เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
space x anythingspacexuni
月 (Tsuki) #minj (fem!jonghyun)
  • #มินเจโปรเจค

    (ชาว) คนสวน

    คาวาเสะ จูรินะ = จงฮยอน (fem!)

    สึกิ / มาส = มินฮยอน



    แม้จะเข้าสู่ช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิแล้วแต่แสงแดดในเดือนเมษายนก็ยังทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมจนแผ่นหลังของหญิงสาวตัวเล็กเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ พวงแก้มนิ่มที่เคยเป็นสีขาวเนียนตอนนี้กลับถูกแต่งแต้มไปด้วยสีแดงจากไอความร้อนที่แผ่ไปทั่วบริเวณสวนผลไม้แห่งหนึ่งในจังหวัดฟุกุโอกะ


    ใครบอกกันนะว่าเกิดมาเป็นลูกสาวเจ้าของสวนแล้วจะสบาย


    คาวาเสะ จูรินะคนนี้ขอเถียงขาดใจ


    ตั้งแต่จำความได้จูรินะก็เข้ามาวิ่งเล่นในสวนแห่งนี้แล้ว พอโตขึ้นก็เปลี่ยนจากการวิ่งเล่นมาช่วยทำงานเล็กน้อยๆ เมื่อพ่อเห็นว่าเธอดูจะทำประโยชน์ได้มากกว่านั่งอ่านการ์ตูนในห้องก็จับเธอแต่งตัว ใส่รองเท้าบูท สวมหมวกปีกกว้างแล้วก็ส่งออกมาทำงานกลางแจ้งซะเลย


    เอ่อ ฟังๆ ดูแล้วเหมือนจะเป็นการใช้แรงงานเด็กเกินไปหน่อยแฮะ


    เพราะที่จริงจูรินะเล่าข้ามไปนิดนึง


    ‘หนูอยากไปดูคอนเสิร์ตที่ไซตามะใช่มั้ย’

    จูรินะเด้งตัวขึ้นมาจากเตียง ดวงตากลมโตฉายแววเป็นประกายมากกว่าเคย

    ‘มาช่วยพ่อทำงานในสวนสักสองอาทิตย์สิ เดี๋ยวให้ไปเลย’


    โอเค ต่อได้


    นั่นเลยเป็นสาเหตุที่ทำให้จูรินะต้องกัดฟันทนทำงานโดยไม่ปริปากบ่น 


    อย่างไรก็ตามความจริงแล้วงานส่วนใหญ่ของเธอไม่ได้อยู่ในสวนหรอก เพราะจูรินะต่อรองขอไปทำงานในร้านอาหารแทน ทว่าเมื่อสองวันก่อนเธอก็ถูกสั่งให้กลับมาทำงานในสวนอีกรอบ


    เพราะคนคนเดียวแท้ๆ


    เขาแนะนำตัวว่าตัวเองชื่อมาส

    มาสที่แปลว่าพระจันทร์

    จูรินะเลยเรียกเขาว่าสึกิซัง


    สึกิซังจะมาทำงานที่สวนคาวาเสะเพื่อแลกกับอาหารสามมื้อและที่พักเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์

    สึกิซังพูดญี่ปุ่นไม่ได้และไม่เข้าภาษาญี่ปุ่นเลยสักนิดเดียว

    และจูรินะเป็นคนเดียวที่พอจะสื่อสารภาษาอังกฤษได้


    ‘จริงๆ แล้วพ่อจะให้หนูมาคุยกับเขาใช่มั้ยล่ะ’

    ‘อ่าว รู้ทันซะละ เอาหน่า ถือว่าได้เพื่อนใหม่ไปในตัวด้วยนะ’

    อืม ก็ตามนั้นแหละ


    สึกิซังเรียนจบด้านการออกแบบ อายุมากกว่าจูรินะตั้งห้าปี


    แรกๆ สึกิซังก็ตามจูรินะไม่ค่อยทัน ทำสตรอเบอร์รี่ช้ำไปหลายลูก ลำบากจูรินะที่ต้องมาเก็บ (กิน) สึกิซังพูดขอโทษบ่อยมาก เหมือนกับพูดจนชินจนติดปาก เอะอะก็พูดขอโทษอยู่นั่น จูรินะอยากบอกว่ามันไม่ได้ลำบากอะไรเธอเลย


    จูรินะเข้างานเก้าโมงเลิกงานบ่ายสาม ใครบอกขี้โกงก็จะไม่เถียง เพราะเธอหงายการ์ดการเป็นลูกเจ้าของสวนดักรอไว้แล้ว ส่วนสึกิซังเข้างานเก้าโมงเช้าเลิกงานหกโมงเย็น จึงเป็นหน้าที่ของจูรินะที่ต้องช่วยทำอาหารเช้าและกลางวันเผื่อเป็นสองที่ ส่วนอาหารเย็นแม่จะเป็นคนทำ ครอบครัวคาวาเสะจะกินข้าวเย็นพร้อมกันตอนหนึ่งทุ่ม


    สึกิซังอยู่ง่ายกินง่าย พ่อชอบคนแบบนี้ ชมไม่ขาดปากเลย 

    แต่ชมเป็นภาษาญี่ปุ่น

    “…” พ่อพยักเพยิดให้จูรินะแปลให้ ส่วนสึกิซังก็จ้องมองด้วยแววตาคาดหวัง

    “พ่อบอกว่าสึกิซังต้องทำงานหนักให้มากกว่านี้ค่ะ”

    ต่างชาติหนึ่งเดียวในโต๊ะหน้าหดเหลือสองนิ้ว

    “ล้อเล่นนะคะ พ่อแค่บอกว่าชอบคนแบบสึกิซัง”

    สึกิซังถอนหายใจออกมายาวๆ อย่างโล่งอกก่อนจะยิ้มมาให้เธอหนึ่งครั้งแล้วกล่าวว่าขอบคุณ 


    ข้าวแกงกะหรี่รสชาติธรรมดาๆ ที่จูรินะกินจนเบื่อ แต่สึกิซังก็บอกว่าอร่อยมาก จนแม่ต้องรีบไปปั่นน้ำสตรอเบอร์รี่มาเอาใจเพิ่ม


    “อันนี้ก็อร่อยอีกแล้วครับ” คราวนี้สึกิซังพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบแปร่งๆ อาจจะเพราะเคยได้ยินมาบ้างมั้ง ส่วนแม่นี่ยิ้มแก้มจะแตก


    สึกิซังเนี่ย อยู่เป็นชะมัด



    ปกติแล้วพอจบมื้อเย็นจูรินะก็จะพุ่งตัวเข้าห้องนอน กระโดดขึ้นเตียงแล้วหยิบการ์ตูนมาอ่านต่อทันที แต่พอตั้งแต่สึกิซังมา จูรินะก็ทำแบบนั้นไม่ได้อีก พ่อขอให้เธอมาออกมาใช้เวลาว่างคุยกับสึกิซังเพราะอยากให้เธอได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ (โดยไม่ถามเลยว่าจูรินะมีอะไรไปแลกรึเปล่า) เอาจริงๆ จูรินะก็ไม่ได้พูดอังกฤษเก่งขนาดนั้น แต่สถานการณ์ทุกอย่างมันช่างบีบบังคับให้เธอต้องทำตัวเหมือนเรียนภาษามาแล้วสิบปีเต็ม ทั้งๆ ที่ระบบการศึกษาของญี่ปุ่นแทบจะไม่ให้ค่ากับภาษาอื่นๆ เลยด้วยซ้ำ


    นโยบายชาตินิยมก็มีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป


    สึกิซังเริ่มเกร็งน้อยลงแล้ว คืนแรกเราไม่ค่อยได้คุยกันมากนัก เพราะโดยพื้นฐานจูรินะก็ไม่ใช่คนช่างพูดอยู่แล้ว พอเข้าคืนที่สองจูรินะเลยเริ่มพยายามหาเรื่องที่เข้ากันได้ 


    “ปกติอ่านมังงะมั้ยคะ” จูรินะถาม


    “ก็มีอ่านบ้าง แต่เคยติดจริงๆ แค่เรื่องเดียว”


    “นารูโตะ/นารูโตะ” พวกเราพูดขึ้นมาพร้อมกัน 


    เหมือนได้ยินเสียงคลิกดังมาจากในหัว แล้วบทสนทนาด้วยภาษากระท่อนกระแท่นก็ดำเนินต่อไป จูรินะเพิ่งรู้ว่าการ์ตูนญี่ปุ่นดังในไทยมากๆ ก็ตอนที่คุยกับสึกิซังนี่แหละ


    พอได้หนึ่งเรื่องแล้ว เรื่องต่อๆ ไปก็ไม่ยากแล้ว 


    สึกิซังเล่าว่างานที่ทำอยู่ค่อนข้างเครียดและกดดัน การพยายามรับมือกับลูกค้าหนึ่งร้อยคนหนึ่งร้อยอารมณ์ไม่ง่ายนัก จูรินะเลยสอนคำหยาบไปคำสองคำเผื่อสึกิซังทนไม่ไหวอยากด่าขึ้นมาก็ให้ด่าเป็นภาษาญี่ปุ่น ลูกค้าจะได้ฟังไม่ออก แล้วจูรินะก็ได้เห็นสึกิซังหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรก


    “แต่จูรินะไม่ต้องรู้คำหยาบภาษาไทยหรอกนะ”

    “อ่าว ทำไมล่ะคะ กำลังจะขอให้สอนเลย” 

    “ก็…” สึกิซังเว้นไปแปปนึง “เราว่าจูรินะน่ารักเกินกว่าจะพูดคำพวกนั้นอ่ะ”

    “…”

    แม้จะมีประสบการณ์อ่านการ์ตูนตาหวานมาเป็นร้อยๆ เรื่อง แต่พอเจอของจริงด้วยประโยคธรรมดาๆ ครั้งเดียว จูรินะถึงกับต้องถอยมาตั้งหลัก (ในใจ)

    เธอพนันได้เลยว่าสึกิซังไม่ได้อ่านแค่นารูโตะแน่ๆ!



    อุณหภูมิต่ำลง


    หยดน้ำโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าขมุกขมัว ฝนตกไม่แรงเท่าไหร่แต่ดูท่าแล้วน่าจะตกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นงานในสวนจึงต้องถูกยกยอดมาอยู่ในร้านอาหาร


    จูรินะสวมผ้ากันเปื้อนสีครีมเตรียมตัวหั่นผักตามออเดอร์ของแม่ครัวใหญ่ส่วนสึกิซังหั่นเนื้ออยู่ข้างๆ จูรินะเพิ่งรู้ว่าสึกิซังก็ทำอาหารเป็นแถมดูจากลักษณะท่าทางการใช้มีดแล้วน่าจะเก่งซะแล้ว


    “ดูคล่องมากเลยนะคะ”

    “เราเคยไปอยู่อเมริกามาปีนึง ที่นั่นของแพง ถ้าไม่ทำกินเองก็ไม่รอดอ่ะ”

    “งั้นก็แปลว่าทำอร่อยด้วยใช่มั้ยคะ”

    “ตอนแรกก็คิดว่าอร่อยแหละแต่พอมากินของบ้านคาวาเสะก็รู้เลยว่าอร่อยจริงๆ เป็นไง”

    นั่นไง เอาอีกแล้วนะสึกิซัง! 


    เพราะมัวแต่คุยกันทำให้จูรินะไม่ทันระวัง ในจังหวะสุดท้ายที่หั่นกะหล่ำปลีเป็นฝอย ปลายนิ้วของจูรินะก็โดนมีดบาดจนได้ 


    จูรินะยืนนิ่งเพราะทำตัวไม่ถูก เธอไม่ชอบเลือด ไม่ชอบสี ไม่ชอบกลิ่น ไม่ชอบเห็นมันด้วยซ้ำ

    “…”

    “รีบไปล้างเร็ว”

    “…”


    รู้สึกตัวอีกทีก็โดนสึกิซังลากมาที่อ่างล้างจานแล้ว น้ำเย็นไหลผ่านบาดแผลจนจูรินะต้องนิ่วหน้าด้วยความแสบ 

    “เจ็บมั้ย”

    จูรินะพยักหน้าก่อนจะรับผ้าสะอาดมาเช็ดมือให้แห้ง กดเน้นตรงที่โดนบาดไว้เพื่อเป็นการห้ามเลือด จูรินะเม้มปากตอนที่เนื้อครีมถูกแตะลงบนแผล นี่สึกิซังไปเอากล่องพยาบาลมาตอนไหน จูรินะไม่ทันสังเกตเลย


    และเป็นครั้งแรกที่เธอนึกได้ว่า

    สึกิซังโตกว่าเธอตั้งห้าปีนี่นา

    ห้าปีมันทำให้สึกิซังเป็นผู้ใหญ่กว่าเธอมากขนาดนี้เลยหรอ


    พลาสเตอร์กันน้ำถูกแกะออกจากซอง สึกิซังค่อยๆ ทาบมันลงไปก่อนจะพันรอบนิ้วของจูรินะอย่างแผ่วเบา

    “ขอโทษนะ เพราะมัวแต่คุยกับเราแท้ๆ เลย” 

    “ไม่ใช่นะคะ ” จูรินะรีบปฏิเสธ “เพราะได้สึกิซังช่วยทำแผลต่างหาก ดูสิ ไม่เป็นไรแล้วค่ะ” ชูนิ้วที่ถูกพันพลาสเตอร์ให้ดูพร้อมกับยิ้มตอบไป สึกิซังขออนุญาตจับมือข้างที่โดนบาดขึ้นมาในระดับอกก่อนจะก้มหน้าลงไปเป่าลมอุ่นๆ ใส่ สึกิซังพูดเบาๆ น่าจะเป็นภาษาไทยเพราะจูรินะแปลไม่ออก

    แต่ที่รู้ๆ มันทำให้รู้สึกดีขึ้นอย่างประหลาด

    “เราท่องคาถาให้ แผลจะได้หายไวๆ”

    “…”

    จูรินะคิดว่าแผลน่ะไม่น่าเป็นไรแล้ว

    แต่หัวใจของเธอเนี่ย

    จะไม่เป็นไรจริงๆ หรอ


    ผลผลิตของสวนคาวาเสะปีนี้ดูจะงอกงามกว่าปีที่ผ่านมา


    ขนาดได้สึกิซังมาช่วยอีกแรงก็ยังเล่นเอาเหนื่อยหอบไปตามๆ กัน


    สตรอเบอร์รี่ลูกโตหวานฉ่ำคือสิ่งที่เติบโตมาพร้อมๆ จูรินะ ตอนแรกเริ่มพ่อตั้งใจจะทำเป็นสวนเล็กๆ กินกันเอง เหลือก็ขาย แต่ดูท่าที่ดินของครอบครัวคาวาเสะจะอุดมสมบูรณ์มากเหลือเกิน เพราะไม่ว่าจะปลูกอะไรก็ขึ้นดี ออกผลดีไปซะหมด พ่อของเธอเลยตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำสวนอย่างจริงจัง


    “แล้วจูรินะอยากทำต่อรึเปล่า” สึกิซังถามเธอ

    “ยังไม่ได้คิดถึงขั้นนั้นเลยค่ะ แค่คิดว่าพรุ่งนี้จะทำอะไรกินดีก็เหนื่อยแล้ว” จูรินะตอบแบบติดตลก

    “อื้ม เราเข้าใจนะ แต่คิดๆ ไว้หน่อยก็ดีนะ จะได้ไม่เหนื่อยมาก” สึกิซังเล่าว่าตอนเรียนจบมาด้วยความสามารถที่ไม่รู้สึกว่าตัวเองเก่งอะไรสักอย่างมันทำให้เขารู้สึกไปไม่สุดสักทาง

    “เรียนในสิ่งที่ชอบมันก็ดี เราเห็นด้วยกับคำที่บอกว่าทุกคนควรมีความสุขกับสิ่งที่เรียน แต่พอจะหางานทำกลับมีกำแพงมีอุปสรรคเต็มไปหมดเลย ความสุขในตอนนั้นดูจะไม่ใช่คำตอบของอนาคตซะทั้งหมด แต่อย่างว่า จริงๆ แล้วปัญหามันไม่ได้อยู่ที่งานหรอก”

    “…”

    “มันอยู่ที่เรายังไม่เก่งพอมากกว่า”

    โลกของสึกิซังดูจะซับซ้อนเกินกว่าจูรินะจะเข้าใจ

    จูรินะรู้จักสึกิซังแค่ในด้านที่เราพอจะคุยกันได้ สามสี่วันที่ผ่านมาไม่สามารถบอกได้หรอกว่าคนคนนี้เป็นคนยังไง แต่สิ่งหนึ่งที่จูรินะรู้และอยากให้เจ้าตัวได้รู้ด้วยก็คือ

    “แต่สึกิซังเป็นคนหล่อนะคะ”

    “…”

    “เวลายิ้มก็น่ารักดีด้วยค่ะ”

    “…”

    แล้วสึกิซังก็หัวเราะออกมาชุดใหญ่ ก่อนจะเอามืออุ่นไปสัมผัสกับศีรษะของจูรินะเบาๆ สึกิซังทำเหมือนจูรินะเป็นลูกหมายังไงยังงั้น พอจะอ้าปากว่าก็โดนขัดขึ้นมาซะก่อน

    “จูรินะน่ารักกว่าอีก”

    “…”

    ยอมเป็นลูกหมาวันนึงก็ได้


    จากเจ็ดเป็นสอง


    คือระยะเวลาที่เหลืออยู่ของคนแปลกหน้าที่ไม่แปลกเท่าไหร่แล้ว


    วันนี้แม่ทำมื้อเย็นเป็นแซลม่อนย่างราดซอสมิโสะกับสลัดเต้าหู้ แน่นอนว่าอร่อยจนสึกิซังต้องขอเพิ่มข้าว จูรินะเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าการรับสึกิซังมาช่วยงานเป็นการเพิ่มกำลังทำงานหรือเพิ่มค่าใช้จ่ายกันแน่


    “ตอนแรกก็ว่าจะมาเอาประสบการณ์แต่อยู่ดีๆ ก็ได้น้ำหนักกลับไปด้วยเฉยเลย” พอจูรินะแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งพ่อและแม่ก็หัวเราะชอบใจใหญ่ นั่นไง แม่เดินไปหลังครัวอีกแล้ว


    “ถ้าสึกิซังยังไม่หยุดชม สงสัยจะได้กินทั้งคืนแน่เลยค่ะ” 

    แม้จะบอกว่าสองแต่อันนั้นคือหน่วยเป็นวัน เพราะถ้านับหน่วยเป็นคืนก็จะเหลือแค่หนึ่ง

    และเพราะเป็นคืนสุดท้ายแล้วที่สึกิซังอยู่ที่นี่ จูรินะเลยอยากขอพรบางอย่างจากพระเจ้า


    ‘ขอให้คืนนี้พระจันทร์ยื้อเวลาอยู่บนฟ้าไว้นานๆ หน่อยได้มั้ยคะ’


    “เป็นหนึ่งอาทิตย์ที่เร็วมากเลย”

    “สึกิซังจะลืมที่นี่มั้ยคะ” 

    คนถูกถามนิ่งไป ก่อนจะค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา

    “ตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะมาแล้วได้อะไรมากขนาดนี้ เรามาเพราะแค่อยากหนี หนีสิ่งเดิมๆ หนีความรู้สึกที่มันเกาะกินความสุขของเราไป กะจะมาใช้ชีวิตเงียบๆ แต่ที่นี่ก็มีอะไรให้ทำจนไม่เงียบเลย” สึกะซังหัวเราะ “โฮสต์ซังใจดีมาก งานก็สนุก อาหารอร่อยอีก เหมือนได้ชาร์จแบตเลย”

    “…”

    “ทุกอย่างที่นี่ จะไม่มีทางลืมเลย จูรินะด้วย จะไม่ลืมเด็ดขาดเลย”

    “…”

    จูรินะเสหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ทอดสายตามองท้องฟ้าผืนกว้างคล้ายแผ่นผ้าใบที่ถูกฉาบด้วยสีดำไปทั้งผืนแต่งแต้มไปด้วยจุดเล็กๆ จากความสุกสว่างของกลุ่มดาว


    วันนี้เป็นคืนเดือนแรมสินะ

    พรที่จูรินะขอคงเดินทางไปไม่ถึงพระจันทร์เพราะติดอยู่ในความมืดแน่เลย

    แต่ตอนนี้ ตอนที่เข็มยาวและเข็มสั้นของนาฬิกาชี้ที่เลขสิบสอง 

    ตรงหน้าเธอก็มีพระจันทร์อยู่ดวงนึงแล้วนี่นา



    “สึกิซัง”

    “…”

    “สึกิเดส”

    (ชอบนะคะ)





    มาสขึ้นรถไฟมาแล้ว


    การเดินทางจากฟุกุโอกะขึ้นไปยามากุจิใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที


    กระเป๋าเดินทางที่บรรจุเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุดกับของใช้ส่วนตัวในกลับถูกเติมเต็มไปด้วยสตรอเบอร์รี่สดหลายกล่องและอาหารที่น่าจะกินได้อีกสองมื้อ


    คาวาเสะเป็นครอบครัวที่น่ารักมากๆ


    ทั้งคนงานที่สวน ร้านอาหาร และโฮสต์ซัง


    มาสเปิดกระเป๋าเพื่อจะหยิบพาวเวอร์แบงก์มาเสียบชาร์จโทรศัพท์ทว่าสายตากลับสะดุดเข้ากับซองจดหมายขนาดเล็กที่ถูกนำมาซ่อนไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้


    แต่มาสก็พอรู้ว่าเป็นฝีมือใคร


    ‘thank you for being my biggest moon :-)’


    ถ้ากลับไทยไปเจอลูกค้าหนึ่งหมื่นอารมณ์ 

    มาสว่าตัวเองก็พร้อมรับมือแล้วล่ะ





    fin :-)




    26. คนสวน - #มินเจโปรเจค

    เขียนเรื่องไม่เกี่ยวกับโจทย์เก่งมาก

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in