้ได้ สมองของผมอ่อนล้า วันนี้การคาดคำนวนของผมถูกต้องแค่ครั้งเดียว แต่สิ่งที่เจษฎาพูด ทำให้ผมรู้สึกราวกับมันสมองของผมค่อยๆ ไหลออกจากหัว

    ผมต้องการเวลาในการประมวลผลกับข้อมูลที่พิศดารจนสุดจินตนาการพวกนี้

    ผมหวังพึ่งพระเจ้าให้มอบคำตอบที่ถูกต้อง

    ผมก้มหน้าลง และหลับตา อธิษฐาน 


    cr: pixabay.com

    หมายเหตุ: 
    เรื่องสั้นขนาดยาวนี้ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น หากมีชื่อ หรือเนื้อหาไม่ว่าจะบางส่วนหรือทั้งหมด ไปพ้องกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดที่มีอยู่จริงแม้แต่น้อย ก็ขอยกให้เป็นเหตุแห่งความบังเอิญทั้งสิ้น

    ส่วนการตีความของพระคัมภีร์ เป็นของผู้เขียน และขออภัยหากมีสิ่งที่ไม่ถูกใจของผู้อ่านท่านอื่น

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in