Short Stories by Claire de LuneClaire de lune
อยู่เหย้าเฝ้าคอย
  • TW : ความรุนแรงทางภาษา / verbal violence , เลือด / blood

    ภาพหน้าปก: The Girl by the Window โดย Edvard Munch (1893)


         สองวันแล้วสินะที่ส่งต้นฉบับไป ช้าเสียจริง พวกนั้นมัวทำอะไรกันอยู่ แค่อ่านต้นฉบับแล้วเขียนจดหมายตอบกลับมันยากขนาดนั้นเทียวรึ พนันได้เลยว่าอ้ายฟิลลิปเป บรรณาธิการจอมขี้เกียจนั่น ต้องกำลังนอนเอกเขนกกับบรั่นดีในมืออยู่เป็นแน่ รู้อย่างนี้น่าจะส่งต้นฉบับไปที่อื่น พวกนี้ทำงานกันเหมือนวัวเคี้ยวเอื้อง ถ้าจะชักช้ากันขนาดนี้ ก็ไปหางานอื่นทำเสียซีวะ!

         ฉันเผยอปากกร้าน ลิ้นหนืดค่อย ๆ ไล้ไปตามริมฝีปากและควานหาแผ่นสะเก็ดที่พึ่งแข็งตัวจากการกัดครั้งก่อน พอพบเป้าหมายก็ฉากหลบให้ฟันลงมืองัดแงะออกไปให้พ้นทาง ความแสบสันราวอสุนีบาตสะท้านลงมาที่ริมฝีปากพร้อมหยดเลือดส่งรสแปร่งไปทั่ว ชินเสียแล้วล่ะ จริงอยู่ที่เจ็บ แต่ทำไปแล้วมันก็สบายใจดี ยายมาเรียข้างบ้านมักบอกฉันว่าอย่าทำอย่างนั้นพร้อมมองด้วยสายตาตำหนิราวกับฉันไปหักคอแมวของหล่อนมา ครั้งหนึ่ง ฉันค้อนหล่อนกลับ พร้อมบอกว่า เสือกไม่เข้าเรื่อง หล่อนไม่ใช่แม่ฉัน แถมหล่อนเองก็ติดนิสัยแทะเล็บตนเองเวลารอให้น้ำเดือด ว่าหากหล่อนเองเลิกนิสัยนั้นไม่ได้ก็ไม่ควรถือสิทธิ์มาบอกให้ฉันเลิกทำโน่นทำนี่ จากนั้นมา หล่อนก็ไม่เคยตำหนิฉันอีกเลย มีเพียงมองด้วยหางตาแค่ชั่ววินาที และยังคงกัดเล็มเล็บตนเองข้างกาน้ำดีบุกต่อไป

         อากาศร้อนเหลือเกิน แสงแดดยามสายลอดผ่านใบสนลงมาเสียดแทงนัยน์ตาฉัน ฤดูหนาวแสนสั้นผ่านไปได้เกือบเดือนแล้ว คนกลับมาใส่เสื้อแขนสั้นเดินกันเต็มไปหมด ผ่านไปอีกปีแล้วสินะ ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง อนาตาเซียกำลังรีบร้อนไปไหนสักที่ หล่อนร้องทักนิโคลัสพร้อมบอกด้วยรอยยิ้มชุ่มเหงื่อว่าหล่อนพึ่งได้จดหมายตอบรับเข้าทำงานที่รอมาหลายอาทิตย์ เขากล่าวแสดงความยินดีสั้น ๆ พร้อมยิ้มให้กลับไป ลิ้นรับรสเลือดฝาดอีกครั้ง ไม่ได้การแล้ว ต้องทำอะไรสักอย่าง แต่จะทำอะไรล่ะ! ติดอยู่กับบ้านแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับติดอยู่ในนรกทั้งเป็น ลมหายใจแล้ว ลมหายใจเล่า ถูกปล่อยทิ้งไปเหมือนน้ำเสียไหลลงลำคลอง สายตาเหนื่อยล้าจับจ้องผู้คนที่เดินผ่านไปมา แต่ละคนดูมีแววตามุ่งมั่นพร้อมเดินเข้าหาสิ่งที่ตนเฝ้าไขว่คว้าอยู่ เด็กคนหนึ่งเดินมากับแม่พร้อมบอกว่าวันหนึ่งในอนาคตเขาจะเป็นนักกีฬาชื่อดังให้ได้ ฉันเองก็เคยมีฝันเช่นนั้นตอนเด็กเหมือนกัน แต่ทุกวันนี้กลับรู้สึกว่าช่างไร้ประโยชน์ ป่วยการที่จะให้หัวใจชอกช้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกเมื่อรู้ว่าอย่างไรเสียวันนั้นก็คงไม่มาถึง ว่าฝันแบบนั้นเป็นเหมือนฤดูหนาวในเขตร้อน เด็กคนนั้นที่จากไปแล้วของฉันเคยเฝ้าฝันว่าจะได้สัมผัสลมหนาวสะท้านสักครั้งในหนึ่งปี แต่ลมร้อนก็พัดมาถึงโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ดวงใจสลายแหลกประหนึ่งถูกคนแปลกหน้าเหยียบย่ำของขวัญในวันคริสต์มาส แล้วในวันนั้นเด็กคนนั้นก็จากฉันไปเสียดื้อ ๆ ไม่เอาอีกแล้ว ไม่อยากเสียใครไปอีกแล้ว

         ทนดูไม่ไหวแล้ว แต่ครั้นจะขอให้นิโคลัสพากลับเข้าไปในห้องก็คร้านจะเอ่ย ฉันจึงหลับตานั่งอยู่ในสวนให้แสงแดดโลมเลียใบหน้าต่อไป หยดเหงื่อค่อย ๆ เคลื่อนไหลลงมาตามสันจมูก แต่มันกลับห้อยย้อยอยู่ที่ปลายจมูกไม่หยดลงไปเสียที หยดน้ำเล็ก ๆ นั่นทำคัดจมูกไปหมด ฉันจึงยกมือขึ้นปัดออกอย่างรำคาญใจ เสียงโคล้งเคล้งดังสนั่นลั่นออกมาจากครัวพร้อมเสียงหัวเราะแหลม เอสเธอร์ส่งเสียงหนวกหูอีกแล้ว อะไรกันนัก อ้ายเด็กผีนี่ เอะอะมะเทิ่งได้ทั้งวัน ใจนึกอยากจะว่าสั่นสอนเสียหน่อย

         'เฮ้ย! อ้ายหนู หุบปากหน่อยซีโว้ย ประเดี๋ยวก็ซัดให้เสียหรอก' ถ้าตวาดออกไปแบบนี้คงเงียบทันควันเทียว แต่พอมาคิดว่าเด็กมันก็เสียงดังอย่างนี้เป็นวิสัยและไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะพูด ฉันจึงเงียบเสีย

         เสียงหัวเราะดังออกมาจากครัวอีกระลอก

         เมื่อไหร่จดหมายจะมานะ สะเก็ดอีกแห่งหลุดออกมาจากริมฝีปาก ที่หมู่บ้านนี้ไม่มีใครรู้ว่าไปรษณีย์จะมาส่งเมื่อไหร่ ครั้งหนึ่ง ฉันเคยรอจดหมายอยู่เสียครึ่งค่อนวัน วันนั้นอากาศแจ่มใส สายลมเย็นสบายคอยพัดอารมณ์ขุ่นมัวให้จางหายไปในกลุ่มเมฆขาว แถมเจ้าดอนย่าแมวเจ้าถิ่นที่มักจะขู่ใส่ฉันประจำกลับมาคอยนัวเนียข้าง ๆ ฉันจึงคิดไปว่าวันนั้นเป็นวันดี ไปรษณีย์คงจะมาส่ง ฉันรอแล้วรอเล่าพร้อมลูบขนดอนย่าไปพลาง แม้จะเป็นแมวจร (นิโคลัสว่าไว้อย่างนั้น) แต่ดอนย่ากลับมีขนนุ่มสวยกว่าแมวตัวไหน ร่างกายไร้แผล แถมรูปร่างก็ดูอ้วนท้วนผิดวิสัย ฉันจึงเดาเอาว่าคงมีคนคอยดูคอยให้อาหารเป็นประจำกระมัง

         "แกนี่ดีจังเลยนะ ดูไม่เดือดไม่ร้อน ไม่มีเรื่องอะไรให้มานั่งกลุ้ม ไม่ต้องสนใจใคร" ฉันเอ่ยขณะเกาหูเจ้าดอนย่าพลางคิดว่าตอนนี้แม้แต่ดอนย่ายังดูจัดการชีวิตได้ดีกว่าฉันเสียอีก นึกเช่นนั้นแล้วก็รู้สึกสังเวชตนเอง หยดเลือดค่อย ๆ ผสมเคล้ากับน้ำลายในปากส่งกลิ่นเตะจมูก เจ้าดอนย่าคงจะได้กลิ่นเข้าเพราะอยู่ ๆ ก็ลุกขึ้นมาจ้องหน้าฉัน

         "ว่าไงล่ะแก จะเอาอะไร ฮึ" ฉันเอ่ยถามเจ้าของดวงตาสีฟ้าใส แต่ไม่ทันจะได้คำตอบ เล็บคมกริบก็ฝังเข้าที่กรามซ้าย

         "โอ๊ย! อ้ายแมวห่านี่!" ฉันร้องด่าพร้อมเงื้อหนังสือเตรียมจะขว้างใส่เจ้านักลอบสังหารน้อย แต่ดอนย่าก็เผ่นออกไปไกลเกินกว่าฉันจะทำอะไรได้มากไปกว่าการก่นด่าสาปแช่ง เคราะห์ยังดีที่ไม่มีแผลเพิ่ม พอหันไปมองนาฬิกาก็พบว่าใกล้จะค่ำเสียแล้ว แบบนี้ไปรษณีย์คงไม่มาแล้วกระมัง ฉันถอนหายใจแล้วจึงขอให้นิโคลัสพาฉันเข้าไปในบ้าน แต่ยังไม่ทันจะข้ามธรณีประตูดี ท้องฟ้าก็ร้องโครมครามพร้อมฝนห่าใหญ่ถล่มลงมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย สายลมเย็นสบายเมื่อตอนกลางวันกลับแปรเปลี่ยนเป็นลมมรสุมพัดสิ่งของกระจุยกระจายไปหมด คนในบ้านพากันวิ่งเก็บของเข้าที่อย่างอลหม่าน ส่วนฉันนั่งมองอย่างประดักประเดิดด้วยกายไม่สามารถจะช่วยอะไรได้มาก พลางคิดว่าคืนนี้คงเป็นคืนที่น่ากลัวทีเดียว ความคิดเรื่องจดหมายหายไปเสียสิ้น ฉันลอบมองออกไปนอกถนน หลายคนพยายามวิ่งฝ่าฝนเข้าไปยืนเบียดเสียดกันใต้ต้นหลิว ที่บัดนี้ถูกแรงลมกระชากจนแทบไม่เหลือใบ แลดูแล้วคล้ายหญิงสาวที่ร่ำไห้การจากถูกทึ้งเส้นผมอย่างไม่ใยดี บางคนยังคงเดินสบาย ๆ อย่างไม่ใส่ใจ หรือไม่ก็คงปลงเสียแล้ว

         สองชั่วโมงผ่านไป พายุยังคงปักหลักไม่อ่อนแรงลง แถมยังทวีความรุนแรงขึ้นเสียอีก ฉันเกือบจะผล็อยหลับไปแล้ว หากลมไม่พัดท่อนไม้หรืออะไรบางอย่างมากระแทกประตูจนเกิดเสียงตึงตัง ฉันพยายามจะข่มตาลง ทว่าเสียงนั้นยังคงดังไม่หยุดจนนิโคลัสต้องเดินไปตรวจดู ฉันพรึงเพริดไปเมื่อทราบว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังบานประตูนั่นไม่ใช่ท่อนไม้ แต่กลับเป็นนายไปรษณีย์ที่เปียกปอนไปตั้งแต่เส้นผมถึงรองเท้าบู๊ตมันขลับ เขาดึงจดหมายใบหนึ่งออกมาจากย่ามกันน้ำ

         "จดหมายถึงคุณจันทรา" เขาพูดอย่างไร้อารมณ์ เมื่อได้ยินดังนั้น นิโคลัสจึงรับจดหมายมาให้ฉัน พอฉันถามนายไปรษณีย์ว่าทำไมเขาถึงได้มาในเวลาอลเวงอย่างนี้ เขายักไหล่พร้อมบอกว่า มันก็เป็นอย่างนี้เอง ฉันไม่ได้ซักไซ้อะไรอีกเพราะเห็นว่าไม่ได้ประโยชน์และคร้านจะต่อว่าให้เสียอารมณ์

         ถ้าโดนตอบปฏิเสธกลับมาจะทำอย่างไรดีนะ ฉันกัดแผลที่พึ่งตกสะเก็ดอีกครั้ง แสงแดดระอุยามบ่ายนั้นร้อนเกินจะทานทน ต้องทำอะไรสักอย่าง การอยู่เฉย ๆ นั้นทำใจฉันวุ่นไปหมด จริง ๆ ก็สบายดีอยู่หรอกที่ไม่ต้องลงแรงทำอะไร แต่ถ้ามัวอยู่เฉยอย่างนี้ ฝีมือคงไม่ถึงไหนกันพอดี และต้นฉบับคงถูกตีกลับมาเป็นแน่ พอฉันนึกถึงจดหมายตอบปฏิเสธก็ยิ่งกังวล จึงขอนิโคลัสให้พาเข้าไปในบ้าน

         แต่พอมานั่งบนโต๊ะและตั้งใจว่าจะลงมือเขียนต้นฉบับ แผ่นกระดาษขาวก็ปรากฎแต่ความว่างเปล่า ไอร้อนนอกหน้าต่างแผ่เข้ามาถึงในบ้าน ทำหยดเหงื่อซึมออกมาจากผิวหนังจนกระดาษใต้แขนย่นงอไปหมด ผิวสัมผัสของโต๊ะไม้กับแขนชุ่มเหงื่อทำฉันหงุดหงิดจนกลบความคิดใด ๆ ในหัวเสียมิด ฉันนั่งจับจ้องแผ่นกระดาษตรงหน้าอยู่นานสองนาน แต่พอไม่มีประโยคใดออกมาเป็นชิ้นเป็นอันก็รู้สึกว่าเปล่าประโยชน์ ฉันจึงเลิกเสีย กลับมานั่งกลัดกลุ้มใจอยู่เหมือนเคย

         นั่งอยู่ได้ไม่นาน ประตูไม้ก็ส่งเสียงตึงตังขึ้น ฉันหันขวับไปทางหน้าบ้านในขณะที่เอสเธอร์วิ่งไปเปิดประตู นายไปรษณีย์ในรองเท้าบู๊ตคู่เดิมยืนค้นย่ามอยู่พักหนึ่ง แล้วจึงดึงจดหมายออกมา

         "จดหมายถึงคุณนิโคลัส" เขาเอ่ยด้วยสุ้มเสียงไร้อารมณ์เช่นเคย แล้วจึงยื่นจดหมายให้ยายหนู

         "ไม่มีของฉันหรือ" ฉันถามเขา

         นายไปรษณีย์เอ่ยตอบฉันโดยไม่ชายตามอง "ก็มีแค่นี้แหละ"

         ฉันมองไปที่กระดาษว่างเปล่าที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ หยดเลือดส่งรสฝาดเคล้าไปทั่วปาก

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in