I think therefore I amKhwan Peera
ด้วยศรัทธาในอารมณ์ขัน ฉันจึงมาหาความหมาย
  • (บันทึกสรุปเวิร์คช็อป "ขายหัวเราะ 1st gag workshop" ของวันแรกค่ะ)

    เราเป็นคนหนึ่งที่ศรัทธาในอารมณ์ขัน

    ส่วนหนึ่งที่เขียนการ์ตูนมาได้ทุกวันนี้เพราะเราคีปการฝึกฝนไว้ในขั้นต้นคือฝึกการ์ตูนแก๊ก แต่เป็นการ์ตูนแก๊กที่ไม่เข้าทิศเข้าทางเท่าไหร่ แต่มันทำให้เราไม่ทิ้งความฝันของการเป็นนักเขียนการ์ตูน และเพราะเราเครียดง่าย ขี้กังวล เป็นคนจริงจัง เราเลยชอบอารมณ์ขัน ชอบการ์ตูนตลก หรืออ่านอะไรที่มันเบาสมอง เพราะมันคลายเครียดได้ อารมณ์ขันเยียวยาเราเสมอมา

    พอเราขึ้นชั้นปีที่ 4 ที่อักษร ต้องเรียนวิชาสัมมนาวรรณคดีไทย เราค้นพบว่าในโลกนี้มันมี "ทฤษฎีอารมณ์ขัน" มีเป็นหลักเป็นฐานด้วย

    และแน่นอนว่าเพราะอารมณ์ขันเคยช่วยเราไว้ เราจึงทำภาคนิพนธ์เรื่องอารมณ์ขันในการแสดงลิเก ซึ่งตอนนั้นเรามีความสุขมาก นอกจากนี้ยังมาค้นพบภายหลังว่าอารมณ์ขันบั่นทอนอำนาจของชนชั้นนำให้ทลายลงมาเป็นมนุษย์ที่มีความผิดพลาดหรือความน่าขบขันอย่างเท่าเทียม (โคตรชอบเพลงฮิตเลอร์โดนตัดเจี๊ยว - ไปหาดูในนิทรรศการอุตสาฮากรรมกันได้)  การเคลื่อนไหวทางการเมือง การรณรงค์ประเด็นต่างๆ หลายครั้งใช้กลไกอารมณ์ขัน นอกจากนี้การรู้จักหัวเราะตัวเองทำให้เราให้อภัยตัวเองและไม่ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบมากนัก มันชดเชยความรู้สึกบกพร่องขาดๆ เกินๆ ของเราได้เป็นอย่างดี

    เราตัดสินใจส่งงานเข้าร่วมเวิร์คช็อปเพื่อพัฒนาสกิลแก๊กตลกของเรา ซึ่งมันดูมีคอนเทนต์ ดูหนัก และดูเฉพาะทาง อยากจะปรับมันลงมาด้วยวิธีการแบบขายหัวเราะที่ยืนหยัดคู่สังคมไทยมานาน เราอยากจะได้เคล็ดลับเหล่านั้น และที่สำคัญคือเรา #ทีมพี่ต่าย 5555 สรุปคือมาติ่งและมาเอาเคล็ดลับการทำงานจากนักเขียนรุ่นพี่ วันนี้มีพี่ต่าย พี่เฟน พี่ยุง พี่บัฟ


    เนื้อหาโดยรวมของเวิร์คช็อป
    กล่าวถึงเทคนิคการ์ตูนแก๊กแบบสกุลช่างขายหัวเราะ ได้แก่ ปู ชง ตบ ขยี้ แก๊กที่ใช้ต้องสื่อสารได้ สื่อด้วยภาพยิ่งดี Punch line (ตบมุก) แปลกใหม่ กระชับ ประหยัดเครื่องหมาย ใช้คำยิ่งน้อยยิ่งดี (เราเป็นสายเวิ่นเว้อคำเยอะ เลยยังไม่แน่ใจว่าจะไหวไหม555) คือฮุคเร็ว เคลียร์ไว

    ทฤษฎี ซ่อน -เจาะ -พลิก

    - ซ่อน: มีเงื่อนงำบางอย่างที่ตัวละครรู้ไม่หมด แต่คนอ่านรู้ และรู้สึกเหนือกว่า หรือมีลักษณะในภาพที่ขัดกันเองแล้วมาคลี่คลายทีหลัง เราเข้าใจว่าจะอารมณ์ประมาณแว่นขยายซูมออกมั้ง มาคลี่คลายเอาตอนตบมุก เช่น แก๊กปลาที่ไม่ยอมกินข้าวจนผอม เพื่อนปลาบอกว่าเดี๋ยวตายหรอก ปลาผอมตอบกลับว่าพวกแกนั่นแหละจะตาย ความคลี่คลายช่องสุดท้ายคือสถานที่ๆ พวกปลาอยู่คือตู้ปลาร้านอาหาร ลูกค้ามาเลือกปลาไปกิน

    - เจาะ: มุกเฉพาะวงการวิชาชีพ เช่น หมอ พยาบาล เช่นมุกนิวตันโดนแอปเปิ้ลหล่นหัว มุกนิสัยของคนแบบต่างๆ เช่น คนจนกินข้าวมองปลาทู มุกเมียถือสาก

    - พลิก: เล่นแก๊กพลิกกลับ แก๊กน้อยนิดมหาศาลที่บิวท์มาใหญ่จบลงแบบแค่เนี้ยก็ได้เหรอ มุกความทันสมัยที่ผิดที่ผิดเวลา แก๊กเล็กๆ ที่พลิกอีกทีก็ดันเป็นเรื่องใหญ่ ฯลฯ

    คือพวกนี้เป็นการสรุปในแบบฉบับของขายหัวเราะอะ แต่สรุปโดยรวมได้ว่าแก๊กที่จะทำให้คนเก็ตได้มีจุดร่วมเดียวกันคือพูดในสิ่งที่คนเข้าใจหรือบริบทที่รู้อยู่แล้วมันจะช่วย นอกจากนี้การ์ตูนแก๊กค่อนข้างเป็นเรื่อง "ในเนื้อในตัว" คือคนเขียนแต่ละคนเซนส์ทางนี้ไม่เหมือนกัน เสพสื่อ นิสัย สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ก็มีความแตกต่างกันไป ดังนั้นจะไม่มีสูตรตายตัวในการเขียน นี่เป็นเพียงแนวใหญ่ๆ ที่ให้มาเท่านั้น เหมือนมีเทมเพลตไว้ให้ แล้วเราไปต่อยอดกันในแบบของตัวเอง

    Gag is all around
    เหล่านี้เป็นหัวข้อที่เอามาคิดแก๊ก: 
    - ชีวิตประจำวัน เช่น คอยรถเมล์ ไปโรงเรียน เข้าผับเข้าบาร์ ฯลฯ
    - ความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น มุกพ่อบ้านใจกล้า ครูกับนักเรียน นักเขียนกับบอกอ
    - เหตุการณ์สำคัญในชีวิต เช่น คลอดลูก แต่งงาน งานศพ ฯลฯ
    - ความต้องการของมนุษย์ เช่น ชิงดีชิงเด่นในบริษัท หิว ความเชื่อผีๆ สางๆ
    - ข่าวและประเด็นดังในสังคม
    - ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น เทรนด์ แฟชั่น ยุคสมัย
    - Dark humor ประมาณมุกการเมือง ประเด็นบางอย่างที่อาจก่อให้เกิด hate speech ถ้าไม่ระวัง แต่ขายหัวเราะก็ให้ขอบเขตที่ชัดว่าจะไม่เทคไซด์ ให้คนอ่านตัดสิน เน้นการเสนอแนะ และคิดในมุมคนโดนล้อ เช่นล้อคนอ้วนว่าถ้าเขียนไปเขาจะเคืองไหม ฯลฯ เพราะนักเขียนต้องรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองเขียนแหละนะ

    ส่วนตัวสำหรับเรา ไม่ได้อะไรใหม่แบบอู้หูวว้าวเปิดโลกเบอร์แรง แต่ได้การจัดหมวดความคิดและไอเดียเกี่ยวกับความเป็นการ์ตูนแก๊กสกุลช่างขายหัวเราะ และจะว่าเป็นอารมณ์ขันที่คนไทยเก็ต เหมาะแก่การขายและการหาตังค์ 555 แล้วก็ได้สิ่งที่ต้องการคือหัวข้อนี้ แยกไว้เป็นหัวข้อเก็บตกนะฮะ

    เคล็ดลับการทำงานของนักเขียน


    - ตอนลุงบก. วิธิตขึ้นเปิดงาน ย้ำมาคำแรกเลยเรื่องสุขภาพ และพูดถึงสิ่งที่นักเขียนประสบความสำเร็จได้ต้องมีวินัยและแพสชั่น

    - พี่ต่ายบอกว่า "จะเขียนการ์ตูนต้องมีความรักก่อน ถ้ารักมันก็จะต่อยอดได้เรื่อยๆ หากตกต่ำยังไง ความรักก็จะนำเรากลับมา" คือวรรคทองของวันนี้ที่ถ้าเราไม่อั้นไว้เราร้องไห้ละอ่ะ 55555 คือมันจริง และมันพูดโดยพี่ต่าย5555 ช่วงที่ผ่านมาเรานอยด์เราหมุนคว้างมาก แต่เพราะความรักล้วนๆ เลยมันถึงยืนระยะได้ (มั้ง)

    - ชอบที่พี่ยุงพูดถึงการยืนระยะในอาชีพ การถูกทำลายแหลกเหลวโดยบรรณาธิการ (จริงๆ พี่เค้าไม่ได้พูดเบอร์นี้นะ พูดแค่คัดแก๊กไม่ผ่านออก แต่ในความรู้สึกเราคือในสมรภูมิทำงาน เราโดนมาหนักกว่านี้อ่ะ ในระดับโดนกระทืบอีโก้แตก ไม่มั่นใจ แหลกเหลวดิ่งเลยเลย) คือพี่ยุงบอกคุณต้องอดทนอ่ะ มีหลายคนที่เข้ามาเส้นทางนี้แล้วค่อยๆ เฟดตัวออกไปมากมาย ถ้าอยากทำมันต้องอดทน

    "คุณตั้งใจพอหรือเปล่าที่จะเป็นนักเขียนอาชีพ"

    แก้ต่างให้นิดนึงเผื่อใครจะมองบก. เป็นศัตรู 555 จะบอกว่าการถูกบก. บีบ บก. คัดออก นั่นคือบก. ทำหน้าที่ของเขาในฐานะคนอ่านคนแรก ช่วยคัดกรอง ช่วยติง ช่วยเสนอแนะสิ่งที่นักเขียนมองข้ามไป และจากการทำงานด้วยกันมากับบก. หลายคน คือมันอาจดูโหด ดูหนัก แต่ผลที่ได้รับคือคนอ่านแฮปปี้ ในฐานะที่ทำอาชีพนักเขียน อย่างเดียวที่เราปล่อยผ่านไม่ได้จริงๆ คือคุณภาพที่ไม่ดีพอค่ะ ซึ่งบก. ช่วยตรงนี้ได้มาก ถ้าสมานฉันท์กันได้ก็จะได้เรียนรู้ทั้งสองฝ่ายแหละ

    - ดีที่สุดคือหัวข้อเทคนิคเมื่อคิดงานไม่ออก คือหลักๆ พี่นักเขียนจะบอกว่าคิดไม่ออกให้หยุดคิด เปลี่ยนบรรยากาศ อาบน้ำสระผม นอนหลับ หรือลองมองหาช่องทางอื่นเช่นทวนแก๊กเก่ามาต่อยอด (คือคล้ายๆ บาคุมังอ่ะ ที่สองสหายมันช่วยกันอ่านย้อนการ์ตูนตัวเองว่ามีอะไรให้เล่นบ้าง) อย่าไปเค้นมัน คิดไม่ออกอย่าพยายาม หรือหากจนแต้มจริงๆ ก็อาศัยการเจรจาต่อรองในการทำงานเอา หรือทำน้อยๆ ให้ปังๆ ฯลฯ

    ตรงนี้ขอเสริมจากประสบการณ์ส่วนตัว บก. เคยบอกเราว่าอย่าทำงานทางความคิดแบบเป็นรูทีนว่าวันนี้ต้องคิดได้เท่านั้นเท่านี้มันจะเครียด งานสายสร้างสรรค์มันไม่ใช่งานสไตล์โรงงาน แต่นักเขียนก็ต้อง "ในเนื้อในตัว" ประมาณนึงที่จะต้องเข็นมันออกมานั่นแหละ บางครั้งอยู่ที่การสั่งสมส่วนตัวแล้วในหัวจู่ๆ มันก็ปิ๊งเองก็มี ซึ่งก็ต้องหากระดาษจดแบบที่พี่เฟนบอก

    ความฟินวันนี้
    ในเวิร์คช็อปจะมีงานชิ้นนึง งานของวันนี้ให้ทุกคนเขียนมาสค็อตตัวเองกับแก๊ก (ถ้าคิดได้) พี่นักเขียนจะคัดงานมาคนละสองชิ้น และมีรางวัลเล็กน้อยให้ เราก็รู้ดีว่าเรามันไม่ใช่สไตล์เขาอ่ะ 555 คือเราสายพูดมาก เขียนมาก เลยเขียนไปตามปกติ ก็วาดตัวเองกับความโอตาคุลิเกอันเป็นต้นกำเนิดของการมาเขียนเป็นอาชีพ


    อีห่า ไม่ขายหัวเราะเลย คำเยอะมาก เวิ่นฉิบหาย

    แต่ปรากฎว่าการ์ตูนเราโดนพี่ต่ายเลือกค่ะ ติ่งแตกและกรี๊ดแบบงงๆ 555555
    พี่ต่ายบอกเลือกเพราะความเป็นเอกลักษณ์แข็งแรง มีการพูดถึงไก่ย่างของพี่ต้อมและ "ลายเซ็น" ของนักเขียนท่านอื่นๆ ในขายหัวเราะ ถ้าจำไม่ผิดคือพูดถึงลายเส้นเราที่ค่อนๆ จะขายหัวเราะด้วย (จริงๆ หนูโชโจมังงะค่ะ แต่เบสออนหัดวาดก็ขายหัวเราะนี่แง่ะ555)


    จบงานไปขอลายเซ็นพี่ต่าย แกบอกว่าเรามุ่งมั่นดี (คือแบบ กี่ปีอีนี่ก็ยังเขียนลิเก555) และอ่านมาลัยล้อมเพชรด้วย อึ้งและซึ้งมาก ขอบคุณค่ะ เป็นคำชมที่รู้สึกว่าเราควรภูมิใจในลูกอึดกับการยืนระยะของตัวเองได้แล้ว และก้าวต่อไปด้วยการคีปข้อดีไว้ ไม่ใช่เอะอะกูโยนความภูมิใจทิ้งเรี่ยราดแบบตอนโดนคอมเมนต์บีบหนักๆ ทั้งบก. ทั้งคนอ่านจนหมุนเป๋ กว่าจะปีนขึ้นมาใหม่ต้องอาศัยพลังใจเยอะมากด้วย อย่าทิ้งอะไรไปง่ายๆ แบบนั้นอีก มันกู้ยาก และจะยืนระยะไม่ได้อีกยาวๆ

    นอกจากปวดฉี่หนักแล้ว วันนี้เป็นวันที่หลายอย่างมันวนอยู่ในหัวเยอะมากที่สุด เพราะมันปะทะกับความคิดความเชื่อเดิมของเราที่มีต่อการ์ตูนแก๊ก วิถีการทำงาน รวมถึงแนวงานที่เราจะก้าวต่อไป ขอบคุณสำหรับแรงบันดาลใจและแนวทางค่ะ

    ปล. ฟังคอมเมนต์ของผู้เข้าร่วมและพี่นักเขียนวันนี้แล้วก็นึกขึ้นได้ งานพี่ต่ายจะนุ่มๆ อบอุ่นๆ ครอบครัวๆ ใช่มะ เราคิดว่าความนุ่มละมุน อบอุ่นของการ์ตูนเราส่วนหนึ่งได้จากอิทธิพลพี่ต่าย ลายเซ็นเราช่วงแรกๆ ก็ลอกพี่ต่าย คือเป็นอิทธิพลแฝงแบบแฝงมากกกก ไม่รู้ตัวเลย555 ดีใจที่ได้มาจริงๆ ค่ะ T T

    ปล. 2 โดนสัมฯ ด้วย ขออภัยที่อาจจะพูดไม่ค่อยรู้เรื่องนะคะ คือหนาว แต่เนื้อความก็ประมาณในบล็อกนี้แหละ



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in