Nightborne - เลือดรัตติกาลCat's box
Leave I
  • เคยพบเห็นเรื่องลี้ลับหรือเปล่า

    เคยได้ยินเสียงที่ไม่มีใครได้ยินหรือไม่ 


    เคยเจอสาวน้อยที่มีผมสีดำเหมือนอีกาไหม 

    เคยเห็นผู้ชายที่ผิวซีดจางเหมือนพระจันทร์ไหม 


    หลบไปให้ไกล อย่าเข้าใกล้

    อย่าเข้าใกล้คนของกลางคืน

     

    ก่อนที่ราตรีจะมาเยือน

    และขโมยเอาเจ้าไปอีกคน



    ---------------------------------------------------------------------------------------------------




    Chapter 1 : Leave 


    ฉับ ฉับ ฉับ ฉับ


    เสียงขวานจามอย่างบ้าคลั่งดังมาจากภายในรั้วของไร่สปริงฟิลด์ ไร่ขนาดสิบเอเคอร์ของตระกูลวู้ดที่ตั้งอยู่ชายป่า แม้ชื่อของมันจะสดใส แต่ด้านหลังรั้วเหล็กง่อนแง่นคือพื้นที่รกร้างอันเงียบเหงา ต้นไม้ใบหญ้าเหลืองซีดเพราะบรรยากาศของฤดูใบไม้ร่วง


    มีเพียงแค่ต้นไม้ต้นเดียวเท่านั้นที่มีสีโดดเด่นท่ามกลางความหม่นหมอง มันคือต้นโอ๊คที่ตั้งตระหง่านกลางสวน


    ใบสีแดงอ่อนของมันโปรยปรายลงพื้นดิน ตัดกับสีเหลืองอย่างน่าสะพรึงกลัว


    ใต้เงาของต้นโอ๊คมีชายคนหนึ่งกำลังจามขวานลงเหนือรากไม้ เขาเหวี่ยงแขนชุ่มเหงื่อ สีหน้าประหลาด ยากจะแยกแยะว่ากำลังเหน็ดเหนื่อยหรือโศกเศร้าอยู่ เขาไม่หยุดมือตลอดทั้งบ่าย เพื่อจะโค่นต้นโอ๊คสีแดงลง


    ฉับ ฉับ ฉับ ฉับ 


    รากใหญ่โตของต้นโอ๊คที่เป็นสีน้ำตาลค่อยๆเผยให้เห็นเนื้อสีขาวภายใน กระนั้นก็ยังคงห่างไกลจากการถูกโค่นล้ม แท้จริงแล้วมันมีขนาดมหึมา รากที่เจ้าของไร่ฟันลงไปเป็นเพียงแค่หนึ่งในรากจำนวนมากที่พัวพันเหนือผืนดิน คอยยึดชูลำต้นขนาดห้าคนโอบไว้ให้ตั้งตรง ยากเหลือเกินที่จะทำลายต้นไม้ใหญ่เก่าแก่ขนาดนี้ด้วยขวานบิ่นเกรอะเพียงเล่มเดียว 


    แต่กระนั้นเขาก็จำต้องทำ 


    มีเพียงการได้ทำลายอะไรบางอย่างเท่านั้นที่จะบรรเทาความทรมานของเขาลงได้ 


    ฉับ ฉับ ฉับ ฉับ


    ไกลออกไปที่แนวรั้ว เด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งมองมาจากด้านนอก เธอมีผมสีดำสั้นประบ่า ผิวขาวซีด ดวงตาเป็นประกายแดงก่ำดั่งกระต่าย ดูร้อนรนและละล้าละลังคล้ายคนกำลังจะร้องไห้ ขณะที่ยึดจับลูกกรงของรั้วบ้านแน่นจนข้อมือขึ้นซีดขาว 


    เธออยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่ช่วงบ่ายคล้อย เกาะริมรั้วบ้านด้วยสองขาน้อยๆ


    แต่เอ็ดมันน์ วู้ดพยายามไม่มองไปยังเธอ 


    เขารู้ว่าเธอเป็นใคร และมาที่บ้านหลังนี้ด้วยเหตุผลใด 


    เขาจึงพยายามไม่สนใจเธอ 



    กระทั่งเมื่อแสงแดดอ่อนตอนบ่ายหายไป และยามพลบค่ำเข้ามาแทนที่ เอ็ดมันน์จึงเงยหน้าขึ้นจากงานที่ทำ เด็กหญิงคนนั้นหายไปจากแนวรั้วบ้านแล้ว ยามวิกาลไม่ใช่ช่วงเวลาที่ปลอดภัยนัก โดยเฉพาะสำหรับเด็กๆ


    แสงตะวันสีแดงทะมึนย้อมไปทั่วไร่ ที่แนวเขาไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่นี่มีปราสาทเก่าหลังหนึ่งตั้งอยู่ ยอดหอคอยสูงถูกปกคลุมด้วยหมอกเบาบางและทิวสน ชาวบ้านบอกว่าเธอมาจากที่นั่น บ้างก็ว่าเธอเป็นลูกสาวของตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ บ้างก็ว่าเธอเป็นเพียงเด็กรับใช้ในครัว คำร่ำลือเกี่ยวกับเด็กหญิงและครอบครัวมีมากมาย แต่ทุกเรื่องล้วนแต่เบาบางไร้ที่มา ไม่มีใครยืนยันได้ทั้งสิ้น


    เขาเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับเธอมากนัก แต่โจนาสรู้จักเธอดี เพราะโจนาสกับเด็กหญิงเป็นเพื่อนกัน ทุกบ่ายวันที่เขากำลังยุ่งกับงานในไร่ โจนาสจะหายไปจากบ้าน ไปขลุกอยู่กับเพื่อนแปลกหน้าคนนี้ ลูกชายของเขาเล่าให้ฟังเสมอว่าเด็กหญิงท่าทางเงียบงันคนนั้นวิเศษเพียงใด เป็นมิตรสหายผู้น่ารักเพียงใด 


    จนกระทั่งวันหนึ่ง โจนาสตัวสั่นงันงกขณะเดินเข้ามาหาเขา


    “ พ่อ ..” เด็กชายกระซิบ ใบหน้าซีดเผือด “ ผมมีเรื่องที่ต้องคุยกับพ่อ …”


    โจนาสผู้ร่าเริงและกล้าหาญไม่เคยมีท่าทางแบบนั้นมาก่อน 


    โจนาส โอ้ โจนาส …


    ถ้าเพียงแค่ในวันนั้นเขาไม่ได้คุยกับลูก


    ถ้าเพียงแค่ในวันนั้นโจนาสไม่ได้เห็น ‘อะไรบางอย่าง’ เข้า 


    บางทีเขาคงจะไม่…


    ฉับ ฉับ ฉับ ฉับ 


    เสียงขวานดังอย่างต่อเนื่องเพราะเขาทุ่มแรงลงไปอีกครั้ง ใต้แสงตะวันแดงขมุกขมัว สีสันทุกอย่างเคลือบย้อมชวนให้หดหู่


    หากต้นโอ๊คสามารถพูดได้ มันคงจะกรีดร้อง 



  • เอ็ดมันน์วางขวานพิงไว้ที่รากไม้ ตัดสินใจว่าจะทำงานที่คั่งค้างต่อให้เสร็จในวันพรุ่ง ขณะที่ปิดประตูโรงเก็บของด้วยความอ่อนล้า เขาก็ได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดที่รั้วเหล็ก มีอะไรบางอย่างชนมันเข้าจนทำให้ส่งเสียงดังขึ้นมา 


    บางทีอาจจะเป็นลมพัด เขาเหนื่อยเกินกว่าจะใส่ใจเรื่องเล็กน้อย 


    ชายหนุ่มลากเท้าหนักๆก่อนจะตรงเข้านอน ความเหนื่อยอ่อนทำให้หลับลงทันทีที่หัวถึงหมอน ความฝันที่มาเยือนกลับปรากฎเป็นภาพวกวนซับซ้อนและชวนให้อึดอัด


     เขาเห็นภาพโจนาสตัวน้อยวิ่งวนไล่จับแมลง คาดว่าคงเป็นฤดูร้อนที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีที่แล้ว ก่อนที่มารดาของเด็กชายจะจากไป ในท้องทุ่งกว้างนั้น ผีเสื้อหลากสีสันบินแตะดอกแดฟโฟดิล แมลงปอลากปีกบางเบาผ่านสายลมเอื่อยเฉื่อย ช่วงเวลานั้นถือเป็นความสงบสุขอย่างแท้จริง


    ไม่นานนักภาพฝันก็แปรเปลี่ยน ทุ่งหญ้าสว่างไสวมีฤดูใบไม้ร่วงเข้ามาแทนที่ เขาเห็นบุตรชายยืนหน้าซีดอยู่เหนือต้นโอ๊คที่ใบสีแดงร่วงกราว ในมือกำผ้าเช็ดหน้าแน่น ผีเสื้อที่โบยบินเมื่อครู่ตายลงไปเสียแล้ว เขารู้ว่าลูกคงจะเสียใจอย่างมาก เพราะโจนาสเป็นคนอ่อนไหวกับเรื่องเล็กน้อยเสมอ ขณะพยายามก้าวเข้าไปปลอบโยนลูก ขาของตนก็หยุดชะงัก 


    ใบโอ๊คร่วงกราวดังสายฝน ผู้ที่อยู่ใต้เงาสีแดงฉานหันหน้ากลับมา 


    ไม่ใช่บุตรชายของเขา


    เด็กหญิงผมดำคนนั้นปรากฎตัวได้อย่างไรก็ไม่ทราบ แต่กำลังมองเขาด้วยดวงตาที่คล้ายกับมีบ่อน้ำอยู่ภายใน ริมฝีปากดุจเลือดขบเม้มเบาๆ ยากนักที่จะรู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ เขารู้เพียงแต่ว่าหล่อนจ้องมองอย่างยาวนาน นานเสียจนเขาหนาวสะท้าน 


    แล้วเอ็ดมันน์ก็สะดุ้งตื่นขึ้น เหงื่อโซมกาย นึกเสียใจว่าไม่น่าหลับเอาเสียเลย ฝันที่เห็นช่างไม่เข้าท่าอย่างแท้จริง แม้กระทั่งการนอนหลับก็ไม่ทำให้ตนได้พักผ่อนได้เชียวรึ 

    ชายหนุ่มสบถเบาๆขณะซบหน้าลงกับฝ่ามือ เขานึกอยากจะกรีดร้อง แต่ก็รู้ดีว่าไม่สามารถทำให้อะไรดีขึ้น


    กระทั่งเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงตัดสินใจจะหาน้ำอุ่นสักแก้วดื่มแทน อย่างน้อยมันคงจะช่วยให้รู้สึกดีกว่าที่เป็นอยู่ เพราะตอนนี้เขาทั้งหนาวทั้งลำคอแห้งผากเหลือเกิน 


    ขณะที่เอ็ดมันน์เดินลงบันไดบ้าน แสงวับแวมที่ด้านตรงข้ามของสวนทำให้เขาหันขวับไปมอง ใจเต้นรุนแรงขึ้นมาจนตัวเองรู้สึกได้ 


    เขามั่นใจอย่างยิ่งว่าเมื่อครู่คือแสงไฟตะเกียง มีใครบางคนอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน


    สีเข้มของราตรีภายนอกคะเนได้ว่าคงจะเป็นเวลาหัวค่ำ แม่บ้านคนเก่ามักจะจุดตะเกียงด้านหน้าไว้ตั้งแต่เย็น แต่เขาไล่หล่อนออกไปตั้งแต่หลายปีที่แล้ว ดังนั้นคงจะเป็นผู้มาเยือนยามวิกาลบางคน 


    ภาพของเด็กหญิงคนนั้นผุดซ้อนขึ้นมาในหัว เขารีบสลัดภาพนั้นออก คิดในใจเพียงว่าคงจะฟุ้งซ่านมากเกินไปแล้ว เด็กคนนั้นไม่มีทางไปอยู่ที่หน้าประตูบ้านเขาได้หรอก


     ทั้งที่คิดเช่นนั้น แต่มือก็คว้าจับคราดใหญ่ใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม อย่างน้อยระมัดระวังไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย


    แต่เมื่อพบผู้มาเยือนหน้าประตูบ้าน เอ็ดมันน์กลับประหลาดใจกว่าที่คิด


    “ คุณรอสเวลล์ มีเรื่องอะไรหรือ ทำไมมาเอาดึกดื่น ”


    เจ้าของโรงนาขนาดใหญ่ที่สุดในมิดฟิลด์ไม่เคยมาทักทายเขาเลยสักครั้ง ไม่แม้แต่จะเอ่ยปากสวัสดีเมื่อเดินสวนกันในตลาด กลับมาปรากฎตัวด้วยสีหน้าคร่ำเคร่งที่ประตูบ้านเขา ด้านหลังมีรถม้าจอดอยู่ในเงามืด คาดว่าคงจะเป็นพาหนะที่ใช้มายังที่นี่


    “ ต้องขอโทษด้วยที่มารบกวนคุณกลางดึก คุณวู้ด “” รอสเวลล์กล่าว น้ำเสียงสุภาพกว่าที่คิด “ ผมจับรถม้ามาตามหาลูกสาวทั่วทั้งเมืองแล้ว เหลือแต่ในเขตนี้ที่ยังไม่ได้สำรวจ เขาบอกว่าในละแวกนี้เป็นไร่ของคุณทั้งหมด เลยคิดจะมาถามคุณดู คุณเห็นเธอผ่านไปมาแถวนี้บ้างหรือเปล่า “


    “ ลูกสาวคุณ หมายถึงสาวน้อยมาร์ธาน่ะรึ “ เอ็ดมันน์ถาม เขาเคยเห็นเด็กหญิงที่หน้าตาสดใสคนนั้นหลายครั้งทีเดียว “ ไม่ ไม่เลย และผมก็ไม่คิดว่าเธอจะเดินเล่นมาไกลถึงขนาดนี้นะ ทำไมล่ะ เธอยังไม่กลับบ้านอีกหรือ หลงทางที่ไหนรึเปล่า ”


    “ ถ้าแค่หลงทางก็ดีน่ะซี ผมจะได้ไม่ต้องกังวลถึงขนาดนี้ “ เจ้าของโรงนาถอนใจเฮือกใหญ่ “ ที่จริงแล้วเธอบอกไว้เมื่อเช้าว่าจะไปหาเพื่อนในเมือง แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่กลับมา ผมร้อนใจจริงๆ คุณก็รู้ ช่วงหลายปีมานี้มีเด็กหายไปหลายคน ผมได้แต่ภาวนาว่าลูกสาวผมจะไม่กลายเป็นหนึ่งในนั้น “


    เอ็ดมันน์รู้สึกฝืดเฝื่อนในปากขึ้นมาทันที “ โอ้ … ผมคิดว่าคงจะไม่หรอก อย่าเพิ่งกังวลไปเลย “


    “ แต่คุณรู้ใช่ไหม เรื่องที่เขาเล่ากันนั่น “ รอสเวลล์ยังไม่หยุดพูด “ เขาบอกว่าหลายปีมานี้เด็กๆในหมู่บ้านเราทยอยหายไปทีละคนสองคน หายไปอย่างเงียบเชียบ ไร้ร่องรอยให้ติดตาม เหมือนพวกเขาแค่ออกไปเดินเล่นและไม่เคยกลับมาอีกเลย นับตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงเมื่อห้าปีก่อน แอนนา ลูกสาวช่างตีเหล็กเอย อิซาเบล ลูกสาวร้านขายหมวกเอย ไหนจะมารีกับคาเนสกา ล่าสุดนี้ผมก็ได้ยินว่ามีอีกคน …อีกคนที่เพิ่งหายไปไม่นานมานี้ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรือ ในเมื่อ… ” 


    และแล้วรอสเวลล์ก็หยุดชะงักทันทีเหมือนมีใครมากดลิ้นเอาไว้ มิใช่เพราะรู้สึกว่าตนพูดมากเกินไป แต่เป็นเพราะสีหน้าของเอ็ดมันน์ที่คล้ำแย่ลงทุกขณะ กับข่าวลือเกี่ยวกับเด็กหายคนล่าสุดที่เพิ่งผุดความเชื่อมโยงขึ้นมาในหัว


    “ โอ้พระเจ้า … ใช่สิ ใช่ ใช่ ผมลืมไปได้อย่างไร คนล่าสุดที่หายไปนี่ …ขอโทษด้วยจริงๆคุณวู้ด  ปากของผมมันเป็นอะไรไปแล้ว น่าละอายที่สุด ผมเสียใจ”


    “ ไม่เป็นไร ช่างเถอะ ” เอ็ดมันน์ตอบห้วนๆ 


    ผมเสียใจ ...ใครต่อใครก็เริ่มพูดคำนี้กับเขา นับตั้งแต่โจนาสหายไป


    เกิดความเงียบอันน่าอึดอัดขึ้นมาครู่ใหญ่


    “ ผมขอโทษ ขอโทษจริงๆ “ ในที่สุดรอสเวลล์ก็เอ่ยปากก่อน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจและละอายอย่างสุดซึ้ง “ ผมรู้ว่าเขาสำคัญกับคุณมาก ผมรู้ดีทีเดียว โดยเฉพาะในเวลานี้ ”


    รอสเวลล์เป็นชายแก่ที่ทั้งเอาเปรียบและขูดรีดเป็นที่สุด ราคาข้าวที่ขายให้โรงสีของเขาจะถูกกดให้ต่ำกว่าที่ควรแม้เป็นฤดูหนาว ทั้งใครต่อใครก็บอกว่าเขาสนใจจำนวนข้าวเปลือกในยุ้งฉางมากกว่าครอบครัว แต่ดูท่าว่านั่นจะไม่ใช่ความจริงเสียทั้งหมด ใต้โอเวอร์โค้ตมีเสื้อเชิ้ตใส่นอนที่ยับย่นอยู่ บ่งบอกว่าร้อนรนเพียงใด


    “ ไม่เป็นไร ช่างเถอะ ” เอ็ดมันน์กล่าวเสียงอ่อนลงมา แม้ว่าถ้อยคำนั้นจะหนักหนา แต่เขาก็ไม่นึกอยากเอาความกับพ่ออีกคนที่กำลังทุกข์ใจเรื่องลูกเช่นกัน 


    “ ผมจะไปหาตัวเธอต่อ ถ้าได้ความอย่างไรจะบอกให้คุณทราบ “” รอสเวลล์บอก เขาขยับหมวกอำลาอย่างรีบเร่ง แต่แล้วก็หยุดชะงักนิดหนึ่ง “ ส่วนเรื่องของโจนาส ผมเสียใจที่พูดออกไปแบบนั้นจริงๆ ภาวนาเช่นกันว่าขอให้เจอเขาในเร็ววัน อย่างไรก็อย่าเพิ่งสูญสิ้นความหวังไปเลย “ 


    เอ็ดมันน์พยักหน้า ในใจรู้สึกโหวงเหวงยามเมื่อได้ยินชื่อลูกชายจากปากคนอื่น และแล้วเสียงรถม้าของรอสเวลล์ก็ค่อยๆเลือนหายไปท่ามกลางความมืดมิด บางทีค่ำคืนนี้เขาคงจะตระเวนร้องเรียกชื่อของลูกสาวตลอดทั้งคืน สวดภาวนาขอให้เธอกลับบ้านโดยปลอดภัย


    ฉันก็หวังให้เป็นแบบนั้นเหมือนกัน แต่มันจะได้ประโยชน์อะไรล่ะ 


    ลูกชายฉันไม่มีทางกลับมาหรอก ฉันรู้ ฉันรู้ดี 


    เอ็ดมันน์แค่นหัวเราะกับตัวเองอย่างขมขื่น ชายหนุ่มกลับเข้าบ้านอีกครั้ง ความง่วงงุนหายไปแทบจะหมดสิ้น 


    เขาเข้าใจถึงความร้อนรนของรอสเวลล์ดี สถานการณ์ในหมู่บ้านตึงเครียดไม่ใช่น้อย


    เด็กห้าคนในหมู่บ้านหายตัวไป สี่คนเป็นเด็กหญิงที่อายุไล่เลี่ยกัน ไม่อาจเรียกว่าสาวแรกรุ่นได้ ยกเว้นเพียงโจนาสที่เป็นเด็กผู้ชาย ไม่แปลกเลยที่รอสเวลล์จะกังวลใจเมื่อไม่เห็นลูกสาวที่บ้าน ในยามนี้ชาวบ้านเริ่มจะร่ำลือกันเกี่ยวกับสาเหตุการสูญหายอย่างเป็นปริศนาของเด็กๆ พวกเขาถกเถียงถึงความเป็นไปได้ที่จะมีคนแปลกหน้าจากต่างถิ่นมาลักพาตัว ไปจนถึงสิ่งลี้ลับบางอย่างที่มาปรากฎกายยามราตรี…พวกเขายังกระซิบกระซาบกันถึงตระกูลขุนนางประหลาด และเด็กหญิงต้องสาปที่มีเรือนผมดำดุจอีกา


    เคร้ง เอี๊ยด


    ประตูรั้วหน้าบ้านมีเสียงดังแผ่วของเหล็กขึ้นสนิมที่เสียดทานกัน มันคงเปิดออกเพราะมีใครสักคนผลักเข้ามา เอ็ดมันน์สะดุ้งเล็กน้อย เขาสืบเท้ากลับไปทางหน้าบ้านอีกครั้ง หรือว่ารอสเวลล์จะยังมีเรื่องให้ต้องหวนกลับมากันนะ 


    แต่กระนั้นที่หน้าประตูก็ว่างเปล่าไร้ผู้คน ไม่มีใครเลย บนท้องถนนไม่มีแม้แต่แสงไฟจากตะเกียง ไร้ซึ่งร่องรอยของรถม้าที่ใช้สัญจร ความเงียบงันภายนอกทำให้อากาศของฤดูกาลหนาวเย็นยิ่งกว่าเก่า 


  • ก่อนที่เอ็ดมันน์จะทันได้รู้สึกงุนงง เขาก็เหลือบเห็นชายผ้าคลุมที่ไหวอยู่ในสวนด้านข้าง ใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้น ใต้ต้นโอ๊คที่ใบสีแดงร่วงหล่นเพราะลม แม้มองเพียงแค่วูบเดียวก็รู้ได้ว่าไม่ใช่รอสเวลล์เป็นแน่


    นั่นคือผู้มาเยือนยามวิกาลอีกคน..


    คนผู้นั้นยังหนุ่มแน่นนัก ทว่าผิวขาวซีดจนแทบจะโปร่งใส ยากจะแยกว่าเป็นสีผิวหรือว่าสีของแสงจันทร์ที่ทอดลง ร่างสูงชะลูดสวมใส่เสื้อโค้ทที่ประณีต แม้แต่เรือนผมดำขลับที่ยาวมาถึงกลางหลังก็แลดูพิเศษ มันไม่เหมือนผมของใครเลย แม้แต่ผมสีดำของเด็กหญิงคนใดก็ยังไม่อาจสวยงามเท่า แม้แต่ดวงตาดำขลับของพวกหล่อนก็ไม่อาจลุ่มลึกเท่า


    ชายคนนั้นหันหน้าเข้าหาเอ็ดมันน์ ท่าทีเยือกเย็น ปราศจากความร้อนรนใดๆ


    “ สวัสดีคุณวู้ด ” เขาว่า น้ำเสียงที่เปล่งออกมากังวานและราบเรียบ “ ต้องขออภัยที่ถือวิสาสะรบกวนกลางดึก แต่ว่าต้นโอ๊คต้นนี้งดงามมากทีเดียว ใบสีแดงของมันน่าชื่นชมเสียจนผมต้องเข้ามาดูใกล้ๆ หวังว่าจะไม่เป็นการเสียมารยาทจนเกินไป ”


    “ คุณเป็นใคร ” เอ็ดมันน์ประหลาดใจไม่น้อย คนผู้นี้เป็นผู้ดีจากตระกูลใดไม่ทราบ แต่การบุกรุกเข้ามาโดยไม่ให้สุ้มให้เสียง อย่างไรก็ไม่อาจเรียกว่ามีมารยาทได้


    “ เคลาส์ มอนเกรฟ ยินดีที่ได้พบ ” เขากล่าวพร้อมยกหมวกทรงสูงลง แม้ถ้อยคำจะสุภาพเพียงใด แต่อากัปกิริยากลับดูเหินห่างอย่างไม่สามารถบรรยายได้ 


    “ เคลาส์ มอนเกรฟงั้นรึ ? ”


    “ ถูกต้องแล้ว ”


    มอนเกรฟ...นามสกุลนี้เขาไม่คุ้นหูนัก หรือว่าชายคนนี้จะเป็นคนของตระกูลขุนนางผู้ร่ำรวยที่ตั้งอยู่ในปราสาทที่เนินเขานั้นกัน แม้ไม่มีหลักฐานใดยืนยัน แต่เอ็ดมันน์มั่นใจยิ่งนักว่าความคิดของเขาถูกต้อง


    “ ผมเป็นเพื่อนบ้านของคุณ อันที่จริงแล้ว เป็นเพื่อนบ้านของทุกคนในหมู่บ้านแห่งนี้ แม้จะไม่เคยออกหน้าทักทายมาก่อน แต่ผมก็รู้จักพวกคุณดี ” เขามองไปในดวงตาของเอ็ดมันน์ “ รวมทั้งลูกชายของคุณด้วย ”


    [Part 1/end]

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in