เรื่องสั้นนอวอรอรอตอพอลอ
ขิม
  • 1 - ขิม

    ใครเคยเล่นแอ๊พหาคู่กันบ้างครับ?

    ผมเป็นคนหนึ่งที่ไหลตามกระแสความเปล่าเปลี่ยวของสังคมเมือง ไปจนชนเข้ากับแอ๊พตัวนี้ (ขอถอนหายใจด้วยความสมเพชตัวเองสักครั้ง)

    แรกๆ ผมก็เล่นๆ เพลินๆ ไปอย่างนั้นเอง อารมณ์มันเหมือนเวลาเปิดหนังสือแคตาล็อกเลือกสินค้ามาก มีรูปสุภาพสตรีมากมายโผล่มาให้ดู (ส่วนคุณผู้หญิงก็จะเห็นรูปผู้ชาย) บางรายก็มีรูปเดียว บางรายก็มีรูปให้ดูหลายรูปหลายมุม คนไหนไม่ชอบก็ไหลผ่านไป คนไหนถูกใจก็กดไว้ คนที่ถูกชอบจะไม่รู้เลยว่ามีใครชอบ จนกว่าจะบังเอิญชอบกลับคนเดียวกัน ใครลงแอ๊พนี้ไว้ ต่างคนก็ต่างเปิดแคตตาล็อกที่ว่านี้เลือกชมตามอัธยาศัย ถ้าใครบังเอิญใจตรงกัน ต่างคนต่างเห็นอะไรบางอย่างซึ่งกันและกัน มันก็โชว์ให้เห็นว่า "นี่ไง คู่เธอน่ะ... คุยกันซะสิ"

    ขั้นสุดของการ Dehumanisation ในเปลือกเหงาๆ ของทุนนิยมเสรีใหม่

    กลับไปเข้าเรื่องดีกว่า ...

    ผมเห็นรูปโพรไฟล์ของขิมว่าแปลกตาจากคนอื่นๆ ใน "แคตตาล็อก" มันมีสไตล์เฉพาะตัวบางอย่างที่ผมชอบเหมือนกัน คือรูปเขาเป็น selfie ที่ถ่ายใส่กระจกเงา แต่กล้อง mirrorless ตัวนั้นบังหน้าเขาไว้ เห็นก็แค่ผมที่ยาวพอประมาณ ไม่มีข้อความอะไรที่บอกว่าเขาเป็นคนอย่างไร มีแค่ชื่อ (ไม่รู้ชื่อจริงหรือชื่อหลอก) กับอายุ ด้วยรูปนี้ ผมกดไลค์ทันทีโดยไม่ต้องคิด... ยังไงก็ใช่ว่าเขาจะกดชอบเราซะหน่อย

    พอกดปุ๊บ แอ๊พก็ฟ้องว่า "นี่ไง คู่เธอน่ะ.... คุยกันซะสิ"

    แปลว่า "ขิม" มากดชอบโพรไฟล์ของผมก่อนหน้านี้แล้ว ผมเพิ่งเจอเธอวันนี้และชอบกลับ

    เอิ่ม... เขาไม่ได้ชื่อขิมหรอก มันเป็นแค่ชื่อที่ผมสมมติขึ้นมาเฉยๆ

    เขามีตัวตนรึเปล่า กระทั่งผมยังไม่อาจรู้แน่ชัด เพราะทุกวันนี้ ผ่านไปเดือนกว่าแล้ว เราก็ยังไม่เคยเจอตัวจริงๆ กันซะที แม้จะคุยกันบ้าง มากบ้างน้อยบ้างทุกวัน

    ผมเขียนถึงเขาไปนิดๆ หน่อยๆ มาสามสี่ครั้ง เพราะขิมนับเป็นตัวละครใหม่ เขาเป็นคนแปลกๆ อยู่สักหน่อย เธอเป็นสาวแบ๊งค์แต่ไม่ได้ทำงานที่แตะต้องเงิน เธอซูบผอมแต่ยังคิดว่าผอมได้มากกว่านี้ เธอเข้าไปในแอ๊พหาคู่แต่แค่เข้าไปหาเพื่อนคุย แถมเจอแต่พวกชวนไปขายตรง (อันนี้ฮา) เธอเรียนดนตรีไทยแต่แกะเพลงฝรั่งมาเล่น 

    มีอีกหลายอย่าง แต่ขอสงวนไว้บ้างก็ดี

    เพื่อนๆ ที่รู้ปัญหาของผมในรอบหลายเดือนที่แล้วพากันเชียร์ให้ผมจีบขิมอย่างเป็นทางการจนออกนอกหน้า จนบางครั้ง ผมก็เผลอคิดเหมือนกันว่าคงจะดีเหมือนกันนะ แม้ลึกๆ ผมก็ยังไม่เชื่อว่าผมจะสามารถชอบใครได้อีก โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าขิมเป็นผู้หญิงแบบที่ผมอาจจะไม่ชอบในหลายๆ ประเด็น
    อันดับแรก ผมไม่เคยรู้สึกชอบผู้หญิงแต่งหน้า (โคตรเปลือกเลย) ไม่เคยวิเคราะห์ตัวเองเหมือนกันว่าเพราะอะไร อาจเป็นเพราะผมรู้สึกว่าเธอเหล่านั้น insecure กับความงามตามธรรมชาติ หรืออาจเพราะผมไม่รู้ว่าเราจะหอมแก้มเขาได้ไหมโดยไม่ให้เมคอัพเปื้อนปากเรา (555)

    คู่กันไป ผมไม่ชอบผูัหญิงที่แต่งตัวเยอะๆ แบบมีเสื้อผ้าประมาณสองร้อยชุดแล้วยังบอกไม่มีชุดใส่ไปงานนี่ ทำให้ผมประหลาดใจมาหลายทีละ คือหยิบมาเแขนยัดเอาขาเสียบไป มันจะเลวร้ายตรงไหน จะว่าไปนีีก็เป็นเรื่องเปลือกๆ อีกเหมิอนกัน

    อันดับสาม เธอไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือหรือดูหนัง (เป็น passion ของผมเลย) 

    อันดับสุดท้าย ผมเป็นคนไม่ชอบถ่ายเซลฟี่และค่อนข้างจะไม่เข้าใจคนที่ถ่ายเซลฟี่ฟีเวอร์สักเท่าไหร่ ขิมเป็นคนถ่ายเซลฟี่ตลอดเวลา แต่เซลฟี่เธออกมาสวยนะ ไม่ใช่หน้าตาเพราะเธอจัดว่าเป็นคนดูดีคนนึง แต่หมายถึงรูปที่ออกมา มันสวย ดูดี มีองค์ประกอบศิลป์บางอย่าง

    ที่มานั่งลิสต์ข้อไม่ชอบพวกนี้ เพราะผมคงยังมีอะไรที่ปิดกั้นไม่อยากเพาะปลูกความสัมพันธ์ใหม่ คงกลัวเจ็บมั้ง...

    จนวันหนึ่งที่ผมตัดสินใจว่าจะทิ้งอดีตไว้ข้างหลังโดยไม่หันไปมองมันอีกต่อไป คืนนั้น ผมคิดจะเขียนจดหมายที่หมายว่าจะเป็นฉบับสุดท้าย ผมตระเตรียมเบียร์ไปนั่งกินบนดาดฟ้าระหว่างที่เขียนจดหมาย เหมือนเช่นเคย ขิมทักมาว่าตอนเย็นกินอะไร

    ผมถ่ายรูปขวดเบียร์ให้ดู และถ่ายรูปดาดฟ้าว่ากำลังกินอยู่บนนั้น

    ขิมที่บอกว่ากำลังจะนอน กลับชวนผมคุยอยู่เกือบสองชั่วโมง จนผมซัดเบียร์ที่ซื้อมาหมด

    "ลงมาถึงห้องรึยัง ขอหลักฐานด้วย"

    ต้องถ่ายรูปส่งไปให้ใหม่

    วันนั้น ผมรู้สึกดีที่มีคนมาคอยห่วง แม้เราจะไม่เคยเจอกันมาก่อน

    ผมโยนสเป็คเปลือกๆ ข้างต้นนั้นทิ้งไปและพิจารณาขิมเป็นเพื่อนมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง มนุษย์ที่ก็มีความอยากสวยอยากงาม ฯลฯ มันผิดตรงไหนที่ใช้เมคอัพ ที่ทำเล็บทาสีเล็บ (ทำสีสวยด้วยนะ) เราแลกเปลี่ยนบทสนทนาเรื่องโน่นนั่นนี่ แลกเปลี่ยนรูปอาหารที่กินแทบจะทุกมื้อมาเกือบหนึ่งเดือนเต็ม จนไปถึงขั้นที่ผมต้องถ่ายเซลฟี่ตัวเองในบางครั้งส่งไปบ้าง (ฮา)

    ขณะเดียวกัน ผมไม่ได้คิดว่าการคุยกันเนิ่นนานของเรา จะเป็นสะพานสู่อะไรใหม่ๆ เพราะผมรู้ว่าการพูดคุยของเรามันก็เป็นแค่เกมแก้เหงาของขิมเหมือนกัน และผมก็ไม่ได้คิดว่ามันจะช่วยกลบถมหลุมลึกที่ผมเคยขุดไว้มานานหลายเดือน (จริงๆ ก็ร่วมสองปีถ้านับแต่แรกจริงๆ)

    จนวันที่ผมตื่นมากลางดึกด้วยความฝัน ที่ไม่รู้ว่าฝันดีหรือฝันร้าย โบราณว่ามันจะเป็นจริงหรืออะไรก็ไม่รู้ แต่ผมรู้ว่า ผมฝังอดีตไว้ได้ไม่มิด และมันพร้อมจะกลับมาหลอกหลอนเราอีกเมื่อใหร่ก็ได้

    แต่ในวันที่ขิมไม่สบายและขับรถไปโรงพยาบาล ผมรู้สึกเป็นห่วง โดยไม่ได้วิตกว่าเขาจะแต่งหน้าหรือไม่แต่งหน้าไปโรงพยาบาลอะไรเทือกนั้น

    และผมก็รู้สึกดี ที่รู้ว่ามีใครคนหนึ่งในโลกใบนี้ ที่ยอมให้เรารู้สึกเป็นห่วงได้

    แค่นั้นจริงๆ ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น

    ______________


    2 - เขิน

    แปลกนะ ... คนแปลกหน้้าสองคนที่มีเรื่องบ้าบอแช็ตคุยกันตั้งนานเกือบหกสัปดาห์เต็ม พอเจอหน้ากันทำไมมันถึงหาอะไรคุยกันได้ยากจัง?

    บทสนทนาครึ่งชั่วโมงแรก มันช่างดูขมึงตึงเกลียว จดจ้องดูท่าทีของกันและกัน ราวกับทีมฟุตบอลคู่อาฆาตในรอบตัดเชือก ที่ผ่านบอลกันไปมาแต่ไม่ฝ่ายไหนกล้าเล่นเกมบุกอย่างโผงผาง เพราะความพ่ายแพ้นั้นเดิมพันด้วยความผิดพลาดในครั้งเดียว ในสายตาคนดูข้างสนาม มันคงจืดชืดน่าเบื่อน่าดู (น่าจะเรียกว่า "ไม่น่าดู" มากกว่านะ)

    พวกคุณคงไม่อยากดูเกมช่วงนี้หรอก มันช่างแห้งแล้งซึ่งความเร้าใจ ไม่ดราม่า แม้ว่านักบอลทั้งสองฝ่ายจะตื่นเต้นแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าใครยังเอิญเปิดทีวีมาดูและกล้องบังเอิญซูมมาที่ใบหน้า อาจสังเกตเห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างพยายามหลบตากันแต่ก็ลอบมองและซ่อนย้ิมไว้ที่ริมปาก แต่กระนั้น บทสนทนาก็ยังดำเนินไปอย่างแกนๆ (มายังไงเมื่อเช้า โห.. ไกลนะ อืม...ร้านนี้สวยดี รู้สึกจะไม่สบายบ่อยนะ อันนี้เคยกิน อร่อยนะ หูฟังสวยดี ฯลฯ)

    จนถึงจุดหนึ่ง ขิมถึงกับพูดออกมาว่า "คุยไม่เก่งนะ แช็ตเก่งกว่า" จากนั้น เกมถึงเริ่มลื่นไหล การคุยกันเรื่องงานและอาหารดูจะเป็นชุดข้อมูลที่ intersect กันได้ง่าย ทำให้ลามปามไปคุยเรื่องการใช้ชีวิตได้มากขึ้น 
    ผมสังเกตเห็นขิมทานสปาเกตตี้ด้วยการเอาส้อมจิ้มและหมุนวนอย่างช้าๆ จนพอเส้นมารวมตัวกันเป็นกระจุกเหมือนขนมเส้นจับเล็กๆ เธอจึงหยิบเข้าปากกิน จากที่ตอนแรกบอกว่าจะกินไม่หมดแต่เธอก็กินจนหวิดจะเกลี้ยงจาน เหลือไว้เพียง เบคอนบางส่วน และใบสาระแหน่ครึ่งพวงที่แนมมา

    "ขอนะ" ผมเอื้อมมือเด็ดสาระแหน่สดๆ มาสองใบ ส่งเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย "ทำไมไม่ขอตั้งแต่ยังไม่หมด" "ไม่เป็นไร เราไม่ถือ"

    มื้อนี้ผมเป็นฝ่ายเลี้ยง เราเดินต่อไปยังร้านกาแฟใกล้ๆ เธอสั่งอเมริกาโนเล็ก ผมสั่งคาปูชิโนกลาง นั่งกินจิบกันต่ออีก เราคุยกันเรื่องร้านอาหารและการท่องเที่ยว การใช้ชีวิตในเขตกลางเมือง (ที่ผมทำงานอยู่) กับเขตเฉียดๆ ชานเมือง (ที่เธออาศัยและทำงาน) และนัดหมายไปหาอะไรของอร่อยๆ กินกันต่อในโอกาสต่อไป

    เวลาราวๆ ครึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว  ผมยื่นช็อกโกแลตชิ้นเล็กๆ ที่ร้านกาแฟนี้แถมมากับทุกแก้วให้ขิม "เอาไว้กินมั้ย"

    "ไม่ล่ะ เก็บไว้เป็นที่ระทึกเถอะ"

    ______________

    3 - ขยับ

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมปั่นจักรยานจากที่พัก เป้าหมายอยู่ห่างออกไปประมาณยี่สิบกิโลนิดๆ 

    แน่นอนว่าไม่ใช่รวดเดียวจบ โดยจอดแรกที่ตลาดสดคลองเตย ผมค่อนข้างมั่นใจว่าทีี่นี่มีส้มเช้งขาย มันคงเป็นไอเท็มหายากในฤดูนี้ และตามประสาไอเท็มหายาก มันน่าจะเก็บคะแนนให้ผมอัพเลเว่ลได้เร็วขึ่น เพราะขิมบอกมาหลายวันแล้วว่าอยากกินส้มเช้ง

    ขยับที่สองเป็นการแวะที่ห้างแห่งหนึ่งแถวๆ รัชดา ผมไม่ได้เหยียบที่นี่มาเกินสิบปีแล้ว มันเปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือคราบเดิม จากจุดนี้ก็อีกแค่ไม่ถึงแปดกิโล ใช้เวลาปั่นสบายๆ แค่ไม่เกินครึ่งชั่วโมงคงถึง

    ขิมส่งข้อความมา ขอเลื่อนนัดเป็นบ่ายสาม แปลว่าต้องฆ่าเวลาที่นี่อีกชั่วโมงสินะ (แฮร่ม... ถ้ามีตังค์จะไม่บ่นเลย ฮะฮะ)

    ผมออกจากห้างตอนบ่ายสองโมงสิบห้า ใครเข้าไปในห้างตอนนั้นคงเห็น "เวลา" นอนตายกันเกลื่อน แน่ล่ะ ผมจินตนาการตัวเองเล่นเกมตู้อยู่ตั้งนาน "เวลา" ลูกกระจ้อกโผล่หัวมาจากมุมไหนผมยิงตายเรียบ... เวลาระดับ"บิ๊กบอส" คงกำลังรออยู่ที่ไหนสักแห่ง ^^

    ผมจอดรถจักรยานที่คอนโดของขิมตอนก่อนบ่ายสามเล็กน้อย ขิมไม่อยู่ห้อง เพราะไปสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานใกล้ๆ แต่พอถึงเวลานัดเขาก็ส่งข้อความมาให้จอดรถไว้ก่อน กำลังจะโฉบมารับ
    อย่างรวดเร็ว โตโยต้ายุคก่อนสงคราม Civil Wars (ของมาร์เวลนะ) แล่นมาจอดข้างถนน ผมเปิดประตูปล่อยตัวเองขึ้นรถ ยังไม่ทันทักอะไรดี เขาก็บรรยายให้ฟังเรื่องงานทีีเพิ่งไปมา ปรากฏว่าเขาเป็นคนโปรดของเด็กเล็กๆ ("ชั้นไม่ชอบเด็กซนเลย") เลยมีหน้าที่เล่นกับเด็กๆ โดยไม่ตั้งใจ

    ขิมบังคับรถเลี้ยวซ้ายออกขวาอย่างคล่องแคล่ว ปากก็เล่าเรื่องของเธอไปเรื่อยๆ "นี่ร้านซักผ้า ขากลับช่วยเตือนด้วยนะ ต้องรับผ้า"

    วันนี้เรานัดหมายไปกินก๋วยเตี๋ยวต้มยำเจ้าอร่อยไม่ไกลจากคอนโดของเขานัก ร้านนี้เขาว่ากินคนเดียวไม่ไหว ขิมเลยต้องชวนร่างอวบๆ ของผมมากินด้วย เราเดินเข้าเพิ่งหมาแหงนข้างถนน ผู้คนยังอยู่ค่อนข้างเต็มร้านแม้จะกลางบ่ายแล้ว เป็นการยืนยันถึงความอร่อย เราทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามกันตรงโต๊ะที่ใกล้พัดลมตัวเขื่อง ขิมนั่งอยู่หน้าพัดลม เธอคงร้อนมาก เหงื่อเริ่มไหลย้อย แน่ล่ะ เล่นใส่แจ๊กเกตสีดำทับมานิ แม้มันจะแขนกุด แต่มันก็สองชั้นอยู่ดีผมรู้สึกตัวราวกับเป็นพระเอก MV เพลงลูกทุ่งสักเพลงหนึ่ง 

    ไม่อยากเชื่อว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสมากินก๋วยเตี๋ยวข้างถนนกับผู้หญิงที่สวยขนาดนี้ ผมยาวสลวยของขิมปลิวตามแรงลมราวกับนางเอกมิวสิควิดีโอ "ย้ายที่ได้มั้ย ผมชั้นเละไปหมดแล้ว" ผมมองไปรอบตัว โต๊ะที่ว่างก็อยู่ขอบๆ ร้าน ซึ่งแดดกำลังเลีย นัยว่าการหนีเย็นไปพึ่งร้อนไม่น่าจะเวิร์ค "งั้นเธอสลับที่กับเราก็ได้" ผมเสนอตัวอย่างสุภาพบุรุษผู้เสียสละ "เออ จริงด้วย ผมเธอสั้นนิดเดียวนี่" ได้ผลครับ หลังจากเราสองคนสลับที่นั่ง ผมของเธอก็ลดความเป็นนางเอกมิวสิคไปเยอะ กลายเป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง

    ขิมแนะนำให้สั่งเกาเหลากระดูกหมูต้มยำ ซึ่งผมก็ทำตามด้วยความเชื่อฟัง "เธอกินข้าวกี่ชาม?" เป็นคำถามที่ขิมคำนวนไว้ก่อนที่จะยิงออกมา เพราะพอถึงเวลาจริง ขิมก็ตักข้าวของเธอแบ่งให้ผมประมาณ 80% และแบ่งกระดูกให้ผมกว่าครึ่ง แหงล่ะ นั่นเพิ่งบ่ายสามกว่าๆ และเธอก็เพิ่งซัดส้มตำมาเมื่อเที่ยงกว่าๆ นี้เอง

    เราทั้งคู่เห็นพ้องต้องกันว่า น้ำซุปต้มยำร้านนี้มีความอร่อยอย่างร้ายกาจ แต่แม้ผมจะอดข้าวอดน้ำมาตั้งแต่เก้าโมงเช้า ก็ไม่สามารถกิน "คลีน" แบบเกลี้ยงชามได้อย่างที่เคย 

    "อ้วน" ขิมพูดขึ้น หลังจากเรียกพนักงานมาคิดค่าเสียหาย "คุณไม่อ้วนซะหน่อย อย่างนี้กำลังหุ่นดี" ผมแย้งตามความคิด

    "อย่านะ คราวทีีแล้วเธอว่าเราอ้วน ยังไม่ได้คิดบัญชีเลย" ขิมอ้างอิงบทสนทนาตอนหนึ่งจากการเจอกันครั้งแรก ทีีผมทักว่าเธอไม่ได้ตัวเล็กอย่างที่ผมจินตนาการไว้ ก็แหม.. ก็เธอเคยบอกว่าหนักแค่ 45 กิโลกรัม (นั่นตอนอ้วนๆ) ใครจะไปรู้ว่าเธอจะตัวสูงเกือบเท่าผม แถมไม่ผอมเก้งก้างด้วย

    "Define อ้วนซิ"

    ขิมนิ่งไปพักนึงก่อนตอบยิ้มๆ "ก็ถ้ารู้สึกอึดอัดน่ะ"
    เราคุยกันว่าจะไปหากาแฟกินต่อ ขิมจะพาไปร้านโปรดของเธอใกล้ๆ ผมเดาว่าไม่พ้นสตาร์บัคส์ เพราะเขาออกจะเป็นสาวกค่ายนี้คนหนึ่ง

    ผมสังเกตว่าเราเขินกันน้อยลงนะ บางทีผมกับขิมอาจจะกำลังขยับไปที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ผมไม่คิดว่าเรารู้ว่าที่นั่นคือที่ไหน 

    แต่ก็ไม่แน่ เราทั้งสองคนอาจจะรู้กันอยู่เงียบๆ ก็ได้

    ______________


    4 - ขยับ

    ผมกับขิม เดินคู่กันไปที่รถของเขาซึ่งจอดอยู่หลังร้าน 


    ผมแอบคิดในใจว่า เรารู้จักกันดีพอรึยัง? เราพร้อมไหมที่จะเขยิบระดับความสัมพันธ์นี้ไปอีกขั้นหนึ่ง... 

    พูดภาษาคนก็จีบน่ะครับ ^^

    ผมทำลิสต์ในใจ เพื่อสำรวจว่าเราน่าจะรู้จักกันมากพอหรือยัง แน่นอนว่าลิสต์ข้างล่างนี้ถูกเขียนขึ้นทีหลัง และสมบูรณ์กว่ารายการที่เดินคิดไประยะไม่เกินยี่สิบก้าวแน่นอน

    แต่มันไม่มีหรอกนะ ความสมบูรณ์... เอาแค่นี้ก็ดีพอแล้ว ที่จะช่วยให้ผมตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ง่ายขึ้น

    - เขากินกาแฟดำ ไม่ใส่นมและน้ำตาล
    - เขาทำงานที่ธนาคาร ***
    - งานที่เขาทำเป็นงานที่เหมือนกับงานที่ผมทำ
    - เขามีจ๊อบนอกบ้าง 
    - เขาชอบกินไวน์ตัวนึงเป็นพิเศษ
    - เขาชอบเที่ยวคนเดียว บางทีไปต่างประเทศก็มีเพื่อนไปด้วยกลุ่มเล็กๆ แต่ถ้าเพื่อนไม่ว่างเขาก็ไปคนเดียวได้
    - เขาอยู่ที่คอนโด *** ซอย *** ชั้นสี่ ห้องเลขที่ ***/**
    - เขาขับรถโตโยต้า รุ่น *** 
    - เขาภูมิใจในร่างกายตัวเองมาก 
    - เขาสวมแหวนที่นิ้วนางทั้งสองข้าง
    - เขาเล่นกีตาร์ได้ เล่นขิมและเป่าขลุ่ยได้ สีซอได้
    - ตอนเด็กๆ เขาเคยอยู่แถวๆ ที่ที่ผมอาศัยอยู่ทุกวันนี้ และเรียนโรงเรียนวัด
    - เขาเรียนเก่ง เป็นนักเรียนทุน
    - พ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่ยังเด็ก
    - ปัจจุบัน แม่ของเขา *** อยู่ที่ *** ส่วนพี่ชายก็ *** เหมือนกัน
    - เขาชอบน้ำส้มของมาลี ไม่ค่อยสนใจเรื่องการกินข้าว ถ้าได้น้ำส้มก็พอ
    - เขาออกกำลังกายด้วยการเล่น *** และเคยหัดกีฬา *** อยู่พักหนึ่ง 
    - เขาเคยว่ายน้ำที่คอนโดตอนดึกคนเดียวและเกือบจะเกิดอุบัติเหตุ
    - หนังที่ชอบออกไปทางการ์ตูนพวก pixar หรือหนังแฟนตาสีสนุกๆ
    - งานของเขา ทำให้เขากระทบไหล่ดารามาแล้วมากมาย รวมทั้งคนใหญ่คนโตเยอะแยะ
    - เขามีตุ๊กตาเยอะ ปัจจุบันคลั่งตุ๊กตาเป็ด 
    - เขาอายุน้อยกว่าผมสี่ปี
    - ฯลฯ

    จะว่าไปก็เยอะนะ ลองมาทบทวนซิว่าเขารู้จักผมแค่ไหน
    - ผมชื่อ *** (ไม่ใช่น้อต แต่เขาตั้งชือเล่นให้ผมใหม่ตามรูปพรรณสันฐานช่วงกลางลำตัว)
    - ผมทำงาน *** ลักษณะงานคล้ายกับเขา
    - แก้วประจำที่ผมใช้ที่สำนักงาน มีสีเขียว พิมพ์วันทีี ** เดือน ** ไว้ บังเอิญเป็นวันเกิดของขิมพอดี 
    - ผมขับจักรยานมาทำงาน
    - บางทีผมก็มีจ็อบนอกมาทำตอนกลางคืน
    - ผมเขียนเพลงได้ และใช้เวลาหัดขีดๆ เขียนๆ ที่ไหนสักแห่งใน www
    - ผมเช่าคอนโดอยู่แถวๆ *** พ่อกับแม่อยู่ที่กรุงเทพ นี่เอง ตัวผมเพิ่งย้ายกลับมาที่นี่ หลังจากไปตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัด *** ร่วมสิบปี
    - ผมอายุเยอะกว่าเขาสี่ปี

    น่าจะมีอีก แต่นึกไม่ออกแล้ว 

    แต่พอเอามาวางข้างๆ กันแบบนี้ ทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ ผมรู้จักเขาน้อยมาก แต่ขิมรู้จักผมน้อยกว่า...

    ทำไมนะ...?

    อาจเป็นเพราะผมยังขยาดจนไม่ยอมเปิดตัวเอง ในขณะที่เขาเปิดให้ผมมากมาย...?

    หรืออาจเป็นแค่ขิมเป็นคนเปิดเผย ง่ายๆ ไม่คิดมาก?

    หรืออาจเป็นเพราะผมเป็นนักฟังที่ดี แต่ไม่สามารถบอกเล่าตัวตนออกไปได้ ในขณะที่ขิมสนุกกับการเล่าเรื่องของตัวเอง?

    ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่า อีตาผู้ชายหน้าตาเด๋อด๋าในกางเกงซาฟารีขาสั้นดูไร้รสนิยมคนนี้ กับผู้หญิงผมยาวขาวหมวยใส่รองเท้าส้นสูงคนนั้น เราจะมีอนาคตแบบไหนรออยู่ข้างหน้า

    ______________

    5 - ขม

    รถของขิมเคลื่อนตัวผ่านการจราจรบางเบาในวันอาทิตย์ไปเรื่อยๆ ไม่รีบเร่ง

    พื้นที่แถวนั้น เป็นย่านที่ผมเคยไปแค่ครั้งเดียวในชีวิต กระนั้นผมก็พอจะเดาทิศทางได้คร่าวๆ เพราะว่าครั้งนั้นผมจำเป็นต้องมาธุระในพื้นที่นี้ แต่ความที่กำลังอยู่ในช่วงสะเทือนใจจากความสัมพันธ์ที่ล้มเหลว ผมเลยออกเดินไปเรื่อยๆ กว่าสี่ห้าชั่วโมง

    เป็นความเวิ่นเว้อระดับความเวิ่นเว้อต้องเรียกพ่อ

    ผมพอจะมีหัวเรื่องการจับทิศทางอยู่บ้าง ยิ่งเป็นถนนที่เคยเดิน สำนึกผมจะตื่นตัวตลอด ทิวทัศน์ข้างทาง เช่นร้านกาแฟ วัด ร้านมินิมาร์ท ตู้เอทีเอ็ม มักจะถูกบันทึกในหัวทึบๆ นี้ ผมเลยชอบมองข้างทาง เพื่อคอยดูว่ามีอะไรโผล่เข้ามาในหัวบ้าง

    ซึ่งนับว่าเป็นความผิดพลาดอย่างมาก ... เพราะมันไปเขย่าความจำเก่าๆ บางอย่างที่ผมพยายามแล้วพยายามอีกที่จะทิ้งมันไป

    บางความจำมันดื้อจริงๆ นะ

    ขิมเลี้ยวรถเข้าไปในคอมมิวนิตี้มอลล์แห่งหนึ่ง แน่นอน ร้านสตาร์บัคส์อยู่ที่นั่น อย่างน้อยผมก็รู้ว่าคนที่ผมมาด้วยเขาชอบอะไร...

    เขาจอดรถไว้ใต้ดิน เราเดินไป ระยะทางแค่สักไม่น่าจะถึง 100 เมตร มันช่างดูย๊าาาวยาวเกินกว่า small talk ที่ผมพอจะขนมาช่วยถมความน่าเบื่อระหว่างทาง

    ประโยคที่ใครคนหนึ่งพูดกับผมเมื่อนานมาแล้ว ค่อยๆ ดังขึ้นในใจ "ความรักมันต้องเกิดมาเองสิพี่ พี่จะไปค้นหามันมาให้หายเหงามันไม่รอดหรอก"

    เช่นเดิม ผมสั่งคาปูชิโนและขิมสั่งอเมริกาโน่ ร้อนทั้งคู่ แปลกดีเหมือนกัน สาวหวานอย่างขิิิมในเสื้อดำกางเกงยีนรองเท้าส้นสูงสามนิ้วทาเล็บด้วยเกล็ดเงิน น่าจะเหมาะกับกาแฟพันธ์ุผสมนมมากกว่าผม อาจเพราะเขามีความหวานในตัวเลยชอบกินกาแฟรสขม

    หรือใครสักคนในอดีตของเขา ที่สอนให้เขามีรสนิยมแบบนี้? ผมไม่รู้ได้ ความสัมพันธ์ของเรา มันยังไม่ถึงกับเปิดโอกาสให้ทั้งผมหรือขิมแคะอดีตที่มีความเป็นส่วนตัวได้ในระดับนั้น

    เราหอบถ้วยกาแฟขึ้นไปหามุมสงบที่ชั้นบน 

    กาแฟรสขมแต่นุ่มด้วยฟองนมไหลผ่านลงคอของผม เช่นเดียวกัับกาแฟดำขมปร่าทีีไหลผ่านคอของขิม 

    การคุยกันเรื่องรถและการดูแลรักษายืดบทสนทนาได้เกือบหนึ่งในสี่ของถ้ว

    ข้างนอกลมพัดแรง ร้านค้าแผงลอยริมถนนเริ่มเตรียมตัวรับฝน

    ผมหาเรื่องมาเล่าบ้าง ทั้งเรื่องรถ เรื่องดนตรี หนัง เรื่องที่ทำงาน ฯลฯ ขิมก็แลกเปลี่ยนบ้าง แต่ดูไม่มีเรื่องไหนที่จะยืดยาวไปได้ เหมือนกับเรายืนอยู่ริมทะเลสาบ ถือก้อนกรวดไว้ในมือแล้วขว้างลงน้ำ กรวดบางก้อนกระดอนน้ำไปได้สี่ห้าครั้งก่อนจะหล่นจ๋อมหายไป บางก้อนก็ตกลงไปเฉยๆ อย่างนั้น

    ไม่มีคลื่น แม้น้ำจะกระเพื่อมเป็นวงอยู่เป็นระยะๆ

    ช่างต่างจากใครสักคนที่ยังซ่อนอยู่ในความทรงจำ ผมจำได้ว่าเรามีเรื่องคุยกันได้ตลอดเวลา จนถึงวันที่ความบ้าของผมทำมันพัง

    ถึงตอนนี้ ผมคิดว่าเราทั้งสองต่างก็รู้กันแล้ว ว่าเราต่อกันไม่ติดจริงๆ จุดเชื่อมต่อคงพอมีอยู่แต่เราหามันไม่เจอแล้ว นึกย้อนไปเราเชื่อมโยงกันครั้งแรกเพราะความเหงาของผมกับปัญหาความเครียดบางอย่างของขิม ก็คงเป็นความเหงาเหมือนกันนั่นแหละ แต่ตอนนี้ ทั้งผมและเขาต่างก็สยบปัญหาเหล่านั้นไปได้พอสมควรแล้ว แม้ว่าเราจะอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของ solution ของกันและกัน

    ที่ผ่านมามันก็เพลินดี แต่มันก็น่าจะถึงเวลา move on ....

    ข้างนอกฝนเริ่มตก จากเม็ดเล็กๆ ปรอย กลายเป็นฝนไล่ช้างห่าใหญ่ ประโยคในอดีตอีกประโยคหนึ่งดังขึ้นมาในหัว "บางคนก็แค่แวะมาในชีวิตของเรานะพี่ ไม่ได้แปลว่าเขาจะอยู่กับเราตลอดไป"

    ไม่เลย ผมไม่ได้เสียอกเสียใจอะไร มันไม่เหมือนคราวที่แล้ว อาจจะเพราะบทเรียนจากครั้งก่อนทำให้ผมก้าวอย่างระวังมากขึ้น

    อาจเพราะคราวนี้ มันไม่ได้เริ่มมาจากความผูกพันอะไร

    หรืออาจจะเป็นเพราะหัวใจของผมยกให้ใครสักคนไปแล้ว และมันยังไม่ยอมกลับมา

    ______________

    พิมพ์ครั้งแรก STL ตุลาคม  - พฤศจิกายน 2559

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in