T1ng the SeriesPhoenix
T1ng the Series : เมื่อทุกอย่างเริ่มเสีย
  • สวัสดีค่ะ บทความที่ 2 ของซีรี่ส์ชุด "T1ng the Series" ในบทความนี้จะเล่าถึงตอนที่เราอยู่ต่างประเทศ ตอนนั้นก็เป็นติ่งเช่นกันค่ะ เราถือเงินอยู่ที่นั่นเยอะมาก แต่มันสำหรับใช้ 2 เดือน ด้วยความที่เราคิดว่ายังไงก็ใช้ไม่หมดแน่ ๆ กิเลศเริ่มมาค่ะ...

    เนื่องจากคอนเสิร์ตของที่นี่ ส่วนมากจะให้จองล่วงหน้าประมาณ 2-3 เดือน ดังนั้นทันทีที่เราเหยียบประเทศนั้นและได้ที่อยู่มา เราจัดการจองตั๋วคอนเสิร์ตทันที ราคาเท่าไรเราไม่เกี่ยง มีเงินเยอะ จ่ายได้หมด เราทำแบบนี้อยู่เพียงแค่ 1 เดือน แต่เงินที่เราถือหายไปประมาณ 1 ใน 4 ส่วน.... ตอนนั้นเริ่มหวั่น ๆ มาก เพราะชีวิตที่เหลือจะอยู่ยังไง? นี่แค่ตั๋วคอนเสิร์ต ยังไม่รวมค่าที่พัก หรือค่าเดินทางอะไรทั้งนั้น... แต่เราก็ยังใจเย็นค่ะ เพราะคิดว่าแค่บอกที่บ้านว่าเงินหมด ก็น่าจะได้...

    พอเข้าเดือนที่ 3 เป็นเดือนที่ต้องเริ่มออกเดินทางไปดูคอนเสิร์ตยังโดมนู่นนั่นนี่ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เริ่มมา เงินที่ถือมาตอนนั้นหมดเกลี้ยงและเงินเดือนใหม่ก็ยังไม่เข้าบัญชี... มองหาบัญชีเงินสำรองที่ตัวเองเก็บมาตั้งแต่อยู่ปี 1 เริ่มกดออกมาใช้ค่ะ เราคิดว่าเราพลาดตรงที่ว่า เราเปิดอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้งมา คือจริง ๆ มันก็ดีแหละ เอาไว้คอยเช็คว่าเงินจากที่บ้านโอนเข้ามาหรือยัง แต่มันก็มีผลเสียกับเราเช่นกัน นั่นคือเราโอนเงินเข้า ๆ ออก ๆ บัญชีได้ตลอด

    ระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือน เงินในบัญชีสำรองหายไปครึ่งนึงและเงินจากที่บ้านโอนให้เหลือไม่ถึง 2 ใน 4 ส่วน.... 

    เป็นจำนวนเงินที่เยอะมาก เยอะจนคิดว่าจะหามาคืนบัญชีให้มันสมดุลเหมือนเดิมได้ยังไง.... คราวนี้เริ่มมองหางานพิเศษทำ พยายามติดต่องานต่าง ๆ แต่ด้วยความที่เพิ่งมา และไม่มีความมั่นใจในชีวิต เราพลาดงานเยอะมากค่ะ ทั้ง ๆ ที่ถูกโทรตามให้ไปรับงานอยู่แล้ว เราก็ปฏิเสธไป 

    ที่เสียดายสุด ๆ คืองาน Staff คอนเสิร์ตของ 三代目JSB และ BIGBANG... ตอนนั้นลองยื่นสมัครไปขำ ๆ ทางนั้นโทรมาให้ลองไปคุยรายละเอียด ด้วยความกลัว เราเลยไม่ไปค่ะ บอกทาง Staff ไปว่าเราไม่ว่าง ติดเรียนเสริมในวันนั้น (จริง ๆ วันนั้นไม่มีเรียน) แต่สุดท้าย เราก็ได้รับงานอื่นมาแทน

    เราทำงานหนักมาก หนักเพราะเราได้เงินมาเยอะมากต่อการทำงาน 1 เดือน ขนาดไม่ได้ทำทุกวันเงินที่ได้ยังเยอะขนาดนี้ ไม่มีทางทำงานพิเศษแล้วได้เงินเยอะแบบนี้ที่ประเทศไทยแน่นอนค่ะ ไม่มีทางค่ะ...นอกจากนั้นเราเริ่มเหลิง ในเมื่อทำงานแล้วได้เยอะแบบนี้ เราเริ่มหางานข้างนอกค่ะ... ทำทั้งงานประจำ และงานรับมาอีกที ไปทั่วทุกสารทิศที่มีงาน ที่มีเงิน...

    และเหมือนเดิม... เราก็เอามาทุ่มกับคอนเสิร์ตและ Goods ศิลปิน...

    ด้วยความที่เราทำงานเยอะแบบนี้ แน่นอนว่ามีผลกระทบค่ะ ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่ยังถึงการเรียน และสังคม... ที่นี่เราจะมีสมาคมคนไทยค่ะ คอยช่วยเหลือกัน มีจัดงานปาร์ตี้ แต่เราเข้าร่วมแทบจะนับครั้งได้ทั้ง ๆ ที่จัดบ่อยมาก เพราะเราติดงาน... เราจะมีออแกไนซ์พกติดตัวตลอด พอทางสมาคมประกาศวันปาร์ตี้ทีไร ชนงานตลอด และเราก็ไปร่วมไม่ได้ จนทุกครั้งที่เราบอกว่าไม่ว่าง ทุกคนจะรู้ทันทีว่าเราหายไปไหน ไม่ทำงานก็คอนเสิร์ตอ่ะ มีแค่ 2 อย่าง ← อันนี้เรื่องสังคมค่ะ

    ต่อไปมาเรื่องเรียน → มีหลายครั้งที่เราเหนื่อยจากการทำงาน ตื่นไปเรียนไม่ทัน ก็ขาด ไม่ก็ขาดบางวิชา เพราะตั๋วจับมือกับศิลปินมันตรงกับคาบเรียน เรายอมขาดเรียนแล้วไปหาศิลปินค่ะ นอกจากนั้น ทำงานหนัก ไม่ได้อ่านหนังสือ แรก ๆ การสอบมันเป็นสิ่งที่เราเรียนมาแล้วจากประเทศไทย ทำให้ไม่ต้องทบทวนหนักมากก็ทำข้อสอบได้ แต่หลัง ๆ มันไม่ใช่ค่ะ มันเป็นสิ่งใหม่ สิ่งที่เรายังไม่เคยเรียน

    หนักสุดคือราว ๆ เดือนที่ 6 ที่เราไปอยู่ที่นั่นค่ะ ผลการสอบของเราต่ำกว่า "mean" .... อาจารย์ที่ปรึกษาที่นั่นเรียกคุยเลยค่ะ อาจารย์ก็รู้แหละว่าเราไปทำอะไร อีกทั้งตอนนั้นเพื่อนไต้หวันก็เข้าไปคุยด้วย เพื่อนเล่าให้อาจารย์ฟังหมดเลยว่าเราไปทำอะไรมาบ้าง ถามว่าตอนนั้นโกรธเพื่อนมั้ย คำตอบคือโกรธค่ะ โกรธมาก แต่พอมานั่งคิด ๆ อีกที ถ้าเพื่อนไม่พูดแบบนั้นออกไป เราน่าจะเละเทะมากกว่านี้

    เรื่องผลกระทบต่อร่างกาย → มีหลายครั้งที่เราทำงานมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวัน กลับมาตี 1 ตี 2 ก็อาบน้ำ นั่งอ่านหนังสือ นั่งทำงานแปลบทความของศิลปิน ไม่ได้อะไรเลยค่ะ เงินก็ไม่ได้ เสียเวลานอนอันน้อยนิด แต่เราก็ทำ เพราะเราชอบ เป็นแบบนี้อยู่หลายอาทิตย์ หลายเดือน เราเคยหลับคาอ่างอาบน้ำ...น้ำอุ่น ๆ ตามประสาประเทศนั้นค่ะ รู้ตัวอีกทีตอนเช้า แช่น้ำจนตัวเปื่อย... มีวูบในห้องน้ำด้วย ตอนนั้นเป็นหน้าหนาว แล้วมันหนาวมาก หนาวจนแข็ง เราเลยเปิดน้ำร้อน ๆ แช่ แล้วไม่คิดว่าตัวเองจะหลับค่ะ พอตื่นขึ้นมาน้ำก็ยังอุ่นอยู่ เราก็ลุกพรวดเลย ปะทะอากาศหนาวเต็ม ๆ ตอนนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองจะตายเลยค่ะ หายใจไม่ทัน หัวใจเหมือนจะหยุดเต้นเลย เซ แล้วก็นั่งลงในอ่างเหมือนเดิม ตัวอ่อนเหมือนผักเปื่อยเลยค่ะ

    นี่คิดว่าน่าจะเป็นเพราะอากาศมันเปลี่ยนแปลงฉับพลัน

    หลังจากที่อะไร ๆ รุมเร้าเข้ามาเรื่อย ๆ สุดท้าย เราคิดได้ว่า ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป อาจจะถูกเรียกตัวกลับไทยก่อนกำหนดก็เป็นได้ ก็เลยหักดิบค่ะ ขีดเส้นให้ตัวเองว่า หลังจากเดือน 6 ปี 201X จะไม่ดูคอนเสิร์ตอีกแล้ว คอนเสิร์ตของ XXX จะเป็นวงสุดท้ายที่จะดู ตั๋วคอนเสิร์ตที่อยู่หลังเดือน 6 ปี 201X เราประกาศขายไปหมดเลยค่ะ มีขายให้คนไทยด้วยกันเองด้วย... ตอนที่ประกาศขายก็ ขายไปร้องไห้ไปค่ะ คอนเสิร์ตสุดท้ายที่เราไป เราก็ทำใจไว้แล้ว แต่พอศิลปินพูดขอบคุณและแสดงไฟเปิดทัวทั้งอารีน่า น้ำตามันก็เอ่อออกมา... แต่ในเมื่อตัดสินใจไปแล้ว ก็ควรจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง

    ถ้าถามว่าเราทำตัวแบบนี้มันดีมั้ย ก่อนอื่น เราบอกเลยว่ามันไม่ดี เราไร้สติ เราใช้เงินแบบไม่คิดถึงวันข้างหน้า แต่เมื่อมองย้อนกลับไป เรากลับขอบคุณวันเวลาในช่วงนั้น มันทำให้เราได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง เกราะป้องกันเรื่องแบบนี้ของเราแข็งแกร่งขึ้น จนตอนนี้เราควบคุมตัวเองได้ ว่าอะไรควรจ่ายให้ศิลปิน หรืออะไรควรดู ชื่นชม แล้วก็พอ....อีกอย่าง มันทำให้เราก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้ เพราะตอนที่เราอยู่ไทย เราไม่เคยทำงาน เรากลัวว่ามือของเราจะด้าน... แต่เพราะมาที่นี่ มีสิ่งที่เราต้องการ เราจึงยอมสละมือของเรา มันจะด้านก็ด้านไป ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง...

    เรามีสิทธิ์ที่จะไร้สติค่ะ แต่เมื่อไร้สติแล้ว ควรรีบหาสติให้ตัวเองโดยเร็ว และมองย้อนกลับไป เรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วเราจะได้อะไร ๆ กลับมามากกว่าที่เสียไปค่ะ...


    頑張っていれば、必ず誰かが見てくれている
    ถ้ากำลังพยายามแล้วล่ะก็ จะต้องมีใครมองดูอยู่แน่ๆ
    NAKAJIMA YUTO
    --------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in