My First Storylilyingarden
-รีวิวมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะอักษรศาสตร์- จากประสบการณ์ส่วนตัว



  • นี่เป็นบทความแรกของเราเลย ผิดพลาดตรงไหนต้องขออภัยด้วยนะคะ

    เราอยากเก็บข้อมูลตรงนี้เอาไว้และอยากเป็นหนึ่งในข้อมูลเล็กๆที่สามารถเผยแพร่ให้กับรุ่นน้องที่สนใจในมหาลัยศิลปากร คณะอักษรศาสตร์ได้ อีกอย่างเป็นเพราะว่าไม่ค่อยมีใครให้ข้อมูลด้วย รู้สึกละเหี่ยใจนิดๆเลยแหะ
    เกริ่นก่อนว่า ตอนนี้เราเรียนอยู่ปีสองแล้ว และจะเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นเลยว่าสอบเข้ามาได้ยังไง เข้ามาแล้วเรียนอะไรบ้าง(แบบคร่าวๆ)ในช่วงที่ผ่านมา

    ก่อนอื่นต้องอธิบายเพื่อทำความเข้าใจว่าทางเลือกในการเข้าอักษรศาสตร์มันแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือหนึ่ง เอกรวม ซึ่งก็คือนักศึกษาปี 1 ที่เลือกเข้ามาแบบยังไม่มีเอกโท ต้องเก็บขาเพื่อไปยื่นแสดงความจำนงจะเข้าเอกโทตอนปี 2 เทอม 2 
    อีกอันคือเอกวิชาเฉพาะทาง (เช่น เอกไทย เอกสังคม เอกฝรั่งเศส) อันนี้เข้าได้ตอนปี 1 เลย แต่เกณฑ์การเข้าเอกจะเข้มข้นและแตกต่างไปจากเอกรวม ที่สำคัญคือรับจำนวนจำกัดมาก
    ส่วนเรื่องเก็บขา เป็นคำเรียกติดปากของเด็กอักษร มันคือการเก็บวิชาต่างๆเพื่อที่จะไปยื่นเข้าเอกโท แต่ละคนจะเก็บวิชาแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าอยากเรียนอะไร

    เอกรวมอาจจะดูเลื่อนลอยมาก แต่ว่ามัันก็มีข้อดีตรงที่เรามีเวลาตัดสินใจว่าอยากจะเรียนอะไรก่อนถึงปี 2 เทอม 2 เราอาจจะลองไปเรื่อยๆก็ได้ ถ้าตารางไม่ชนและเรียนไหวอ่ะนะ555 ในขณะที่เด็กที่เข้าเอกไปเลยตั้งแต่ปีแรก ถ้าเกิดพบว่าที่เรียนมันไม่ใช่ก็หันหลังกลับไม่ได้แล้ว แต่ถ้ามั่นใจว่าอยากเข้าเอกนี้จริงๆก็ลุยเลย แต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันอยู่แล้ว


    ด่านแรก การสอบ

    เราสอบเข้ามาผ่านโควต้าหรือก็คือรอบสองของระบบ TCAS (ไม่รู้ว่าระบบเปลี่ยนไปมากน้อยขนาดไหนเพราะไม่ได้ตามข่าวเลย) คะแนนที่ใช้ยื่นในตอนนั้นเป็นคะแนน 9 วิชาสามัญซึ่งเป็นเกณฑ์การยื่นเข้าเอกรวมของคณะอักษร ถ้าต้องการยื่นเข้าเอกเฉพาะทางโดยตรงก็จะใช้คะแนนส่วนอื่นตามเกณฑ์ที่แต่ละคณะวิชากำหนดไว้ เอกรวมจะใช้คะแนนสามวิชา คือ สังคม ภาษาไทยและอังกฤษ ตอนนั้นเราก็สมัครในเว็บของทางมหาลัย แล้วก็ไปสอบ 9 สามัญตามปกติ จากนั้นก็รอผลประกาศมาทางหน้าเว็บ ในตอนนั้นก็ลุ้นเหมือนกันว่าจะติดไหม แต่แน่นอนว่า...ติด!

    หลังจากนั้นทางมหาลัยก็จะกำหนดวันสัมภาษณ์และก็นัดให้ไปที่มหาวิทยาลัย เราก็เตรียมเอกสารไป จำไม่ได้แล้วว่ามีอะไรบ้าง แต่หนึ่งในนั้นคือพอร์ตฟอลิโอ ซึ่งบางคนก็ไม่ได้เอาไปนะ แต่เราอยากพกไปเพื่อเป็นหลักประกันและเพื่อความสบายใจ
    พอเข้าไปในห้องประชุมก็จะมีรุ่นพี่แจกเอกสารให้กรอกนู่นนี่นั่น พอกรอกเสร็จก็ไปเข้าแถวรอสัมภาษณ์ ใครไปถึงก่อนก็ได้ก่อน เราโชคดีเจออาจารย์ผู้หญิงที่เฟรนด์ลี่มาก เขาเปิดพอร์ตเราดูแล้วก็ถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องครอบครัว การเรียนหรือชีวิตส่วนตัว ไม่ใช่คำถามยากอะไรเลย แนะนำว่าให้ยิ้มแย้มแล้วตอบคำถามอย่างมั่นใจไปเลย ตอนสอบสัมภาษณ์คือไม่มีความกดดันอะไรเลย บรรยากาศสบายๆมาก ถือว่าเราโชคดีที่ไม่เจออาจารย์เข้มงวด ประกอบกับว่าเป็นเอกรวมด้วยแหละ พวกอาจารย์เลยไม่เข้มงวดมาก (แต่ปีอื่นเป็นแบบนี้มั้ยไม่รู้นะ555)
    หลังจากนั้นก็รอผลประกาศออกมาทางเว็บไซต์มหาลัยเหมือนเคย และผลก็คือเราติดคณะอักษรศาสตร์ กลายเป็นเด็กเอกรวมเต็มรูปแบบ

    ด่านที่สอง เข้าเรียน

    ตอนสอบเข้ามหาลัยเข้ามาง่ายนะ แต่ว่าตอนเรียนลำบากกว่าเยอะเลย5555
    คณะอักษรจะมีวิชาบังคับกับวิชาเลือกเหมือนกับมหาลัยอื่นๆเลย แต่แตกต่างตรงที่ว่าจะมีวิชาเลือกหรือวิชาเก็บขาของเหล่าเด็กเอกรวมทั้งหลายนั่นเอง เช่นพวกภาษาต่างๆ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เยอรมันและอื่นๆอีกมากมาย รวมไปถึงพวกสายสังคม สารสนเทศและปรัชญาด้วย มีให้เลือกเยอะจนตาลาย แต่ถ้าเป็นพวกภาษา ส่วนมากจะจำกัดจำนวนคนเข้าเรียนเพราะความต้องการสูงและบุคลากรไม่เพียงพอในการสอน ตอนลงทะเบียนเรียนก็เลยขึ้นอยู่กับว่าใครเร็วใครได้ แต่บางทีถ้าอาจารย์ใจดีก็เปิดรับเพิ่ม
    แต่เดิมพวกสายภาษาจะมีการทดสอบที่เรียกว่า สอบภาษาต่างด้าว แต่ว่าเดี๋ยวนี้ยกเลิกไปแล้ว 
    ยกเว้นภาษาอังกฤษที่มีวิธีสอบเฉพาะ ที่สำคัญคนที่จะเข้าเอกอังกฤษจะไม่สามารถเลือกวิชาโทได้เนื่องจากหน่วยกิตอังกฤษเต็มแบบแน่นเอี๊ยดจนไม่มีที่ว่างให้เรียนวิชาโทเลย แต่ปีอื่นๆอาจจะยกเลิกให้เด็กเอกอังกฤษมีโทได้ในอนาคต (คือมหาลัยนี้ก็เอาแน่เอานอนอะไรไม่ค่อยได้หรอก)

    ชีวิตเด็กอักษร ปีที่ 1 และ ปีที่ 2 เทอม 1

    ปีแรกที่เข้ามาเรียนไม่ค่อยยากเท่าไหร่ เพราะเพิ่งเริ่มต้นเลยยังต้องปรับตัว ประกอบกับว่ามีกิจกรรมต่างๆมากมาย รวมถึงรับน้องด้วย แต่ว่าคณะอักษรเปิดกว้างมาก ใครไม่อยากเข้าร่วมก็ได้ ไม่อยากมีสายรหัสก็ได้เหมือนกัน เทอมแรกนี่สบายที่สุด เรียนแต่วิชาบังคับกับวิชาเลือกที่คณะกำหนด เพราะวิชาที่เปิดให้เก็บขาต้องไปลงตอนเทอมสอง ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ควรใช้ชีวิตให้เต็มที่ สำรวจและค้นหาอะไรที่ตัวเองชอบ อยากไปเที่ยวไปกินที่ไหนก็ไปเลย นครปฐมที่เที่ยวเยอะมากกก

    ส่วนปี 1 เทอมสองไฟลุกเลยแหละ เพราะว่าต้องลงวิชาเก็บขาเพิ่มด้วย ตารางเรียนเราแน่นเอี๊ยดมากๆจากที่ตอนแรกคาบว่างเยอะมาก การจัดตารางเรียนให้เวลาไม่ชนกันสำคัญมาก ต้องบริหารเวลาให้เป็น และควรตัดสินใจไว้เนิ่นๆแล้วว่าจะเรียนอะไรเป็นเอกหรือโท แนะนำให้เก็บขาอย่างต่ำสามวิชาเพราะจะได้มีตัวเลือกให้ตัดสินใจ เช่น สนใจเอกจีนก็ลงเก็บขาของจีนเอาไว้ แต่ก็ควรลงวิชาเก็บขาอื่นเพิ่มด้วย เช่นวิชาของสายสังคมหรือภาษาอื่นก็ตามสะดวกเลย จะได้เอาไว้ตัดสินใจเลือกเอกโทในภายหน้า

    ส่วนปี 2 เทอมแรกก็สานต่อเจตนาเดิม ลงวิชาเก็บขาเพิ่ม ขยันให้มากกว่าเดิมเพราะว่าการเรียนจะยากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า วิชาที่ต้องเรียนจะมากขึ้น งานก็เพิ่มพรวดๆเหมือนกัน แต่ก็เป็นโค้งสุดท้ายของการเก็บขาเพื่อเข้าเอกโทที่ต้องการ ถ้าพ้นจากนี้ไปแต่ละคนก็คงมีเส้นทางเป็นของตัวเองแล้ว


    ทั้งหมดนี้ก็เป็นภาพรวมของเด็กเอกรวมในช่วง 1 ปีแรกกับอีกครึ่งเทอมของปี 2 เป็นข้อมูลที่อาจจะไม่ได้ละเอียดมากนัก แต่อะไรจะดีไปกว่าการได้มาสัมผัสด้วยตนเองจริงๆ (แนะนำโอเพ่นเฮ้าส์หรือเข้าค่ายก่อนตัดสินใจนะคะ)


    ภาพรวมของคณะอักษรศาสตร์ตามความคิดของเรา

    เป็นหัวข้อเล็กๆที่อยากจะเสริม คณะอักษรเป็นคณะแรกที่เปิดสอนในวิทยาเขตสนามจันทร์ บรรยากาศในคณะร่มรื่นมาก ต้นไม้เต็มไปหมดทั้งมหาลัยเลย เขียวขจีมาก ตุ๊ดตู่ก็เต็มไปหมด (คำเรียกตัวเ_ี้ยของชาวศิลปากร) แต่ว่าเป็นมิตรมากเลยนะ ไม่ดุร้ายและคุ้นชินกับนักศึกษามาก เจอได้บ่อยๆที่สระแก้วซึ่งเป็นบริเวณที่คนมักจะไปให้อาหารปลาและเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงมากของมหาลัยศิลปากร 

    เอกลักษณ์ของคณะอักษรในความคิดของเราน่าจะเป็นเรื่องของความชิลนี้แหละ เด็กอักษรทุกคนจะมีความเป็นอิสระของตัวเอง แบบง่ายๆสบายๆ แต่ว่าเรื่องแฟชั่นนี่จัดเต็มอย่าบอกใคร บางคนแต่งชุดไปรเวทมาอลังการมาก สีผมก็ทองบ้าง แดงบ้าง เทาบ้าง สีรุ้งก็เคยมี เรียกว่าเป็นคณะที่มีความอิสระและจินตนาการเปี่ยมล้นสุดๆ

    ส่วนเรื่องสังคม เราคิดว่าขึ้นอยู่กับว่าได้เจอกับคนแบบไหน จากประสบการณ์ของเรา ถ้าเจอเพื่อนดีๆก็จะดีไปเลย แต่ว่าเพื่อนที่เห็นแก่ตัวก็มีเหมือนกัน แต่บางครั้งมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะว่าอยู่ในสังคมใหญ่ ถือว่าเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่เด็กอักษรทุกคนเข้าถึงง่าย แต่จะสนิทกันมั้ยก็อีกเรื่องนะ555 เพราะสังคมมันต่างออกไปจากสมัยมัธยมมาก การที่ไม่ได้สนิทสนมกับใครเป็นพิเศษมันเป็นเรื่องปกติ  เพราะตารางเรียนไม่ค่อยจะตรงกัน ตารางชีวิตเลยแตกต่างกันออกไปด้วย ได้หาโอกาสมาเจอกันบ้างถือว่าโชคดีแล้ว555 แต่มีโอกาสก็ควรผูกมิตรกับเพื่อนไว้นะ





     



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in