เสน่ห์ไอยคุปต์marmantin
เสน่ห์ไอยคุปต์ II
  • Abu Simbel Temples 



    เช้ามืดของวันใหม่ ณ เมืองอัสวาน คณะทัวร์ของเราเริ่มออกเดินทางกันอีกครั้งเพื่อไปชมมหาวิหารที่ได้ชื่อว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งของอียิปต์ มหาวิหารอาบูซิมเบล 

    เช้านี้ทางโรงแรมได้มีการจัดเตรียมอาหารเช้าใส่ถุงเอาไว้ให้ แต่ฉันง่วงเกินกว่าที่จะทานอะไรลง แค่ถ่างตาตื่นตั้งแต่ตีสามครึ่งก็ถือว่าฉันเก่งมากแล้ว นับๆดูแล้ว ฉันคิดว่าฉันนอนไปได้แค่ 4 ชั่วโมงเองกระมัง พี่กิตติบอกว่าที่ให้ตื่นเช้ามืด (ตี 4) เพราะเราจะได้มีเวลาชมวิหารนานๆ โดยเราจะใช้เวลาเดินทางไปมหาวิหารอาบูซิมเบล 4 ชั่วโมง (นี่เป็นอะไรกับเลข 4 มากไหม?) คณะเราพอได้ที่นั่งบนรถเรียบร้อย ทุกคนก็แทบสลบคาเก้าอี้เพราะต้านทานเจ้าตัวง่วงงุ่นกันไม่ไหว...

    พอฉันลืมตาตื่นมาอีกที แดดเริ่มส่องและอากาศก็เริ่มร้อนเสียแล้ว ฉันตื่นมาสักพัก ก่อนที่เสียงพี่กิตติจะปลุกทุกคนเมื่อเราใกล้จะถึงที่หมาย พี่กิิตติก็บรรยายถึงมหาวิหารอาบูซิมเบล กล่าวถึงการสร้างเขื่อนอัสวานขนาดใหญ่ที่ทำให้วิหารหลายแห่ง รวมถึงอาบูซิมเบลนี้จมอยู่ใต้น้ำ แต่องค์กรยูเนสโก้ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยการช่วยขนย้ายให้วิหารแห่งนี้ให้พ้นน้ำนั้นเอง ซึ่งใช้เวลาทั้งสิ้น 4 ปี โดยใช้งบประมาณทั้งหมด 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใครเล่าจะอยากให้มรดกโลกเช่นนี้สูญหายไปกับกระแสน้ำ...


    ขณะที่เรากำลังเดินเท้าเพื่อไปชมอาบูซิมเบล สิ่งแรกที่เห็นก่อนที่จะได้ชมวิหารคือวิวทะเลสาบสุดลูกหูลูกตา และฉันก็ไม่พลาดที่ถ่ายรูปเก็บเอาไว้สักหน่อย พี่กิิตติแนะนำว่าเมื่อใกล้จะถึงที่หมายแล้วอย่าเพิ่งมองตัววิหาร ให้เราเข้าไปใกล้ๆ เดินก้มๆหน้าไป แล้วค่อยๆช้อนตามองขึ้นมาให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่แบบเต็มๆตา นอกจากจะได้ฟิลลิ่งมากกว่าแล้ว และแน่นอนว่าภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจของมหาวิหารอาบูซิมเบลจะต้องประทับอยู่ในหัวของคุณแบบไม่มีวันเสื่อมคลาย

    "สิ่งมหัศจรรย์สรรค์สร้างด้วยมือคน"


    มหาวิหารอาบูซิมเบล สร้างโดยฟาโรห์รามเสสที่ 2 (Ramses II) โดยการเจาะภูเขาทั้งลูก ประกอบด้วย 2 วิหาร คือมหาวิหารอาบูซิมเบลและวิหารน้อยเนเฟอร์ตารี 

    วิหารใหญ่ด้านหน้าแกะสลักรูปปั้นพระองค์เองนั่งบนบัลลังค์จำนวน 4 องค์ สูงถึง 20 เมตร ที่บริเวณขาของพระองค์สลักเป็นรูปมารดา ราชินีและโอรสธิดาของพระองค์อีก 8 องค์ หันหน้าไปทางตะวันออก มีเพียงสายน้ำคั่นกลางระหว่างเมืองของพระองค์และพวกชาวนูเบียน (Nubian ชาวแอฟริกันผิวสี) ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลหนึ่งที่ฟาโรห์รามเซสสร้างมหาวิหารแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อแสดงถึงอำนาจของพระองค์และเอาไว้ข่มขู่ชาวนูเบียนที่เป็นเมืองขึ้นมิให้กระด้างกระเดื่องนั่นเอง

    พอเดินเข้ามาด้านใน ห้องแรกสุดที่เห็นคือห้องโถงที่มีรูปปั้นยืนเรียงกันยาวจรดปลายห้อง เหนือทางประตูทางเข้าสลักเป็นรูปเหยี่ยวสยายปีก บนกำแพงสลักเป็นรูปพระปรีชาสามารถของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ยามออกศึกสงคราม แสงสลัวๆในห้องยิ่งขับให้รูปสลักเหล่านั้นดูขึงขังมากขึ้น 

    ห้องด้านในสุดของวิหาร มีรูปหินแกะสลักเทพเจ้า 4 องค์ ซึ่งเป็นเทพเจ้าประจำเมืองต่างๆที่สำคัญคือ เทพพตาห์ (Ptah) เทพแห่งราตรีกาลและความมืด เทพเจ้าอามุนเร เทพแห่งดวงอาทิตย์ องค์ฟาโรห์รามเสสที่ 2 และรา-โฮรัคห์ตี (Ra-Horakhty) ซึ่งเป็นชื่อของเทพดวงอาทิตย์ยามเวลาอุทัย 

    ตามตำนานกล่าวว่า ในแต่ละปีจะมีอยู่ 2 วัน คือวันที่ 22 กุมภาพันธ์และ 22 ตุลาคมของทุกปี แต่หลังจากการย้ายมหาวิหารขึ้นมาเหนือน้ำ ทำให้วันที่แสงจะส่องมายังห้องวิหารด้านนั้นเกิดความคลาดเคลื่อนไป 1 วัน โดยจะเลื่อนมาส่องวันที่ 21 แทน แสงอาทิตย์จะส่องผ่านประตูทางเข้ามา ส่องไปที่เทพเจ้าอามุนเร ฟาโรห์รามเสสที่ 2 และรา-โฮรัคห์ตี โดยแสงจะส่องไปไม่ถึงที่เทพเจ้าพตาห์เลย บางก็ว่าเป็นเพราะเทพพตาห์เป็นเทพเจ้าแห่งความมืด แต่ใครเล่าจะรู้เหตุผลที่แท้จริง? 

    เมื่อเดินไปห้องถัดๆไป ภาพสลักตามผนังที่สลักด้วยภาษาเฮียโรกลิฟฟิคต่างๆก็เปลี่ยนไป มีทั้งการบูชาเทพองค์ต่างๆ การบอกเล่าเรื่องราวและประวัติในยุคสมัยของพระองค์ ยิ่งเดินเข้าไปลึก ฉันยิ่งหลงทางอยู่ในห้วงมนตร์ขลังแห่งความมหัศจรรย์ของโลกอียิปต์โบราณมากขึ้น

    ภายในมหาวิหารสามารถถ่ายรูปได้หากคุณซื้อบัตรขอถ่ายรูปเอาไว้ (ราคา 300 EGP) ระหว่างชมวิหารก็จะมีเจ้าหน้าที่ค่อยเดินตรวจว่าคุณมีบัตรถ่ายรูปหรือไม่ หากคุณอยากตีสนิทกับเจ้าหน้าที่ของสถานที่เที่ยวนั้นๆ ก็อาจจะต้องจ่ายค่าน้ำชาเล็กๆน้อยๆให้เขา แต่ถ้าไม่ต้องการให้เขาเป็นเงิน ฉันแนะนำว่าลองให้ขนมพวกมาร์ชเมลโล่หรือเยลลี่ห่อเล็กๆ หรือปากกาลูกลื่นให้เขาดู (ฉันพกมาจากที่ไทยเชียวนะ) เขาจะบริการคุณอย่างเต็มที่ (บางทีไม่ได้ร้องขอ ก็จัดให้เอง) ในกรณีของฉัน เขามาถ่ายรูปคู่ด้วย โดยทำท่าคุ้นตาที่ฉันเห็นตามผนังโบราณสถานเวลาองค์ฟาโรห์บูชาเทพต่างๆ นั่นคือการยกมือทั้งสองเหมือนพระพุทธรูปปางประทานพร เป็นการทำความเคารพ เขากำลังจะสื่อว่าฉันเป็นเทพหรือเปล่า? (บาปจะกินกบาลฉันไหม?) ช่างเถอะ ไปต่อกันดีกว่าค่ะ...

    ส่วนวิหารน้อยที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่มเหสีเนเฟอร์ตารี ผู้เป็นที่รักของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ด้านหน้าวิหารน้อยประดับไปด้วยรูปปั้นยืนทั้งหมด 6 รูป เป็นรูปปั้นฟาโรห์รามเสสที่ 2 เองจำนวน 4 องค์และเป็นรูปของพระนางเนเฟอร์ตารี 2 องค์ ทั้งคู่มีความสูงเท่ากัน สื่อถึงความสำคัญของนางที่เท่าเทียมกับฟาโรห์และสื่อให้เห็นว่าพระองค์รักมเหสีองค์นี้มากเพียงใดด้วย


    เมื่อเข้ามาด้านใน ตัววิหารค่อนข้างเล็กมาก (ถ้าเทียบกับมหาวิหาร) ห้องตอนแรกคือห้องโถงที่มีเสาต้นใหญ่อยู่สองข้างทางเรียงยาวถึงท้ายห้อง บนเสาแต่ละต้นสลักเป็นหน้าของหญิงสาว (น่าจะเป็นเนเฟอร์ตารี ไม่ก็เทพองค์ใดองค์หนึ่งกระมัง หน้าเหมือนๆกันไปหมด ฉันเลยแยกไม่ค่อยออกเท่าไร) กำแพงรอบด้านก็สลักบอกเรื่องราวของพระนางกับพระสวามี ฟาโรห์รามเสสที่ 2 การบูชาเทพต่างๆ แต่ที่ฉันสังเกตได้คือ การสลักในวิหารน้อยจะดูชดช้อยมากกว่า เช่นการสลักดอกไม้แซมเข้าไปด้วย ซึ่งฉันได้ถามพี่โอ๊ตว่าเขาสลักดอกอะไรลงไป พี่โอ๊ตบอกว่าน่าจะเป็นดอกบัว ในส่วนห้องตอนที่สองเมื่อชมหมดก็ถือว่าสิ้นสุดเขตวิหารน้อยเสียแล้ว ห้องตอนที่สองน่าจะเป็นห้องสักการะ ไม่ก็ห้องใส่เครื่องสักการะ

    แน่นอนว่าฉันก็ขอตีสนิทกับเจ้าหน้าที่ด้วยปากกาอีกแล้ว ซึ่งที่วิหารน้อยเขาจะมีอุปกรณ์พิเศษเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปคู่ด้วยนั้นก็คือ Key of Life หรือ สัญลักษณ์อังค์ (ANKH) หลังจากติดสินบนเรียบร้อย เขาก็บริการเต็มที่ด้วยการจัดท่าถ่ายรูปให้ฉันด้วย ส่วนพี่ๆคนอื่นในคณะทัวร์ก็ได้ท่าถ่ายรูปด้วยท่าทางที่ไม่ซ้ำกันเลย เขาบอกให้ฉันถืออังค์ไว้เหนือหัวด้วยมือสองข้าง มีเสาสลักเป็นพื้นหลังให้ บ้างก็บอกให้ยืนตัวตรงขาชิด มือถืออังค์ไว้ข้างหนึ่ง แล้วให้ไขว่แขนเป็นกากบาท Wakanda Foreverเข้าไปอีก...

    มีมุมถ่ายรูปอยู่มุมหนึ่งที่น่าประทับใจมาก เดินห่างจากตัววิหารมาอีกหน่อยจะเห็นวิหารทั้ง 2 ที่อยู่ในเฟรมเดียวกันได้เลย...

    หลังจากถ่ายรูปจนพอใจก็ถึงเวลาอำลามหาวิหารอาบูซิมเบลแล้ว ฉันเดินฝ่าแดดออกมาเพื่อไปขึ้นรถของเรา โดยต้องเดินฝ่าดงร้านขายของที่ระลึก ที่เจ้าของร้านพุ่งเข้ามาหาทุกครา พร้อมพูดประโยคคลาสสิคของเขา "one dollar?" บางคนถึงกับตามมาถึงที่รถเพื่อให้พี่กิตติโฆษณาของให้

    เมื่อขึ้นรถกันครบทุกคนแล้ว พี่กิตติก็วานพี่จ๋า คุณพี่แอร์ฯโอมาน ซึ่งเป็นกึ่งๆผู้ช่วยดูแลคณะทัวร์ของเราแจกอาหารกล่องให้แต่ละคน โดยขากลับนี้เราจะกลับไปเมืองอัสวาน ใช้เวลา 4 ชั่วโมงกว่า

    ระหว่างนั้นพี่โอ๊ตก็ลุกขึ้นมาบรรยายเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น สงครามระหว่างอียิปต์กับอาณาจักรฮิทไทต์ สงครามอาเคซ สนธิสัญญาสงบศึกฉบับแรกของโลก การรุกรานของชาวอัสซีเรีย ชาวสุเมเรียน และการครอบครองอียิปต์ของชาวกรีกโบราณ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ฉันไม่ได้ฟังหรอก พี่ในคณะเขาเล่าให้ฟังต่างหาก!

    บางคน(ฉันเอง)กินอิ่มแล้ว หนังท้องตึง หนังตาก็เริ่มหย่อน ยกธงขาวโบกยอมแพ้เพราะรู้สึกเหนื่อยเกินจะฝืนไหว แดดที่นี้ดูดพลังงานจริงๆ แต่ที่น่าประหลาดใจคือ ฉันหลับไปตั้งแต่พี่โอ๊ตเริ่มบรรยายตอนช่วงแรกๆ ตื่นขึ้นมาอีกทีพี่โอ๊ตก็ยังบรรยายไม่จบ พี่ทำได้อย่างไรกัน? ความสามารถของวิทยากรในกรุ๊ปทัวร์นี้ช่างน่าพิศวงเหลือเกิน...


     
    To be continued...

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in