เรื่องสั้นนอวอรอรอตอพอลอ
โลกที่เวลาหยุดเดิน
  • 1) อดีต: ผู้รู้

    ผมอยู่ที่ไหน?

    สมองพยายามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ในความจำเลือนลาง ภาพบาร์ไม้เก่าๆ แห่งหนึ่งปรากฎขึ้น วิสกี้ออนเดอะร็อกแก้วแล้วแก้วเล่า ช่างชงเหล้าสาวสวยเติมเหล้าให้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมย้ำคำเตือนที่เปล่าประโยชน์ให้ทุกแก้วที่ริน "ระวังเมาขับรถกลับบ้านไม่ได้นะคะ"

    ผมคงเมาปลิ้นสิ้นสติไปในบาร์แห่งนั้นเอง ใครสักคนคงแบกมานอนที่ห้องสินะ ไม่รู้ตอนนี้กี่โมงแล้ว เดี๋ยวอีกสักพักตอนเจอหน้าคงต้องทิปให้พิเศษหน่อย

    ผมพยายามสลัดความงุนงงออกจากหัว และส่ายสายตาสำรวจไปรอบๆ ห้อง มองหาร่องรอยที่จะช่วยตอบคำถามแรก

    ห้องนั้นเป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ผนังสีขาวซอมซ่อ พื้นห้องปูกระเบื้องยางถูกๆ แต่ปัดกวาดสะอาดสะอ้าน โทรทัศน์สี 24 นิ้วจากยุคที่จอแบนยังไม่เป็นที่รู้จัก นาฬิกาถูกๆ หาได้ตามห้างทั่วไป ตู้เสื้อผ้าว่างเปล่า แอร์เก่าๆ แขวนผนังอยู่เหนือประตูไม้สีชมพูที่จะเปิดออกไประเบียง ไม่มีอะไรบ่งบอกตัวตนของเจ้าของห้องผู้เมตตา

    ระเบียง... แค่ออกไปที่ระเบียง ทิวทัศน์ของท้องถนนคงบอกผมได้ว่าห้องนี้อยู่แถวไหน

    ผมลุกขึ้นจากพื้นที่ปูกระเบื้องยาง น่าแปลกที่ผมไม่ได้นอนบนเตียง แต่อยู่ตรงซอกเล็กๆ ระหว่างเตียงกับโต๊ะทีวี พื้นที่แค่พอดีนอนคู้ได้ นี่กระมั้งที่เขาเรียกที่เท่าแมวดิ้นตาย ที่เท่านี้ผมก็เคยนอนมาแล้ว นี่ผมคงนอนตกลงมาจากเตียงสินะ เตียงขนาดห้าฟุตนั้นมีร่องรอยของการใช้งานมาเนิ่นนาน แต่ผ้าปูเตียงและผ้าห่มกลับสะอาดสะอ้านและราบเรียบ ไม่คล้ายถูกใช้งานนับจากครั้งสุดท้ายที่มีคนมาทำเตียง

    ผมรู้สึกคุ้นเคยกับห้องนี้อย่างบอกไม่ถูก

    ผมเปิดประตูและก้าวออกไปบนระเบียง ห้องอยู่ประมาณชั้นสี่ของอาคาร มองเห็นโดยรอบได้กว้างพอสมควรเพราะไม่มีอาคารใหญ่ๆ หลังคาอาคารบ้านเรือน ป้ายชื่อสถานประกอบการต่างๆ คุ้นตา

    ความคิดแวบแรกคือ "เราเคยมาที่นี่แล้วจริงๆ"
    ____________

    "ตื่นได้แล้วครับ ไหนใครว่าจะไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นกัน"

    หญิงสาวพลิกตัวหันมายิ้ม "ยังอยากนอนต่ออยู่เลย"

    ชายหนุ่มยิ้มกลับ แทรกมือเข้าใต้ผ้าห่มนวมสีฟ้าอ่อน ปลายนิ้วชี้สัมผัสเอวบางของหญิงสาว เขากระดิกนิ้วเบาๆ หญิงสาวหัวเราะดิ้นไปมา

    "ไม่เอา พอแล้ว จักกะจี้"

    "แสงข้างนอกกำลังสวย อุตสาห์มาเที่ยวกันสองคน จะได้เซลฟี่กันแบบมีพระอาทิตย์ขึ้นเป็นแบคกราวนด์ไงครับ"

    "เฮ้อ.... งั้นก็ดึงชั้นขึ้นจากเตียงหน่อยสิ"


    ____________

    อีกมุมหนึ่งของโลก ...

    การจราจรยามเช้าตรู่ กำลังเริ่มสะสมรถยนต์เข้ามาบนถนนหนทาง รถพยาบาลเปิดไซเรนขอทางลั่นถนน พลขับกระทืบคันเร่ง เขาต้องรีบพาผู้ป่วยไปส่งโรงพยาบาล ส่งผู้ป่วยเที่ยวนี้เสร็จก็หมดกะพอดี

    ความตายและรถพยาบาล บางครั้งก็เป็นคู่ปรับที่ไม่ยอมรามือให้กัน แต่บางครั้งก็กอดคอดื่มเหล้าด้วยกันก็มี เพื่อนของเขาเพิ่งเสียชีวิตในหน้าที่ พร้อมผู้ป่วยโรคหัวใจและบุรุษพยาบาลอีกสองคน สุดท้ายความตายชนะเสมอ

    พลขับปาดความคิดและความง่วงออกจากสมอง พุ่งความสนใจไปที่สถาพการจราจรข้างหน้า อีกแค่สามกิโลก็เสร็จงาน

    ความตายมักจะชนะเสมอในที่สุด แต่ต้องไม่ใช่วันนี้ ฉันมีคนรออยู่ที่บ้าน
    ____________

    ประสบการณ์บอกผมว่านี่เป็นโรงแรมหรือเกสต์เฮ้าส์เล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่น่าแปลกทั้งอาคารไม่มีใครอยู่ ความเงียบแปลกๆ นี่มันคืออะไรกัน มันอาจจะยังเช้าเกินไป แต่ถ้าแขกยังอยู่ในห้องพักก็น่าจะมีเสียงแอร์ทำงานบ้าง

    มันไม่ใช่แค่ความสงบธรรมดา แต่นี่ไม่มีเสียงอะไรเลย และผมยังรู้สึกแปลกๆ ในหู มันไม่เหมือนหูแว่ว แต่มันเหมือนเสียงอะไรบางอย่างขาดหายไป ไม่ใช่เสียงชาวบ้านใกล้เตรียมหุงหาอาหาร ไก่ขันหมาเห่า ข่าวเช้าทางทีวี มันเป็นความเงียบที่ผมไม่คุ้นเคย

    ผมพาตัวลงบันไดมาข้างล่าง ความคุ้นชินมันมากเกินความน่าสงสัยแล้ว ผมจึงไม่ค่อยประหลาดใจเมื่อลงมาเห็นพื้นที่ล็อบบี้ของเกสต์เฮาส์แห่งนี้ ระเบียงไม้ที่มีโต๊ะรอรับแขกมานั่งจิบเบียร์ชมวิวอยู่สี่ห้าตัว รวมถึงโต๊ะยาวที่คนเฝ้าเกสต์เฮาส์ใช้เป็นที่นอนเวลาไม่มีแขก โต๊ะสุดท้ายบนเฉลียงนี้สินะที่เรานั่งจิบเบียร์คุยกันตั้งแต่สี่ทุ่มถึงตีสาม

    ที่นี่เอง ที่ผมมาเจอกับปอย อดีตเพื่อนร่วมงาน ผู้หญิงที่ผมหลงรัก คนที่ทำให้ชีวิตผมพังทลายจนไม่มีชิ้นดี หรือ คนแปลกหน้าคนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับคุณจะชี้เอาจุดไหนบนเส้นเวลาของชีวิตของผม

    ผมคงเมาขาดสติแล้วขับรถมาที่นี่สินะ ระยะทางตั้งสองร้อยกว่ากิโลเมตร รอดมาได้ไงนะ

    ผมเดินไปที่โต๊ะตัวนั้น มือลูบไล้ราวกับจะหาสัมผัสอุ่นจากคนที่เคยนั่งอยู่ตรงนั้นเพียงแค่ห้าชั่วโมงในชั่วชีวิตนี้ มันกี่ปีมาแล้วนะ

    ผมรู้สึกไม่ค่อยสบาย วันนี้คงต้องโทรไปลางาน คนเราจะลาป่วยเพราะน้ำตาไหลได้ไหมนะ หรือต้องมีเหตุผลที่ดีกว่านี้....

    ผมแค่อยากนั่งอยู่ตรงนี้นานๆ เผื่อเวลาจะเดินย้อนกลับไปถึงคืนนั้นได้

    ____________

    ชายหนุ่มกับหญิงสาว เดินจูงมือกันมา ทั้งสองถอดรองเท้าไว้ที่รอยต่อระหว่างถนนและหาดทราย ก่อนจะเดินลงหาด ย่ำทรายบ้าง ย่ำน้ำทะเลบ้าง ทั้งคู่ถ่ายภาพทะเลเช้าแห่งนี้ ราวกับไม่อยากให้มีรายละเอียดใดตกหล่นไปจากความทรงจำ

    เวลาจะไม่มีวันขโมยความทรงจำของเราสองคนได้

    ____________

    2) ปัจจุบัน: ผู้ตื่น

    เวลาผ่านไปกี่ชั่วโมงแล้วนะ ผมคงงีบหลับไปอีกแน่ๆ

    ผมยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา หกโมงสามสิบสี่

    แปลก... นี่ เป็นเวลาที่ผมปลุกปอยไปเดินเล่นริมหาดตอนเช้าวันนั้น วันสุดท้ายที่เรามาเจอกันที่นี่ เบียร์แปดกระป๋อง นั่งคุยกันกว่าจะนอนปาไปตีสาม ตอนนั้นผมอยากใช้เวลาวันกว่าๆ กับปอยอย่างเต็มที่ เลยไม่สนใจจะหลับนอน สามชั่วโมงก็เยอะพอแล้ว คนอายุขนาดผมไม่ต้องนอนเยอะหรอก นั่นเป็นหน้าที่ของเด็ก สตรีมีครรภ์และผู้สูงอายุต่างหาก

    แต่... ผมเพิ่งสังเกตว่าเข็มวินาทีมันไม่ขยับ นี่คงถ่านหมดอีกล่ะสิไอ้นาฬิกาแฟชั่นราคาถูก ผมเหลียวไปดูนาฬิกาแขวนข้างผนังเหนือเคาน์เตอร์ หกโมงยี่สิบเก้า ผมมักจะตั้งเวลาเร็วห้านาทีเสมอ มันช่วยผมได้กับนัดสำคัญหลายครั้งแล้ว อย่างนี้แปลว่าเวลานี้ไม่ผิดสินะ แต่ที่เข็มวินาทีของทั้งคู่มันไม่ขยับนี่แปลว่าอะไร?

    ผมหันไปดูถนนข้างล่าง ยังไม่มีใคร ไม่มีรถ ไม่มีคน ไม่มีกระทั่งหมาสักตัว นี่พูดจริงนะ ไม่ใช่สำนวน ไม่มีนกบินมาเกาะเสาไฟ พระอาทิตย์ก็ยังอยู่ตรงที่เดิม ก่อนที่ผมจะม่อยหลับไป อย่างกับโลกนี้เวลาหยุดเดิน

    และผมเป็นเพียงสิ่งเดียวในโลกที่เคลื่อนไหวได้

    ____________

    "เช็คกรุ๊ปเลือดด้วยครับ ผู้ป่วยตกลงมาจากจุดชมวิว กม. 207 เสียเลือดมาก สัญญานชีพต่ำมาก"
    "ตกหรือกระโดดจ๊ะ" พยาบาลห้องฉุกเฉินถามพลาง มือไม้ก็เร่งตรวจสอบอาการเบื้องต้นตามวิชาชีพ

    "ติดต่อญาติได้ไหม"
    "ตำรวจกำลังติดต่ออยู่ครับ ดูเหมือนพวกฆ่าตัวตายนะครับ"

    "เฮ้อ ตรงนี้หลายทีละ ไม่เห็นเทศบาลจะทำป้ายเตือนอะไรสักอย่าง" พยาบาลบ่นงึมงัม ก่อนจะหันไปเร่งเสียง "หมอ หมอคะ ขอแรงทางนี้ด่วนเลย ผู้ป่วยกำลังช็อก ความดันต่ำ เสียเลือดมาก ศีรษะแตก กระดูกหักหลายจุด"
    "ทราบกรุ๊ปเลือดไหมครับ?"
    "ไม่มีครับ เราเปิดกระเป๋าสตังค์ดูแล้ว บัตรประชาชนผู้ป่วยไม่ระบุกรุ๊ปเลือดไว้" บุรุษพยาบาลที่มากับรถแจ้ง


    ____________

    ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงไม่แปลกใจ ผมอยากอยู่ในโลกที่เวลาหยุดมานานแล้ว ตอนเด็กๆ เคยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นที่ผูัร้ายหยุดเวลาได้ มันช่างเป็นพลังวิเศษทีีน่ากลัวและน่าหลงไหลจริงๆ นะ เราจะทำอะไรก็ได้ จะขโมยอะไรก็ได้ไม่มีใครรู้ตัว อยากได้อะไรก็หยิบเอา

    ผมคิดถึงปอย ถ้าผมไปหาเธอที่บ้านตอนนี้ ผมคงบอกรักเธอได้โดยไม่ต้องกลัวว่าเธอจะโกรธหรืออึดอัด ผมอาจจะลูบหัวเธอเบาๆ ผมยาวสลวยของเธอที่ผมไม่เคยสัมผัส ผมอาจจะหอมแก้มเธอ เบาๆ แก้มที่มีลักยิ้มที่ผมใฝ่ฝันมานาน หรือเหมือนเจ้าชายจูบเจ้าหญิงนิทราให้ตื่นมาจากภวังค์ (หรือนั่นคือสโนว์ไวท์นะ ผมจำสองเรื่องนี้สลับกันตลอด) ผมอาจจะจุมพิตริมฝีปากของเธอเบาๆ ...

    ริมฝีปากที่ไม่ใช่ของผม หัวใจที่ไม่ใช่ของผม

    ถึงเธอตื่นขึ้นมาในโลกที่เวลาหยุดนิ่งใบนี้ได้ เธอก็ไม่ใช่ของผมอยู่ดี มันจะมีประโยชน์อะไร...

    ปอยไม่ใช่ของใครทั้งนั้น เธอเป็นเจ้าของตัวเอง แม้เธออาจจะเปิดประตูให้ใครเข้าไปในใจเธอ แต่สุดท้ายแล้ว เธอไม่มีวันเป็นของใคร

    ปอยเคยบอกผมไว้อย่างนั้น

    ____________

    "ผมชอบปอยนะ"
    "รู้แล้ว" ปอยตอบยิ้มๆ
    "ขอบใจนะ ตัวเองคอยอยู่ข้างๆ เราเสมอเลย"
    "ก็ผมชอบปอยนิ ผมอยากเห็นปอยมีความสุข ไม่อยากเห็นปอยเสียใจอีก"
    ปอยถอนหายใจ "ช่างเถอะ เราไม่ได้เก็บพี่เขามาเป็นอารมณ์แล้ว"
    "เก่งมาก เขายังทักมาอยู่รึเปล่า"
    "ถามมาก อยากโดนอันฟอลโล่ว์อีกคนรึไงจ๊ะ"


    ____________

    ผมเดินเข้าไปในร้านหนังสือเล็กๆ ร้านเดียวในพื้นที่นี้ ในเมื่อเวลามันไม่ยอมเดิน ผมจึงมีเวลาอ่านหนังสือทุกเล่มที่อยากอ่าน แต่ร้านบ้าๆ นี่ มันมีแต่หนังสือพิมพ์หัวสี นิตยสารผู้ชาย ทั้งแบบวับๆ แวมๆ ไปจนถึงปืนและพระเครื่อง ใบเรียงเบอร์ ไม่มีอะไรน่าสนใจ มีขายหัวเราะ คู่มือทำสวนครัวและตำราอาหารพื้นบ้าน (ถ่ายรูปโคตรประดิษฐ์ประดอยสไตลิสท์ติสต์แตกมาก พื้นบ้านยังไงวะ)

    ถึงอย่างนั้นอย่างนี้ ผมก็พลิกอ่านหนังสือพวกนี้จบทุกเล่มมาเป็นสามสี่รอบแล้ว ถ้าเวลามันเดินได้ ผมอาจจะอยู่แบบนี้มาแล้วสักสี่ห้าเดือน แต่นี่พระอาทิตย์มันก็ยังอยู่ตรงนั้น เข็มนาฬิกาทั้งเมืองก็หยุดตรงเวลาใกล้ๆ กันหมด

    ผมพบว่าโลกทั้งใบนี้ นอกจากเวลาจะหยุดแล้ว ยังไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดอีก เชื่อผมเถอะ ผมเปิดประตูดูทุกบ้านแล้ว ไม่มีใครหน้าไหนทั้งนั้น ปูปลาในทะเลยังไม่เลย

    ในเมื่อไม่มีมนุษย์ ก็ไม่มีกิจกรรมใดๆในโลก เครื่องบินไม่บิน ผมพยายามทุบกระจกรถที่จอดอยู่ข้างทาง พยายามลัดวงจรแบบที่เห็นในหนัง ไม่ได้ผล นี่ผมเขียนคู่มืออกมาเป็นเล่มแล้วนะว่าสายไฟเส้นไหนทำอะไร เชื่อสิ ในโลกใบนี้ มีแต่ตัวผมที่ขยับได้

    เคยคิดจะขับจักรยานออกไป แต่เพื่ออะไรเหรอ? ที่ปลายทางมันไม่ได้มีอะไรรออยู่ ไม่มีใครรอผมอยู่

    ผมขออยู่ตรงนี้ดีกว่า อย่างน้อย เมืองนี้ก็เต็มไปด้วยความทรงจำที่ผมมีความสุข ถนนที่เราเดินไปด้วยกัน ร้านกาแฟที่แวะกินกัน โต๊ะที่เราเคยนั่งคุยกัน เพียงได้มานั่งตรงนั้น และจินตนาการว่าปอยยังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เท่านี้ผมก็มีความสุขแล้ว


    ____________

    3 อนาคต: ผู้เบิกบาน


    ผมคงอยู่ตรงนี้มานานเกินไปแล้ว

    เมื่อไหร่จะถีงเวลาที่ผมจะไปต่อได้? อ้อ ลืมไป เวลามันไม่เดินนี่นา

    ผมไม่รู้ว่าในโลกปกติ มันผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว สามล้านปี? สองศตวรรษ? สิบสี่เดือน? ห้าสัปดาห์? สามวัน? สิบนาที? หรือแค่ชั่วพริบตาที่หัวใจผมเต้นครั้งสุดท้ายก่อนมันจะหยุดลง

    ใช่ ผมรู้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ผมคงตายไปแล้ว หรือกำลังจะตาย ผมพบว่าตัวเองไม่มีชีพจรเต้น ผมรู้มานานแล้ว

    ผมรู้แล้วด้วยว่าความเงียบที่แทบจะทนไม่ได้นั่นคืออะไร คนเราทุกคนเกิดมาพร้อมกับเสียงหัวใจเต้น เราคุ้นกับจังหวะของมันจนไม่สำเหนียกว่าเราได้ยินเสียงมันอยู่ตลอดเวลา เสียงหัวใจก็เหมือนกับเพลงประกอบภาพยนต์ที่ดี มันต้องไม่เด่นกลบเรื่องราวบนแผ่นฟิล์ม มันแค่ทำหน้าที่ของมัน ทำให้คุณรู้สึกไปตามความต้องการของผู้กำกับ

    หากแต่วันไหนที่เสียงหัวใจคุณเต้นแรงขึ้นหรือหยุดลง คุณจะได้ยินถึงความแตกต่าง

    ผมอยู่ที่นี่มานานพอแล้ว ถ้าผมตายไปแล้ว หรือถ้าเวลามันผ่านไปเนิ่นนานขนาดนั้น ปอยก็คงตายไปนานแล้ว

    มันไม่ประโยชน์อะไรที่จะยึดติดอีกต่อไป ผมต้องหาทางออกจากที่นี่

    ผมจะฆ่าตัวตายได้ไหม ในโลกที่เวลาหยุดนี้?

    ผมปีนขึ้นบนภูเขาหินที่ริมทะเลแห่งนั้น มันมีจุดชมวิวอยู่ มันคงสวยงามมากเวลาพระอาทิตย์ตก ทำไมตอนนั้นเราไม่มาดูพระอาทิตย์ตกที่นี่กันนะ? เรามัวคุยอะไรกันอยู่ อ่อ เราไปเดินถนนสำรวจตลาดกันนี่นะ

    ชะง่อนผาแห่งนี้ สูงราวๆ สามสิบเมตรจากระดับทะเล ข้างล่างมีโขดหินระเกะระกะอยู่ คนธรรมดาตกไป ถ้าไม่ตายก็คงไม่รอดง่ายๆหรอกนะ

    ผมขึ้นมาที่นี่บ่อยมาก ไม่มีความจำเป็นต้องเสียเวลาอะไรกับการนั่งชมวิวที่ไม่เคยเปลี่ยน ผมอยู่ที่นี่มานานเกินไปแล้ว ได้เวลาที่ต้องไปแล้ว ถ้าการก้าวกระโดดครั้งนี้จะทำให้ผมหลุดพ้นจากนรกอันเป็นนิรันดร์นี้ มันก็ควรแก่เวลาแล้ว

    ผมพร้อมแล้วที่จะละทิ้งความทรงจำนี้ไป จริงอยู่ผมต้องการความรักจากปอย ผมมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึงเธอ โลกที่เวลาหยุดเดินนี้ มันก็เป็นเสี้ยวเวลาหนึ่งในชีวิตที่ผมมีความสุข แต่การยึดติดกับความสุขมันกลับทำให้ผมเป็นทุกข์ไปด้วย คนเราจะกอดเก็บความทุกข์ไว้ได้นานแค่ไหนเชียว คนเราจะแบกน้ำหนักของความรู้สึกไว้ได้นานแค่ไหนเชียว

    ผมคิดว่าผมพร้อมแล้ว ผมหลับตา กางแขนแล้วก็กระโดด...

    ____________


    "เวลาเสียชีวิต สิบเอ็ดนาฬิกาห้าสิบนาที" นายแพทย์ประจำห้องฉุกเฉินประกาศ
    "เดี๋ยวผมไปเซ็นเอกสารในห้องทำงานนะ ถ้าร้อยเวรมารบกวนเพจตามด้วย"
    "ค่ะ" พยาบาลตอบ วันนี้เหนื่อยแต่เช้า รายนี้ยื้อกันมาตั้งแต่แปดโมงกว่า จริงๆ ถ้ารถติดกว่านี้ ก็คงเสียชีวิตมาตั้งแต่ในรถแล้ว...


    ____________

    "สั่งอะไรรึยัง สั่งเผื่อเรารึเปล่า"
    "เพิ่งสั่ง เอ้านี่เมนู ไม่ได้สั่งเผื่อนะ ไม่รู้ตัวเองอยากกินอะไร เข้าห้องน้ำอะไรน้านนาน"
    "เยอะจัง เลือกไม่ถูกเลย"
    "เลือกช้าก็กินช้า ดี ชั้นขอจะเช็คเฟสหน่อย"
    "ครับ ตามสบาย"


    ปอยเปิดดูข้อความจากเพื่อนๆ จนเลื่อนไปเห็นว่ามีข้อความใหม่จากพี่คนนั้น ทุกครั้งที่เขาพยายามติดต่อมา มันทำให้เธออึดอัด บางทีก็หงุดหงิด วันนี้ปอยอยากมีความสุข อยากมีความทรงจำที่ดี เธอจึงวางโทรศัพท์ลงโดยยังไม่ได้เปิดอ่านหรือแม้แต่เช็คหน้าวอลล์ของตัวเอง เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบสายตาแปลกๆ จากชายหนุ่มผู้นั่งอยู่ตรงข้าม

    "มีข่าวอะไรบ้างรึเปล่า?"
    "ไม่มีนี่ เรื่อยๆ บลา บลา บลา"
    "ดีแล้ว" ชายหนุ่มก้มหน้าดูเมนู ปอยคงยังไม่เห็นข่าวพี่น้อตเสีย


    ____________

    ผมตกลงมาแค่นิดเดียว

    ทันใดนั้น สายลมกลับพัดขึ้น ลมทะเลปะทะหน้าผาชัน พัดจากล่างขึ้นข้างบน หอบเอาร่างของผมลอยขึ้นในทิศทางตรงกันข้าม

    แล้วผมก็พบว่าผมบินได้

    ผมอยากบินได้มานานแล้ว....


    (อวสาน)

    ____________

    เล่าครั้งแรก STL กย 59

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in