เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Short Stories Diary - PreludeBADBIRDLULLABY
บทขอบคุณ ของคุณ (เรื่องสั้นไดอารี่ - Director's Note)
  • ขอเกริ่นนำไว้ก่อนนะครับว่านี่เป็นโน้ตที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนได้อ่านเพิ่มเติมหลังจากซีรีย์ "เรื่องสั้นไดอารี่" เรื่องสั้น 5 ตอนที่เรียบเรียงขึ้นใหม่เพื่อสะท้อนดูสภาพจิตใจของตัวเองในอดีตและปัจจุบัน (ถ้าคุณไม่เคยอ่านมันละก็ คุณทำอะไรอยู่ล่ะ?)

    เนื้อหาเป็นเรื่องส่วนตั๊ว ส่วนตัวก็จริง แต่แค่คิดว่าผมจะแชร์เรื่องราวพวกนี้ให้คนอื่นได้อ่าน (รวมถึงโน้ตนี่) มันก็สนุกแล้วล่ะ ยังไงก็ตาม เนื่องจากว่าการบริหารเวลาเป็นเรื่องตลกสำหรับใครบางคน Director's Note ชิ้นนี้จึงถูกเขียนขึ้นในวันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2565 ในเวลา 22:43 น. และนับต่อจากนั้นอีก ซึ่งปัญหาก็ไม่ใช่แค่ว่าคนดูคนก่อนๆ ที่เคยสนใจซีรีย์นี้มีโอกาสที่จะไม่มีวันได้เห็นโน้ตชิ้นนี้ แต่รวมถึงการที่ผมเขียนมันในตอนที่เว็บ Minimore กำลังเน่าเปื่อยและย่อยสลายลงช้าๆ อีกด้วย พูดง่ายๆ ขอโทษที่ผมมาช้าไปจริงๆ มันไม่น่าจะมีคนเข้ามาดูแล้วแหละ (หรือถ้าเข้ามาดูก็จะไม่ค่อยเก็ตอย่างแน่นอน) 

    ถ้างั้น นอกจากจะสนองตัณหาตัวเองแล้ว โน็ตนี้ยังเขียนให้ใครอีกล่ะ? ถ้าคนที่อยากจะขอโทษเขามูฟออนกันไปหมดแล้ว อืม ก็น่าจะเป็นคุณน่ะแหละ คุณคนที่ยังรออยู่ไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม หรือคุณที่เข้าไปอ่านเรื่องสั้นทั้ง 5 เรื่อง แล้วกำลังอ่านโน็ตอยู่ตอนนี้ น่าจะเป็นคุณที่ยังติดอยู่ในหลุมกระต่ายหลุมนี้อยู่

    ยังไงก็ตามผมก็อยากจะเข้าเรื่องแล้วหล่ะ ผมอยากจะอธิบายแนวคิดและที่มาของเรื่องสั้นทั้ง 5 เรื่อง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน หากไม่มีคนสนใจอย่างตามที่เกริ่นไปจริงๆ อย่างน้อยมันก็ทำหน้าที่ในการเตือนผมว่าผมเขียนอะไรไปบ้างอยู่ดี เชิญครับ คุณจะได้อะไรกลับไปแน่นอน

  • บทที่ 1 - ปากกา: อันนี้ชัดเจนอยู่แล้วว่าเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลมาจากประสบการณ์แบบไหน อย่างไรก็ตาม ผมไม่ใช่พี่ ม.6 และก็ไม่ค่อยเข้าสังคม ผมชอบเดินงานวันเด็กคนเดียวอีกด้วย เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็น่าจะเป็นการที่เสียตังเข้าไปเล่นซุ้มแล้วได้ "เกลือ" กลับมานี่แหละ เรื่องน่าหงุดหงิดเล็กๆ พวกนี้ก็จุดประกายให้เป็นเรื่องปากกาขึ้นมา "ชาย" ตัวเอกขี้หงุดหงิด มีเหตุผลที่ปกติแต่ติดอยู่ในกรอบของตัวเอง คู่กับ "โอม" ชายอีกคนที่ดูไม่ซีเรียสอะไรกับการคิดหาทางออก แต่ดันมีรสนิยมในการจัดการทำที่เฉียบแหลม ทั้งสองช่วยกันตามหาวิธีการแลกของที่อยากได้ในสถานการณ์ที่ไม่ค่อยอำนวย

    เท่าที่แต่งๆ มาผมชอบเรื่องนี้ที่สุดแล้วนะ นี่รวมถึงอีก 12 เรื่องที่ไม่ได้เอามาแต่งใหม่ด้วย ผมแทบจะไม่ต้องแก้อะไรมากเลยเพราะแก่นมันทั้งเข้าใจง่ายและอ่านสนุก ผมเป็นคนชอบเขียนเรื่องตลกนะเออ แล้วก็ไม่ต้องตกใจไปถ้าเรื่องที่ผมชอบมันคือเรื่องแรกในซีรีย์ จริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่เรื่องแรกที่ผมเขียนหรอก (เป็นเรื่องที่ 2 จ่ะ) ผมเห็นว่าเรื่องนี้มันดึงความสนใจได้มากสุดก็เลยเอามาไว้ข้างหน้าก่อน เรื่องแนวคิดก็ไม่ได้มีอะไรมาก แต่ผมชอบตรงที่บอกว่าโตแล้วเราจะทำอะไรก็ได้ แต่จะทำอะไรดี แล้วก็ตอนท้ายที่ผมเล่นกับสำนวน "ของฟรีไม่มีในโลก" ซะอย่างงั้น

    อีกเหตุผลที่ชอบนะหรอ? ในชีวิตจริงผมไม่พูดคำหยาบเลย สำหรับผม นี่จึงเป็นการปลดปล่อยด้วยวรรณกรรมอีกด้วย

    บทที่ 2 - นักวิจารณ์: นี่ต่างหาก จุดเริ่มต้นของ "ไดอารี่" ที่แท้จริง ก็แค่เด็กคนนึงที่คิดว่าตัวเองรู้มากเรื่องเพลง แล้วก็ออกมาโรลเพลย์ว่าตัวเองเป็นนักวิจารณ์เขียนบ่นไปเรื่อย เรื่องปากกาก็เขียนจากความยกย่องในความน่าเบื่อของเหตุการณ์ที่ควรจะตื่นเต้นกว่านี้อีกซักหน่อยนั่นแหละ ใช่ นี่แหละคือแก่นของงานเขียนชิ้นนี้ การบ่นไงล่ะ!

    ต้องโทษ Anthony Fantano ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจหลักในการสร้างเรื่องนี้ ซึ่งถ้าคุณรู้จักคนๆ นั้น เราก็น่าจะคุยกันเข้าใจหน่อย แต่เอาง่ายๆ เขาเป็นนักวิจารณ์เพลงอาชีพอิสระที่น่าจะดังที่สุดในยุคนี้แล้วละมั้ง ในตอนนั้นผมยกย่องความเห็นเขามาก และเห็นว่าบางครั้งเวลาเขารีีวิวอัลบั้มอะไรซักอย่างแล้วให้คะแนนต่ำกว่าที่ผู้คนคาดไว้เขาก็จะต้องโดนกระแสตอบรับทางลบอย่างไม่สมควร ซึ่งการที่ใครซักคนอยากพูดแสดงออกถึงความเห็นโดยมีการวิเคราะห์มากกว่าคนทั่วไป แล้วมันถูก disregard ไปอย่างสิ้นเชิง มันก็ดูน่าเสียดายอยู่นะ ผมจึงสวมบทเป็นนักวิจารณ์นิรนามแล้วก็บ่นถึง "ผู้บริโภคทั่วไป" ที่ขาด media literacy เหมือนผม (แหะๆ) แต่มันออกมาห่วยไง

    ผมทนอ่านฉบับเก่าได้ (ไง) ผมจึงเปลี่ยนแค่พวกสำนวนอะไรพวกนั้น แต่ยังคงแนวคิดที่จะสะท้อนให้คนได้ดูเหมือนเดิม แนวคิดที่ว่านั้นได้บอกไว้ว่า "คนธรรมควรจะมีมาตรฐานซะหน่อย" และ apparently "ผมไม่คิดว่าการที่ใครซักคนบอกว่า “ก็เพลงนี้มันเพราะหนิ” เป็นเหตุผลที่ดีสำหรับการชอบเพลงๆ หนึ่ง" อืม เห็นปัญหากันหรือยังครับ ผมทำอย่างกับว่าคนส่วนใหญ่ไม่มีมาตรฐานกันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องผิด มาตรฐานเป็นสิ่งที่เก็บซ่อนได้ เขาแค่ไม่ต้องการจะอธิบายอะไร อย่างงี้ถ้าเขาหาเหตุผลไม่ได้เขาก็ควรที่จะเลิกฟังเพลง """""เพราะๆ""""" (ขอโทษทียังเกลียดคำนี้อยู่) ที่เขาชอบอย่างงั้น? การที่ผมเคยคิดอย่างงั้นเป็นการยึดติดกับแนวคิดของพวก music elitist ที่ไม่ค่อยจะช่วยพัฒนาตัวเองหรือสิ่งรอบข้างซักเท่าไหร่ มันก็จริงที่คุณจะออกมาบ่นได้ว่าทำไมคนถึงไม่อยากฟังพวกเพชรเม็ดงามที่คุณได้เจอมา แต่รสนิยมมันฝืนกันได้ที่ไหนล่ะ สิ่งที่ผมเขียนออกมาจึงกลายเป็นแนวคิดที่ตื้นเขิน และยังดูน่ารำคาญอีก รู้อะไรไหม ทุกวันนี้ผมกลับกลับมาฟังเพลงที่ฟังง่าย เนื้อเพลงไม่ซับซ้อน แต่มีแพชชั่นในการสร้างสรรค์อะไรสักอย่างในตัวมันขึ้นมา ก็น่าจะเป็นพวกเพลงแร็พใน SoundCloud นั่นแหละ (ตอนนี้เพลงที่ชอบก็เช่น Flowers of evil ของ Skaiwater กับ Benjicold ส่วนของไทยก็น่าจะ llɐℲ zlǝƃu∀˙˙˙uᴉɐɹ Ɛʇᴉupooƃ (ชื่อนี้แหละ) ของ ๖ikit0ຟຖ) เรื่องจริงผมน่ะอธิบายเรื่องพวกนี้ไม่เก่งหรอก เอาเป็นว่าผมยังฟังเพลงหลากหลายแนวอยู่ และยังจะทำมันตลอดไป แต่มันก็แค่นั้นแหละถ้าผมแชร์มันกับคนอื่นไม่ได้ จริงไหม

    เออ ทะเลาะกับตัวเองในอดีตก็เป็นเว้ยเรา เอาซะยาวเชียว

    บทที่ 3 - เพลงรัก: แน่นอนว่าผมก็ต้องมีความรักอยู่แล้วก่อนจะมาแต่งเรื่องนี้ได้ และเนื้อเรื่องก็ค่อนข้างจะอธิบายตัวเองอยู่ สิ่งที่น่าสนใจก็น่าจะเป็นการที่ผมเคยชอบเรื่องนี้น้อยที่สุดจากที่แต่งมา แต่พอผมโตขึ้นแล้วคิดได้ว่ามันปกติกว่าที่คิดที่จะเขียนเรื่องแบบนี้ เลยจับมันมาแก้ซะเลย ซึึ่งผลก็น่าพึงพอใจดี ผมอยากจะไฮไลท์ว่ามันเป็นการเลือกทางเดินในชีวิตครั้งหนึ่งว่าจะเดินตามความรัก หรือทิ้งมันไปเพราะมันเป็นสิ่งที่ผมให้ความสำคัญแบบครึ่งๆ กลางๆ ยังไงก็ไม่สำเร็จ ในโลกจริงผมเลือกทางที่สองครับ ทุกวันนี้กลายเป็นคนที่ไม่ได้รักใครไปแล้ว มีแต่หลงซึ่งเป็นสิ่งที่สัมผัสได้นี่แหละ ความรักน่าจะเป็น curious case ให้ตัวผมในอนาคตแก้ปมอีกต่อไปละมั้ง

    บทที่ 4 - ตายแล้ว!? ไปไหน: 
    สังเกตการเล่นคำไหมครับ 555

    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ชอบรองลงมาจากปากกา แต่ชอบที่สุดตอนเขียนครั้งแรก ตอนนั้นเนี่ยผมรู้สึกถึง spiritual awakening ได้เลย ที่น่าภูมิใจกว่านั้นก็คือไอเดียมันผุดขึ้นมาในหัวตอนรีดผ้าซะด้วยสิ การที่เราคิดอะไรที่มัน original และ high concept ได้อย่างคาดไม่ถึงนี่เป็นเรื่องดีใช่ไหมล่ะ ใช่ไหม?

    ก็ มันก็ยังไม่เพอร์เฟคอยู่ดี ผมว่า worldbuilding มันคลุมเครือไปนิด (ใช่ นั้นแหละคือ worldbuilding) แถมอ่านแล้วงงว่าใครกำลังพูดอยู่กันแน่ บทพูดก็ฝืดๆ ซะงั้น แล้วก็ เดี๋ยวผมจะเล่าคร่าวๆ ถึงสิ่งที่อยู่ในหัวผมให้แล้วกัน
     
    •  ในโลก "นั้น" ไม่ว่าความเชื่อในโลกหลังความตายของคุณจะเป็นยังไง ความจริงคือเมื่อเราตายไปจะมีใครก้อม่ายรู้ 2 ยูนิตมาคอยรับเรา อารมณ์เหมือนผู้พิพากษานั่นแหละ และถ้าทำดีคุณก็ใช้ชีวิตใน "สวรรค์" ได้ เนรมิตทุกอย่างขึ้นในหัวได้ตามต้องการบนพื้นที่กว้างใหญ่แห่งนั้นแบบตัวคนเดียว ถ้าทำชั่วก็จะถูกคุมขังวิญญานเปลือย รับรู้ได้อย่างเดียวแต่ทำอะไรไม่ได้ ต้องมีอยู่จนกาลเวลาจะผ่านไปเอง (ในที่นี้จะไม่ขอบอกว่าอะไรคือกรรมดีหรือกรรมชั่ว) อย่างไรก็ตามวิญญานพวกนี้จะต้องสลายไปซักวันนึงอยู่ดี และวิญญาณที่มีสืทธิ์บางดวงก็รู้ว่าผลลัพธ์ของชีวิตมันน่าผิดหวังซะขนาดไหน แม้จะมีมีโอกาสมีความสุขอีกชั่วกัลป์ก็ตาม พวกเขาจึงเลือกที่จะให้วิญญาณของพวกเขา "หลับลง" เพื่อให้ทุกอย่างมันจบลงซักที

    เรื่องนี้ตั้งใจจะพูดถึงหลายอย่าง ศาสนา ความดีความชั่ว กิเลส ชีวิตและโลกหลังความตาย มุมมองความเป็นมนุษย์ แม้แต่การเชื่อมไปถึงเรื่องการุณยฆาตอีกด้วย ดังนั้นถึงมันจะไม่เพอร์เฟคแต่ผมก็ภูมิใจกับมันอยู่ดี ว่าผมตอน 14 ก็เขียนอะไรเจ๋งๆ ได้เหมือนกัน แล้วก็ ผมอยากจะให้ดู
    โควตนึงที่ผมชอบมาก ซึ่งผมคิดมันได้ทีหลังนี่แหละ

         "แด่มนุษย์ทั้งหลายที่ยังยึดติดกับกิเลสอยู่ ท่านยังจะคิดว่าสวรรค์เป็นการปลดปล่อยขั้นสูงสุดอยู่หรือเปล่า ความจริงก็คือ เมื่อมันมาอยู่ตรงหน้าท่านแล้ว ท่านจะทำได้แต่ร้องให้อย่างเดียว
         จงร้องให้เสียเถิด ต่อจากนี้ นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ท่านจะรู้สึกดั่งปรารถนา รู้สึกเหมือนมนุษย์คนหนึ่ง"

    บทที่ 5 - กำลังใจแมว: น่าภูมิใจอีกแล้วแหะ เพราะว่าเรื่องสุดท้ายที่ผมเขียนเนี่ยกลับกลายเป็นเรื่องที่มีคนอ่านเยอะสุดเชียวนา น่าจะเป็นเพราะว่าคนชอบแมวอะเนอะ

    ผมชอบงานเขียนที่เกี่ยวกับการเดินทางของสัตว์ ซึ่งแมวก็มีเสน่ห์ของมันอยู่แล้ว เดินตัวเดียวไปเรื่อยๆ ยามดึก โดยไม่สนอะไร บวกกับตอนนั้นรู้ว่าตัวเองชอบแมว เรื่องนี้คือเรื่องสุดท้ายของไดอารี่ และเป็นบทที่ต้องการจะให้มีธีมที่ตรงข้ามกับเรื่องที่แล้ว หากตายแล้ว!? ไปไหน เขียนขึ้นเพื่อรำพึงถึงความไร้จุดหมายของชีวิต กำลังใจแมวก็เหมือนบอกกับตัวเองว่าในโลกนี้เรายังสามารถเดินทางแบบไร้จุดหมายกับคนอื่นได้นะ คงจะอย่างงั้น

  • ตอนนี้เวลา 0:58 น. ในวันใหม่อีกวันนึง และถ้าจะเสร็จจริงๆ ก็ตีหนึ่งครึ่งนู่น งั้น ด้นสดกันมาขนาดนี้ก็คงจะพอแล้วล่ะ ถามว่าคุ้มไหม? อืม มันเหมือนคันแล้วต้องเกามากกว่า ถ้าไม่คันก็ไม่เกาหรอก จริงไหม แล้วจะบอกว่าไม่คุ้มยังไงได้

    สรุปอีกครั้ง:
    บท 1 - คิดนอกกรอบ ยอมรับความไร้กระดูกสันหลังของชีวิต
    2 - เสียดสี โต้เรื่องความเป็นปัจเจกบุคคลในการเสพสื่อ
    3 - ความรักกับตัวตนของตัวเอง ความไร้เดียงสา
    4 - ความไร้ขอบเขตของโลกหลังความตาย โต้เรื่องคุณธรรมและศาสนา ขอบเขตการเป็นมนุษย์ การุณยฆาต 
    5 - ความโดดเดี่ยว การยอมรับความไร้จุดหมายในชีวิต  ครอบครัว ชุมชนและคนรอบตัว

    อีก 12 บทที่ยังไม่พ้นผิวน้ำขึ้นมา? ตัวอย่างที่น่าสนใจก็น่าจะพูดถึงไดอารี่เดินทางไปประเทศในจินตนาการ เกมการ์ดเถื่อน สวนลึกลับ การแสดงรอบกองไฟ การผจญภัยของกลุ่มเด็กกะโปโลกับผู้ใช้เน็น ฯลฯ

    ฟังดูน่าสนใจ? แค่คอนเซ็ปต์นั่นแหละ แค่คอนเซ็ปต์ ...

    มีสองอย่างที่ผมอยากจะพูดก่อนจะปิดโน้ตลง อย่างแรกจะพูดถึงแบ็คกราวด์ซักหน่อย จากที่ผมเคยคุ้ยหาหนังสือไทยเก่าๆ หลายแบบที่บ้านยายมาอ่านตั้งแต่ยังไม่ขึ้นมัธยม (หนังสือเก่าๆ ที่หยิบมามั่วๆ อ่านแก้เบื่ออะจ่ะ ไล่ตั้งแต่คลาสสิกอย่าง คนอยู่วัด ไปถึง คู่มือขายทาโกะยากิ อันนั้นก็นับนะ) มันทำให้ผมรู้ว่าผมชอบอ่านอะไร มีอารมณ์ขัน อารมณ์เคร่งยังไง และอยากเขียนอะไร รู้หรือเปล่า ในบางครั้งที่ผมจงใจเขียนสำนวนที่มันล้าสมัยลงไป ก็เพื่ออยากที่จะดูเจ๋งเท่าแผ่นกระดาษของหนังสือ แก๊งขาสั้น ไม่กี่แผ่นที่ผมเผอิญหยิบเจอตรงซอกนั้นของบ้านยายเท่านั้นเอง ความ niche มารวมกับวัฒนธรรม Gen Z ก็คืองานของผมนั่นแหละ เอาเป็นว่าโกลของผมต่อจากนี้ผมอยากที่จะเขียนเรื่องราวแนว Postmodernist Comedy ซะหน่อย ผมคิดไว้แล้วล่ะ ไม่ได้จะเขียนที่นี่หรอก แต่ผมอาจจะมีอะไรเพิ่มเติมให้อ่านอีก รวมถึงอาจจะจะเขียนไดอารี่เล่มสองให้อ่านด้วยหากพวกคุณสนใจ 

    อีกอย่างนึง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆๆๆ
    เสียงตอบรับ ผมได้รับความสนใจอยู่พอตัวสำหรับเรื่องที่ไม่คิดว่าจะมีคนสนใจเยอะขนาดนี้ ต้องขอขอบคุณกันจริงๆ แต่ที่สำคัญที่สุด ผมได้รับคอมเม้นท์ด้วย!

    ผมไม่ต้องบอกก็ได้ว่าผมดีใจขนาดไหน ที่พอผมคลิ๊กเข้าไปดูคอมเม้นต์แล้วเจอกับคอมเม้นท์ที่สร้างสรรค์ บอกได้ว่าเขาอ่านเรื่องของผมแล้วสนใจจริงๆ และเขายังมีคนเดียวอีกด้วย ดังนั้น ผมบอกเลยว่าผมอยากจะคุยกับ user dddd อีกมากๆ แต่เขาอาจจะไม่กลับมาแล้ว ผมก็เลยค่อนข้างเศร้ากับตัวเองว่าผมอาจจะปล่อยโอกาสที่เขาและใครอีกหลายคนจะได้อ่านข้อความสำคัญนี้ไป ตอนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่เหมือนกัน 

    แต่ว่า กลับมาเถอะครับ
    นี่เป็นครั้งแรกที่ผมอยากโอเวอร์แชร์ จริงๆ นะ
    ที่นี่ที่เดิม
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in