My StoriesJirattipat Tengamnuay
ทริปโปรไฟไหม้ เดินทางไปนครศรีธรรมราชครั้งแรก
  • 11 กันยายน 2563

    ปกติเวลาไปต่างจังหวัด แม้นานๆ ที แต่ไปเองคือส่วนใหญ่แบบอยากไปก็ไป ไม่ได้มีแผนอะไรมาก เพราะถ้าไปเองก็ไปจังหวัดที่เคยไป...หลายครั้ง อยากไปวันนี้ ก็ออกเดินทางตอนเย็นเลย เพราะจะได้ไปถึงจังหวัดนั้นๆ ตอนเช้าพอดี...อย่างทริปนี้...เห็นโปรตอนเกือบบ่ายโมงว่าไปคืนนี้....คุยๆ กับคนจัดทริป เรื่องค่าใช้จ่ายมีไรเพิ่มบ้าง...แล้วก็โอนเงินตอนเย็นและออกเดินทางคืนนั้นเลย....

    วันนี้เป็นวันที่มีนัดเรียนดูดวงกับอาจารย์แถวแฮปปี้แลนด์วันแรก ซึ่งความจริงเคยเรียนดูดวงพื้นฐานมาแล้วหลายปีก่อนตอนที่ตกงานเหมือนกัน ไม่รู้ทำไรดี ปกติชอบดูดวงแบบทุกข์ เครียดเรื่องงาน ก็เลยชอบดูดวง ดูมากๆ ก็เสียเงินเยอะ จำได้มีครั้งหนึ่ง อาจารย์ที่ดูดวงบอกดูก็เปลืองเงิน แล้วเขาก็เลี้ยงกาแฟแล้วบอกเราว่าค่ากาแฟก็คือเงินที่เราให้ค่าดูดวงเมื่อกี้...ดังนั้น....ตอนนั้นพอว่าง ตกงานก็เลยไปเรียนดูดวง อาจารย์ที่เราชอบไปดูดวงประจำก็แนะนำลูกศิษย์เขาที่ก็เป็นหมอดูให้...ถ้าจำไม่ผิด เรียนครั้งละ 800 บาท 3 ครั้งมั้ง ก็แพงแหละ...แต่ก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ....

    ความจริงคิดหนักเพราะตกงานมาเป็น 1 ปี - 2 ปี ต้องเก็บเงินมากๆ เพราะหางานไม่ได้เลย อยากตายก็หลายครั้งแบบไม่ได้ทำงานไรที่เคยทำหรือตกงานไปเรื่อยๆ เงินก็ค่อยๆ หมด ยังไงก็ตายอยู่ดี และไม่อยากอยู่ในสังคมประสาทกินเพราะคน...แต่ก็ยังไม่ตาย....ตอนเช้าก็ไปเรียนก็ไปเบิกเงินที่ธนาคารเพื่อไปจ่าย 2,000 บาทค่าเรียนจาก 4,000 บาท ที่อาจารย์บอกก่อนสิ้นปีค่อยเอามาให้...ก็คิดหนักมาก แต่ก็เอาเถอะ...แต่ก็ไม่คิดไปทำนายให้ใคร แม้อาจารย์ที่สอนบอกเอาเป็นงานได้ ไม่ว่างานประจำ งานเสริม แต่ก็ต้องเก่งจริงๆ ไง...แต่ส่วนตัวคือเครียดหางานไม่ได้ อยู่บ้าน ก็ชอบเอาไพ่มาเปิดดูดวง...แต่อะไรที่ไม่ได้ก็คือไม่ได้นั่นแหละ...

    ตอนไปเรียน อาจารย์ก็ให้ซื้อพวงมาลัย 3 พวง คือดาวเรือง 2 พวง และกุหลาบ 1 พวงไปไหว้พร้อมเงิน 2,000 บาท ก็ไหว้พระพิฆเนศ, พระแม่ลักษมี และอาจารย์ที่สอน


    อาจารย์ก็สอนพื้นฐาน ซึ่งเราเคยเรียนความหมายไพ่มาแล้วตั้งแต่เรียนดูดวงหลายปีก่อน ก็เหมือนทบทวนความจำ..เพราะอาจารย์ก็ไม่ได้สอนละเอียดเหมือนตอนเราเรียนครั้งแรกกับอาจารย์อีกคน.....ตอนเรียนวันแรก....อาจารย์ก็เลี้ยงกาแฟเราแก้วหนึ่ง...


    เรียนไปเรื่อยๆ สักพัก ก็มีลูกค้ามา ตอนแรกอาจารย์บอกมีสอน แต่ลูกค้าบอกเรื่องด่วนและสำคัญ อาจารย์เลยสอนเราอีกสักพักให้ลูกค้ารอแป๊ปนึง..แล้วให้เราพักครึ่งชั่วโมงเพื่อดูดวงให้ลูกค้าท่านนี้ เราก็ไปเดินแถวๆ นั้น น้อมจิตต์แล้วข้ามไปเดอะมอล์....แต่พอกลับมา เวลาก็พอดีแหละ ครึ่งชั่วโมง แต่ก็คิดว่าอาจดูดวงนานกว่านั้น เลยไปนั่งรอ...เปิด FB ดูเรื่อยๆ ดันไปเจอโพสต์ไปไหว้ "ตาไข่" ฟรี....สนใจก็เลยไป Comment ใต้โพสต์ว่า "ฟรีเลยหรือคะ"...เขาก็บอกว่า "ฟรี"...เราก็เลย Inbox  ไปถามว่าต้องจ่ายค่าอะไรเพิ่มมั้ย...แล้วเดินไปเรียนดูดวงต่อ...ซึ่งอาจารย์ก็โทรหาว่าดูดวงลูกค้าคนนั้นเสร็จแล้ว

    ความจริงตอนนี้โรคอัลไซเมอร์  จำไรไม่ค่อยได้...แต่เหมือนเคยได้ยินเรื่องที่คนไปขอพร "ตาไข่" แล้วได้ ก็เลยคิดไปไหว้แหละแต่ไกลมาก...คือเดือน สองเดือนก่อน มีพี่ที่เคยจัดทริปหารเฉลี่ยไปคำชะโนด ถามในกลุ่มว่าใครสนใจจะไปไหว้ "ตาไข่" มั้ย..เราก็สนใจก็ถามราคาไป...เขาก็บอกค่าน้ำมันประมาณ 5 พันบาท (คือหารคนที่ไป)...ส่วนที่พัก 1,000 บาท....เราก็อ่านๆ แล้วเงียบ...คือก็อยากไปแต่ไม่มีงานและเงินไง...ก็คิดว่าถ้าหางานได้ช่วงนั้นก็คงทักพี่เขาไปว่าสนใจ...แต่พอดีหางานไม่ได้..ก็เลยไม่ได้ทัก แต่ก็เคยอ่านเจอว่ามีคนขอจากรูป "ตาไข่" ในคอม พอได้ตามที่ขอ...ก็ไปไหว้...เราก็เคยขอมั้ง...แต่ก็ไม่ได้ไร ก็ขอเรื่องงานนี่แหละ..แต่ก็ไม่ได้...

    ความจริงคนจัดทริปนี้...ก็จัดทริปมาหลายทริป ก็เคยถามๆ ทริปที่สนใจแต่ไม่ได้ไปก็เพราะปัญหาเรื่องตกงาน ไม่มีเงินนี่แหละ...ความจริงทริปไปไหว้ "ตาไข่" ของคนจัดทริปคนนี้ก็เคยเห็นแล้วแหละ เป็นเพื่อนกันใน FB แต่ไม่มีเงินเลยแค่อ่านผ่านๆ...แต่ก็เคยตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้ารูป "ตาไข่" ในคอมว่าก็อยากไปไหว้ เห็นคนไปไหว้เยอะ ขอพรได้ก็มี...แต่เราไม่มีเงินไป...คือก็ไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเยอะแหละ..ที่บอกว่าไปของานแล้วได้ก็ไปมาหลายที่ หลายครั้ง แต่ก็ยังหางานไม่ได้อยู่ดี...


    เรียนต่ออีกแป๊ปนึงก็เลิกเรียน เราก็เปิดข้อความดู...คนจัดทริปก็บอกมาว่า....จ่ายแค่ค่าที่พัก + อาหาร เอง....ซึ่งที่พักก็ถ้าพักคนเดียวก็ 900 บาท....แต่ถ้าหาคนมาเพิ่มได้ก็ 450 บาท...เราก็เลยถามเขาไปว่า...ไปคนเดียวแต่หาคนพักด้วยมีมั้ย...คนจัดทริปก็บอกว่าได้....ก็สรุป 450 + 61 = 511 บาท (ซึ่ง 61 บาทเป็นค่าประกันการเดินทาง ซึ่งปกติไปทริปแบบนี้คือไม่มี แต่อาจเป็นกฏใหม่)....ความจริงก็คิดว่าจะมีการเก็บเงินเพิ่มภายหลังมั้ย....แบบหลวมตัวไปทริป...พอไปแล้วก็เก็บเพิ่ม...แต่ถ้าตัดสินใจไปก็ไป..ถือว่าถูกสุดที่หาได้...ก็คิดไปว่า "ตาไข่" อาจอยากให้ไปไหว้....เพราะเรามารอเรียนและเปิดดู FB แค่แป๊ปเดียวแล้วเจอโพสต์นี้เลย....

    สรุปเจอโพสต์นี้ตอน เที่ยงกว่า...คุยตกลงจะไปตอนบ่ายโมงกว่าๆ...บอกเขาไปว่าพร้อมโอนตอนประมาณ 4 - 5 โมงเย็นเพราะจะได้ออกไปทีเดียว....ตอนนั้นกลับบ้านมาแล้วไง....เขาก็บอกว่าให้ไปขึ้นรถตู้ที่ลานจอดรถ BTS จตุจักรตอน 2 ทุ่ม....ก็เข้ากลุ่มไลน์ไปเพื่อสะดวกในการติดต่อ

    ความจริงคิดหนักเพราะวันเดียวเสียเงินไปเกือบ 3,000 บาท ทั้งค่าเรียนดูดวง 2,000 บาทและค่าทริป  ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ รายทาง...ตกงาน เงินก็ไม่มี...ก็ไม่คิดว่าไปไหว้ "ตาไข่" จะสมหวังเพราะไหว้มาเยอะก็ไม่ได้ไร...แต่ครั้งหนึ่ง ถ้าอยากไปไหว้ก็ไป....เพราะค่าทริปถูกสุดแล้วเท่าที่หาได้

    คนจัดทริปก็ส่งแผนผังที่นั่งมา...เราก็สงสัยมีคนแบบเรากี่คน...คือที่บอกไปฟรี...ดูแผนผังเราก็นั่งหลังสุด คือปกติ ถ้าไปทริปพวกนี้ ก่อนตัดสินใจไป เราขอดูแผนผังที่นั่งว่างก่อน เพราะเราจะไม่นั่งหลังสุด แต่ก็คิดแหละว่าไปครั้งนี้คงได้นั่งหลังสุด ก็จริง แต่ดีที่ไม่ใช่ตรงกลาง แต่แถวหลังติดหน้าต่างซ้ายมือ...ก็ยังดี เพราะเคยไปทริปแบบนี้ แค่โอนเงิน ไม่ได้ขอจองที่นั่งก่อนเพราะเพื่อนชวนแล้วไม่กล้าปฏิเสธ ปรากฏได้นั่งตรงกลางแถวหลังจะบ้าตาย....อึดอัด..ไม่ชอบ...ครั้งนี้ก็ถือว่าอย่างน้อยไม่ใช่ตรงกลางก็ดีแล้วกัน...แต่ดูๆ จากแผนผัง ชื่อคนที่ถูกใส่ไว้ก็เหมือนคนจัดทริปคงรู้จักมาก่อนหรืออาจเคยไปทริปด้วยกันมาแล้ว เพราะขึ้นว่า "พี่" แต่เราขึ้่นว่า "คุณ"...ก็ไปโอนเงินค่าทริปที่ธนาคารและออกเดินทาง ก็เตรียมเงินไปใช้ระหว่างทาง 500 บาท....เพราะไปแค่ 2 วัน...

    นั่งรถเมล์ไป ก็ดูเวลาแบบไม่อยากไปรอนาน...แต่ตอนแรกๆ รถไม่ติดเลยทั้งที่วันศุกร์ เวลาเลิกงาน ก็คิดว่าต้องไปรอแน่ๆ....แต่พอไปถึงแถวแยกลาดพร้าว - รัชดา คือรถติดมากๆ...จนเวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนจะ 2 ทุ่ม...ก็ดูไลน์ มีคนไปถึงแล้ว..บอกรถตู้จอดแถวทางเข้าลานจอดรถ....แต่ตอนเราไปถึง ทางเข้ามี 2 ประตู แต่รู้แหละว่าอีกทางเข้าคือทางออก แต่เราลงรถใกล้ทางเข้านั้น ก็เลยเดินเข้าประตูนั้น แล้วเดินหาแบบเดินย้อนกลับมาไปอีกประตูทางเข้า...พยายามมองป้ายทะเบียนรถตู้...เพราะคนจัดทริปส่งเลขทะเบียนรถตู้มาในไลน์...แต่ก็หาไม่เจอ ก็เลยโทรหาคนขับ...ก็เดินไปแถวประตูทางเข้าก็เจอรถตู้จอดไกลๆ อยู่คันหนึ่ง...ก็เลยเดินไปตรงนั้นแล้วดูป้ายทะเบียนว่าใช่มั้ย...แต่ความจริงเลขทะเบียนผิดไป 1 ตัว...แต่ก็ใช่คันนี้แหละ..เราก็ขึ้นรถเป็นคนที่ 3...ตอนขึ้นก็ยิ้มทักทายคนที่นั่งแถวหน้าในรถตู้...แบบมิตรภาพ..เพราะต้องเดินทางด้วยกัน


    เดินขึ้นไปบนรถเพืิ่อไปนั่งที่ ก็เจอตุ๊กตาหมาและหมอนที่ช่องว่างระหว่างที่นั่งแถวหลัง เราก็เล็งๆ ไว้แหละเผื่อเอามากอดแม้ไม่ใช่ของเรา


    นั่งรอไปสักพักก็มีคนโทรหาคนขับก็เหมือนแบบที่เราถามว่ารถตู้จอดที่ไหน สักพักก็มีคนมาเป็นผู้หญิง 2 คน เอาของไปเก็บท้ายรถ เราก็เอามือวางบนตุ๊กตาเอาไว้ประมาณว่าเราจอง...พวกเขาก็มานั่งแถวเดียวกับเรา...ก็มายิ้มทักทาย..คนที่นั่งเราก็ถามประมาณว่าเราเอาตุ๊กตาและหมอนมาเองด้วย...แต่เราบอกว่าของคนขับ....เราก็เอาตุ๊กตาหมามากอดไว้...

    รถตู้ของทริปนี้จะไป 2 คัน เราไปคันที่ 2...คนนำทริปก็มาดูๆ สวัสดีผู้โดยสาร...รถตู้ก็มีเปลี่ยนที่จอด...รับคน...จน 2 ทุ่มกว่าก็ออกเดินทาง....ดูๆ จากคนที่ขึ้นรถตู้...ความคิดเราก็ 30 กว่าแล้วก็คิดว่าคงแก่ๆ เกือบสุดในทริป..ปรากฏพอมาจริงๆ....คือถ้าเราไม่เด็กสุดก็เกือบเด็กสุดในทริปอ่ะแหละ....แต่ตอนแรกๆ เห็น เราก็ไม่รู้ใครเป็นไง...จนเดินทางกันไปเรื่อยๆ...คือ 2 วันก็เริ่มรู้จักกันมากขึ้น....

    ตอนอยู่บนรถตู้ เราก็พยายามเซฟแบตเพราะแบตเสื่อม ไม่มีเงินไปเปลี่ยน ก็เลยหมดเร็วแม้ไม่ได้ทำไร พอจอดพักเข้าห้องน้ำที่ปั๊ม ก็เลยถามคนขับว่าชาร์จแบตได้มั้ย เขาก็บอกด้านหน้าเต็ม แต่มีอีกที่คือแถวแรกมีปลั๊กอยู่ก็เลยเอามือถือไปเสียบชาร์จแบตทิ้งไว้....การตกแต่งรถตู้ก็สวย....มีแก้วน้ำคริสตัลด้วย


    เพื่อนร่วมทริปก็ดี แม้เพิ่งเจอกัน ก็มีคุยๆ กันบ้าง...พี่ที่นั่งข้างเราก็คุยเก่ง อัธยาศัยดี..และที่ฟังก็มีหลายคนเคยไปทริปด้วยกันมาแล้วก่อนหน้านี้...เราก็นั่งฟังพวกเขาคุยกัน

    แอร์ในรถคือหนาวมาก เราก็ใส่ขาสั้นเพราะปกติไม่ชอบใส่ขายาวนอกจากต้องเป็นที่ที่เขาบังคับ...แต่ก่อนออกจากบ้านก็คิดจะเอาผ้าห่มมา เพราะมีประสบการณ์จากทริปก่อนๆ ที่หนาว...แต่เอาเป้มา ก็เลยเอาผ้าพันคอมาแทน...ซึ่งดันมีแต่ผืนไม่ใหญ่ แต่ก็พอใช้ได้เอามาคลุมขาและกอดตุ๊กตาหมาไว้...คนอื่นๆ ในรถก็บ่นเรื่องหนาว...เราก็ปิดช่องแอร์แถวเราหมดแล้ว....คนขับก็เหมือนได้ยินแต่เขาก็ไม่ได้หรี่แอร์อะไร ก็เลยนั่งหนาวๆ กันไป....


    12 กันยายน 2563

    เรื่องห้องน้ำก็ส่วนใหญ่เข้าของปั๊มชื่อนึง...แต่มีคนในรถบ่นว่าห้องน้ำไม่โอเค...แนะนำให้เข้าปั๊มของอีกชื่อนึง...ตอนเกือบ 6 โมงเช้าก็เลยเข้าปั๊มนั้นที่มีชักโครกและตกแต่งด้านหน้าสวย...เราก็เอามือถือที่ชาร์จคืน....เปิดอ่านข้อความก็เจอ...คนนำทริปถามว่า......จะจ่ายเพิ่ม 1,000 บาทเพื่อจะได้ทานอาหารร่วมกับคนอื่นๆ มั้ย..เพราะตอนที่คุย...บอกให้จ่ายค่าที่พัก + ค่าอาหารเอง...เราก็ยังคิดมีบวกไรเพิ่มระหว่างทางมั้ย....แต่เราปฏิเสธ....ซึ่งความจริงไม่มีเงินแหละ...คือเข้าใจว่าเราเดินทางมา เหมือนไม่ได้จ่ายค่าน้ำมัน...คือถ้าจ่าย 1,000 บาท ค่าอาหารไม่น่าถึงหรอกจริงๆ.....มันเป็นไปไม่ได้...น่าจะเป็นค่าน้ำมันด้วย...คือถ้าเรามีเงินก็พร้อมจ่ายแหละ...แต่เราไม่มี...เราก็ขอโทษคนนำทริปไปด้วยว่าชาร์จมือถือไว้เลยเพิ่งอ่าน...คนนำทริปก็ไม่ได้ว่าไรคือแล้วแต่เรา...แต่เราก็แอบรู้สึกแย่และคิดมากนิดนึง....ว่าถ้าตอนทานอาหาร...คนอื่นทานกัน..เราจะแยกยังไง....อาจต้องมีคุยกับเจ้าของทริปอีกทีก็ได้


    ตอนอยู่ในปั๊ม เห็นคนในรถพูดๆ กันว่าล้างหน้า แปรงฟันที่นี่เลยมั้ย มีคนทำอยู่...แต่ก็มีคนแย้งว่าให้ไปล้างหน้า + แปรงฟันที่ร้านอาหารก็ได้...ก็เลยตกลงตามนั้น

    มาถึงร้านอาหารตอนประมาณ 8 โมงเช้า...เราก็นั่งคิดๆ ระหว่างทางที่มาว่าจะทำอย่างไรตอนทานอาหาร เพราะคนนำทริปก็บอกว่าไม่ให้เราบอกคนอื่นเรื่องราคาทริปที่เราจ่าย..ก็เข้าใจว่าไม่ยุติธรรมแหละ แต่ก็มีหลายๆ ทริปเป็นแบบนี้....เพราะเราก็ตามกลุ่มเที่ยวหลายกลุ่ม ก็มีเห็นๆ บ้าง แบบจะไปวันนี้ แต่เหมือนคนไม่ครบ ก็มีมาลดราคา...แต่เพราะกระทันหัน...ต้องเป็นคนที่พร้อมและว่างจริงๆ ถึงจะได้ไป

    พอมาถึงร้าน เรามองๆ เหมือนมาสั่งตักทาน แบบร้านข้างแกงก็โล่งใจ เพราะมีบางทริปที่เคยไป นั่งรวมกันและสั่งอาหารมาทานรวม...มื้อนี้เลยรอดไป

    ลงจากรถ..คนอื่นๆ ก็ไปทานข้าว..แต่เราเอาพวกแปรงสีฟัน + ยาสีฟัน และกางเกงลงไปเปลี่ยน ก็ไปแปรงฟัน ล้างหน้าที่ห้องน้ำในร้าน...ก็แปรงฟันไปชมวิวไป...แต่ก็ไม่เห็นคนอื่นๆ ในทริปเพราะพวกเขาทานข้าวกันอยู่ในร้าน


    พอล้างหน้า แปรงฟัน เปลี่ยนกางเกงเป็นขายาวเตรียมเข้าวัด....ก็มาดูราคาอาหาร...เราจะไม่สั่งอาหารทานจนกว่าจะรู้ราคาที่ชัดเจน...หลายทีเห็นป้ายราคา..ก็มีถามย้ำกับคนขาย..ว่าเราทานอันนี้ๆ คือราคานี้นะเพื่อความแน่ใจ...ก็ร้านนี้...ราดข้าว...1 อย่าง ราคา 30 บาท...เราเลยเอาไข่พะโล้มา...ซึ่งที่เอาแค่ไข่พะโล้เพราะเป็นอย่างเดียวที่เราทานได้ นอกนั้นไม่รู้อะไร...เห็นแล้ว...เราทานไม่ได้สักอย่าง


    ตอนนั่งคือคนอื่นๆ ก็มีที่นั่งหมดแล้ว..เราก็เลยไปนั่งคนเดียว...ที่นี่น้ำแข็งฟรีแต่น้ำ เห็นแต่มีเป็นขวดๆ เราเลยตัดสินใจจะไปกินน้ำขวดที่เหลือบนรถแล้วกัน ประหยัด



    ทานเสร็จ..ก็ออกเดินทางไปไหว้ "ตาไข่"...ตุ๊กตาหมา เราก็ยึดมาไว้บนตักตัวเองตลอดทริป....ตอนอยู่บนรถ พี่ที่นั่งข้างๆ ก็ถามว่าเราไปนั่งไหน...แบบไม่เห็นเรา...คือเราไม่รู้ใครเป็นอย่างไรเพราะไม่รู้จักกันมาก่อน...แต่ที่รับรู้ในตอนเดินทาง...ก็เป็นคนอัธยาศัยดี...เราก็ดีใจที่มีเพื่อนร่วมทริปดีดี...แต่ก็แอบกังวลเพราะมื้อต่อๆ ไปไม่รู้ทานที่ไหน ร้านแบบไหน...เพราะมันจะมีคำถามจากคนในทริปรึเปล่าถ้าเราแยกตัวออกไปหรือสั่งทานเฉพาะตัวเอง..เพราะจะมีผลต่อเรื่องเงินค่าทริปด้วย..ว่าเราจ่ายไปเท่าไหร่....


    ตอน 9 โมงเศษๆ ก็เข้าเขตวัดที่จะมาไหว้ "ตาไข่"....ซึ่งตามโปรแกรม..เราจะมาวัดนี้วันอาทิตย์ แต่คนนำทริปบอกว่าวันอาทิตย์ คนอาจเยอะเลยมาวันนี้แทน...ซึ่งเราอย่างไรก็ได้เพราะที่มาแค่อยากมาไหว้ขอพร "ตาไข่"....เท่านั้น....ถ้าได้มาไหว้ก็บรรลุจุดประสงค์เราแล้ว

    ตลอดทางเข้าก็เห็นร้านขายของไหว้ + บูชา + แก้บนเยอะแยะ....หลักๆ ก็รูปปั้นไก่..แต่เราไม่ได้มีเงินไรก็เลยไม่คิดจะซื้ออะไร..แต่ก็อ่านเรื่องที่เขามาไหว้ "ตาไข่" ก็มีจุดพลุด้วย...แต่เราก็ไม่ได้มีเงินไรอยู่ดี...แต่พอคนอื่นลงซื้อของ...เราก็ลงไปดูๆ ว่าเขาขายอะไรด้วย...อย่างค่าพลุ...ถ้า 1,000 นัดก็ 100 บาท...ถ้า 10,000 นัดก็ 800 บาท



    มาถึงวัดเจดีย์.....คนก็เยอะพอประมาณ...ก็วนหาที่จอด...แดดร้อนมาก ตอนแรกเราก็ลงแต่ตัว....แต่เพราะแดดร้อน...พอดีหลังรถตู้เปิดอยู่ เราเลยเอื้อมมือไปหยิบผ้าพันคอบนเบาะมาคลุมหัวบังแดด



    เดินเข้าไปด้านใน ก็เจอไม้ตะเคียนท่อนใหญ่มีคนมาลูบขอเลขกันเต็ม เราก็เลยไปลูบๆ ดูบ้างแป๊ปนึงแต่ก็ไม่เจอไร....



    เดินเข้าไปต่อแถว...คนก็เยอะ...แม้ประมาณ 9 โมงกว่า 


    ผ่านจุดคัดกรอง...เราก็เดินไปของเราคนเดียวนี่แหละ...คนอื่นๆ ในทริปก็แยกย้ายกันไป


    ด้านบนก็ตกแต่งด้วยร่ม เหมือนบังแดดและสร้างความสวยงามมั้ง


    ตรงข้างทางมีตุ๊กตาปูนปั้นรูปไก่เยอะมาก..เราก็มองๆ ว่าต้องไปไหว้ที่ไหนเพราะมาครั้งแรก


    ตรงด้านหน้าของอาคารมีจุดที่ให้คนเอาของแก้บนมาวาง...มีของวางเยอะมาก...เราก็คิดว่าอยากเป็นคนหนึ่งที่มาขอพรและได้แบบที่คนอื่นเขาได้ตามใจปรารถนาบ้าง


    เราก็ยังไม่รู้ว่าเขาไหว้ "ตาไข่" กันตรงไหนก็เดินไปตามทางเรื่อยๆ...สุดท้ายก็เจอ..คนมาต่อแถวไหว้เยอะ เราก็มองหาว่าเอาดอกไม้ ธูป เทียนจากตรงไหน...



    เดินไปตามทางที่เห็นคนถือดอกไม้ ธูป เทียนก็เจอจุดที่เขาให้หยิบ....ได้ของไหว้ครบก็เดินกลับมาไหว้ขอพร "ตาไข่" ก็เดินๆ ไปด้านหน้า เพื่อจะได้ขอพรชัดๆ 


    จุดที่ไหว้จะมีรูปเคารพ "ตาไข่" อยู่ 2 ด้าน ด้านละ 2 รูปปั้น...เราก็ไหว้ให้ครบทั้ง 4 รูปปั้น....แล้วเข้าไปไหว้ด้านในโบสถ์....และติดทองลูกนิมิต


    ด้านในจะมี "ตาไข่" ให้ไหว้อีก 3 รูปปั้น


    เข้าไปด้านใน จะมีคนตะโกนบอกให้ไหว้พระตรงกลางก่อน....ซึ่งเข้าใจว่าเขาทำตามหน้าที่เป็นระเบียบ แต่เวลาคนพร...มีคนมาตะโกนๆ พูดไม่หยุด ก็ไม่มีสมาธิเหมือนกัน...แต่ทำไรไม่ได้


    ไหว้ขอพรเสร็จ...ก็ออกมาแปะทองลูกนิมิตไปรอบๆ....จนแผ่นทองหมดก็เลยเปลี่ยนเป็นเหรียญบาทแทน


    บริเวณรอบนอก....คนก็มาทำบุญขอพรกันเยอะ....



    มีคนมาฟ้อนรำก็ไม่แน่ใจว่าอาจจะมาแก้บนก็ได้


    ตรงบริเวณที่สำหรับไว้วางของแก้บนจะมีที่สำหรับเสี่ยงเซียมซี..ถ้าไหว้ขอพร จุดธูป 3 ดอก....แต่ถ้าแก้บน จุดธูป 1 ดอก...ก็ไปขอพรและเสี่ยงเซียมซีเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจตัวเอง...


    ตรงบริเวณที่เสี่ยงเซียมซีก็จะเห็นไก่ของจริงเดินไปมา


    เสี่ยงเซียมซีแล้วก็ไปถวายสังฆทาน...ตอนที่ไปถวายก็ไปถามว่าหยอดตู้เท่าไหร่ก็ได้ใช่มั้ย....ตอนที่ไปถวายก็ไม่มีคน....ก็เลยไปนั่งถวายคนเดียว แต่พอขอน้ำมนต์แบบพรมให้หน่อย...พระท่านบอกให้คนไปเอาอยู่...เราเลยบอกจะมาใหม่เผื่อมีน้ำมนต์แล้ว..คนดูแลก็ถามเรามาคนเดียวเหรอ...เราก็บอกมาคนเดียว...คือมากับรถตู้แหละ แต่ก็มาคนเดียว...คนดูแลก็อวยพร...แต่จำไม่ได้ว่าอวยพรว่าอะไร


    ตอนลงจากรถตู้ เขานัดตอนเที่ยงตรง...พอมีเวลาเหลือ เราก็เดินไหว้อีกรอบ...และวนกลับมาขอน้ำมนต์ ตอนนั้นคนมาถวายสังฆทานก็เยอะ...พระท่านก็เหมือนไม่มีน้ำมนต์ให้...คือเราอยากให้ท่านแค่พรมน้ำมนต์ให้....แต่ปรากฏท่านให้พระอีกรูปตักน้ำมนต์ในบาตรใส่ขวดให้นิดนึง..เราก็เลยขอบคุณท่าน


    ตอนได้น้ำมนต์...มีสายโทรตามจากคนนำทริป...เราเลยรีบบอกว่ากำลังออกไป...เหมือนคนอื่นไปรอที่รถตู้หมดแล้ว....ตอนออกมาผ่านที่เขาวางของบนก็เจอไก่ของจริงก็เลยถ่ายรูปไว้


    เดินมาที่รถตู้ คนอื่นๆ ก็รออยู่บนรถ....พอคนพร้อมก็ออกเดินทาง เราเลยเพิ่งเห็นที่ที่เขาจุดพลุกัน เสียดายไม่ได้มาดู....เลยได้แต่ถ่ายภาพอยู่ในรถ


    ออกเดินทางไปทานอาหารกลางวัน คนบนรถก็มีบ่นๆ บ้าง เพราะคงหิวกันแล้ว...และได้รู้ตอนนี้คืออ่านจากโปรแกรมทัวร์เหมือนไปคีรีวงศ์ก็คิดว่าพักที่นี่แต่คนบนรถที่คุยกันบอกไม่ใช่ มาพักในเมืองนี่แหละ แค่เหมือนแวะไปถ่ายรูป

    ร้านที่ไปทานก็อยู่แถวพระธาตุ แต่ไม่แน่ใจวัดมีงานมั้ย รถเยอะ...ตอนรถวิ่งผ่านข้างทาง เราก็มองว่ามีร้านไรบ้าง...ก็สนใจร้านหนึ่งที่เขียนเมนูอาหารว่า 40 บาทและติดแอร์...แต่เราไม่ได้มาทานร้านนี้ เหมือนไปร้านขนมจีน...

    พอรถตู้จอดก็เดินไปอีกไม่ไกล...คนในร้านเยอะมาก...เราก็ไปที่ตรงที่ตักข้าวราด....แต่ไม่มีราคาบอก คนที่มาต่อแถวก็สั่งๆ เราก็รอๆ ต่อแถว แล้วหาจังหวะถามว่ากี่บาท แบบตักราด 1 อย่าง 2 อย่าง แต่เหมือนคนตักไม่สนใจ....เราก็รอถามอีก...คนตักก็บอกไม่รู้ไปเก็บที่โต๊ะ....แต่เราไม่ได้จ่ายเงินค่าอาหารรวมกับคนอื่นๆ...เมื่อไม่รู้ราคาที่ชัดเจน....เราเลยไม่กิน...เดินออกไปหาไรกินที่อื่นคนเดียว



    เราก็เดินไปเรื่อยๆ ตามข้างทาง หาร้านว่ามีร้านไหนราคาไม่แพงบ้าง


    เดินมาจนถึงร้านที่เราสนใจตอนอยู่บนรถตู้ที่ราคา 40 บาท แต่เดินก็ไกลพอสมควร...เข้าไปถามราคา ตอนแรกเขาก็บอก 40 บาท แต่เจ๊หลังเคาน์เตอร์บอกราคาด้านหน้ายังไม่เปลี่ยน ความจริง 55 บาท เราเลยเดินออกจากร้านมาเพื่อหาอะไรที่ถูกกว่านี้ทาน


    เดินต่อไปเรื่อยๆ...จนไม่แน่ใจจะมีร้านไหนให้ทานมั้ยแบบราคาไม่แพงด้วย จนมาถึงร้านหนึ่งแบบต้องข้ามฝั่ง...เป็นร้านขนมจีน..ตอนแรกไม่แน่ใจราคา...แต่เห็นมีข้าวราด...เลยลองถามพนักงานในร้านก็บอก.....ข้าวราด 1 อย่าง 30 บาท....ถ้า 2 อย่าง 40 บาท เราเลยเอาแบบ 40 บาท ส่วนน้ำเปล่าคือฟรี



    พอทานเสร็จก็เดินกลับมารอที่รถตู้ ยังไม่มีใครมา....ดีที่คนขับอยู่บนรถไม่งั้นได้ยืนตากแดดรอแน่นอน ตอนแรกก็คิดว่าคนอื่นๆ คงใช้เวลาทานนาน...แต่ปรากฏ รอบนรถตู้แป๊ปเดียว คนอื่นๆ ก็ทยอยกลับมาที่รถตู้....เหมือนคนนำทริปจะโทรมาถามคนว่ามาครบยัง...จากที่ฟังคนในรถพูด...เหมือนคนนำทริปคิดว่าเราที่ยังไม่มา....เพราะเขาคงรู้เราไม่ได้ทานด้วยกันที่ร้านนั้น...แต่เรามาแล้ว....ก็มีพี่ถามว่าทำไมมาถึงก่อน...เราก็บอกว่า "ร้อน"...เขาก็เข้าใจเพราะ "ร้อน" เหมือนกัน


    พี่ผู้หญิงที่นั่งข้างๆ ก็มีของทานมาแบ่ง....ก็เป็นพี่ที่อัธยาศัยดีคนหนึ่ง....และชอบแบ่งปัน....


    ฟังคนบนรถคุยกัน ตอนแรก เขาบอกไปที่พัก แต่เหมือนไปคีรีวงศ์ก่อน ฝนก็ทำท่าจะตก และก็ตกจริงๆ ระหว่างทางแต่ไม่ได้ตกหนักมาก....ปรอยๆ....คนบนรถก็พูดเหมือนแค่ไปถ่ายภาพ....แล้วกลับมาพักที่ในเมืองละแวกแถวๆ นี้แหละ



    มาถึงคีรีวงศ์ตอนประมาณเกือบ 4 โมงเย็น ก็มาเดินถ่ายรูปตรงสะพานข้ามแม่น้ำหรือคูน้ำ ที่เป็นจุดที่ใครมาที่นี่ต้องมาถ่ายภาพ......ตอนมาที่นี่ก็คิดถึงเมื่อหลายปีก่อนที่เราไปเชียงคานครั้งแรกและมีพี่ที่ทำงานบอกให้เรามาคีรีวงศ์เพราะสวย...แต่เราจองที่พักที่เชียงคานแล้ว....พอมาที่คีรีวงศ์จริงๆ แบบไม่เห็นมีอะไรเลย...สู้เชียงคานไม่ได้...อาจเพราะมีของขายเยอะกว่า ตอนไปเชียงคานก็ไปเดินๆ ตามถนนคนเดิน.....ดูของขายไปเรื่อยๆ แต่มันก็ดูมีอะไรน่าสนใจกว่าที่นี่....ส่วนอากาศดี บริสุทธิ์....คือความจริง รถเยอะนะ พอรถเยอะๆ คนเยอะๆ ก็คงไม่บริสุทธิ์แล้วแหละ....แต่ก็ดีที่ครั้งหนึ่งเคยได้มาที่นี่อ่ะนะ...



    จุดที่ถ่ายรูปตรงสะพาน อยากได้รูปชื่อสะพานแบบไม่มีคนบัง ซึ่งหาช่วงยากมาเพราะคนมายืนตลอด แต่ก็อาศัยจังหวะได้รูปที่อยากได้มาเหมือนกัน แต่ต้องยืนรอเรื่อยๆ บางกลุ่มก็ถ่ายรูปนานมากๆ คนอื่นๆ ก็ยืนรอไปเพื่อเข้าไปถ่ายรูปบ้าง


    ตอนกลับอยากเข้าห้องน้ำมาก แต่หาไม่เจอเลยถามลุงแถวนั้น ลุงแกเลยพาไปในร้าน ตอนแรกก็ไม่แน่ใจเพราะร้านคนอื่น แต่แกบอกเข้าได้ แต่ไปรอนานมาก ผู้ชายคนที่เข้าก่อนอาจไปตายในห้องน้ำ เลยเดินออกมาถามคนแถวนั้น เขาก็บอกข้ามสะพานไป ใครจะไปข้าม ไกล...แต่ก็มีคนบอกให้ไปในวัด....สุดท้ายไปลงกับคนในทริปที่บอกว่าให้ไปแถววัด...แล้วก็เดินไปด้วยกัน แต่ไม่ถึงวัดหรอก มีห้องน้ำให้เข้าแถวระหว่างทางเหมือนกัน ไม่ไกลจากร้านที่มีจักรยานวางไว้ด้านบน



    4 โมงกว่าก็ออกเดินทางไปที่พัก....เจอแมว 2 ตัวนี้ระหว่างทาง....


    5 โมงกว่าก็เดินทางมาถึงที่พัก....



    เราก็คิดๆ อยู่จะแบ่งห้อง..เรานอนกับใคร....เห็นมีคนจากรถตู้เรา 2 คนและคนนำทริปยืนด้วยกัน..คนจากรถตู้เดียวกันก็พูดแบบนอน 3 คนรึเปล่า...คนนำทริปก็มองหน้าเรา...เราก็บอก...เรายังไงก็ได้..คนนำทริปเลยบอกให้เราไปนอนกับพี่คนนึงที่เรามารู้ช่วงๆ นั้นหรือหลังจากนั้นว่าพี่เขาชื่ออะไร...และพี่คนนี้ตอนขึ้นรถตู้แรกๆ เหมือนมีปัญหา...เพราะเขาจองที่นั่งกลางๆ มาแต่ไม่ได้นั่ง เพราะพี่อีกคนอยากนั่งกับแม่...แต่สุดท้ายก็ตกลงกันได้...ตอนนั้นเลยไม่รู้ว่าพี่เขาจะโอเคกับเรามั้ย...เพราะไม่รู้นิสัย...แต่พอมาอยู่ด้วยกัน..พี่เขาก็โอเค ไม่มีอะไร....


    เราก็ถามเรื่องอาบน้ำ พี่เขาบอกอาบทีเดียวตอนกลับมาหลังทานข้าวเย็น...แต่เราร้อน เหนียวตัว ก็เลยอาบเลยและก็คิดว่ากลับมาจากกินข้าวก็อาบอีกรอบก็ได้....คิดถึงตอนไปต่างประเทศ... 2 สิ่งที่เราถามหาคือ น้ำอุ่น และ ปลั๊กไฟเพื่อชาร์จแบต

    พี่เขาพูดถึงคูปองอาหารเช้า...เราเลยลองถามกับคนนำทริปทาง Inbox ว่าค่าที่พักรวมอาหารเช้าด้วยมั้ย...เพราะเราจะได้ทานที่นี่เพราะคงไปหาทานที่อื่นไม่ได้ถ้าไม่รวมอาหารเช้า...แต่คนนำทริปกลับชวนเราไปทานข้าวเย็นด้วยกัน....ซึ่งเราก็ขอบคุณเขา...เพราะเราก็คิดแบบเดี๋ยวพวกเขาไปทานข้าวกัน เราก็อาจไปหาทานร้านอื่นๆ คนเดียว...เพราะเราไม่ได้จ่ายค่าอาหารให้เขา....


    6 โมงกว่า ก็ออกเดินทางไปทานอาหารเย็นกัน...เราก็มีตุ๊กตาหมา...นอนตักเรา...คือตลอดทริปแฮ่บมาเป็นของตัวเองนี่แหละ...


    เดินทางมาถึงร้านอาหาร....ด้านหน้าก็น่าสนใจดี....ตอนรอบนรถตู้เตรียมตัวออก...คนขับรถอีกคันซึ่งก็เป็นคนนำทริปด้วยก็มาบอกไปทานอาหารทะเล....ความจริงเราเกรงใจเขานะ เพราะเราไม่ได้จ่ายค่าอาหารแต่เขามีน้ำใจชวนเราไปทานอาหารเย็นด้วย


    เดินเข้าไปในร้าน คนก็เยอะ...เราก็เกรงใจคนนำทริปเรื่องมากินฟรี...เลยเดินอยู่ท้ายๆ....พอคนอื่นไปหมด เราก็เดินไปหาคนนำทริป..เขาก็บอกไปทานโต๊ะเขาได้


    ตอนแรกเราก็เดินตามคนอื่นไปในห้องแอร์.....แต่คนนำทริปบอกเรายืนรอเขาก่อน ไปทานโต๊ะเขา เราเลยไปรอด้านนอก....ก็ทานโต๊ะแถวข้างหน้าห้องแอร์นั่นแหละ...กับพวกคนนำทริป...เราก็ยังไงก็ได้ แค่ชวนมาทานฟรีก็ขอบคุณเขาแล้ว.....


    มายืนรอด้านหน้า ก็มีพนักงานมาจัดโต๊ะให้....


    พี่คนนำทริปดูลูกค้าเสร็จ ก็มาบอกให้เรานั่งรอและก็บอก...แบบไม่มีเงินก็บอก....เพราะเหมือนเขาอ่านข้อความเก่าๆ เราตอนที่เคยถามเรื่องทริปอื่นๆ แต่ไม่ได้ไป เพราะไม่มีเงินมั้ง....แต่เราก็คิดในใจคือไม่เคยเจอกัน ให้ไปบอกไม่มีเงินคงแปลกๆ....คนนำทริปก็บอกมีไรก็บอกตรงๆ ได้ประมาณนี้...ความจริงตอนแรกเราคิดว่าเขาเด็กกว่าเราประมาณ 1 - 2 ปี แต่ตอนมาคุยกันที่โต๊ะ เขาแก่กว่าเราไม่กี่เดือน

    นั่งรอไปสักพัก พี่อีกคนที่เราคิดว่าเป็นสามีและคนขับรถตู้อีกคันก็ซื้อเป็ดมา....คือไม่ได้ถามความสัมพันธ์พวกเขา..เรื่องส่วนตัวแต่คิดว่าครอบครัวเดียวกันนี่แหละ....เขาก็ชวนเราทาน...เราอ่ะขอบคุณพวกเขามากๆ เพราะกินฟรีจริงๆ...เราเลยกินไรก็ได้....ง่ายๆ....แต่ก็เกรงใจ เพราะมีต้องฝากพี่คนขับรถอีกคนที่ไม่ได้มาทานด้วย....แต่เราฟาดทอดมันกุ้งไป 2 ชิ้นจาก 4 ชิ้นอ่ะนะ....


    ร้านนี้แถวด้านหน้าก็มีโรงหนังตะลุงด้วยตามชื่อร้าน


    เดินออกมารถรอตู้หน้าร้าน....ก็จะไปถนนคนเดินกันที่เขาบอกมีแค่คืนวันเสาร์...ตอนแรกเราไม่รู้มารู้ตอนจะกลับจากถนนคนเดินว่ารถตู้อีกคันกลับที่พักเลย แต่รถตู้คันเราแวะมาถนนคนเดินก่อนเพราะพี่บางคนจะซื้อของมั้ง...เราก็ว่าดีเพราะไม่รู้จะได้มาอีกมั้ย..แวะที่ไหนได้ก็แวะ....แต่จุดประสงค์หลักที่มาคือมาไหว้ "ตาไข่" อ่ะแหละ




    ทริปนี้ไม่รู้ว่าเราถือว่าอายุน้อยสุดหรือเกือบสุดมั้ย...อย่างพี่ที่นั่งข้างๆ ก็เรียกเราว่า...."ตัวเล็ก"....อย่างตอนเดินก็หันมาบอกเราว่าถ้าหลงให้ไปรอตรงจุดที่เขานัดเจอที่ลงรถอ่ะแหละ....คนอื่นๆ บางคนเลยเรียกเราแบบนั้นบ้าง....แต่บางคนก็เรียกชื่อเล่น....มาคิดดู ไม่มีคนเรียกเราว่า "ตัวเล็ก"...นานแล้ว แต่ความจริงแทบไม่มี...ที่จำได้ก็เกือบ 10 ปีก่อนตอนไปปฏิบัติธรรม...แล้วเจอพี่คนหนึ่งที่ลงรถไฟด้วยกัน เลยได้คุยกัน....เขาแก่กว่าเรา 2 - 3 ปีเอง แต่เรียกเราว่า "ตัวเล็ก"

    พอใกล้เวลานัด ก็ไปรอที่ลงรถตู้เพื่อกลับที่พัก....แต่ตอนขึ้นห้อง เราคิดว่าพี่ที่นอนห้องเดียวกันขึ้นไปแล้ว เลยเดินไปเคาะห้อง 2 - 3 ครั้ง ก็ไม่มีคนเปิด ตอนแรกก็คิดว่าพี่เขาอาบน้ำหรือเปล่า...ไม่แน่ใจเลยเดินลงมาที่ล็อบบี้เหมือนเดิม ตอนนั้นคนนำทริปยังอยู่ เลยถามเขา เขาก็บอกพี่คนนี้นั่งดื่มเบียร์อยู่กับพี่อีกคน เราเลยเดินไปหาเพื่อไปเอาคีย์การ์ด แต่ดันชวนดื่มเบียร์ ตอนแรกไม่เอา แต่พี่เขารินให้เลยดื่มไป แต่พอพี่เขาเปิดขวด 2 เราก็บอกให้ไปดื่มที่ห้องก็ได้....เพราะพี่อีกคนก็จะขึ้นห้องแล้ว...แต่พี่เขาไม่ไป เราเลยขึ้นห้องไปกับพี่อีกคนที่นั่งทานด้วย แล้วแยกกันเข้าห้อง


    ขึ้นห้องไปไม่นาน กำลังจะอาบน้ำ พี่เขาก็มาเคาะห้อง....เปิดตู้เย็นก็จะมีแจกน้ำดื่มฟรี 2 ขวด


    สวดมนต์ก่อนนอน ขอเจ้าที่เจ้าทาง...ซึ่งปกติเวลาไปค้างที่ไหน เราจะพกพระไปด้วยเพื่อความอุ่นใจ 



    13 กันยายน 2563 (วันเกิดเรา)

    ตื่นแต่เช้า คือตื่นตั้งแต่พี่เขาลุกไปอาบน้ำแล้วแหละ แต่นอนรออยู่ให้พี่เขาอาบน้ำให้เสร็จจะได้อาบน้ำต่อ....แต่นอนรอนานมากๆ ยิ่งกังวลแบบเขานัดกี่โมง...เลยลุกแล้วไปนั่งรอที่เก้าอี้ แต่รอแล้วรอเล่า ก็ยังมีแต่เสียงน้ำไหล ไม่มีท่าทีพี่เขาจะออกมา...เลยยอมเสียมรรยาทไปเคาะประตูห้องน้ำ...พี่คะ อีกนานมั้ยคะ...คือเสียมรรยาทแหละ แต่เราอยากเข้าห้องน้ำมากๆ....พี่เขาก็บอกอีกแป๊ปนึงแล้วออกมาบอกว่าอาบน้ำเพลินแบบคิดว่าเรานอนอยู่....เราก็ไปอาบน้ำต่อ....ไม่ได้คิดไร..จนมาอาบน้ำเอง...เลยคิดได้ว่าเมื่อกี้พี่เขารอน้ำอุ่นมั้ย...คือเราอาบรอบที่ 3 แล้วตั้งแต่มาพักเมื่อวาน....และทุกรอบ...น้ำมันไม่อุ่น จะไปอุ่นตอนเราอาบน้ำเสร็จ เลยแอบคิดไปว่าหรือที่พี่เขาช้าเพราะรอให้น้ำอุ่น....แต่เราอาบน้ำเย็นมาทั้ง 3 รอบเพราะน้ำไปอุ่นตอนเราอาบเสร็จ แบบไฟแดงค่อยติด...ตอนแรกก็พยายามมองหาแบบมีปุ่มกดไรมั้ย เพราะก็หมุนให้น้ำให้อุ่นแล้วแต่มันไม่ยอมอุ่น


    ตอนออกมาจากห้องน้ำ นั่งคุยกับพี่เขาสักพัก พี่เขาก็พูดเรื่องมื้ออาหารเย็นให้ฟังแบบแย่งปลากันกินมั้ง แต่เราไม่ได้อยู่ด้วยไปนั่งข้างนอกกับคนนำทริปเลยไม่รู้....เราก็ถามเวลานัดพี่เขาซึ่งคือ 8.30 น. แต่อาหารเปิดให้ทานแล้ว เราเลยขอลงไปก่อนเพราะจะขึ้นมาบนห้องอีกรอบ 

    ลงมาชั้นล่าง มองขึ้นไปที่ส่วนทานอาหารคือคนเยอะนะ....แบบที่บอกๆ ว่าธุรกิจท่องเที่ยว + โรงแรมจะเจ๊ง...แต่ก็อาจบางที่...อย่างที่นี่ ถ้าดูจากเสาร์ - อาทิตย์...คนก็เยอะอยู่..ก็คนไทยเที่ยวกันเองนี่แหละ

    ขึ้นไปส่วนทานอาหาร พนักงานก็ขอคูปองก่อน..เราก็ถามว่าตักทานได้ทุกอย่างใช่มั้ย....พนักงานก็บอกว่า..ใช่...คือเราต้องถามเพื่อความแน่ใจก่อน ไม่มีเงินมาจ่ายเพิ่มอะไรทั้งนั้น




    ตอนเดินหาโต๊ะนั่ง คนก็เยอะแต่ก็พอมีที่นั่งก็มองหาโต๊ะเล็กๆ เพราะนั่งคนเดียว ก็เจออยู่มุมริมสุดด้านในติดระเบียง เลยเอามือถือไปวางไว้จอง แต่ก็คอยมองเป็นระยะ...จนเอาจานมาวาง.....ก็ได้ยินผู้หญิงที่นั่งโต๊ะใกล้กัน บ่นพึมพำกับเพื่อนว่า...นึกว่ามองอะไร....ในใจเราคือ....คิดว่ามองเขา?....แต่เรามองมือถือที่วางไว้บนโต๊ะ....เพราะโต๊ะมันอยู่ไกสุดจากตรงจุดตักอาหาร...


    เรานั่งไปเรื่อยๆ.....ก็มีคนร่วมทริปลงมาทานอาหาร....แต่ก็กระจายนั่งตามจุดต่างๆ...เราก็นั่งของเราคนเดียว....ดู TV ไป.....ตอนจะเอาขนมปังปิ้ง....ตอนแรกดูๆ จากที่วางขนมปังมีแต่แผ่นแบบที่เขาใช้ปิดหัวท้ายแถวขนมปัง....เจอพี่ร่วมทริปคนนึงเอาขนมปังใส่ที่ปิ้งจนขนมปังออกมา...เราก็ไม่กล้าหยิบ ถามพี่เขาว่าของพี่เขาใช่มั้ย..แล้วไปถามน้องพนักงานว่าขนมปังอยู่ไหน...คือจะเอาแบบหน้าขาวๆ 2 หน้า.....แต่อาหารที่ให้ตักก็ไม่ได้มีอะไรมาก....หลักๆ ก็พวกไข่ดาว, ไส้กรอก, ขนมปังปิ้งและข้าวต้มที่ก่อนหน้านั้น มันน่าจะเป็นโจ๊ก

    นั่งไปสักพัก พี่ที่นั่งติดกันบนรถตู้ก็ลงมานั่งด้วย พี่ๆ คนอื่นอีก 2 - 3 คนรวมถึงพี่ที่นอนห้องเดียวกันก็มาร่วมโต๊ะใกล้กันเลยเอาโต๊ะมาติดกัน....ก็นั่งคุยกันไป...แต่ส่วนใหญ่ เราก็ฟังพวกพี่เขาคุยกัน สลับกับดู TV



    เห็นพี่คนหนึ่งหยิบจานผลไม้มา..มะละกอ....แต่เราไปมองหาเองก็ไม่เจอ....และได้ขนมปังปิ้งจากพี่อีกคนมาแบบพี่เขากินไม่หมด เลยให้ช่วยกิน


    เรานั่งมองนาฬิกาบนผนังฝั่งตรงข้ามเพราะจะขึ้นห้องอีกรอบก่อน...จน 8.10 น. ก็ขอตัวขึ้นห้องไปเอาเป้ลงมา....คนอื่นๆ ก็มีทยอยขึ้นรถตู้ไปแล้วบ้าง....บนชั้นก็มีพนักงานเริ่มทำความสะอาดห้องที่ Check-out ออกไปแล้ว...

    ออกเดินทางตอนประมาณ 8.30 น....


    มาแวะร้าน "โกปิ๊" ก่อน...เขาบอกร้านดังของที่นี่ คนนำทริปเลยจัดให้มาแหละ...แต่เราก็ไม่คิดจะซื้อไรกิน นอกจากไม่มีเงิน ยังอิ่มแล้ว...แต่ที่แรกที่มา...คนในทริปติงว่าไม่ใช่สาขานี้ เราเลยกลับขึ้นรถตู้ออกเดินทางไปสาขาอื่น


    สาขาที่มาคือคนก็เยอะมากๆ.....อย่างปาท่องโก๋..บิลก็ยาวแบบคนรอทานเยอะ...ก็เลยไปถ่ายรูปรอบๆ ร้าน แต่บางคนก็สั่งเครื่องดื่ม...แต่เราไม่มีเงิน แค่เดินถ่ายรูปอย่างเดียว


    ออกจากร้าน "โกปิ๊"  เราก็เดินทางไป "วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร" กันต่อ...วัดที่เมื่อคืนมาเดินถนนคนเดินแล้วเดินผ่าน......ตอนเดินก็ไปพร้อมพี่คนอื่น...แต่พอเข้าไปด้านใน..คนอื่นมีถ่ายรูปกัน บางคนก็เดินนำไปก่อน เราก็เลยเดินแยกไปคนเดียว


    เข้าไปใน "วิหารทับเกษตร" ก็ไม่รู้ต้องเดินไปทางไหนก็เลยเดินวนรอบๆ ทางที่เขาให้เดินที่มีพระอยู่ตามผนัง...เดินวนครบ 1 รอบสุดทาง ก็ลงมาด้านล่างที่เขานั่งไหว้พระกัน


    เดินผ่านจุดหนึ่ง เห็นมีคนหยิบสายสิญจน์ที่เหลือตรงฐานองค์พระ เราก็เลยไปหยิบบ้าง แต่ไม่มีกรรไกรตัด ผู้ชายที่ยืนแยกสายสิญจน์อยู่ก็เอาสายสิญจน์แบ่งมาให้เราเส้นหนึ่ง เราก็ขอบคุณเขา...เมียเขาก็มองๆ...และเหมือนได้ยินเมียเขาพูดแบบบ่นๆ ประมาณ...ก็เหมือนให้คน...ช่วยคน...ไรสักอย่าง...


    เดินไปไหว้พระขอพรตรงที่เขานั่งขอพรกันเยอะๆ....


    ตอนจะออกจากวิหาร เห็นมีคนมาถวายผ้าสำหรับห่มพันรอบองค์พระมั้ง (ตามที่คิดตอนนั้น)..แต่ผืนใหญ่มาก ก็เลยเดินๆ ไปไหว้ขอพรและมองๆ อย่างสนใจ...จนถวายเสร็จ คนนำสวดก็เดินนำคนที่นำมาถวายขึ้นไปด้านบน....ถ้ามองๆ ก็คิดว่าคงเอาผ้ามาพันรอบฐานองค์เจดีย์....


    ออกจาก "วิหารทับเกษตร" ก็เจอพวกพี่ที่มารถตู้คันเดียวกันเดินสวนออกมา เราก็ขอเข้าไปไหว้ใน "วิหารพระทรงม้า" ก่อน....พอเข้าไปแบบตะลึงเพราะสวยมากๆ.....


    ก่อนออกจากวิหาร เราก็เดินผ่านพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ก็เลยเอามือไปแตะเท้าของพระพุทธรูปแล้วอธิษฐานขอพร


    เดินออกจากวิหารก็เห็นพวกพี่เขายืนถ่ายรูปกันอยู่ก็เลยไปรวมตัวกับเขาแล้วกลับขึ้นรถตู้พร้อมกัน ตอนเดินออก เราก็เสิร์จหาข้อมูล "วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร" ว่ามีสิ่งใดน่าไหว้หรือขอพรอีก ความจริงที่นี่มีพิพิธภัณฑ์ด้วย แต่ไม่แน่ใจเรื่องเวลารวมตัว ก็เลยตามคนอื่นๆ ไปขึ้นรถตู้

    นั่งรอบนรถตู้ พี่ๆ อีกกลุ่มนึงก็เดินขึ้นมาแล้วโชว์ของศักดิ์สิทธิ์ที่ซื้อมา พวกพี่คนอื่นก็สนใจเพราะราคาถูกและคนที่ขับรถและน่าจะเป็นคนนำทริปด้วยแนะนำร้านนี้ พวกพี่ที่สนใจก็เลยเดินออกไปดู เราอยู่ว่างๆ ก็เลยลงตามพวกพี่เขาไปดูบ้าง.....ร้านก็เป็นแผงหน้าวัด


    พี่คนอื่นๆ ก็เลือกซื้อเลือกดูกันไป แต่เราไม่มีเงินก็เลยแค่มองๆ แล้วขอตัวกลับไปในด้านในก่อน.....

    มานั่งรอในรถตู้....เห็นพวกพี่เอาของที่ซื้อมาดู...และพูดถึง..."ตาไข่" รุ่นใบมะขามที่กะละแมเอาติดตัวมีผลดีเรื่องทรัพย์...และนิยมกันมาก...ที่อื่นๆ อย่างแถววัด หลักหลายร้อย เป็นพัน...แต่ที่นี่ 100 บาท..เราก็สงสัยว่าแท้ไม่แท้....แต่เขาบอกว่าปลุกเสกแล้ว....พิมพ์ออกมาจากบล็อคเดียวกัน...ผ่านการปลุกเสก...พี่ที่นั่งข้างๆ ก็บอก..แท้ไม่แท้ไม่สำคัญเท่าใจเราศรัทธา...(ประมาณนี้แต่จำคำพูดไม่ได้ทั้งหมด)...พี่อีกคนที่นั่งแถวเดียวกันก็ซื้อต่อพี่ที่ซื้อมาเยอะๆ.....ตอนแรกก็ไม่คิดจะซื้อไร...แต่โดนพี่ที่นั่งข้างๆ พูดจนอยากได้บ้าง...แต่ดูเงินในกระเป๋าว่าพอมั้ย....นั่งลังเลจนรถเริ่มออก...ก็เลยพูดแบบไปซื้อดีมั้ย...ทันมั้ย...พี่ที่นั่งข้างๆ ก็เลยบอกให้ซื้อต่อพี่ที่ซื้อมาเยอะๆ แถวหน้า...เราก็เลยตัดสินใจซื้อมา 1 องค์...แต่ถ้าให้พูดตรงๆ ก็ไม่แน่ใจแท้ไม่แท้....ในใจอยากหางานได้ มีเงิน...แต่ไปขอพรมาเยอะก็ยังไม่ได้ไรหรือสมหวังอะไรอยู่ดี


    ตอน 11 โมงเศษๆ ก็แวะไปส่งพี่ 2 คนขึ้นเครื่อง....ก็เลยแวะไปที่สนามบินก่อน.....


    นั่งอยู่รถตู้ พี่ที่นั่งข้างๆ ก็ยังมีน้ำใจแบ่งขนมให้กิน....ก็ขอบคุณเขา....พี่ๆ ทริปนี้แบบรถตู้เดียวกัน อัธยาศัยดีกันหลายคน


    ตุ๊กตาหมาของเจ้าของรถที่วางไว้ที่ช่องว่างระหว่างเก้าอี้ เราก็แฮ่บมาไว้กับเราตลอดทริป


    เดินทางมาทานอาหารกลางวัน เราก็คิดหนัก เพราะเราไม่ได้จ่ายค่าอาหารไง แม้คนนำทริปจะมีน้ำใจเอื้อเฟื้อให้มาทานร่วมกับคนอื่น....แต่พอมาที่โต๊ะเราก็ไม่แน่ใจ....แต่เจ้าของทริปก็บอกให้เราร่วมโต๊ะกับคนจากรถตู้เดียวกัน...พี่ๆ ที่อยู่รถเดียวกันก็ชวนให้นั่ง.....(ความคิดมาคิดทีหลัง ว่ามีพี่ 2 คนกลับก่อน แต่น่าจะจ่ายค่าทริปครบ....พอพี่เขาไป คนนำทริปเลยให้เราร่วมโต๊ะกับคนอื่นได้เพราะเงินจากส่วนพี่ที่กลับก่อน....คือคิดแบบนี้มันก็ดีเพราะว่าเกรงใจคนนำทริปและคนอื่นๆ มากๆ เพราะเราไม่ได้จ่ายค่าอาหาร)


    การตกแต่งร้านก็พวกกระเป๋าแบรนด์เนมที่เขาว่าเป็นของสะสมจากเจ้าของร้าน...เอามาจัดแสดงให้คนถ่ายรูป....ของตกแต่งร้านก็ดูแพง


    ออกเดินทางไปยังสถานที่ต่อไป.....


    เดินทางต่อไปยังที่ "วัดพระบรมธาตุไชยา จ.สุราษฎร์ธานี" ซึ่งเพราะมีการเปลี่ยนกำหนดการ...ความจริงต้องไปถึง "วัดพระบรมธาตุไชยา จ.สุราษฎร์ธานี" ตอน 10.30 น. แต่ตอนนั้นประมาณบ่าย 3 โมงครึ่งแล้ว...

    วันที่ 13 กันยายน เป็นวันเกิดเรา....เราตั้งใจจะมาถวายสังฆทานที่วัดนี้ เพราะตอนเช้าที่ไป"วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร" เราลืม....ว่าวันนี้วันเกิดเรา...แต่พอมาถึง "วัดพระบรมธาตุไชยา" จริงๆ ไม่มีที่ให้ถวายสังฆทานและวัดดูเล็กกว่าที่คิดทั้งๆ ที่เป็นวัดดังของที่นี่....แต่เราก็เข้าไปไหว้ขอพรองค์พระธาตุด้านใน.....ในวันเกิด


    ออกเดินทางจากวัดประมาณบ่าย 4 โมงก็ไม่รู้จะไปถึงกทม. กี่โมง....พี่ที่นั่งข้างๆ ก็มีน้ำใจแบ่งขนมให้อีกครั้ง...ก็ขอบคุณเขา


    ฝนชอบมาตกตอนเย็นๆ เหมือนเดิม เหมือนเมื่อวาน


    เดินทางครั้งมีเรื่องเล็กน้อย 2 อย่าง คือโดนธูปจี้หน้าผาก เพราะจุดธูปไหว้ครั้งเดียว แต่ไหว้ "ตาไข่" ทั้ง 4 รูปปั้น ธูปเลยสั้นลง ตอนไหว้ ก้มลงไปเยอะ เลยโดนธูปจี้หน้าผาก และโดนที่ตั้งเข่งขนมจีบ - ซาลาเปา ที่ร้าน "โกปิ๊" เพราะจะหลบคน หลังข้อมือเลยไปโดน ไม่คิดว่าจะร้อนเพราะเหมือนแค่ที่ตั้ง แต่ร้อนมาก


    เดินทางต่อไปก็มีคนบอกว่าน่าจะถึงกทม. ตอนประมาณตี 1 เราก็คิดว่าคงต้องเสียเงินกลับ Taxi อย่างเดียวแล้วแหละ เพราะรถเมล์คงไม่มี

    ตอนอยู่บนรถตู้ เราก็ขอชาร์จแบตพาวเวอร์แบงค์ที่ปลั๊กที่มีแค่แถวที่นั่งแรก แต่พอไปดูอีกที ปรากฏสายชาร์จหลุด เลยขอชาร์จต่อ พี่ที่นั่งแถวหน้าก็เลยให้ยืมสายชาร์จที่ยาวมาก จากแถวหน้ามาชาร์จแบตมือถือของเราที่แถวสุดท้ายได้ พี่ที่นั่งข้างเราก็ถาม...คือแบบยาวมาก...พี่ที่ให้ยืมสายชาร์จก็บอกว่าซื้อจาก shopee...ก็ขำๆ กัน...เราก็ขอบคุณพี่เขา....คือมาเจอกันในรถคันนี้...คือเราไม่รู้พี่แต่ละคนเป็นยังไง นิสัย....แต่ที่เจอก็มีน้ำใจดี อัธยาศัยดี...พี่บางคนพูดเก่งมาก....เวลารถแล่นไป อยู่ในรถ...เราก็ฟังๆ คนในรถก็ขำ...หรือบางทีพี่พูดถึงเรื่องหลวงปู่ที่เหมือนมีวาจาสิทธิ์...เราก็สนใจ....แต่ไม่มีรถขับไปไหว้เอง..คือตอนนี้ที่พึ่งทางใจ..แต่หมดหวังเรื่องหางานจริงๆ...ไม่มีทางออก


    เพื่อทำเวลารีบกลับกทม. เลยแวะเข้าห้องน้ำ ไม่กี่ปั๊ม.....ปั๊มสุดท้ายก็มาแวะปั๊มหนึ่งที่เหมือนจัดอะไรให้ดูน่าสนใจ.....และพวกเรากับรถตู้อีกคันก็แยกกันที่นี่ เพราะคันเรา คนในรถจะรีบกลับกทม. กัน


    รถตู้วิ่งตรงเข้า กทม. แบบไม่แวะที่ไหนอีก



    มาถึง กทม. ประมาณเที่ยงคืนกว่า.....แวะส่งคนตามทางและโบกมืออำลากัน จบทริป 2 วัน...ติดรถ Taxi พี่มาลงแถวเซ็นทรัล ลาดพร้าว เพื่อกดเงิน


    ตอนแรกกะจะไปรอรถเมล์แถวยูเนี่ยนมอล์ แต่ตอนจะเดินไปกดเงิน เห็น Taxi คันหนึ่งชะลอจอด พอออกมาก็เห็น Taxi อยู่ ก็เลยตัดสินใจกลับ Taxi นี่แหละ...ไม่มีทางเลือก


    ส่วนเรื่องขอพรจะสมหวังมั้ย....ไม่ได้คาดหวังไรแม้อยากสมหวัง....แต่ถ้าเรื่องได้ไปไหว้...ก็คิดว่าแค่จังหวะหรือถ้าคิดแนวศักดิ์สิทธิ์...ก็เหมือนให้เราเจอโพสต์ที่ได้ติดรถไปฟรีพอดี เลยได้ไปไหว้.....แต่ช่วงนี้ข่าว "ตาไข่" เยอะ....เรื่องโชคลาภหรือที่มีคนนำไปให้ไหว้ตามวัดจังหวัดต่างๆ....เราก็ขอพรที่นั่นนี่มาเยอะ แต่ก็ผิดหวังตลอด...เราไม่รู้อนาคตเป็นไง...มีคนสมหวังก็มีคนผิดหวัง...เราก็คงเป็น 1 ในคนที่ผิดหวังก็ได้

    ---------------  จบทริป 12 - 13 กันยายน 2563 ---------------
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in