fromJapan พาเที่ยว 47 จังหวัดแห่งแดนอาทิตย์อุทัยfromjapan.th
จังหวัดอาคิตะ ข้าว สาเก และน้องหมา~
  • บทนำ : ไปเที่ยว 'จังหวัดอาคิตะ' กันเถอะ!

    จังหวัดอาคิตะ (Akita Prefecture) ตั้งอยู่ในภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku Region) ซึ่งเป็นอาณาเขตตอนเหนือของเกาะฮอนชู ทางทิศตะวันตกของจังหวัดเป็นพื้นที่ชายฝั่งติดกับทะเลญี่ปุ่น (Sea of Japan) ทางทิศตะวันออกมีเทือกเขาโอ (Ōu Mountains) ที่ทอดตัวยาวไปจนถึงจังหวัดอิวาเตะ

    เพียงเกริ่นข้อมูลทางภูมิศาสตร์มาประมาณนี้ เราก็รับรู้ได้ถึงธรรมชาติอันแสนอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดอาคิตะแล้ว แถมพื้นที่ประมาณ 11% ของจังหวัดยังเป็นอุทยานแห่งชาติด้วย จึงไม่ค่อยน่าแปลกใจเท่าไหร่ที่เราจะได้เห็นผลผลิตทางการเกษตรคุณภาพเยี่ยมจากสถานที่แห่งนี้ โดยเฉพาะข้าวญี่ปุ่นเนี่ยยืนหนึ่งในโลกหล้า! นอกจากนี้ คำว่า Akita (秋田) ยังมีความหมายว่า ข้าวเปลือกในฤดูใบไม้ร่วง อีกด้วย

    ในเมื่อข้าวอาคิตะยังอร่อยได้ขนาดนี้ แล้วผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวอย่างสาเกของจังหวัดนี้ล่ะ...จะอร่อยขนาดไหน!? ถ้าอยากรู้ก็ต้องไปลองกันเองนะเออ -.,-

    อีกหนึ่งประเด็นที่จะกล่าวข้ามไปไม่ได้เลยหากพูดถึงจังหวัดอาคิตะ ก็คือน้องหมาพันธุ์อาคิตะ!

    อาคิตะอินุ (Akita Inu) เป็นสุนัขสายพันธุ์ญี่ปุ่นดั้งเดิมของ 'จังหวัดอาคิตะ' เดิมทีอาคิตะอินุนั้นเป็นสุนัขที่เลี้ยงไว้เพื่ออารักขาองค์จักรพรรดิ หรือเลี้ยงเพื่อล่าสัตว์ต่างๆ ตลอดจนใช้ในการต่อสู้เพื่อความบันเทิง พออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลายๆคนอาจไม่คุ้นชินกับคำว่าหมาชนกันสักเท่าไหร่ใช่ไหมล่ะ? แต่นั่นก็เป็นเรื่องจริงที่ว่าเคยมีกิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นในอดีตค่ะ

    แต่ในปัจจุบันก็มีกฎหมายที่ออกมาคุ้มครองน้องแล้วเหมือนกัน กล่าวคือห้ามจัดการประลองสุนัขโดยเด็ดขาด และในปี 1931 อาคิตะอินุก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์คุ้มครอง อันเกิดจากแรงผลักดันและความพยายามของเหล่าคนรักอาคิตะอินุนั่นเอง

    ที่มา : https://www.pinterest.com/pin/271623421246260478/

    นอกจากเจ้าอาคิตะอินุจะมีหน้าตาและรูปร่างที่แสนน่ารักแล้ว อุปนิสัยของน้องก็น่ารักไม่แพ้หน้าตาเลยล่ะ เชื่อว่าคนที่เคยดูภาพยนตร์เรื่อง Hachi : A Dog’s Tale จะต้องรับรู้ถึงความซื่อสัตย์ของเจ้าฮาจิซึ่งเป็นสุนัขพันธุ์อาคิตะอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นภาพยนตร์ดังกล่าวก็สร้างจากเรื่องจริงด้วย

    ถ้าใครอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม ก็คลิกลิงก์นี้ได้เลยนะ >> Click Here!

    เอาล่ะ! เกริ่นมาพอหอมปากหอมคอแล้ว เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าว่า 'จังหวัดอาคิตะ' แห่งนี้มีที่ไหนน่าเที่ยวบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ~

    แต่ก่อนจะเข้าสู่เนื้อความหลัก เราขออนุญาตให้เครดิตกับทีมงานคุณภาพ fromJapan ที่สร้างสรรค์ผลงานดีๆแบบนี้มาโดยตลอด และถ้าหากเพื่อนๆอยากอ่านบทความที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลและความรู้แบบนี้ ก็สามารถไปตำกันได้ที่ Official Website: fromJapan.info กันได้เลย~!

     

    วิธีการเดินทาง

    ก่อนที่เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับสถานที่น่าเที่ยวในอาคิตะนั้น เราได้นำวิธีการง่ายๆในการเดินทางไปเที่ยวอาคิตะมาฝากทุกคนด้วย (ว่าแต่การเดินทางในญี่ปุ่นมันเคยง่ายด้วยเหรอ 555)

    เอาล่ะ! เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาแจงแถลงความกันเลยดีกว่าเนอะ~


    โดยเครื่องบิน

    จากซัปโปโร

    • New Chitose Airport —> Akita Airport ใช้เวลาประมาณ 70 นาที

    จากโตเกียว

    • Haneda Airport —> Akita Airport ใช้เวลาประมาณ 70 นาที
    • Haneda Airport —> Odatenoshiro Airport ใช้เวลาประมาณ 80 นาที

    จากนาโกย่า

    • Chubu Centrair International Airport —> Akita Airport ใช้เวลาประมาณ 80 นาที

    จากโอซาก้า

    • Itami Airport —> Akita Airport ใช้เวลาประมาณ 80 นาที

    สำหรับการเดินทางขาออกจากสนามบินอาคิตะไปยังพื้นที่ส่วนต่างๆของ 'จังหวัดอาคิตะ' ก็สามารถทำได้ดังนี้ค่ะ

    ไปอาคิตะตอนเหนือ

    • นั่งรถ Limousine Bus จากสนามบิน Akita Airport ไปลงที่สถานี Akita Station โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที จากนั้นให้นั่งรถไฟ JR Ou Main Line Rapid Express ไปลงที่สถานี Odate Station โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที
    • Route : Akita Airport —> Akita Station —> Odate Station

    ไปอาคิตะตอนกลาง

    • นั่งรถ Limousine Bus จากสนามบิน Akita Airport ไปลงที่สถานี Akita Station โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที
    • Route : Akita Airport —> Akita Station

    ไปอาคิตะตอนใต้

    • นั่งรถบัส Akita Airport liner – Misato จากสนามบิน Akita Airport ไปลงที่สถานี Kariwano Station จากนั้นให้นั่งรถไฟ JR Ou Main Line ไปลงที่สถานี Omagari Station
    • Route : Akita Airport —> Kariwano Station —> Omagari Station
    • *ต้องจองล่วงหน้าก่อน 1 วัน


    โดยรถไฟชินคันเซ็น

    จากมิยากิ

    • Sendai Station —> Akita Station ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 15 นาที โดยรถไฟ Shinkansen Super Express

    จากโตเกียว

    • Tokyo Station —> Akita Station ใช้เวลา 3 ชั่วโมง 45 นาที โดยรถไฟ Shinkansen Super Express

     

    สถานที่ท่องเที่ยวประจำจังหวัดอาคิตะ

    1. พิพิธภัณฑ์มังงะโยโกเตะมาสึดะ (Yokote Masuda Manga Museum)

    ที่มา : http://manga-museum.com
    ที่มา : http://manga-museum.com

    รู้หมือไร่? (หรือไม่!) ว่าพิพิธภัณฑ์มังงะแห่งแรกของญี่ปุ่นอยู่ที่ 'จังหวัดอาคิตะ'

    ที่มา : http://manga-museum.com
    ที่มา : http://manga-museum.com

    เราเชื่อว่าผู้ที่ชื่นชอบอนิเมะและมังงะจะต้องอยากมาเยือน พิพิธภัณฑ์มังงะโยโกเตะมาสึดะ (Yokote Masuda Manga Museum) ให้ได้สักครั้งอย่างแน่นอน เพราะนอกจากสถานที่แห่งนี้จะใช้จัดแสดงภาพลายเส้นการ์ตูนของศิลปินชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติแล้ว ที่นี่ก็ยังเป็นสถานที่จัดเก็บผลงานมังงะต้นฉบับของศิลปินดังๆที่ใหญ่ที่สุดด้วย กล่าวคือจัดเก็บผลงานไว้ถึง 230,000 ชิ้นเลยทีเดียว! อีกทั้งยังมีมุมคาเฟ่ธีมมังงะด้วยนะ

    สำหรับพื้นที่ที่เปิดให้บริการก็มีอยู่ 11 ส่วนด้วยกันค่ะ

    1. General Information and Counter หรือเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ความพิเศษของพื้นที่ตรงนี้ก็คือกำแพงขนาด 70 ตารางเมตรที่ใช้จัดแสดงผลงานน่ะสิ เรียกได้ว่าเป็นประตูสู่โลกมังงะที่อลังการงานสร้างมากเลยทีเดียว
    2. Cartoon Cultural Exhibition Room ห้องนิทรรศการนี้เป็นโซนจัดแสดงบทสัมภาษณ์ของนักเขียนการ์ตูน รวมถึงรีวิวของเหล่านักอ่าน ซึ่งถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของ Cartoon infographic
    3. Permanent Exhibition Room เรียกว่าเป็นห้องที่มีไว้เพื่อจัดแสดงประวัติศาสตร์ของมังงะเลยก็ว่าได้ เพราะที่นี่มีการจัดแสดงความเป็นมาของการ์ตูนตั้งแต่เริ่มเปิดเรื่องจนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว แถมวิธีการจัดแสดงก็น่าประทับใจด้วย โดยเราจะเห็นต้นบีชที่ตั้งอยู่ตรงกลางห้องและระเบียงเหล็กลายต้นบีช ซึ่งคอนเซ็ปต์นี้เป็นการสื่อความว่า พวกเราต่างก็เติบโตมากับมังงะ นั่นเอง
    4. Manga Kura Exhibition Room ห้องนี้เป็นส่วนที่จัดแสดงผลงานต้นฉบับมังงะก่อนนำไปตีพิมพ์ นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ที่ใช้เก็บรักษาผลงานด้วย
    5. Manga Library โซนนี้เป็นสวรรค์ของคนรักมังงะอย่างแท้จริง! เพราะนี่คือห้องสมุดมังงะที่จุหนังสือไว้มากกว่า 25,000 เล่ม! เชื่อว่าเราจะต้องหามังงะเล่มโปรดของเราเจอแน่ๆ และถึงแม้ว่ามังงะที่นี่จะไม่ได้เปิดให้เช่า แต่เราก็สามารถเข้าไปอ่านกันฟรีๆได้นะ
    6. Name Word Road แกลเลอรีเล็กๆที่จัดแสดงวลีเด็ดจากมังงะที่น่าจดจำโดยเฉพาะ!
    7. Special Exhibition Room ห้องนี้เป็นห้องสำหรับนิทรรศการที่จัดแสดงชั่วคราว โดยเราสามารถเข้าชมผลงานพิเศษของศิลปินชื่อดังได้ที่นี่ และเนื่องจากว่าเป็นการจัดแสดงชั่วคราว เราจึงต้องเช็กช่วงเวลาให้ดีด้วย เพื่อที่เราจะได้ชื่นชมผลงานของศิลปินคนโปรดได้ชัวร์ๆนั่นเอง (ถ้าต้องการเข้าชมต้องซื้อตั๋วด้วยนะ)
    8. Cartoon Cafe คาเฟ่แห่งนี้เป็นโซนที่ควรค่าแก่การไปโดนมากเลยล่ะ! เพราะในเมื่อคาเฟ่นี้ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์มังงะ เขาก็ต้องคงคอนเซ็ปต์มังงะไว้สิ! นอกจากผนังของร้านจะตกแต่งด้วยภาพการ์ตูนสุดคลาสสิกแล้ว บนโต๊ะเองก็มีลายพิมพ์การ์ตูนด้วยนะ ที่น่าประทับใจอีกอย่างก็คือโซฟาทรง speech bubble หรือ ช่องคำพูดในหนังสือการ์ตูน ซึ่งให้ฟีลการ์ตูนสุดๆ และที่พิเศษกว่านั้นก็คือเมนูเครื่องดื่มและอาหารที่เหมือนหลุดออกมาจากในอนิเมะ! อย่างออมเล็ต ข้าวแกงกะหรี่ หรือข้าวปั้น นอกจากนี้ยังที่คาเฟ่ยังทำลาเต้อาร์ตลายการ์ตูนให้ได้ด้วยนะ ถ้าได้ทานพร้อมๆกับดูอนิเมะเรื่องโปรดไปด้วย ก็คงฟินมากๆเลยนะว่าไหม ^O^
    9. Museum Shop มาถึงพิพิธภัณฑ์มังงะทั้งทีจะไม่มีอะไรติดไม้ติดมือกลับบ้านได้ยังไง! ดังนั้นเตรียมกระเป๋าสตางค์ของคุณเอาไว้ให้ดี เพราะสินค้าที่จำหน่ายในนี้มันพิเศษจริงๆนะ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ โปสการ์ด กระเป๋า หรือเข็มกลัด ทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่น่าพากลับบ้านทั้งนั้นเลยค่ะ ><
    10. Workshop Room ห้องที่ช่วยสานฝันคนที่อยากลองเป็นนักวาดการ์ตูนดูสักครั้ง! โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในห้องเวิร์กชอปแห่งนี้คือการได้ลองวาดรูประบายสีภาพจากการ์ตูนเรื่องโปรดของเรา นอกจากนี้เรายังได้รับคำแนะนำดีๆจากเมนเทอร์มืออาชีพอีกด้วย สำหรับคนที่สนใจเวิร์กชอปวาดรูปที่นี่ สามารถซื้อตั๋วราคา 300 เยนได้ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ชั้น F1 ค่ะ
    11. Convention Hall เป็นหอประชุมที่สามารถจุคนได้ประมาณ 500 ที่นั่ง โดยฉากของเวทีสีแดงก็มีรูปตัวละคร Sampei Mihira จากมังงะเรื่อง Tsurikichi Sanpei ผลงานของนักเขียนการ์ตูนชื่อดังอย่าง ทาคาโอะ ยางุจิ (Takao Yaguchi) ด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์มังงะโยโกเตะมาสึดะ (Yokote Masuda Manga Museum)

    วิธีเดินทาง

    • นั่งรถไฟ JR สาย Iwaigawa Line หรือ Yokote Line หรือ Oyasu Line ไปลงที่สถานี Jumonji Station จากนั้นให้ขึ้นรถประจำทางไปลงที่ป้าย Masuda Kurano-eki โดยใช้เวลา 8 นาที แล้วเดินต่อไปอีกประมาณ 10 นาทีก็จะถึงที่หมาย

    วันและเวลาทำการ

    • 10:00 - 18:00 น. (ต้องเข้าชมก่อนเวลาปิดครึ่งชั่วโมง)
    • หยุดทุกวันอังคารที่ 3 ของเดือน หากวันดังกล่าวตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์ พิพิธภัณฑ์จะปิดทำการในวันถัดไป

    เว็บไซต์


    2. ฟาร์มสุนัขพันธุ์อาคิตะ โนชิโระ โคจูโซ (Noshiro Kojuso)

    ที่มา : https://noshirokojuso.com

    มาถึงอาคิตะทั้งที ก็ต้องไปเล่นกับน้องหมาอาคิตะด้วยสิ~

    แม้ว่าจะมีสถานที่หลายแห่งที่เราสามารถไปเล่นกับเจ้าหมาอาคิตะอินุได้ ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์สุนัขอาคิตะ (Akita Inu Museum) สวนสาธารณะเซ็นชู (Senshu Park) หรือฟุราซาวะออนเซ็น (Furasawa Onsen) แต่สำหรับบทความนี้เราจะมาแนะนำฟาร์มสุนัขอาคิตะ โนชิโระ โคจูโซ (Noshiro Kojuso) กันค่ะ

    ที่มา : https://noshirokojuso.com

    โนชิโระ โคจูโซ (Noshiro Kojuso) เป็นฟาร์มน้องหมาอาคิตะที่นอกจากจะเป็นสถานอนุรักษ์สุนัขพันธุ์อาคิตะแล้ว ที่นี่ยังมุ่งเน้นเรื่องการให้ความรู้กับคนทั่วไปในเรื่องของเจ้าสุนัขอาคิตะอินุด้วย และที่ยิ่งไปกว่านั้น น้องหมาอาคิตะของที่นี่ยังได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดีเสียด้วย เรียกได้ว่าทั้งน่ารัก ฉลาด แสนรู้จริงๆ

    และเหตุผลที่เราอยากให้ทุกคนมาที่นี่ ก็เป็นเพราะว่าฟาร์มแห่งนี้มีกิจกรรมเดินเล่นกับน้องหมาอาคิตะด้วยค่ะ เชื่อว่าทุกคนจะต้องตกหลุมรักเจ้าหมาตัวใหญ่ ขนนุ่มฟู และแสนใจดีอย่างเจ้าอาคิตะอินุกันแน่ๆ

    ข้อมูลเกี่ยวกับฟาร์มสุนัขพันธุ์อาคิตะ โนชิโระ โคจูโซ (Noshiro Kojuso)

    วิธีเดินทาง

    • นั่งรถไฟ JR สาย Gono Line ไปลงที่สถานี Noshiro Station จากนั้นขึ้นแท็กซี่ต่อไปยังฟาร์มสุนัข โดยจะถึงที่หมายภายในเวลาประมาณ 10 นาที

    ติดต่อ

    • 090-2020-1486

    เว็บไซต์


    3. โรงงานหมักเหล้าอาซากุระ (Azakura Sake Brewery)

    ที่มา : https://www.jizake.com

    ดังที่ได้กล่าวไปในพาร์ตบทนำว่า จังหวัดอาคิตะ นั้นเป็นแหล่งผลิตข้าวชั้นนำของญี่ปุ่น ซึ่งข้าวที่ดีก็จะกลายไปเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวที่ดีด้วย ดังนั้นข้าวอาคิตะจึงเป็นที่มาของสาเกชั้นเยี่ยมอย่าง สาเกของโรงงานหมักเหล้าอาซากุระ นั่นเอง

    โรงงานหมักเหล้าอาซากุระ (Azakura Sake Brewery) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1886 บนพื้นที่ที่มีหิมะตกหนักในฤดูหนาวอย่างเมืองโยโกเตะ (Yokote)

    สำหรับสาเกของโรงงานอาซากุระนั้น ความพิเศษจะอยู่ที่วิธีการกลั่นสาเกแบบ Akita Style Kanjokomi หรือ กระบวนการหมักช้าที่อุณหภูมิต่ำ (Low-temperature slow fermentation process) กล่าวคือเขาจะนำข้าวอาคิตะมาหมักและกลั่นในช่วงฤดูหนาว

    อนึ่ง ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นสภาพอากาศของเมืองโยโกเตะจะหนาวเย็นและมีหิมะตกค่อนข้างหนัก แถมเนื้ออากาศยังมีความบริสุทธิ์สูงอีกด้วย โรงงานจึงใช้ประโยชน์จากจุดนี้ในการสร้างห้องกลั่นเหล้าที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหิมะ เพื่อให้ธรรมชาติที่แสนยิ่งใหญ่เป็นตัวควบคุมสภาวะในการกลั่นสาเกนั่นเอง

    ที่มา : https://www.sakaya1.com

    สำหรับรสชาติของสาเกที่ได้จากการกลั่นเย็นนั้นก็ยอดเยี่ยมอย่างไม่ต้องการคำอธิบาย ว่ากันว่าใครที่ได้ลิ้มลองเป็นต้องฟินไปกับกลิ่นอันหอมหวนและรสชาติอันแสนกลมกล่อมอย่างแน่นอน!

    ข้อมูลเกี่ยวกับโรงงานหมักเหล้าอาซากุระ (Azakura Sake Brewery)

    วิธีเดินทาง

    • นั่งแท็กซี่จากสถานีรถไฟ JR Yokote Station โดยใช้เวลาประมาณ 7 นาที

    ติดต่อ

    • 0182-32-0126

    เว็บไซต์


    4. วัดไดริวจิ (Dairyuji Temple)

    ที่มา : https://www.tripadvisor.com/

    วัดไดริวจิ (Dairyuji Temple) เป็นวัดพุทธนิกายเซนที่มีประวัติยาวนานกว่า 450 ปี (ก่อตั้งเมื่อปี 1555 - 1558) ตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้ของภูเขาโอ (Ou Mountain) ในคาบสมุทรโอกะ (Oga Peninsula) ภายในวัดนั้นมีอาคารอยู่ด้วยกันทั้งหมด 7 หลัง ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบแสนสงบ เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะกับคนที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในชีวิตมาก

    สำหรับคนที่อยากเข้าร่วมกิจกรรมฟื้นฟูจิตใจด้วยวิถีเซนก็สามารถสมัครได้นะ ในโปรแกรมจะมีกิจกรรมดีๆที่ทำให้จิตใจเราสงบขึ้นมากมาย เช่น โยคะ การนั่งสมาธิแบบเซน นอกจากนี้เรายังได้รับประทานอาหารญี่ปุ่นแบบมังสวิรัตอีกด้วย แถมมีขนมและน้ำชาเสิร์ฟให้ตลอดทั้งคอร์ส สำหรับคนที่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะทางวัดมีล่ามคอยอธิบายเป็นภาษาอังกฤษให้ค่ะ

    • ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ >> Click Here!
    ที่มา : https://www.tripadvisor.com/

    นอกจากนี้วัดไดริวจิก็มีสวนที่สวยงามและมีชื่อเสียงอยู่ด้วย โดยสวนแห่งนี้มีสระน้ำอยู่ตรงกลาง และเราสามารถมองเห็นสวนนี้ได้จากห้องน้ำชา อนึ่งห้องน้ำชาดังกล่าวยังมีชื่อเรียกว่า Rakusuitei ซึ่งแปลว่า ผ่อนคลายด้วยสายน้ำ และจากสวนแห่งนี้เราก็สามารถเห็นทิวทัศน์ของทะเลญี่ปุ่นได้อีกด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับวัดไดริวจิ (Dairyuji Temple)

    วิธีเดินทาง

    • เดินจากสถานีรถไฟ JR Oga Station โดยใช้เวลาประมาณ 5 นาที

    วันและเวลาทำการ

    • เดือนเมษายน - ตุลาคม : 8:00 - 16:30 น.
    • เดือนพฤศจิกายน - มีนาคม : 8:00 - 16:00 น.

    เว็บไซต์


    5. ศาลเจ้าอาคากามิ (Akagami Shrine Goshado)

    ที่มา : https://img.triplisher.com

    ศาลเจ้าอาคากามิ (Akagami Shrine Goshado) นับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดอาคิตะที่เราอยากให้ทุกคนไปโดนกันค่ะ ก่อนจะเข้าเรื่อง เรามีตำนานสนุกๆเกี่ยวกับศาลเจ้าอาคากามิมาฝากทุกคนด้วยค่ะ~

    มีเรื่องเล่าขานมานานนมเกี่ยวกับบันไดหินที่นำทางไปสู่ตำหนักโกะชาโดะ (Goshado) กล่าวคือเมื่อ 2,000 ปีก่อน แม่ทัพของราชวงศ์ฮั่น (Han dynasty) ได้เดินทางมายังเมืองโอกะ จังหวัดอาคิตะ พร้อมกับค้างคาว 5 ตัว โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าแท้จริงแล้วค้างคาวทั้ง 5 ตัวนั้นคือปีศาจจำแลงกายมา โดยปีศาจเหล่านี้ก็คือเหล่าบริวารที่แสนซื่อสัตย์ของแม่ทัพนั่นเอง ในทุกๆวันเจ้าพวกปีศาจจะอยู่ภายใต้การดูแลของแม่ทัพอย่างเข้มงวด แต่มีเพียงวันเดียวที่พวกมันจะได้ทำอะไรตามใจชอบ นั่นก็คือวันปีใหม่

    เมื่อวันปล่อยผีที่มีอยู่เพียงวันเดียวมาถึง เจ้าพวกปีศาจจึงเลือกที่จะออกอาละวาดไปทั่ว รวมถึงขโมยข้าวของในคลังเสบียงของหมู่บ้านละแวกนั้น แถมยังลักพาตัวลูกสาวของคนในหมู่บ้านอีกด้วย เรียกได้ว่าพวกมันเป็นตัวแสบเลยทีเดียว

    การกระทำของพวกปีศาจสร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก จนผู้ใหญ่บ้านต้องออกมาแก้ไขปัญหาด้วยการยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจให้กับเหล่าปีศาจ โดยมีเนื้อความว่า

    หากพวกเจ้าสามารถสร้างบันไดหิน 1,000 ขั้นให้เสร็จภายในคืนนี้ พวกเราจะยกลูกสาวให้พวกเจ้า 1 คนต่อ 1 ปี แต่ถ้าหากพวกเจ้าทำไม่ได้ ก็ขอจงอย่าลงมาที่หมู่บ้านของพวกเราเสีย

    ทันทีที่ผู้ใหญ่บ้านพูดจบ เหล่าปีศาจก็ตอบรับข้อเสนอทันที พร้อมกับลงมือสร้างบันไดหินอย่างขะมักเขม้น แต่พอพวกมันสร้างจนถึงขั้นที่ 999 แล้ว กลับมีเสียงขันของไก่ตัวผู้ดังขึ้น! อันเป็นสัญญาณบอกว่าถึงยามรุ่งสางแล้ว ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าเวลาหนึ่งคืนได้หมดลงไปด้วย จึงได้บทสรุปว่าเหล่าปีศาจไม่สามารถทำตามข้อเสนอได้ พวกมันจึงเดินคอตกกลับเข้าป่าไป โดยหารู้ไม่ว่าเสียงไก่ขันนั้นไม่ใช่เสียงไก่ แต่เป็นเสียงคนที่กู่ร้องเลียนแบบเสียงไก่ต่างหาก! (สงสารปีศาจนะคะ 555)

    StreetVJ / Shutterstock

    ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เหล่าปีศาจก็ไม่เคยมาเหยียบที่หมู่บ้านแห่งนี้อีกเลย จนชาวบ้านต่างก็รู้สึกเหงาไปตามกันๆ และทางออกที่ดีที่สุดของความเหงาในเวลานั้นคือ จะต้องมีคนแต่งตัวเป็นปีศาจไปเดินรอบหมู่บ้านในวันปีใหม่แทน จึงเป็นที่มาของ ตำนานปีศาจนามาฮาเกะ (Namahage) แห่งศาลเจ้าอาคากามินั่นเอง!

    สำหรับคนที่เคยดูอนิเมะเรื่องรีบอร์น (Katekyo Hitman Reborn!) ก็จะนึกออกทันทีว่าเจ้าปีศาจนามาฮาเกะตัวนี้คือคาแรกเตอร์ที่ฮารุชอบนำมาแต่งคอสเพลย์

    ที่มา : https://www.tripadvisor.com
    ที่มา : https://oganavi.com

    ด้วยความที่บันไดหิน 999 ขั้นนั้นสร้างเสร็จภายในคืนเดียว ขั้นบันไดจึงไม่ค่อยมีความปราณีตสักเท่าไหร่ เวลาเดินก็ต้องระมัดระวังกันด้วยล่ะ

    นอกจากนี้แล้ว ยังมีเรื่องเล่าอีกว่าในขณะที่ปีศาจทั้งห้าเดินกลับเข้าไปในป่านั้น ปีศาจตัวหนึ่งในแก๊งห้าปีศาจก็ควบคุมความโกรธเอาไว้ไม่อยู่ มันกระชากเอาต้นสนซีดาร์กลับมาด้วย โดยไม้สนซีดาร์ที่มีอายุไม่ต่ำกว่าพันปีนี้ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในศาลเจ้าอาคากามิ โดยตั้งอยู่ในอาณาเขตของตำหนักโกะชาโดะ

    สำหรับตำนานของศาลเจ้าอาคากามินั้นก็ยังมีอีกหลายเวอร์ชั่น แตกต่างกันไปตามความเชื่อของผู้เล่า บ้างก็ว่าวิญญาณของปีศาจนามาฮาเกะทั้งห้าได้ถูกสะกดไว้ที่ศาลเจ้าแห่งนี้ บางคนก็เล่าว่านี่เป็นศาลเจ้าของเทพสีแดงแห่งโอกะ (Red God of Oga) ซึ่งเดิมทีเป็นวิญญาณของแม่ทัพราชวงศ์ฮั่นนั่นเอง

    ที่มา : https://www.tripadvisor.com
    ที่มา : https://www.tripadvisor.com

    นอกจากนี้ยังมีจุดที่น่าสนใจอย่างบ่อน้ำลี้ลับที่มีชื่อว่า Mitarai no Ike ซึ่งเขาเชื่อกันว่าบ่อน้ำแห่งนี้สามารถบอกอายุขัยของผู้ที่แอบมองลงไปยังก้นบ่อได้

    ข้อมูลเกี่ยวกับศาลเจ้าอาคากามิ (Akagami Shrine Goshado)

    วิธีเดินทาง

    • นั่งรถบัสจากสถานีรถไฟ JR Oga Station โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที

    เว็บไซต์


    6. พิพิธภัณฑ์ศิลปะอาคิตะ (Akita Museum of Art)

    ที่มา : https://www.japan-guide.com

    พิพิธภัณฑ์ศิลปะอาคิตะ (Akita Museum Of Art) ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 โดยปรับปรุงจากสถานที่เดิมซึ่งมีชื่อว่า Prefectural Museum Of Art ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการจัดแสดงผลงานในคอลเลกชั่น Masakichi Hirano Art Foundation ของสึงุฮารุ ฟุจิตะ (Tsuguharu Foujita) ศิลปินชาวญี่ปุ่นเชื้อสายฝรั่งเศส (1886-1968) โดยศิลปินท่านนี้มีชื่อเสียงอย่างมากในสายงานสไตล์ Western Style Painter ที่ใช้สีหมึกญี่ปุ่นในการสร้างสรรค์ผลงาน

    สำหรับการปรับปรุงครั้งนี้ ไม่เพียงแต่มีการเปลี่ยนชื่อสถานที่เท่านั้น แต่ยังมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ชาวอาคิตะทุกคนได้ชมงานศิลปะกันอย่างถ้วนทั่ว อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้ศิลปินท้องถิ่นได้จัดแสดงผลงานของตนเองในแกลเลอรีแห่งนี้ด้วย กล่าวโดยรวมคือเขาต้องการปลูกฝังให้ประชาชนมีสุนทรียภาพในด้านศิลปะนั่นเอง

    ที่มา : https://www.flickr.com/

    ส่วนคอนเซ็ปต์ของการออกแบบพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นเครดิตของคุณทาดาโอะ อันโด (Tadao Ando) สถาปนิกชื่อดังระดับโลก นี่จึงเป็นอาคารที่มีเอกลักษณ์อย่างมากเลยทีเดียวค่ะ

    บริเวณชั้นล่างสุดจะมีการจัดแสดงผลงานของคุณฟุจิตะ แล้วถ้ามองขึ้นไปก็จะเห็นบันไดเวียนและเพดานกระจกใสรูปสามเหลี่ยม สำหรับบริเวณชั้น 2 ก็จะมีคาเฟ่และร้านขายของฝาก ถ้าใครอยากชมนิทรรศการที่ชั้น 2 ก็ต้องซื้อตั๋วก่อนเข้าชมนะ

    นอกจากนี้ หากมองผ่านหน้าต่างของชั้น 2 เราก็จะเห็นวิวของสวนสาธารณะเซ็นชู (Senshu Park) ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งในเขตปราสาทอาคิตะ (Akita Castle) ด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะอาคิตะ (Akita Museum of Art)

    วิธีเดินทาง

    • เดินจากสถานีรถไฟ JR Akita Station โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที

    วันและเวลาทำการ

    • 10:00 - 18:00 น. (ถ้าเป็นช่วงเทศกาลอาจจะปิดช้ากว่าเดิม เช่นเทศกาล Kanto Festival)

    ค่าเข้าชม

    • ผู้ใหญ่ : 310 เยน
    • นักศึกษา : 210 เยน
    • นักเรียนชั้นมัธยมปลายลงไป : เข้าชมฟรี

    เว็บไซต์


    7. ทะเลสาบทาซาวะ (Lake Tazawa)

    ทะเลสาบทาซาวะ (Lake Tazawa) เป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดของญี่ปุ่น! โดยทะเลสาบแห่งนี้เกิดจากแอ่งภูเขาไฟรูปกระจาด (Caldera) ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอุทยานแห่งชาติโทวาดะ-ฮาจิมังไต (Towada-Hachimantai Nationnal Park) นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ที่เชื่อมระหว่างแหล่งออนเซ็นดังอย่างนิวโตะออนเซ็น (Nyuto Onsen) กับภูเขาอาคิตะ โกมางะทาเกะ (Mt. Akita Komagatake) ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องทัศนียภาพอันแสนงดงามและเต็มไปด้วยความเงียบสงบ

    ถ้าใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่นี่ก็อาจจะได้ยินคนท้องถิ่นเรียกทะเลสาบแห่งนี้ว่า ทะเลสาบโทวาดะ (Lake Towada) ด้วยเช่นกัน สำหรับกิจกรรมที่อยากให้ทุกคนทำก็คือการล่องเรือชมวิวนั่นเอง ซึ่งตรงนี้จะใช้เวลาประมาณ 40 นาที

    ในขณะที่ล่องเรือชมทะเลสาบนั้น เราจะเห็น ศาลเจ้าโกซาโนะอิชิ (Goza no Ishi Shrine) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของขอบทะเลสาบ ว่ากันว่าศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นในพื้นที่ของขุนนางที่เดินทางมาเยี่ยมชมทะเลสาบแห่งนี้ตั้งแต่สมัยเอโดะ และทางตะวันตกของทะเลสาบก็จะเห็นรูปปั้นหญิงสาวสีเหลืองทองซึ่งมีชื่อว่า ทัตสึโกะ (Tatsuko) อันเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของทะเลสาบทาซาวะ

    แน่นอนว่า(แทบ)ทุกสิ่งก่อสร้างของญี่ปุ่นมักจะมีที่มาเสมอ รูปปั้นทัตสึโกะก็เช่นกันค่ะ 555

    ตามตำนานเล่าว่า ทัตสึโกะเป็นสาวงามคนหนึ่งที่ได้อธิษฐานให้ความงามของตนคงอยู่ชั่วนิรันดร์ แต่แล้วคำขอของเธอก็ไปทำให้เทพองค์หนึ่งโกรธเข้า จนท้ายที่สุดเธอก็โดนสาปให้กลายเป็นมังกรอยู่ใต้ทะเลสาบแห่งนี้ แต่บางตำนานก็เล่าว่าทัตสึโกะเป็นเหมือนกับเทพที่คอยปกปักรักษาผืนน้ำของทะเลสาบแห่งนี้ด้วย

    หากใครสนใจอยากอ่านตำนานแบบเต็มๆ สามารถอ่านได้ที่หัวข้อทะเลสาบทาซาวะ (Lake Tazawa) ของบทความนี้นะคะ >> 5 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีสุดฟินที่ ‘อาคิตะ’ (Akita Prefecture)

    มาต่อกันที่รีวิวบรรยากาศของทะเลสาบทาซาวะนะคะ ทางตะวันออกของทะเลสาบจะมีป้ายรถบัส ร้านขายของ ร้านขายอาหาร ร้านเช่าจักรยาน และท่าเรือสำหรับการชมวิว ถ้าใครอยากมานั่งเรือชิลล์ๆชมความงามของทะเลสาบแห่งนี้ ต้องเช็กช่วงเวลาให้ดีด้วยนะ เพราะเขาจะเปิดกิจกรรมเฉพาะเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤศจิกายนเท่านั้น!

    ข้อมูลเกี่ยวกับทะเลสาบทาซาวะ (Lake Tazawa)

    วิธีเดินทาง

    • นั่งรถโดยสารจากสถานี Tazawa Station โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที
    • นั่งรถโดยสารจากสถานี Kakunodate Station โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที

    วันและเวลาทำการ

    • เปิดตลอดทั้งปี

    เว็บไซต์


    8. คาบสมุทรโอกะ (Oga Peninsula)

    คาบสมุทรโอกะ (Oga Peninsula) เป็นสถานที่ที่อยู่ทางทิศตะวันตกของ 'จังหวัดอาคิตะ' สำหรับนักท่องเที่ยวสายธรรมชาตินั้น เราขอแนะนำสถานที่แห่งนี้ให้คุณโดยเฉพาะเลยล่ะ เพราะคาบสมุทรโอกะเต็มไปด้วยจุดชมวิวภูเขาและวิวทะเลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหาดอุโนะซากิ (Unosaki Beach) แหลมนิวโดซากิ (Nyudozaki Cape) ภูเขากัมปุซัง (Mt. Kanpuzan) และอื่นๆอีกมากมาย

    อีกหนึ่งสถานที่ที่มีชื่อเสียงของคาบสมุทรโอกะก็คือ หินก็อตซิลล่า (The Godzilla Rock) ซึ่งตั้งอยู่บนแหลมชิโอเสะซากิ (Shiosezaki Cape) สาเหตุที่มันถูกเรียกด้วยชื่อนี้เป็นเพราะทิศทางของแสงอาทิตย์ในยามใกล้จะลับขอบฟ้า ซึ่งจะตกกระทบลงเฉพาะที่บริเวณด้านหน้าโขดหินเท่านั้น ทำให้เมื่อเรายืนอยู่บริเวณด้านหลังก้อนหินและหันหน้าไปทางดวงอาทิตย์ เราจะเห็นภาพโขดหินนี้ในลักษณะย้อนแสง ซึ่งเมื่อประกอบกับจินตนาการอันแสนล้ำเลิศ เราก็จะเห็นว่าเจ้าโขดหินนี้มีรูปร่างเหมือนก็อตซิลล่าตามรูปด้านบนค่ะ

    สำหรับสายเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ก็อย่าน้อยใจไปนะคะ เพราะตำนานปีศาจนามาฮาเกะที่ได้กล่าวไปในหัวข้อเรื่องศาลเจ้าอาคากามิก็อยู่ที่เมืองโอกะแห่งนี้ค่ะ!

    แน่นอนว่านอกจากศาลเจ้าดังกล่าวแล้ว เมืองโอกะก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย เช่น พิพิธภัณฑ์นามาฮาเกะ (Namahage Museum) ศาลเจ้าชินซัง (Shinzan Shrine) พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านโอกะชินซัง (Oga Shinzan Folklore Museum) และ พระพุทธรูปหมื่นองค์แห่งชินซัง (10,000 Buddhas Of Shinzan) และที่น่าสนใจสุดๆก็คือเทศกาลนามาฮาเกะเซโดะ (Namahage Sedo Festival) ที่จะจัดขึ้นในช่วงฤดูหนาวของทุกปี

    ข้อมูลเกี่ยวกับคาบสมุทรโอกะ (Oga Peninsula)

    วิธีเดินทาง

    • นั่งรถไฟ JR สาย Oga Line จากสถานี Akita Station ไปลงที่สถานี Oga Station โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
    • นั่งแท็กซี่จากท่าเรือ Akita Port โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที
    • ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ >> Click Here!

    เว็บไซต์


    9. นิวโตะออนเซ็น (Nyuto Onsen)

    นิวโตะออนเซ็น (Nyuto Onsen) คือย่านที่เป็นศูนย์รวมของออนเซ็นเรียวกัง (Onsen Ryokan) ซึ่งตั้งอยู่ ณ บริเวณเชิงเขาอาคิตะ-โกมางะทาเกะ (Akita-Komagatake) โดยภูเขาแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของ 'จังหวัดอาคิตะ'

    ภายในย่านนิวโตะออนเซ็นนั้นมีเรียวกังเก่าแก่อายุมากกว่า 300 ปีถึง 8 แห่งด้วยกัน ในบทความนี้เราจะยกตัวอย่างมาเพียง 2 แห่งค่ะ

    นิวโตะออนเซ็นนั้นมีชื่อเสียงเรื่อง 'น้ำพุร้อนสีน้ำนม' ที่ช่วยคลายความเมื่อยล้าและยังคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวกายอีกด้วย

    ถ้าใครวางแผนว่าจะไปเที่ยวทะเลสาบทาซาวะอยู่แล้ว ลองเพิ่มนิวโตะออนเซ็นเข้าไปด้วยก็ได้นะ เพราะเราสามารถนั่งรถบัสจากป้ายทะเลสาบทาซาวะมาลงที่นิวโตะออนเซ็นได้ โดยใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น! และที่ยิ่งไปกว่านั้น หากลองไปสำรวจรอบๆทางที่จะไปทะเลสาบ เราอาจจะเจอออนเซ็นอื่นๆที่ถูกใจอีกก็ได้นะ

    icosha / Shutterstock

    และภาพที่ทุกคนเห็นอยู่ในขณะนี้ก็คือ สึรุโนะยูออนเซ็น (Tsurunoyu Onsen) ออนเซ็นที่เก่าแก่ที่สุดในนิวโตะออนเซ็นค่ะ ออนเซ็นแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเอโดะ หรือช่วงประมาณปี 1603 - 1867 ภายในเรียวกังก็จะมีเตาผิงไอโรริ (Irori Fireplace) และมีบ่อออนเซ็นรวมขนาดใหญ่ท่ามกลางธรรมชาติด้วย สำหรับคนที่ไม่อยากแช่ออนเซ็นในบ่อรวม ที่นี่ก็มีออนเซ็นแยกชายหญิงอยู่นะ

    https://www.tripadvisor.com

    ส่วนออนเซ็นนี้มีชื่อว่า ทาเอโนะยู (Taenoyu Onsen) ซึ่งบ่อออนเซ็นรวมของที่นี่จะโดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะออนเซ็นแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำเซ็นดัตสึ (Sendatsu River) เราจึงสามารถแช่ออนเซ็นไปพร้อมๆกับชมความงามของน้ำตกได้ด้วย แต่ถ้าใครกังวลเกี่ยวกับการแช่ออนเซ็นรวม ที่นี่ก็มีบ่อออนเซ็นแยกให้ด้วยนะ

    ข้อมูลเกี่ยวกับนิวโตะออนเซ็น (Nyuto Onsen)

    วิธีเดินทาง

    • Tsurunoyu Onsen : นั่งแท็กซี่จากสถานี Tazawako Station โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที
    • Taenoyu Onsen : นั่งรถโดยสารจากสถานี Tazawako Station โดยใช้เวลาประมาณ 50 นาที

    ติดต่อ

    • Tsurunoyu Onsen : 018-74-62139
    • Taenoyu Onsen : 018-746-2740

    เว็บไซต์


    10. เมืองคาคุโนะดาเตะ (Kakunodate)

    คาคุโนะดาเตะ (Kakundate) เป็นเมืองปราสาทที่สร้างขึ้นในช่วงสมัยเอโดะ แม้ว่าปราสาทคาคุโนะดาเตะจะไม่มีให้เราเห็นอีกแล้วในปัจจุบัน แต่บ้านเรือนของเหล่าซามูไรหลายๆตระกูลและทิวแถวของต้นชิดาเระซากุระ (Shidarezakura) หรือซากุระพันธุ์ย้อย ก็ยังคงถูกรักษาไว้อย่างดีเยี่ยมเหมือนเช่นเมื่อ 400 กว่าปีที่แล้ว

    aiyoshi597 / Shutterstock 

    AndyLai / Shutterstock

    ว่ากันว่าหลังจากที่เมืองคาคุโนะดาเตะสูญเสียปราสาทไปตั้งแต่ปี 1620 ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยค่ะ เมืองนี้แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 2 เขตด้วยกัน คือเขตซามูไร (Samurai District) และเขตการค้า  (Merchant District) นอกจากนี้ เมืองคาคุโนะดาเตะเองก็เป็นตัวอย่างที่ดีในการศึกษาสถาปัตยกรรมยุคซามูไรของญี่ปุ่นด้วย

    ช่วงปลายเดือนเมษายนไปจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม เหล่าผู้คนมากมายต่างพร้อมใจกันเดินทางมาที่เมืองคาคุโนะดาเตะแห่งนี้เพื่อชื่นชมความงามของดอกซากุระ เพราะความพิเศษนี้ไม่ใช่เพียงแค่ซากุระที่ผลิบานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงฉากหลังอย่างอาคารย้อนยุคที่ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศแสนสงบนั่นเองค่ะ

    ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองคาคุโนะดาเตะ (Kakunodate)

    วิธีเดินทาง

    • เดินจากสถานี Kakunodate Station โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที

    เว็บไซต์

     

    อาหารท้องถิ่นประจำจังหวัดอาคิตะ

    แม้ว่าภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku Region) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของญี่ปุ่นจะมีอากาศเย็นกว่าแถบตอนกลาง รวมถึงพื้นที่ฝั่งตะวันออกที่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก แถมหน้าหนาวก็มักจะมีหิมะตกตลอดด้วย แต่ จังหวัดอาคิตะ ก็มีผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเยอะเลยนะ!

    ด้วยพื้นที่ฝั่งตะวันตกที่หันหน้าออกสู่ทะเลญี่ปุ่น แถมยังมีเขาไทเฮที่อยู่ตอนกลางค่อนไปทางใต้ของจังหวัด อีกทั้งยังมีแม่น้ำโอโมโนะด้วย เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติสูงมากเลยทีเดียว

    แน่นอนว่าทำเลดีๆแบบนี้ก็มักจะสร้างผลผลิตดีๆอย่างผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์เช่นกัน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จังหวัดอาคิตะจะมีของกินแสนอร่อยมากมาย ว่าแต่อาหารที่เราภูมิใจนำเสนอทุกคนนั้นจะมีอะไรบ้าง ตามมาดูกันเลยจ้า~


    1. คิริทัมโปะนาเบะ (Kiritanpo Nabe)

    อาหารขึ้นชื่อของ 'จังหวัดอาคิตะ' อย่างแรกที่เราอยากจะนำเสนอทุกคนก็คือ คิริทัมโปะนาเบะ (Kiritanpo Nabe) จานนี้นี่เอง! แต่ก่อนที่เราจะพูดถึงเมนูนี้ เราขอเท้าความไปถึงนิยามของเจ้าคิริทัมโปะกันสักหน่อย

    คิริทัมโปะ (Kiritanpo) หรือข้าวญี่ปุ่นปิ้ง เป็นอาหารท้องถิ่นประจำจังหวัดอาคิตะ มีวิธีการทำคือนำข้าวหุงสุกใหม่ๆไปโขลกจนเนื้อละเอียดเข้ากัน จากนั้นนำข้าวไปห่อบนไม้ซีดาร์ และขั้นตอนสุดท้ายก็นำไปผิงกับกองไฟตามที่เห็นในรูป

    แม้ว่าคิริทัมโปะจะสามารถกินเพียวๆได้ แต่เขาก็นิยมใส่เป็นท็อปปิ้งในหม้อไฟเสียมากกว่า (แต่สำหรับเราแล้วมันดูน่าอร่อยทั้งคู่เลย 555)

    นอกจากนี้ ผลิตผลทางการเกษตรอย่าง ข้าวอาคิตะโคมาจิ (Akitakomachi Rice) ก็นับว่าเป็นหัวใจของจังหวัดอาคิตะด้วย เพราะเป็นข้าวที่มีความเหนียว นุ่ม และอร่อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างข้าวอาคิตะโคมาจิกับข้าวญี่ปุ่นทั่วไป ก็จะเห็นว่าข้าวของอาคิตะนั้นจะมีขนาดเม็ดข้าวที่เล็กและมีน้ำหนักเบากว่า ถ้าจะทำข้าวปั้นหรือซูชิดีๆระดับพรีเมียมล่ะก็ ข้าวอาคิตะโคมาจินี่แหละคุณค่าที่คุณคู่ควรจริงๆ

    เราจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเมนูที่ทำมาจากข้าวเปล่าเฉยๆอย่างคิริทัมโปะถึงได้อร่อยล้ำขนาดนั้น เอาเป็นว่าใครมีโอกาสได้มาที่นี่ก็ต้องไปโดนกันให้ได้นะ


    2. อินานิวะอุด้ง (Inaniwa Udon)

    อินานิวะอุด้ง (Inaniwa Udon) เป็น 1 ใน 3 แบรนด์อุด้งใหญ่ของญี่ปุ่นซึ่งคิดค้นครั้งแรกที่เขตอินานิวะ (Inaniwa Area) เมืองอินาคาวะ (Inakawa)

    เอกลักษณ์ของอินานิวะอุด้งคือเส้นที่แบนบางกว่าเส้นอุด้งทั่วไป และเหนียวนุ่มกว่าเส้นโซเม็งหรือเส้นฮิยามุกิ (Hiyamugi Noodle) นอกจากนี้เขาก็นิยมรับประทานกันทั้งแบบร้อนและแบบเย็น เรียกได้ว่าจะทานแบบไหนก็อร่อย

    ถ้าใครไปเที่ยวแล้วอยากได้ของฝากเป็นอินานิวะอุด้ง ก็สามารถซื้อเส้นแห้งได้ที่ร้านขายของฝากหรือร้านสะดวกซื้อตามท้องถิ่นเลยค่ะ


    3. ปลาฮาตะฮาตะ (Hatahata)

    ปลาฮาตะฮาตะ (Hatahata) หรือเซลฟินแซนด์ฟิช (Sailfin Sandfish) เป็นอาหารประจำฤดูหนาวของจังหวัดอาคิตะ เพราะอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการอยู่รอดของปลาฮาตะฮาตะจะต้องไม่เกิน 15 องศาเซลเซียส (เอาล่ะ ประเทศไทยไม่ต้อนรับคุณแล้วแน่ๆ 555)

    ส่วนกรรมวิธีประกอบอาหารที่เหมาะกับเจ้าปลาชนิดนี้ก็คือการนำไปย่างนั่นเอง นอกจากนี้การนำไปหมัก ดอง หรือตากแห้งก็เป็นที่นิยมเช่นเดียวกัน


    4. โยโกเตะยากิโซบะ (Yokote Yakisoba)

    โยโกเตะยากิโซบะ (Yokote Yakisoba) เป็นหนึ่งในเมนูพิเศษประจำเมืองโยโกเตะ (Yokote) และความพิเศษของเมนูนี้ก็คือไข่ดาวราดโชยุนั่นเอง โดยท็อปปิ้งสุดพิเศษนี้จะมีเฉพาะที่นี่เท่านั้น นอกจากนี้ไข่ดาวแบบที่ว่านี้ก็ยังเป็นแบบ Sunny-side up รับรองได้ว่าเวลาที่ไข่แดงเยิ้มๆเคลือบเส้นยากิโซบะ รสชาติของมันจะพาทุกคนอร่อยฟินสุดๆแน่นอน


    5. ไอศกรีมบาบะเฮระ (Babahera Ice cream)

    บอกเลยว่าถ้ามาอาคิตะแล้วไม่ได้กินสิ่งนี้คือพลาดมาก เพราะไอศกรีมบาบะเฮระ (Babahera Ice Cream) มีขายเฉพาะที่อาคิตะเท่านั้น!

    คำว่า บาบะเฮระ (Babahera) มีที่มาจากคำว่า บาบะ (Baba) ที่หมายถึงคุณยาย และคำว่า เฮระ (Hera) ที่หมายถึงไอศกรีมตักทรงแบน (Ice cream Scoop) นอกจากนี้ยังเป็นไอศกรีมที่ไม่มีขายตามร้านค้าทั่วไปด้วย

    อ้าว! แล้วทีนี้เราจะไปหาซื้อได้จากที่ไหนล่ะ?

    เพียงแค่เรามองหาคุณยายที่สวมผ้ากันเปื้อนสีเหลืองสดใส หรือร่มสีเหลืองสลับชมพูบานเย็นของรถไอศกรีม เราก็จะได้กินไอศกรีมแสนอร่อยแล้ว! โดยพิกัดของบาบเฮระไอศกรีมนั้นมักจะอยู่ตามถนน ชายหาด หรืองานอีเวนต์ต่างๆ

    พออ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะมีคนสงสัยว่าทำไมคนขายจะต้องเป็นคุณยายเท่านั้น? นั่นเป็นเพราะว่าไอศกรีมบาบะเฮระนั้นเป็นสวัสดิการของญี่ปุ่นที่อยากจะให้ผู้สูงวัยมีรายได้หลังเกษียณนั่นเอง เขาจึงจัดให้ผู้หญิงไปขายไอศกรีม และผู้ชายไปขับแท็กซี่ ดูแลรักษาความปลอดภัย หรือดูแลการจราจร

    ส่วนเหตุผลที่เราอยากให้ทุกคนได้ไปลิ้มลองไอศกรีมบาบะเฮระกัน หลักๆเลยก็คือความสวยงามของไอศกรีมค่ะ ไอศกรีมทรงกุหลาบที่วางอยู่บนโคนสามารถสร้างความประทับใจให้เราได้เป็นอย่างดีเลย

    นอกจากนี้เขายังมีไอศกรีมให้เราเลือกทานหลายรสชาติเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นรสสตรอว์เบอร์รี รสกล้วย รสเลมอน และรสนม

    ใครอยากได้ช็อตเด็ดไปลงไอจี ต้องไปจัดกันนะเออ ~

    ที่มา: 10 ที่เที่ยวใน ‘จังหวัดอาคิตะ’ ที่ต้องไปโดนให้ได้สักครั้ง

    ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจได้ที่: fromJapan.info



     

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in