นิยายวายJinovel
หนึ่งคำมั่นสัญญา ข้าและถั่วแดง


  • เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Shenzhen Bunker Interactive Entertainment Limited
    ประพันธ์โดย : 凌然善也 (หลิงหรานส่านเย่)
    บรรณาธิการ : ไพสิฐ ต่วนขำ
    แปลและเรียบเรียงโดย : Sarintip Sangta

    คำโปรย🌸

    หาก ‘ถั่วแดง’ แสดงถึงความ ‘คะนึงหา’ เกิดใหม่ครานี้ข้าจะเก็บถั่วแดงแทน ‘ความรัก’ ของเจ้าไว้ทั้งหมด!


    เรื่องย่อ🌸

    องค์ชาย “อวี้ฉู่จาว” ถูกบังคับให้แต่งงานกับ “หลินหร่าน” ภรรยาชายแสนน่ารักและขี้อาย ผู้ที่เขาไม่เคยแม้แต่จะชายตาแลในช่วงชีวิตก่อน จนกระทั่งในวันที่เขาสูญสิ้นหมดทุกสิ่งทุกอย่าง... ก็เหลือเพียงชายาชายของเขาเท่านั้นที่เต็มใจจะเข้าสู่ ‘ลานประหาร’ พร้อมกันกับเขา ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้า ชั่วชีวิตไม่เคยเห็นค่า กลับเป็นวินาทีสุดท้ายของชีวิตที่ทำให้เขาตระหนักว่าความรักของภรรยาชายตัวน้อยที่เขาแต่งงานด้วยนั้นบริสุทธิ์และงดงามมากแค่ไหน... 

    “อวี้ฉู่จาวขอสาบาน... หากชาติหน้ามีจริง เขาจะรักและปกป้องหลินหร่านจวบจนชั่วชีวิต...”
    นับว่าสวรรค์ยังไม่ได้ทอดทิ้ง ปาฏิหาริย์ได้เกิดขึ้นกับพวกเขา หลินหร่านจากปัจจุบันได้ทะลุมิติเข้ามาในโลกเดิม และอวี้ฉู่จาวเองก็ได้ย้อนเวลามาเกิดใหม่ในร่างของตนเองก่อนที่จะเกิดโศกนาฏกรรมครั้งนั้นเช่นกัน

    “ในชีวิตนี้ ข้ารู้ซึ้งถึงความรักของเจ้าแล้ว และข้าจะเก็บถั่วแดงที่บ่งบอกความคิดถึงของเจ้าเอาไว้ทั้งหมด!”
    เตรียมรับการโจมตีจากการเกิดใหม่ของราชาน้ำแข็งเย็นชา กับ ความน่ารักและสดใสของเจ้าตัวน้อยสุดน่ารักได้เลย!


    รีวิวกับ Jinovel 🌸

    นิยายวายแนวจีนโบราณ เกิดใหม่ การชิงอำนาจทางการเมือง และต่อให้เรื่องจะจะชวนปวดหัวแค่ไหน แต่ความคลั่งรักของพระเอกที่มีต่อนายเอกสุดหวานจนมดขึ้น!❤ หลินหร่านเดินไปไหนอวี้ฉู่จาวเดินตามไม่หยุด น้องหิวตาพี่ป้อน ยามน้องง่วงก็อุ้มเข้านอน ว่าง่ายๆก็หล่อสายเปย์นั่นเองค่ะ😂

    📌สำหรับท่านที่ต้องการอ่านสปอยก่อน Jinovel ขอเล่าคร่าวๆ เพื่อให้ทุกคนแน่ใจว่านิยายเรื่องนี้ดีต่อใจมากถึงมากที่สุด!📌😍

    เปิดเรื่องมาด้วยนายเอก “หลินหร่าน” พนักงานขนส่งอาหารจนๆ จากยุคปัจจุบันถูกฟ้าผ่าตาย แล้วทะลุมิติเข้ามาในร่างของ “หลินหร่าน”ในสมัยโบราณ ในตอนอายุ 10 ขวบ เนื่องจากหลินหร่านในยุคนี้ได้ตายจากไป เพราะถูกแม่เลี้ยงและลูกๆผลักตกลงไปในแม่น้ำ ทำให้หลินหร่านในยุคปัจจุบันทะลุมิติเข้ามาในร่างนี้นี่เอง ชีวิตของน้องช่างยากลำบาก แม้จะเป็นถึงลูกแม่ทัพใหญ่ แต่กลับสูญเสียมารดาตั้งแต่เกิด และพ่อต้องออกรบนานหลายปี ทำให้แม่เลี้ยงและลูกๆคอยกลั่นแกล้งเขาเรื่อยไป และยิ่งเมื่อน้องฟื้นจากความตายยิ่งต่อว่าน้องว่าเป็นตัวซวย
      
    เมื่อน้องอายุครบ 13 ปี กองทัพของอาณาจักรนำชัยกลับมา น้องก็หวังมาต้อนรับพ่อของตัวเอง และในตอนนั้นเองเขาก็ได้เจอกับพระเอก “อวี้ฉู่จาว” หรือ จ้านอ๋อง ผู้ที่ผู้คนต่างขนานนามให้เขาว่า ‘เทพแห่งสงคราม’ หลินหร่านในตอนนั้นตกหลุมรักท่านอ๋องอย่างหมดหัวใจ จนเมื่อรัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้คนใหม่ พระเอกก็ถูกจับแต่งงานกับหลินหร่านที่เป็นตัวซวย แถมยังเป็นบุรุษ นั่นก็เลยทำให้พระเอกในชาติก่อนไม่รักน้องเลย หลังจากนั้นพระเอกก็ถูกฮ่องเต้ยัดข้อหากบฏให้ เขากลายเป็นนักโทษและสูญเสียทุกสิ่ง เหลือเพียงภรรยาชายของเขาที่ยินดีติดตามไปไม่ว่าจะเป็นสวนดอกไม้ หรือ ‘ลานประหาร’ ก็ตาม
      
    สุดท้ายพระเอกก็ได้รู้เสียทีว่ามีคนที่รักเขาจากใจจริง และรอเขากลับบ้านทุกวัน ภรรยาชายของเขาถึงขนาดนั่งนับ “ถั่วแดง” แสดงถึง “ความคิดถึง” ซ้ำไปซ้ำมา ทว่ากว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว...พวกเขาทั้งสองได้จบชีวิตลงพร้อมกัน ณ ลานประหารแห่งนี้

    “อวี้ฉู่จาวขอสาบาน... หากชาติหน้ามีจริง เขาจะรักและปกป้องหลินหร่านจวบจนชั่วชีวิต...”

    และแล้วคำอธิษฐานของอวี้ฉู่จาวก็เป็นจริง เขาได้ย้อนเวลากลับมาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ไม่ต้องรอราชโองการแต่งงาน ก็รีบรุดเข้าไปหาภรรยาชายของเขาทันที
      
    “ในชีวิตนี้ ข้ารู้ซึ้งถึงความรักของเจ้าแล้ว และข้าจะเก็บถั่วแดงที่บ่งบอกความคิดถึงของเจ้าเอาไว้ทั้งหมด!”

    เรื่องราวความคลั่งรักในกันและกันของทั้งคู่จึงเริ่มต้นขึ้น❤ 



    ฟินต่อเลย ใน 2 ช่องทางนี้!💜

    Dek-d >> คลิ๊กเลย!

    Kawebook >> คลิ๊กเลย!

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Jinovel (@jinovel)
เล่มที่ 1 ตอนที่ 1 ฤดูร้อนของหนุ่มน้อยผู้ถ่อมตน

อากาศในเดือนกรกฎาคมร้อนจนทำให้ผู้คนหงุดหงิด โดยเฉพาะเมืองที่เต็มไปด้วยรถราที่วิ่งกันขวักไขว่และเสียงจอแจของผู้คน ก็คงจะมีแต่หลินหร่านผู้นุ่มนวลไร้ซึ่งอารมณ์โกรธเคืองเท่านั้นที่ยังใจเย็นได้อยู่


“นี่มันอะไรกัน ดูสิว่ามันช้าขนาดไหนเนี่ย!” ชายร่างกำยำคนหนึ่งแย่งเอากล่องข้าวไปจากมือของหลินหร่านก่อนยื่นนาฬิกาข้อมือมาตรงหน้าเขา



‘ช้าไปแค่สองนาทีเอง ถึงจะเป็นพนักงานบริษัทที่เวลาสำคัญราวกับทองคำก็ไม่มีอะไรให้เสียหายสักหน่อย’



“ขอโทษครับๆ ครั้งหน้าจะไม่เป็นแบบนี้แล้ว ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ” หลินหร่านก้มหัวพร้อมกล่าว



“ผิดพลาดไปกี่เรื่องแล้วเนี่ย” ชายคนนั้นยังคงแสดงท่าทีไม่พอใจ



แต่เมื่อเห็นสีหน้าของหลินหร่านที่ดูซื่อๆ เขาก็ไม่รู้ควรจัดการอย่างไร ยังต้องมาเจอกับท่าทีนุ่มนิ่มพูดเสียงเบาอย่างกับเด็กอีก มันทำให้เขาคิดว่าการที่ตนเองพูดเสียงดังเหมือนกำลังทำบาป




ชายร่างกำยำเห็นหลินหร่านพูดอะไรไม่ออกพลันรู้สึกเสียใจ จึงได้แต่ขมวดคิ้วแล้วหมุนตัวเดินออกไป




แต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปไหนไกลก็รู้สึกว่าเสื้อของตนถูกอะไรบางอย่างดึงไว้ เมื่อหันกลับไปมองถึงพบว่าเป็นมือเรียวขาวดึงมุมเสื้อเขาไว้อย่างระมัดระวัง




“รบ...รบกวนคุณช่วย...ให้คะแนนห้าดาวได้ไหมครับ” หลินหร่านรู้สึกผิดที่มาขอร้องแบบนี้ แต่ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวว่าเดือนนี้คะแนนไม่ถึงเป้าแล้วต้องถูกไล่ออกละก็ เขาไม่มีทางมาขอร้องลูกค้าเพื่อให้คะแนนตนเยอะๆ แน่




หลินหร่านมีนิสัยอ่อนโยน ปกติจะหลีกทางให้ผู้อื่น เขามักช่วยเหลือทุกคน หลายครั้งจึงส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการส่งอาหารให้กับลูกค้า




และถึงแม้ว่าจะไม่ได้ช้าอะไรมากมาย แต่ด้วยความที่หลินหร่านมีนิสัยเช่นนี้ คนอื่นเห็นจึงมักรู้สึกว่าน่าแกล้ง หลายครั้งเขาเลยถูกร้องเรียน พอหลายครั้งเข้า เจ้าของร้านจึงให้โอกาสเขาเป็นครั้งสุดท้าย ต้องได้คะแนนดีๆ จากลูกค้าเท่านั้นถึงจะได้ทำงานต่อ




อย่างไรก็ตาม หากไม่ใช่เพราะวันนี้ฝนตกหนัก ครั้งนี้เขาไม่มีทางมาช้าแน่




ชายร่างกำยำมองหลินหร่านที่มีท่าทีเช่นนั้น เขาพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก “รู้แล้วน่า!” จากนั้นดึงมือของหลินหร่านออกก่อนเดินหนีไป




หลินหร่านกะพริบตาพร้อมถอนหายใจ หวังว่าครั้งนี้จะทำให้เขารักษาปากท้องต่อไปได้ ไม่อย่างนั้นค่าเช่าห้องเดือนนี้ต้องไม่มีจ่ายเป็นแน่




หลินหร่านเป็นเด็กกำพร้า อยู่คนเดียวมาตั้งแต่เล็กยันโต แม้ตอนเด็กจะอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่ก็ไม่มีเพื่อนสักคนเพราะเป็นคนขี้ขลาด แล้วก็เพราะตัวเขาเองไม่ค่อยกล้าพูด ไม่รู้จะพูดอย่างไรให้คนชอบ จนถึงอายุ 18 ก็ยังไม่มีครอบครัวไหนมารับไปเลี้ยงดู




ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าบอกให้เขาลองออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเอง เขาเองก็รู้ว่าอย่างไรตนเองก็ไม่มีทางใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นไปได้ตลอด




หลินหร่านเดินลงจากบันไดแล้วหยุดยืนตรงหน้าประตูของตึกเก่า มองไปยังท้องฟ้ามืดครึ้มด้านนอก ได้ยินเสียงสายฝนที่กระหน่ำลงมา เมื่อหยาดฝนตกลงมาบนพื้น เสียงฝนกระทบบนห้องเช่าจึงดังก้องอยู่ในหู




หลินหร่านทอดสายตามองคืนฝนตกที่ดูมืดครึ้ม ฝนตกลงมาทั้งวัน มันมากับเสียงฟ้าร้องที่มักทำให้คนรู้สึกหวาดกลัว




หลินหร่านจอมขี้ขลาด ไม่ใช่แค่เรื่องสานสัมพันธ์กับคนอื่นเท่านั้น เขายังขี้ขลาดในทุกๆ เรื่อง กลัวแม้กระทั่งความมืด




ปกติแล้วสภาพอากาศแบบนี้ผู้คนจะอยู่ในบ้านไม่ออกไปไหน แต่นี่เป็นช่วงเวลาเก็บเงินของเหล่าพนักงานส่งอาหาร ดังนั้นหลินหร่านจึงต้องออกมาทำงานเพื่อความอยู่รอด




เสียงโทรศัพท์ของร้านขายอาหารเดลิเวอรี่ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง หลินหร่านหยิบขึ้นมาดู บางครั้งเสียงที่ดังขึ้นมาก็เป็นเสียงท้องร้องของเขาเอง



ใช่แล้ว เพื่อที่จะไปส่งอาหารตามออร์เดอร์ ทำให้เขายังไม่ได้กินมื้อเที่ยงเลย




หลินหร่านกลืนน้ำลาย ควานหาซาลาเปาที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อออกมา




“เหมียวๆๆ~” ในขณะที่หลินหร่านกำลังลังเลอยู่ว่าจะรับออร์เดอร์หรือว่าจะกินมื้อเที่ยงก่อน กลับมีเจ้าแมวเหมียวเนื้อตัวมอมแมมที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนโผล่มา มันจ้องอาหารในมือหลินหร่านแล้วส่งเสียงร้องไม่หยุด



“เอ่อ...” หลินหร่านมองตามสายตาของเจ้าเหมียวที่กำลังมองมาที่ซาลาเปาเนื้อสับในมือเขา




เขาหลับตาลงด้วยความรู้สึกหนักใจ ก่อนตัดสินใจเอาซาลาเปาของตนเองให้เจ้าเหมียวในที่สุด




พอหลินหร่านป้อนซาลาเปาให้เจ้าเหมียวเสร็จก็สวมเสื้อกันฝน ขณะที่กำลังเดินไปยังรถไฟฟ้านั้น




เปรี้ยง!!!





เสียงฟ้าผ่าแบบที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนกลับผ่าลงมา ทำให้หลินหร่านที่ยืนอยู่กลางสายฝนพลันรู้สึกมึนหัว




ก่อนที่สายฟ้าจะฟาดลงมาเหมือนอยากทำให้โลกทั้งใบสว่างวาบ หลินหร่านเงยหน้ามองแล้วได้พบกับสายฟ้าที่สว่างวาบไปทั่วท้องฟ้า ดูระยิบระยับราวกับดวงดาว





“สวยจัง” หลินหร่านอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา





สายฝนตกลงมาบนใบหน้าของหลินหร่าน หลินหร่านยังคงดื่มด่ำอยู่กับความสวยงามของท้องฟ้า





‘เปรี้ยง!’





‘ครืน!’





เสียงนี้ยังดังก้องอยู่ในหู หลินหร่านรู้สึกว่าตนเองโชคดีที่ถูกฟ้าผ่าจากหนึ่งในหนึ่งร้อยล้านครั้ง




ช่วงเวลาที่หมดสติไปนั้น หลินหร่านหวนนึกถึงช่วงชีวิตของตนเอง ชีวิตที่แสนจะธรรมดาราบเรียบราวกับน้ำ ใช้ชีวิตเพียงแค่ให้ตนเองมีชีวิตอยู่




เวลานี้ เขาเกิดความคิดที่แสนจะสงบขึ้นมา ‘ตายไปเถอะ ตายไปทั้งแบบนี้แหละ ไม่มีใครสนใจ ให้มันเป็นแบบนี้แหละดี’





………..




กระทั่งหลินหร่านตื่นขึ้นมาก็พบว่าตอนนี้เขาได้มาอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งแล้ว กลายเป็นเด็กน้อยอายุ 10 ขวบที่ดูน่ารักน่าชังราวกับตุ๊กตา



เวลานี้ หลินหร่านรู้แล้วว่าเขาข้ามภพมาแน่ๆ ถึงอย่างนั้น เขากลับไม่ได้รู้สึกอะไรนัก



เท่าที่เขารู้ เขาได้ข้ามกาลเวลามายังสถานที่ซึ่งถูกเรียกว่าสมัยราชวงศ์อวี้ เป็นบุตรชายที่ถือกำเนิดในจวนแม่ทัพของท่านแม่ทัพฮวาเวย



มารดาของเจ้าของร่างเดิมเป็นหญิงที่ตั้งครรภ์ลำบาก นางให้กำเนิดบุตรช่วงที่อายุมากแล้ว ภายหลังคลอดเขา ผู้เป็นมารดาถึงได้จากโลกนี้ไป



เพราะอย่างนั้น อนุภรรยาเอกอย่างนางเว่ยจึงได้ขึ้นเป็นฟูเหรินคนต่อไปอย่างง่ายดาย บุตรสาวกับบุตรชายของนางก็ได้เป็นคุณชายกับคุณหญิงที่เกิดจากฟูเหรินของจวนแม่ทัพ



ต่อจากนั้น เจ้าของร่างเดิมถูกลดขั้นลงไปเป็นคุณชายรอง ต้องอยู่ภายในความดูแลของนางเว่ยในทันที



ในตอนแรก ช่วงที่แม่ทัพฮวาเวย1 หลินฮวาเหนียนยังอยู่ในจวน มักจะคอยอวยพรให้เจ้าของร่างเดิมเติบโตอย่างปลอดภัยจวบจนอายุสิบขวบ


แต่ชีวิตคนเราไม่แน่นอน ในปีที่เขาอายุสิบขวบกลับเกิดสงครามขึ้นที่ชายแดน จึงมีกฤษฎีกาจากราชสำนัก ให้หลินฮวาเหนียนออกรบเพื่อปกป้องชายแดน





นับตั้งแต่วันนั้น เป็นระยะเวลาเจ็ดปีแล้วที่หลินฮวาเหนียนยังไม่หวนกลับมา






เรื่องราวทั้งหมดเริ่มตอนที่เจ้าของร่างเดิมอายุสิบขวบ ที่สถานะของเขาค่อยๆ ลดลง




หลังจากที่หลินฮวาเหนียนออกไป นางเว่ยก็ต้องการเอาชีวิตเจ้าของร่างเดิม



ช่วงฤดูหนาวอันแสนหนาวเหน็บในเดือนสิบสอง นางเว่ยได้สั่งให้คนผลักเขาเข้าไปในหลุมน้ำแข็ง




กว่าจะให้คนนำตัวออกมา ร่างนั้นก็หมดลมหายใจไปแล้ว ทว่า ช่วงที่นางเว่ยแสร้งเศร้าโศกเสียใจจัดงานศพของเขาขึ้นมานั้น หลินหร่านกลับฟื้นขึ้นมาต่อหน้าผู้คนมากมายที่มาร่วมงานศพ พูดให้เข้าใจโดยง่ายก็คือ หลินหร่านได้ข้ามภพมาในตอนนี้เองนั่นแหละ




จนถึงตอนนี้ ข่าวลือที่คุณชายรองของจวนแม่ทัพฟื้นคืนชีวิตจากความตายก็ได้กระจายไปทั่ว เพราะตอนที่หลินหร่านเกิดมารดาก็เสียชีวิต ไม่นานตัวเขายังมาตายและฟื้นขึ้นมาอีก



คุณชายรองหรือบุตรชายคนที่สองของจวนแม่ทัพ เรื่องราวแห่งความอัปมงคลนี้ กลายเป็นที่โจษจันของชาวเมืองทุกซอกซอยเมืองหลวงอวี้อันเสียแล้ว




จากการที่หลินหร่านไม่ได้สิ้นชีวิตอย่างที่หวัง ด้วยเหตุนี้ นางเว่ยจึงพยายามหาทางจัดการ ยิ่งได้ยินเรื่องราวที่เล่าขานกันปากต่อปาก นางจึงใช้โอกาสนี้ขับไล่หลินหร่านออกไปจากจวน




เวลานี้ หลินหร่านอายุ 11 ปี เขาได้ข้ามภพมาอยู่ที่นี่เป็นเวลาครึ่งปีแล้ว



เขาที่ถูกขับไล่ออกจากจวนแม่ทัพได้รับการดูถูกเหยียดหยามสารพัด การได้ข้ามภพมาใช้ชีวิตอย่างน่าอดสูเช่นนี้ สู้อาศัยอยู่ที่ภพเดิมส่งเดลิเวอรี่ยังจะดีเสียกว่ากระมัง




เวลาผ่านไปไม่นาน หลินหร่านได้รับรู้ถึงความทรงจำและตัวตนของเจ้าของร่างเดิมมากขึ้น มันช่างน่าเศร้าเสียจริง “จะกินอึก็ยังไม่ทันตอนร้อนเลย2 ”




--------------------------------------------------------------



1 ฮวาเวย หมายถึง นามรองของหลินฮวาเหนียน



2 จะกินอึก็ยังไม่ทันตอนร้อน เป็นสำนวนจีน หมายถึง ชักช้า ทำอะไรก็ไม่ทันคนอื่น
Jinovel (@jinovel)
เล่มที่ 1 ตอนที่ 2 พระชายาผู้ไม่เคยยอมแพ้

ฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ได้สามปีแล้ว เหมันต์ในครานี้หนาวกว่าปีก่อนๆ



หิมะตกโปรยปรายติดต่อกันหลายวัน ประตูเมืองอวี้อันของเมืองหลวงในสมัยราชวงศ์อวี้ถูกปิด อากาศหนาวสะท้าน แม้แต่ผู้คนที่สัญจรไปมาก็บางตาลง



อากาศหนาวเช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องยากเย็นสำหรับผู้คนยากไร้ยิ่งนัก



ประตูเมืองถูกปิด การทำมาหากินจึงยิ่งลำบาก



สมัยราชวงศ์อวี้เป็นช่วงที่บ้านเมืองค่อนข้างเปิดกว้าง ผู้คนอยู่อาศัยและทำงานกันอย่างมีความสุข แต่ก็ไม่สามารถพูดได้ว่า เหล่าคนร่ำรวยจะไม่มีเรื่องอาหารการกินกับเสื้อผ้ามาทำให้วุ่นวายใจ มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไรกันที่มีการทำสงครามทั้งปี ภาษีก็แสนแพง กระทั่งเวลาต่อมา การจับจ่ายใช้สอยไปกับอาหารและเสื้อผ้ากลับทำได้อย่างยากลำบาก



ในช่วงสามเก้าวัน1 หนาวจนนิ้วเท้าแทบแข็ง แต่บนถนนก็ยังคงมีรอยเท้าลึกบ้างตื้นบ้างให้เห็น ผู้คนต่างพากันเดินออกมาจากบ้าน



สองข้างถนนมีเหล่าทหารคอยดูแลความสงบและกำชับชาวบ้านอยู่



ช่วงสองสามวันมานี้มีคำสั่งให้ชาวเมืองอวี้อันออกจากบ้านมารวมกันที่ลานประหาร



“เฮ้อ” ทั่วท้องถนนเต็มไปด้วยเสียงถอนหายใจเศร้าโศก



“อย่าเดินๆ หยุดๆ สิ เร็วเข้า” ผู้คนข้างถนนถูกต่อว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย



ทุกคนออกจากบ้านมาด้วยความตั้งใจ วันนี้เป็นวันที่ครั้งหนึ่ง ราชวงศ์อวี้เคยเทิดทูนเทพเจ้าแห่งสงคราม แต่ตอนนี้กลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง เพราะวันนี้เป็นวันที่เทพเจ้าแห่งสงคราม หรืออีกพระนามหนึ่ง อวี้ฉู่จาว จะถูกประหารเพราะสมคบคิดกับกบฏ



หากจะพูดถึงท่านอ๋องท่านนี้แล้ว นับเป็นวีรบุรุษหนุ่มคนหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อปกป้องราชวงศ์อวี้ ออกรบตั้งแต่อายุ 16 สังหารแม่ทัพของศัตรูด้วยลูกธนู จากนั้นเป็นผู้นำทัพบุกไปยังเมืองของศัตรูหลายต่อหลายเมือง เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นจากสงครามเพียงครั้งเดียว



หลังจากนั้นเมื่อออกรบ อวี้ฉู่จาวมักนำชัยชนะกลับมาเสมอ เหล่าเมืองน้อยใหญ่รอบด้านจึงพากันหวาดกลัว ยกระดับเกียรติยศให้แก่ราชวงศ์อวี้



อวี้ฉู่จาวไม่ได้เป็นเพียงเทพเจ้าแห่งสงครามของราชวงศ์อวี้ แต่เป็นเทพเจ้าแห่งสงครามทั่วทุกสารทิศ ทั่วทั้งแผ่นดินจิ่วโจว ใครกันที่จะไม่รู้จักอวี้ฉู่จาว



วันนี้ ถึงหิมะที่ตกหนักติดต่อกันมาหลายวันจะเบาลง แต่ท้องฟ้ายังคงเป็นสีหม่น ดูไม่มีชีวิตชีวา เกล็ดหิมะลอยละลิ่วอยู่ในอากาศ ร่วงหล่นใส่หัวของผู้คนที่มารวมตัวอยู่ที่ลานประหาร



ยามเหม่า2 ของวันนี้ เป็นเวลาที่เหล่าผู้คนล้วนตื่นนอนราวกับเฝ้ารออะไรอยู่



ลานประหารตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมืองอวี้อัน ท้องฟ้ายังคงมืดมิด ภายใต้หิมะที่ร่วงหล่นลงมากลับยังมีผู้คนมากมายก้าวเข้ามาไม่ขาดสาย



สถานที่แห่งนี้ถูกล้างด้วยเลือดมาแล้วหลายต่อหลายหน แท่นตัดหัวถูกย้อมด้วยสีแดงฉาน อาจยังเห็นเนื้อขาวๆ ที่โดนสับหลงเหลืออยู่บ้าง หากใครไม่รู้มาก่อนว่าที่นี่เป็นแท่นตัดหัว คงคิดกันว่าเป็นโรงฆ่าสัตว์เป็นแน่



หลายวันมานี้มีหลายคนถูกพามาประหารที่นี่ ชาวบ้านต่างพูดกันว่าราชาแห่งสงครามพ่ายแพ้ในการทำสงคราม นางกำนัลกับคนสนิทของเขาถูกฆ่าหมดไม่มีเหลือ



ช่วงนี้ชาวบ้านมักถูกเรียกออกมารับชมการประหาร แต่ไหนแต่ไรการนองเลือดมีให้เห็นจนลายตา ทว่าวันนี้ ในใจของทุกคนเต็มไปด้วยความรู้สึกกังวล นั่นเพราะเทพเจ้าแห่งสงครามของพวกเขากำลังจะถูกตัดหัว ไม่มีใครรู้ว่าที่มาที่ไปของสงครามในครั้งนี้เป็นอย่างไร



หลายปีก่อน ซีเจียงขยายอำนาจรุกรานและเข่นฆ่าชาวเมืองในแถบชายแดนอย่างป่าเถื่อน ช่วงเวลานั้น ด้วยความโกรธแค้น ฮ่องเต้ฉงเต๋อจึงได้มีรับสั่งให้อวี้ฉู่จาวจัดการซีเจียงให้ราบคาบ



ทุกคนต่างจำได้ดี ในวันที่อวี้ฉู่จาวออกไปทำสงคราม ผู้คนต่างพากันคุกเข่าส่งเขา ฮ่องเต้ฉงเต๋อปลุกขวัญกำลังใจ เหล่าทหารจึงเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น



หลังจากอวี้ฉู่จาวออกจากเมืองไปได้ไม่นาน ข่าวดีก็ตามมา ฮ่องเต้ฉงเต๋อยินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่เนื่องด้วยพระชนมพรรษาที่มากแล้ว ฤดูหนาวจึงได้ประชวร



กระทั่งมาถึงรัชศกที่ 25 ฮ่องเต้ฉงเต๋อทรงประชวรอย่างหนัก โอรสของพระองค์นามว่าอวี้ฉู่ซวน ซึ่งเป็นโอรสที่กำเนิดจากฮองเฮาจึงถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นองค์รัชทายาทผู้สืบทอดราชบัลลังก์



ตั้งแต่นั้นมา ข่าวคราวของอวี้ฉู่จาวพลันขาดหายไป ไม่มีใครได้รับข่าวเกี่ยวกับเขาอีกเลย



จวบจนถึงรัชศกที่ 26 ไม่รู้ข่าวลือมาจากไหนว่าอวี้ฉู่จาวสมรู้ร่วมคิดกับกบฏ พยายามใช้โอกาสช่วงที่ฮ่องเต้ฉงเต๋อทรงประชวรหนักเพื่อยึดอำนาจ จากนั้นฮ่องเต้ฉงเต๋อก็สิ้นพระชนม์ด้วยความพิโรธ องค์ชายรัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์และส่งกองกำลังไปจัดการอวี้ฉู่จาว



สงครามครั้งนี้ของราชวงศ์อวี้กินเวลายาวนานถึง 3 ปี และในช่วงสามปีนี้ ราชวงศ์อวี้เปลี่ยนแปลงไปมาก



อวี้ฉู่จาวแยกตัวออกไปอยู่อีกฝั่งและผันตัวเป็น ‘ศัตรู' ของราชวงศ์อวี้



ราชวงศ์อวี้ราวกับเนื้อติดมันก้อนใหญ่ เมื่อไร้ซึ่งอวี้ฉู่จาวแล้ว ราชวงศ์จึงตกเป็นเป้าของเหล่าบ้านป่าเมืองเถื่อนที่อยู่รอบด้าน



ราชวงศ์อวี้ตกอยู่ในความกังวลและเกิดความวุ่นวายขึ้นช้าๆ ราชสำนักเริ่มดำเนินการจัดเก็บภาษีกันอย่างอุกอาจ ควบคู่ไปกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในไม่ช้า แคว้นที่เคยรุ่งเรืองและมั่งคั่งในแผ่นดินจิ่วโจวก็เริ่มหายไป สถานะของแคว้นค่อยๆ ตกต่ำลง



ถึงกระนั้น แคว้นนี้ก็ยังคงคิดทำการจัดการอวี้ฉู่จาว กล่าวหาว่าเป็น ‘กบฏ’ พร้อมทำการจับกุมผู้สมคบคิดกบฏ รวมไปถึงผู้ต่อต้าน



ทว่า ตัวเขาเองรับรู้ดีว่าสงครามครั้งสุดท้ายนี้ ต้องนำกองทัพออกไปสู้รบกับพวกเมืองเถื่อนแดนใต้เพื่อปกป้องเมืองชายแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ของราชวงศ์อวี้



ภายหลังจบสงครามไม่ทันไรกลับถูกกองทัพของฮ่องเต้เข้าปราบปรามอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อถูกโจมตีขนาบข้างในเวลาเดียวกันจึงทำให้พ่ายแพ้



สุดท้าย การต่อสู้ยึดอำนาจในครั้งนี้ของอวี้ฉู่จาวก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้และถูกจับกุมในที่สุด



ทุกคนรู้ดีว่าเมื่อเป็นคนในราชวงศ์จะต้องมีวันนี้ เมื่อเป็นผู้พ่ายแพ้จะต้องถูกเกลียดชังไปชั่วนิรันดร์



อวี้ฉู่จาวพ่ายแพ้แล้ว ฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์ แม่ทัพผู้เคยสั่งการทหารนับหมื่นนายจึงอยู่ต่อได้อย่างลำบากนัก



…….



เวลานี้ย่างเข้าสู่ยามเฉิน3 ใกล้จะถึงเวลาประหารชีวิต



ในคุกซึ่งอยู่ไม่ห่างจากเมืองอวี้อัน อวี้ฉู่จาวกับพระชายาของเขา หลินหร่านถูกขังอยู่



อวี้ฉู่จาวสวมชุดนักโทษสีขาว ตรงกลางเขียนคำว่านักโทษตัวใหญ่ทำให้ยากที่จะไม่เหลียวมอง ทรงผมยุ่งเหยิง ใบหน้าอันหล่อเหลามีร่องรอยบาดแผลไม่ตื้นไม่ลึกจากคมดาบ ดวงตาคมใต้คิ้วยังคงส่องประกาย เขามองออกไปนอกหน้าต่างบนผนัง ไม่รู้ว่ากำลังมองสิ่งใด



ทันใดนั้น อวี้ฉู่จาวเอ่ยปาก “เหตุใดเจ้าจึงไม่หนีไป”



เมื่อได้ยินเสียงของอวี้ฉู่จาว ร่างที่นอนขดตัวอยู่ผนังฝั่งตรงข้ามก็ยกศีรษะขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสดใสคู่นั้นมองมาทางผู้เป็นสามีด้วยความหวาดกลัวและประหลาดใจ



นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านอ๋องเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน แม้กระทั่งวันแต่งงาน อวี้ฉู่จาวยังทิ้งเขาไว้คนเดียวทั้งคืน ออกไปโดยไม่มองเขาแม้แต่น้อย แปดปีมานี้ ไม่ใช่สิ สิบสองปีมานี้ ในที่สุดพวกเขาก็ได้คุยกันเสียที



“ข้า...ข้ารอท่าน...กะ...กลับบ้าน” หลินหร่านรู้สึกตื่นเต้น แม้จะใช้ชีวิตได้อีกไม่นาน แต่เขาก็อยากทำให้เป็นความทรงจำดีๆ หวังว่าอวี้ฉู่จาวจะจดจำความทรงจำเหล่านี้ไว้



“สามีภรรยาเปรียบราวกับนกร่วมป่า เมื่อเจอภัยพิบัติก็จะโบยบินไปพร้อมกัน ยิ่งไปกว่านั้น เปิ่นหวัง4 ไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยปากพูดกับเจ้า พยักหน้าก็ไม่เคย เปิ่นหวังไม่เคยคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้า ไม่กลับมาเมืองหลวงเพื่อพาเจ้าหนี เจ้าคง...ได้รับความลำบากมาไม่น้อย” คำพูดของอวี้ฉู่จาวไร้ซึ่งความอ่อนโยน เต็มไปด้วยความเย็นชาแบบที่ตัวเขาเป็น ท้ายที่สุดเขาก็มองไปทางหลินหร่านและไม่อาจหยุดมองได้อีก



ชายาของเขาตัวเล็กขนาดนี้เชียวหรือ? ขดอยู่ที่มุมช่างดูอ่อนแอ มือเท้าซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกับขากางเกง ชุดนักโทษดูใหญ่เทอะทะ มีคราบเลือดที่แห้งเป็นวงกว้างชวนตกใจ



อวี้ฉู่จาวจำได้เลือนราง ปีที่พวกเขาพบกัน หลินหร่านมีผมยาวสีดำขลับราวกับขนนกธรรมชาติ แต่ยามนี้...ผมเผ้าที่รุงรังเป็นก้อนอยู่นั่นคืออะไรกัน ไหนจะใบหน้าที่มีบาดแผลเต็มไปหมด



เพราะอวี้ฉู่จาวพูดด้วย หลินหร่านจึงดีใจจนลืมปกปิดใบหน้าตนเอง จนอวี้ฉู่จาวมองใบหน้าเขา เอ่ยถามถึงความยากลำบากเขาถึงคำนึงได้ รีบก้มหัวหลบทันที



---------------------------------

1 สามเก้าวัน หมายถึง ช่วงที่หนาวกับร้อนที่สุดของปี ซึ่งช่วงเวลาที่หนาวที่สุดจะยาวนานถึง 9 วัน

2 ยามเหม่า(卯)คือ ช่วงเวลา 05.00 – 06.59 น.

3 ยามเฉิน(辰)คือ ช่วงเวลา 07.00 – 08.59 น.

4 เปิ่นหวัง หมายถึง คำที่เชื้อพระวงศ์ชายใช้เรียกตัวเอง