เรื่องสั้นนอวอรอรอตอพอลอ
ความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ล่องหน
  • "คนเราแม่งล้วนแต่มีความพิเศษอยู่ในตัว" 

    "อย่างกรู ก็รู้ๆ อยู่ พอหลังจากโดนแมงมุมบ้านั่นกัดอยู่ๆ ก็มีพลังมากมาย ปีนป่ายตึกได้ ไอ้ยักษ์เขียวนั่นทดลองอะไรผิดพลาดไปหน่อย พอตอนโมโหใครเข้าก็ตัวเขียวกล้ามขึ้นเป็นมัดๆ" 

    จริง อันนี้ผมก็รู้ 

    "แต่มนุษย์ค้างคาวมันแค่รวยไม่ใช่เหรอวะ?" 

    เดอะแฟลชพูดแทรกมาอย่างรวดเร็วตามสันดานของมัน  

    "นั่นไง ความพิเศษของมันน่ะ" ไอ้แมงมุมตอบ "แต่ยิ่งมรึงมีพลังแค่ไหน มรึงก็ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นเท่านั้น อันนี้ลุงกูสอนมา"

    ผมพยักหน้าหงึกๆ อย่างเห็นด้วย ไอ้แมงมุมนี่มันมักจะมีความคิดความอ่านไกลเกินตัว น่าจะได้รับการสั่งสอนมาดี 

    ผมเก็บเอาที่ไอ้แมงมุมพูดมานั่งคิดต่อ ผูกโยงกับความพิเศษของตัวเอง จนไอ้แมงมุมกะเดอะแฟลชจ่ายเงินค่าเบียร์แล้วเดินเซออกจากร้านไป ไม่มีใครหันมาถามผมสักคนว่าผมจะกลับรึยัง 

    จะว่าไปแล้ว ไม่มีใครชวนผมมานั่งกินเป็นเพื่อนด้วยซ้ำ ซึ่งผมก็คงไม่โทษมันหรอก ความเป็นมนุษย์ล่องหนของผมมันเป็นพลังพิเศษที่น่าเศร้า 

    พลังความสามารถอันยิ่งใหญ่ ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่งั้นหรือ? 

    ผมเข้าใจว่ามีคนมีพลังพิเศษแบบเดียวกับผมนี้อีกเยอะทั่วโลก แต่พวกเราไม่ค่อยดังเปรี้ยงปร้างแบบซุปเปอร์ฮีโร่พวกนั้น ไม่มีใครสร้างหนังให้พวกเราเป็นพระเอกกันหรอกครับ เพราะมันจัดการค่อนข้างยาก คือแค่จะประกาศรับสมัครนักแสดงก็ลำบากแล้ว ใครจะมาสมัครตอนไหนก็ไม่มีคนเห็น ผู้กำกับเองก็คงลำบากเพราะไม่รู้กำกับการแสดงไปแล้วพวกเราจะแสดงออกมายังไง 
    "ฉากนี้ ตอนที่นางเอกปัดดอกไม้ที่คุณถือมา คุณหันไปมองดอกไม้ที่พื้นแล้วร้องไห้นะ" 

     ...  

    "เอาใหม่นะ ร้องไห้แบบมีเสียงมันดราม่าไปหน่อย เอาแบบน้ำตาไหลซึมมาก็พอ" 

    "คัท บอกกี่ทีว่าให้ร้องไห้ น้ำตาไปไหน ไม่เห็นมีสักหยด" 

    "เอาใหม่" 

    "เอาใหม่"

    จะโทษใครก็ไม่ได้หรอกครับ มันเป็นพลังพิเศษที่พวกเราหลายคนไม่อยากได้ด้วยซ้ำไป

    จริงๆ แล้ว กระทั่งพวกเราก็ไม่เห็นกันเองด้วย

    พลังพิเศษของพวกเรามันเริ่มก้นมาเมื่อไหร่เหรอ? ผมไม่อยากเล่าหรอก พวกคุณเบื่อ Origin story นี่นา ไม่มีใครเขาอยากดูพ่อกับแม่ของบรู๊ซ เวย์นถูกโจรขโมยสร้อยยิงตายบ่อยๆ หรอกจริงไหม หรือคุณอยากดูคุณลุงเบนโดนโจรแทงตาย

    เรื่องของผมก็เหมือนกัน ถ้าเล่าไปมันอาจทำให้คนที่เกี่ยวข้องลำบากใจ 

    เรื่องความรับผิดชอบเนี่ยสิ ความสามารถพิเศษแบบนี้ เราควรต้องมีความรับผิดชอบระดับไหนกัน 

    บางที ผมก็อยากไปช่วยคนอื่นนะ มีครั้งหนึ่งผมไปเจอผู้ชายคนนึงยืนร้องไห้อยู่บนคอสะพานพุทธในคืนวันฝนฟ้าคะนอง ตอนนั้นตีสามกว่า ถนนว่างมาก ผมเลยพยายามพูดกับเขา เขาทำหน้าตกใจ ขาก็เลยสั่นจนตกน้ำไปเองจริงๆ 

    ผมเคยพยายามช่วยคนอื่นอีก บางทีใครทำอะไรตกแล้วไม่มีคนเห็น ผมก็เคยถือไปให้ คงไม่ค่อยมีใครชอบหรอก เวลาเห็นอะไรลอยมาหาตัวเอง 

    สุดท้ายมันก็มักจะจบลงด้วยความหวาดผวา 

    มีบ้างที่มีคนรับรู้ตัวตนของผมแล้วทำความเข้าใจได้ แต่กระนั้นเขาก็ไม่ปล่อยให้ผมเข้าไปไกล้เกินไปอยู่ดี ทุกคนก็มีเส้นแบ่งของความเป็นส่วนตัวเนอะ ใครจะไปสบายใจถ้ามีมนุษย์ล่องหนอยู่ใกล้ จะไปห้องน้ำห้องท่าก็คงต้องระแวงว่าเราแอบตามไปไหม จะอึจะฉี่ก็คงไม่มีความสุข 

    แถมหลายคนที่พอเริ่มเข้ามาใกล้ก็เรียนรู้พลังพิเศษของผม อยู่มาวันหนึ่งเขาก็กลายเป็นมนุษย์ล่องหนเหมือนกัน สุดท้ายเราก็เลยมองไม่เห็นกันและกัน ตลกดี 

    พลังอันยิ่งใหญ่ กับความรับผิดชอบยิ่งใหญ่เหรอ? ผมว่าความสามารถล่องหนได้นี้มันเป็นคำสาปมากกว่า 

    มนุษย์จะอย่างไรก็เป็นสัตว์สังคม การที่เรากลายเป็นอากาศธาตุไร้ตัวตนนั้นแปลว่าเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ตามลำพังให้ได้ จะเจ็บไข้ได้ป่วย ไปหาหมอเขาก็คงไม่รู้จะตรวจตราเราอย่างไร 

    เมื่อการดำรงอยู่หรือการไม่ดำรงอยู่ของเรามันจะมีผลอะไรกับโลกใบนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปวันๆ เพื่ออะไรเหมือนกันนะ ว่าไหม? 

    จริงๆ วันที่เราตายไป ก็คงไม่มีใครเห็น แต่ก็อาจจะดีที่เพิ่มปุ๋ยให้กับโลกใบนี้ 

    ผมหวังว่า ดอกไม้ที่งอกมาจากซากศพของเรา จะสวยสดงดงาม นั่นคงเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ของผม 
    แต่ถ้าถึงวันนั้น ผมคงมองไม่เห็นมัน 

    และไม่รู้ว่าจะมีใครมองเห็นมันหรือเปล่า

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in