Life That I SeeManPiJia
เมื่อพระเอกไม่ได้ถูกสร้างด้วย“พรสรรค์” (Ft. ยอดนักปรุงโซมะ)
  •      หลังจากที่ได้ทบทวนตัวเองอย่างมากมายเกี่ยวกับเรื่องงานเขียนและการหาคอนเทนท์ที่เป็นตัวของตัวเอง ผู้เขียนก็ตัดสินใจได้ว่าตั้งแต่วันนี้จะกลับมาเริ่มงานเขียนบล็อกอย่างจริงจัง ในสถานการณ์ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเนื่องจากไวรัสโคโรน่า ผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ต้องแบกรับผลกระทบอย่างหนัก คุณพ่อคุณแม่ที่หาเช้ากินค่ำก็มีโอกาสตกงานหมดรายได้ ตนเองที่ยืนอยู่ระหว่างก่อนเรียนจบปริญญาตรีในปีสุดท้ายก็พบว่าอาจจะไม่สามารถต่อสู้กับค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในระหว่างเรียนอยู่ในประเทศเกาหลีใต้ต่อไปไหว เมื่อค้นพบว่าชีวิตตัวเองอาจจะไม่สามารถแม้แต่เรียนจบปริญญาตรีก็เหมือนไม่รู้จะเดินต่อไปทางไหน และในสถานการณ์โรคระบาดเราจะอยู่อย่างแข็งแรงได้ในทุกวันหรือไม่นั้น ก็ยังเป็นเรื่องที่ยากแม้แต่จะคาดเดา
    เมื่อคิดว่าการได้ลืมตาตื่นวันพรุ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่แน่นอนอีกต่อไป เราก็อยากจะมีชีวิตอยู่ในวันนี้ให้ได้นานและมีคุณค่ายิ่งขึ้น

         สำหรับผู้เขียนแล้ววิธีที่มีชีวิตอยู่ได้นานที่สุดก็คือการได้บันทึกประสบการณ์ ความคิด และตัวตนของตนเองผ่านทางตัวหนังสือ และมันคงจะกลายเป็นชีวิตที่มีคุณค่ามากยิ่งขึ้นถ้ามีคนได้อ่านมัน จากนี้ไปผู้เขียนจึงอยากที่นำเอาความคิด ความรู้สึกของผู้เขียนที่ได้มาในแต่ละครั้งที่ดูหนังหรือละครในแต่ละเรื่อง ความรู้สึกที่ได้จากการอ่านหนังสือแต่ละเล่ม ความหวั่นไหวจากสถานการณ์ที่ได้พบ ที่ที่ได้อยู่ คนที่ได้เจอ และหวังจะเก็บมันไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จำนวนบล็อกจะมากได้

    . . . . .

         เมื่อไฟถูกจุดแล้วอย่าได้ปล่อยให้มันดับ แม้ตอนนี้จะเป็นเวลา5ทุ่มตามเวลาของประเทศเกาหลีใต้แล้วก็ตาม ผู้เขียนก็ยังอยากจะเริ่มงานตั้งแต่วันนี้อยู่ หลังจากคิดมาทั้งวันว่าจะเริ่มเขียนอะไร ผู้เขียนก็ตัดสินใจเลือกเขียนถึงความรู้สึกที่ได้รับหลังจากชมอนิเมชั่นสัญชาติญี่ปุ่นชื่อดังเรื่อง ‘ยอดนักปรุงโซมะ食戟のソーマ’ เพื่อเป็นการให้กำลังในการใช้ชีวิตแต่ละวันกับตนเองและผู้อ่านด้วย
                                                      ยอดนักปรุงโซมะ食戟のソーマ
         ยอดนักปรุงโซมะเป็นผลงานมังงะ เขียนโดยอาจารย์ Yūto Tsukuda และออกอากาศในรูปแบบของอนิเมชั่นเมื่อปี2015 ปัจจุบันออกอากาศแล้วมากถึง5ซีซั่นด้วยกัน โดยเนื้อเรื่องเริ่มต้นที่ตัวละครเอกของเรื่อง ‘ยูคิฮิระ โซมะ’ เด็กหนุ่มม.ปลายที่มีความรักและความเก่งกาจอย่างมากในด้านการทำอาหาร แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อาจเอาชนะฝีมือการทำอาหารของ ‘ไซบะ อิจิโร่’ พ่อผู้มีนิสัยประหลาดและเป็นเชฟยอดฝีมือเหนือผู้ใด แต่เขากลับทำเพียงแค่เปิดแค่ร้านอาหารเล็กๆที่ชื่อว่า ‘ยูคิฮิระ’ และเลี้ยงดูโซมะให้เติบโตมาพร้อมกับร้านนี้ อยู่มาวันหนึ่ง หลังจากที่โซมะพึ่งกลับจากโรงเรียนก็พบว่าพ่อของเขาได้หายตัวไป ด้วยความรักที่มีต่อการทำอาหารและร้านยูคิฮิระ โซมะจึงตัดสินใจว่าต่อให้เป็นตัวเขาเองก็จะต้องเปิดร้านต่อไปให้ได้ แต่เขากลับได้รับเงื่อนไขจากพ่อว่าหากจะรับช่วงต่อร้านยูคิฮิระแล้วนั้น เขาจะต้องไปเรียนรู้และเป็นยอดฝีมือของสุดยอดโรงเรียนสอนทำอาหาร ‘โทสึกิ’ มาให้ได้ซะก่อน และเมื่อได้เข้าไปในโทสึกิเขากลับพบว่าที่นี่ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนทำอาหารธรรมดา แต่เป็นโรงเรียนที่สามารถตัดสินชะตาชี้เป็นชี้ตายของคนเป็นเชฟและยังเป็นโรงเรียนที่มีความสำคัญต่อวงการอาหารระดับโลก นั่นจึงทำให้โซมะต้องเรียนรู้และต่อสู้กับเชฟยอดฝีมือมากมายด้วยการประลองทำอาหาร อีกทั้งยังค่อยๆค้นพบเรื่องราวต่างๆในอดีตของไซบะ พ่อของเขาไปพร้อมกันอีกด้วย
          แม้ด้วยภาพที่ค่อนข้างอนาจาร ทำให้ในตอนแรกผู้เขียนเองก็ทนดูแทบจะไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นเพียงหนึ่งในอถรรสที่ได้จากความเกินจริงตามประสาอนิเมชั่นญี่ปุ่น เมื่อมองข้ามไปได้ ก็รู้สึกดีใจที่ตนเองไม่พลาดคอนเทนท์ดีๆอย่างนี้ ถึงแม้อนิเมชั่นเรื่องนี้จะได้ให้ความรู้สึกตระหนักอย่างมากในเรื่องของคุณค่าและความสำคัญของอาหารที่เราได้กินอยู่ทุกวัน และการแข่งขันของชีวิต แต่นั่นกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าอนิเมชั่นเรื่องนี้ต่างจากอนิเมชั่นแนวเอาตัวรอด(servival)เรื่องอื่นมากนัก แต่สิ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบและให้ความสนใจในยอดนักปรุงโซมะคงจะเป็นเรื่องของตัวตนของตัวละครเอก ยูกิฮิระ โซมะ ในอนิเมชั่นเรามักจะเห็นตัวละครเอกที่มีพรสวรรค์และสมรรถภาพเหนือผู้อื่น และเอาชนะในทุกการแข่งขันมาได้อย่างน่าตื่นเต้น แต่ตัวละครเอกเหล่านั้นไม่ได้รวมโซมะอยู่ด้วย แม้โซมะจะดูมีพรสวรรค์อย่างมาก และมีการพัฒนาฝีมือได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับ ‘พ่ายแพ้แทบทุกการแข่งขัน’ เขาแพ้ตั้งแต่พ่อของตัวเองยันผู้ที่ต้องประลองฝีมือด้วยกันในแต่ละครั้ง แม้แต่กับนางเอกเอง ถึงจะยังจะไม่เคยมีการประลองอย่างเป็นทางการ แต่เส้นเรื่องก็มีแนวโน้มว่าฝีมือพระเอกในปัจจุบันคงจะยังเอาชนะนางเอกผู้มีพรสวรรค์ทางด้านการลิ้มรสถึงขนาดถูกขนานนามว่าลิ้นเทพเจ้าไม่ได้แน่ นี่จึงเป็นส่วนที่ทำให้ผู้เขียนเกิดความสับสนในใจว่าโซมะเป็นพระเอกตัวจริงหรือเปล่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ได้รับความสนุก ตื่นเต้น และรู้สึกสมจริงอย่างมากไปพร้อมๆกัน และแล้วคำพูดของพ่อของโซมะนี่เองที่มาปลดล็อคเกี่ยวกับเรื่องราวความสามารถของเขาและเพิ่มความประทับใจอย่างมากเกี่ยวกับตัวละครนี้

         

         “ครั้งแรกที่โซมะทำอาหาร ฉันไม่คิดว่าเขามีพรสวรรค์หรือความสามารถในการทำอาหารเลยสักนิด แต่เขามีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์คนอื่นไม่มี ก็คือการไม่รู้จักคำว่ายอมแพ้ คนปกติทั่วไปเมื่ออยู่ต่อหน้าคนเก่งหรืออัจฉริยะก็ทำเพียงแค่ยอมรับความพ่ายแพ้ เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตัวเอง ”


         ในการแพ้ทุกครั้ง เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่นเราจะเห็นโซมะยังยิ้มรับความเป็นจริงได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ก็ยังคงมีฉากที่เผยให้เห็นว่าความจริงเรานั้นโซมะเองก็เป็นคนที่เจ็บปวดจากความพ่ายแพ้และเป็นคนธรรมดาที่ต้องฝึกมากขึ้นๆเพื่อเอาชนะครั้งต่อๆไป เป็นพระเอกที่ไม่ได้รับบทนี้ด้วยพรสรรค์ แต่รับมาได้ด้วยการพยายามไขว้คว้าอย่างสุดชีวิต ทำให้ผู้เขียนมองว่าความพยายามและจิตใจที่ไม่รู้จักยอมแพ้นี้ต่างหากที่สร้างพระเอกในชีวิตจริง

    เราทุกคนล้วนเป็นตัวละครเอกของชีวิตตัวเอง เราคือผู้ที่เก่งกาจที่สุด



         นี่ไม่ใช่เพียงคำพูดให้กำลังใจอย่างลอยๆ แต่เป็นคำพูดที่ออกมาจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผู้เขียน ที่อยากจะพูดอีกครั้งเพื่อเน้นย้ำให้ตัวเองและผู้อ่านคนอื่นๆไม่ลืมถึงหลักความเป็นจริงนี้ คำว่า ‘เราทุกคนเกิดมาแตกต่าง’ นั้นเป็นความจริง แต่การตัดสินว่าใครเกิดมามีมากกว่าน้อยกว่านั้นคงเป็นเรื่องที่พูดยาก เว้นแต่ว่ามาตรฐานที่ใช้ตัดสินจะคือ ‘เงิน’ แต่เมื่อวันหนึ่งเราเติบโตมากพอที่จะเข้าใจว่าเงินไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิตแล้วนั้น เราจะเข้าใจได้ว่าเราเกิดมาเท่าเทียมกันอย่างน่าประหลาด และตอนจบของชีวิตล้วนเป็นเรื่องราวที่ถูกเขียนต่อเรื่อยมาจากความพยายามในการใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนกันทั้งสิ้น
         ในเรื่องราวชีวิตนี้เราทุกคนคือพระเอกนางเอกที่มีโชคดีอย่างประหลาด มีพรสวรรค์เกินผู้ใด และมีศักยภาพอย่างไม่สิ้นสุด ไม่ว่าชีวิตจะอยู่ในสถานการณ์ไหน นักเขียนหวังว่าเราจะพกปากกาที่เรียกว่าความพยายาม และสมุดที่เรียกว่าความหวังไปด้วยในทุกๆที่ จากนั้นสนุกไปกับการเขียนเรื่องราวที่มีคุณเป็นตัวเอกซะ

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Chiraprapa Zom (@fb7505094755858)
ประโยคนี้ตอนที่เท่าไหรหรอค่ะ