เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
เที่ยวกันFayathi Sorap
หอชมเมืองสมุทรปราการ
  •      สวัสดีวันทำงานวันที่สองของสัปดาห์ค่ะคุณผู้อ่าน

         หยุดไปสี่วันเป็นอย่างไรบ้างคะ รากงอกลงพื้นไปกี่มากน้อย ยัยคนเขียนนี่งอกเป็นเมตรอยู่ เผลอแปบเดียวกลับมาทำงานกันอีกแล้วนะคะ 
         ...ตั้งแต่ทำงานนี่ วันหยุดเท่าไหร่ก็ไม่พอสักที อีกตั้งสิบกว่าปีกว่าจะเกษียณแล้วได้บำนาญ เพลีย

         ถึงแม้จะยังเกษียณไม่ได้ อย่างน้อยวันหยุดก็ได้ออกไปเที่ยวนิดหน่อย พอเก็บรูปมาเป็นวอลเปเปอร์หน้าจอคอมเพิ่มได้บ้าง ก็ยังดีค่ะ :D 

         และที่นั้นก็คือ หอชมเมืองสมุทรปราการ 



         สาเหตุที่ครอบครัวเราให้ความสนใจสถานที่แห่งนี้เนื่องจาก เห็นว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่เมื่อไปเยี่ยมชมแล้ว ไม่เพียงสามารถเห็นตัวเมืองสมุทรปราการได้โดยรอบ แต่ยังมีประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับเมืองปากน้ำและอื่นๆให้ชมอีกด้วย
         ยิ่งไปกว่านั้น สามารถไปกลับในวันเดียวได้

         วันหยุดครานี้ พวกเราจึงขับรถไปสมุทรปราการกัน


         เปิดกูเกิ้ลแมปและมาตามที่กูเกิ้ลแมปสั่งเรื่อยๆ จนถึงทางเข้า แต่แล้วเราก็ขับเลยไปเพราะคนขับกะคนนั่งข้างหลังเถียงกันไม่จบ (-_-) เลยมีโอกาสขับเข้าใจกลางเมืองไปเยี่ยมชมตลาดเสียหนึ่งรอบก่อนจะวกกลับมายังจุดหมาย

     
         เมื่อขับเข้ามาแล้ว เพิ่งประจักษ์ว่า คนเยอะ และเราก็เพิ่งตระหนักว่า เราไม่ควรไปไหนมาไหนในช่วงวันหยุดยาวแบบนี้หากไม่จำเป็น
         ...เพราะทุกคนหยุดเหมือนกับเรา และทุกคนก็อยากเที่ยวเหมือนกับเรา

         ตอนแรกก็ใจตุ้มๆต่อมๆอยู่ว่าจะมีที่จอดรถหรือไม่ แต่เดชะบุญ เมื่อขับเข้ารั้วอุทยานการเรียนรู้ ซึ่งเป็นทั้งที่ตั้งของหอชมเมือง และสวนที่ีมีไดโนเสาร์อยู่หลายตัว ก็พบที่ว่างพอให้รถเข้าจอดได้พอดี
         ...แต่ขอติงสักหน่อย บริเวณที่จอดภายในรั้วแคบมากค่ะ แถมออกได้ทางเดียวอีก จะเข้าจะออกทีลำบากกันหมด


         จอดรถและเดินมายังทางเข้า ผ่านไดโนเสาร์กินเนื้อตัวเขื่องสองตัว โอ้โห ทำได้ดี ดูสมจริงทีเดียว เดินผ่านแล้วเข้ามายังอาคาร

        "สวัสดีครับ มาชมพิพิธภัณฑ์หรือมาชมวิวครับ?" ผู้ดูแลหอชมเมืองเข้ามาต้อนรับ 

         ได้ทราบจากคุณผู้ดูแลว่า ขณะนี้มีผู้เข้าชมจำนวนมาก หากจะชมพิพิธภัณฑ์ จะต้องรอถึงบ่ายโมง(13.00 นาฬิกา) แต่หากจะขึ้นไปชมวิวเพียงอย่างเดียว สามารถขึ้นไปที่ชั้นที่ 23 และ 25 ได้เลย

         "งั้นไปชมวิวอย่างเดียวแล้วกันค่ะ ไม่อยากรอ" ผู้สูงวัยใจร้อนข้างๆเรารีบบอก 

         คุณผู้ดูแลแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมว่า จริงๆหอแห่งนี้เก็บค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์และค่าเข้าชมวิวด้วย แต่เนื่องจากเพิ่งเปิดได้ไม่นาน ตลอดเดือนนี้ทั้งเดือนจึงเปิดให้เข้าชมได้ฟรี 

         "สามารถมาชมพิพิธภัณฑ์วันหลังได้ครับ แต่แค่ภายในเดือนนี้เท่านั้นนะครับที่ไม่เก็บค่าใช้จ่าย" คุณผู้ดูแลทิ้งท้าย 


         เราเดินไปยังทางขึ้นลิฟต์เพื่อไปชั้น 25 ก่อนถึงลิฟต์มีเจ้าหน้าที่ยืนแจกพวงกุญแจเป็นที่ระลึกให้ เมื่อขึ้นมาแล้วก็พบตัวอาคารออกแบบเป็นวงโค้ง สุดทางเป็นกระจกใสให้สามารถมองออกไปชมวิวภายนอกได้ ซึ่งรูปแบบของชั้น 23 และ ชั้น 25 จะคล้ายๆกัน ต่างกันตรงที่สาระที่ใส่ในแต่ละชั้น

         สำหรับชั้น 25 ซึ่งเราขึ้นไปเป็นชั้นแรก จะเป็นประวัติคร่าวๆต่างๆที่เกี่ยวกับจังหวัดสมุทรปราการ มีบอร์ดใหญ่ที่เขียนว่า "เรื่องเที่ยวเรื่องใหญ่" (นั่นมันสโลแกนเราชัดๆ) และมีรูปปั้นของพระตลอดจนเกจิอาจารย์ต่างๆ เช่นปู่เจ้าสมิงพราย, สมเด็จพุทธาจารย์โต พรหมรังสี และมีจอฉายเรื่องราวเกี่ยวกับสะพานๆหนึ่งที่ทำให้คนปากน้ำกับคนกรุงเทพฯไปมาหากันได้สะดวกยิ่งขึ้น
         
         ส่วนชั้น 23 จะเป็นจุดชมวิวอย่างเต็มรูปแบบ ตามมาตรฐานหอชมเมืองทั่วไป (ค่ะ คล้ายๆหอบรรหาร-แจ่มใส ของจังหวัดสุพรรณบุรี) มีกล้องส่องทางไกลแบบหยอดเหรียญให้ดู...อะไรก็ไม่ทราบ เพราะเราไม่ได้ใช้ แต่คนสูงวัยที่มาด้วยตื่นเต้นหยอดเหรียญดูกันใหญ่เลย (เหมือนกลับไปเป็นเป็นเด็กอีกครั้ง หุหุ) ส่วนกำแพงอีกด้านก็มีทั้งส่วนที่ปล่อยโล่งๆ และมีกำแพงบางจุดปรากฏภาพวาดของรัชกาลที่ ๙ และพระราชวงศ์ท่านอื่นๆ 
      

         เดินชมวิวถ่ายรูปจนหนำใจ พวกเราก็ลงลิฟต์กลับลงมาชั้นล่าง สมาชิกก็ไปเดินชมนกชมไม้ไปเรื่อย ส่วนเราก็เดินเก็บรูปรอบๆสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟจำลอง ซึ่งแม่บอกว่าของจริงน่ะ เป็นเส้นทางที่เก่าแก่ที่สุดเส้นทางหนึ่งของประเทศเลยนะ 
         นอกจากรถไฟก็มีไดโนเสาร์ และนอกจากไดโนเสาร์ ที่ขาดไม่ได้คือ การเก็บรูปหอชมเมืองจากเบื้องล่าง เก็บไว้ดูเป็นที่ระลึก และเป็นวอลเปเปอร์ 
         ...เรื่องเก็บรูปเป็นคอเล็คชั่นไว้เลือกเป็นวอลเปเปอร์นี่จริงจังมาก จริงจังกว่าการถ่ายรูปตัวเองอีก ด้วยรู้สึกว่าเราเห็นตัวเองทุกวันอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้มาเที่ยวที่ต่างๆได้ทุกวัน เพราะฉะนั้นไปไหน ก็ต้องเก็บรูปสถานที่ที่ไปเป็นที่ระลึกเอาไว้ก่อน (ถ่ายไม่สวยทุกรูปหรอก แต่มันต้องมีสักรูปที่ดูได้สิน่า) 

         ถ่ายรูปกันจนพอใจแล้ว เราก็อำลาสถานที่นี้ไป ด้วยความตั้งใจว่าจะมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ใหม่ในคราวหน้า 


         ขอบ่น จริงๆเราตั้งใจจะเก็บรูปด้วยกล้อง Mirrorless ยี่ห้อ Olympus ของเรา และเราก็เพิ่งเปรยกับตัวเองไปว่า ขนาด Huawei เราเอ๋อ เรายังไม่เปลี่ยนมือถือ กล้องโอลี่ของเราซึ่งยังใช้การได้ดี ยิ่งไม่มีเหตุให้เปลี่ยน
         ...ปรากฏว่า เอามาใช้วันนี้ ถ่ายอยู่ดีๆ ดับ คือพอกดเปิด มันก็เปิดนะ ปุ่มแมนนวลอะไรกดได้ แต่หน้าจอมืดสนิท ไม่แน่ใจว่าเลนส์ผิดปกติหรืออะไร เวรกรรมจริงๆ
         ยังดีที่ต่อเข้าคอมเอารูปลงเครื่องได้นะเนี่ย

         คิดอยู่นานมากว่าจะเอารูปลงดีไหม เพราะบางรูปก็ไม่สวย คิดๆไป คุณผู้อ่านน่าจะอยากเห็นว่าหอคอยและสิ่งที่เราอธิบายไปเป็นอย่างไร จึงคัดมาเป็นบางรูป...ที่พอดูได้
         ...ไอ้ที่บอกไปว่ามั่นใจน่ะ ไม่ได้มั่นใจว่าถ่ายสวยทุกรูปนะ มั่นใจว่ามีอย่างน้อย 1 รูป ที่สวย ตะหาก เหอๆ
         เราเชื่อมาตลอดว่ารูปจากกล้อง Mirrorless จะมีไฟล์ใหญ่กว่ารูปจากมือถือ ปรากฏว่า มีเฉพาะรูปที่ถ่ายจาก Olympus เท่านั้นที่เอาลงได้ รูปจากนายหัว(เหว่ย/เว่ย/whatever)คือ เกิน 2 mb หมด 

         เชิญทัศนาค่ะ


    รูปนี้ถ่ายจากในรถ มันเลยติดภาพสะท้อนในรถไปด้วย 
         

    รูปนี้ถ่ายจาก...ไม่ชั้น 23 ก็ชั้น 25 

    แฮ่!!



         สรุปว่า ที่นี่ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจที่หนึ่ง ทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯด้วย ใครสนใจก็ลองหาโอกาสแวะไปดูนะคะ


         สวัสดีค่ะ


         

         
     
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in