คิดเป็นระบบ สยบทุกปัญหาNairienroo
บทที่ 2 ความคิดเชิงระบบ (Systems Thinking)
  • เมื่อเอ่ยถึงความคิดเชิงระบบ(SystemsThinking) หลายคนคงนึกถึง หนังสือที่ชื่อว่า “The Fifth Discipline” ของ Peter M. Senge ซึ่งพูดถึงวินัยทั้ง5 ประการ ขององค์กรแห่งการเรียนรู้ (LearningOrganization) ได้แก่

    1.       Personal Mastery

    2.       Mental Models

    3.       Shared Vision

    4.       Team Learning

    5.       Systems Thinking

    แต่เหตุใดPeter M. Senge จึงตั้งชื่อหนังสือว่า The Fifth Discipline เพราะ Senge เชื่อว่า ความคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) คือ วินัยที่เป็นเสาหลักสำคัญขององค์กรแห่งการเรียนรู้ (The Cornerstone of the Learning Organization)

    Systems Thinking คือ ความคิดเชิงระบบ ที่มุ่งเน้นในการมองภาพรวมมองให้เห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ แทนที่จะมองแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งมองให้เห็นรูปแบบการเปลี่ยนแปลงแทนที่จะมองเฉพาะจุด

    จริงๆ แล้ว ความคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) เป็นเรื่องที่เราสามารถมองเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวันถ้าลองจินตนาการถึงการเติมน้ำใส่แก้วเพื่อแปรงฟัน คุณอาจจะคิดว่าก็คงไม่มีอะไร “ก็แค่เปิดก๊อกน้ำเติมน้ำใส่แก้ว” ดูเหมือนลำดับความคิดจะเป็นแบบเส้นตรง (Linear Thinking)

    แต่ในความเป็นจริงรูปแบบความคิดในสมองคุณไม่ได้เป็นเช่นนั้น ขณะที่คุณกำลังเติมน้ำนั้นสายตาคุณก็กำลังมองระดับน้ำในแก้วที่ค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นสมองคุณก็เริ่มเปรียบเทียบระดับน้ำในแก้วกับระดับน้ำที่ต้องการจากนั้นสมองคุณก็เริ่มสั่งการร่างกายให้มือขยับไปหมุนก็อกน้ำให้ค่อย ๆ ปิดลง จนปิดสนิทเมื่อระดับน้ำในแก้วขึ้นมาถึงระดับที่ต้องการจะเห็นว่ากระบวนการ “เติมน้ำใส่แก้ว” นั้น ก็เป็นตัวอย่างง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันที่ใช้ความคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) ดังแสดงในรูปที่2.1




  • รูปที่2.1ความคิดเชิงระบบในการเติมน้ำ

    เหตุใดความคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) จึงมีความสำคัญ ? ก็เพราะสิ่งต่าง ๆรอบตัวเรา รวมไปถึงตัวเราเองด้วยนั้น ล้วนมีความสัมพันธ์โยงใยที่เกี่ยวเนื่องกัน

    เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องความคิดเชิงระบบมากขึ้นเราต้องเข้าใจเสียก่อนว่า “ระบบ คือ อะไร ?” และ “ความคิด คือ อะไร ?”

    ตัวอย่างระบบที่เราสามารถมองเห็นได้ในชีวิตประจำวันได้แก่ ระบบร่างกาย (Body Systems) ซึ่งประกอบไปด้วยระบบย่อยๆ อีกหลายระบบ ได้แก่ ระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อ ระบบสืบพันธุ์ ระบบขับถ่ายระบบย่อยอาหาร ระบบหายใจ ดังแสดงในรูปที่ 2.2

    รูปที่ 2.2 ระบบร่างกาย (Body Systems)

    อีกตัวอย่างของระบบที่มนุษย์สร้างขึ้นได้แก่ ระบบรถยนต์ (Vehicle Systems) ซึ่งประกอบไปด้วยระบบย่อยๆ อีกหลายระบบ ได้แก่ ระบบเครื่องยนต์ ระบบเชื้อเพลิง ระบบเบรก ระบบระบายความร้อนระบบช่วงล่าง ระบบส่งกำลัง ดังแสดงในรูปที่ 2.3


  • รูปที่ 2.3 ระบบรถยนต์ (Vehicle Systems)

    จะเห็นได้ว่าหากลองมองไปรอบตัวเราแล้วล้วนรายรอบไปด้วยระบบต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นหรือมนุษย์คิดค้นประดิษฐ์ขึ้นมา แต่โดยทั้งหมดแล้ว สิ่งที่เรียกว่า “ระบบ” จะประกอบไปด้วย

    1.       ส่วนประกอบ (Elements)

    2.       ความเชื่อมโยง (Linkage)

    3.       กลไกการทำงาน (Mechanism)

    ในส่วนของความคิดนั้นกระบวนการคิดเกิดจากการรับรู้ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้นและกาย มาผนวกรวมเข้ากับความรู้ และประสบการณ์ที่มีอยู่ จึงเกิดเป็นความคิดขึ้นมาดังแสดงให้เห็นในรูปที่ 2.4

    รูปที่ 2.4 กระบวนการคิดของมนุษย์

    แต่ความคิดก็คือสิ่งที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถจับต้องได้ จะทำอย่างไรให้คนอื่นได้เข้าใจและสามารถร่วมคิดไปกับเราได้นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเขียนออกมาเป็นแผนภาพความคิด (Thought Model)


  • Peter M. Senge ได้นำเสนอในเรื่องพื้นฐานการเขียนแผนภาพความคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) อันประกอบด้วย

    1.      Reinforcing Loop

    คือวงจรเสริมแรง ที่ทำให้เกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หรือถดถอยอย่างต่อเนื่องขึ้นอยู่กับว่าเป็นในแง่บวกหรือในแง่ลบ ตัวอย่างเช่น ปรากฏการณ์ “ปากต่อปาก” จุดเริ่มต้นอยู่ที่การสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า เมื่อลูกค้าพึงพอใจก็จะช่วยกันบอกต่อส่งผลให้ยอดขายเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้จำนวนลูกค้าที่พึงพอใจเพิ่มขึ้นและบอกต่อกันไปเรื่อย ๆ ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังแสดงในรูปที่ 2.5

    รูปที่ 2.5 วงจงเสริมแรง (Reinforcing Loop) กรณียอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นจากกลยุทธ์ “ปากต่อปาก”

     

    2.      Balancing Loop

    คือวงจรสมดุล ที่ระบบพยายามปรับตัวเองเข้าสู่สภาวะสมดุล หรือเป้าหมายที่ต้องการตัวอย่างเช่น เวลาเราขับรถ เมื่อเราต้องการไปถึงที่นัดหมายให้ได้ทันกำหนดเราก็จะตั้งเป้าหมายขับรถที่ความเร็วเฉลี่ยที่ค่า ๆ หนึ่ง เมื่อความเร็วที่เป็นอยู่ต่ำกว่าความเร็วค่าเป้าหมายเราก็จะเหยียบคันเร่งเพื่อเร่งความเร็วให้ได้ตามค่าความเร็วเป้าหมายหลังจากนั้นก็ค่อย ๆ รักษาระดับความเร็วนั้นไว้ ดังแสดงในรูปที่ 2.6

    รูปที่ 2.6 วงจรสมดุล (Balancing Loop) กรณีต้องการทำความเร็วให้ได้ตามเป้าหมาย

    3.      Delay

    คือการหน่วงเวลา เพราะการกระทำในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ได้เกิดผลในทันที ตัวอย่างเช่น เวลาเราปรับอุณหภูมิน้ำในห้องอาบน้ำในโรงแรมเราต้องการให้ได้น้ำที่อุ่นพอดี แต่ส่วนใหญ่เราก็มักจะเร่งเปิดวาล์วน้ำร้อนแต่กว่าจะร้อนก็จะใช้เวลาสักครู่ แต่หลายครั้งเราใจร้อนเร่งไปปรับวาล์วน้ำร้อนเพิ่มขึ้นก็จะทำให้น้ำร้อนเกินพอดี เราก็ต้องปรับตำแหน่งวาล์วน้ำร้อนน้ำเย็นไปมาหลายครั้ง จนกว่าอุณหภูมิจะอุ่นพอดีอย่างที่เราต้องการ ซึ่งเป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นปรากฏการณ์การหน่วงเวลา (Delay) ที่เกิดขึ้นในระบบ ดังแสดงในรูปที่ 2.7




  • รูปที่ 2.7 วงจรสมดุลแบบหน่วงเวลา (BalancingLoop with Delay) กรณีต้องการปรับอุณหภูมิน้ำอุ่น

     

    พื้นฐานการเขียนแผนภาพความคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) ที่อธิบายมาเบื้องต้นนี้ จะเป็นแนวคิดพื้นฐานที่สำคัญที่เราจะนำไปใช้ในเรื่องวิธีการออกแบบระบบ (Systems Design) ที่เราจะกล่าวในรายละเอียดในบทที่ 3 และวิธีการวิเคราะห์ระบบ (Systems Analysis) ที่เราจะกล่าวในรายละเอียดในบทที่ 4

     

    แบบฝึกหัดท้ายบท

                จงระบุสถานการณ์ (เรื่องงาน หรือเรื่องส่วนตัว) ที่มีลักษณะปรากฏการณ์ เป็นแบบ

                1.วงจรเสริมแรง (Reinforcing Loop)

                2. วงจรสมดุล (Balancing Loop)

                3.วงจรสมดุลแบบหน่วงเวลา (Balancing Loop with Delay)

     

    “นายเรียนรู้”

    “อาจารย์บุญเลิศ คณาธนสาร”

    “วิทยากร Systems Problem Solving” และ “วิทยากร Systems Thinking”

    boonlert.alert@gmail.com

    086-7771833

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in