แฟนฟิค อนคม.แคนตาลูปชิ้นสุดท้าย
คุณคือความหวังของผม #เอกทิม

  • "คุณคือความหวังของผม"

    ในวันคืนที่โหดร้าย กับอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน พี่เอกโอบอุ้มผมไว้ด้วยคำพูด...และความหวัง

    พี่เอกรู้ไหมว่า พี่เป็นความหวังของผมตั้งแต่ต้น เขาอาจจะรู้ เพราะเขาจงใจสร้างตัวเองให้เป็นความหวังของคนนับล้าน แต่พี่เอกจะรู้ไหมว่า ความหวังของผมไม่เหมือนกับคนทั้งโลก และผมเป็นคนตะกละ ที่จำเป็นต้องดื่มกินความหวังกับตัวพี่ที่ไม่รู้จักจบสิ้น

    ...

    ทุกครั้งที่ผมเริ่มต้นเล่าเรื่องของเราผมจะขึ้นต้นด้วยคำว่า “พวกเราสองคน” เสมอ

    พวกเราสองคนไม่ได้เจอกันครั้งแรก และผมจำไม่ได้แล้วว่าเราเจอกันครั้งแรกเมื่อใด อาจจะสิบปีก่อน อาจจะยี่สิบปีก่อน พวกเราสองคนเคยเจอกันในรั้วธรรมศาสตร์หรือเปล่านะ? ความทรงจำของผมรางเลือน พวกเราสองคนอยู่ในแวดวงสังคมเดียวกันมาตั้งแต่เล็ก เมื่อเติบโตขึ้นมาเป็นนักธุรกิจทั้งคู่ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะชี้ชัด เราทั้งคู่เคยผ่านงานสังคมมานับไม่ถ้วน มีสักงานหรือเปล่าที่พวกเรากระทบไหล่กันมือข้างหนึ่งของพวกเราประคองแก้วไวน์ ส่วนอีกข้างยกมือขอโทษขอโพย ก่อนจะแยกย้ายกันไป ทิ้งไว้เพียงเรื่องราวที่เหมือนนิยาย

    เคยมีเหตุการณ์โรแมนติกแบบนั้นหรือเปล่า?

     ผมตอบไม่ได้หรอก

    ความทรงจำแรกของเราสองคนที่ผมจำได้ กลับเป็นการสัมมนาครั้งหนึ่ง ในขณะที่ผมกำลังคุยอย่างออกรสกับเพื่อนร่วมอาชีพคนอื่นๆ พี่เอกสบตาผมจากอีกมุมหนึ่งของห้องอย่างเงียบๆ สายตาดุดันของเขามีพลังสะกดรุนแรงทำให้ผมหยุดพูดไปชั่วขณะ และหันไปเพ่งพินิจใบหน้าหล่อเหล่าแข็งแกร่งของเขาแทน ผมจำได้ดี วันนั้นพี่เอกไว้หนวดเคราเข้มครึ้ม ซึ่งจะเป็นภาพติดตาของประชาชนที่มีต่อเขาในเวลาต่อมา

    เขาตอบสายตาผมกลับด้วยรอยยิ้ม... รอยยิ้มของคนชอบเล่นเกม 

    พี่เอกเดินมาหาผมเมื่องานสัมมนาเสร็จสิ้น ผมที่ชักช้ากว่าคนอื่นเพราะมัวแต่เก็บของอยู่เงยหน้าขึ้นมาเจอดวงตาคู่นั้นจ้องลงมาอีกครั้ง มือใหญ่ของเขาพุ่งเข้ามาหาผมตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ เป็นการขยับมือที่นุ่มนวลและว่องไว

    “คุณติดกระดุมเม็ดแรกผิด”

    รวดเร็วเกินกว่าที่ผมจะคัดค้านได้ทัน มือหนานั้นปลดกระดุมเม็ดบนสุดของผมเรียบร้อยแล้ว

    ผมควรจะตอบอะไรกลับไปดี อย่ามายุ่งกับผม? เสื้อของผม? ผมจัดการตัวเองได้? 

    ผมไม่ได้พูดอะไรแบบนั้นสักอย่างเดียว ปฏิกิริยาของผมคือวางมือไว้บนกระเป๋า ส่วนปากแสนหนักอึ้งนั้นพูดเบาราวกับกระซิบ

    “ขอบคุณครับ”

    มือใหญ่ขยับลงจากรังดุม ลงมาแนบข้างมือเล็กที่วางนิ่งบนกระเป๋า พี่เอกโน้มตัวเข้ามาใกล้อีกนิด เพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น

    “ให้ผมช่วยสอนติดกระดุมไหม?”

    ผมกัดริมฝีปากแห้งผากของตัวเอง

    "ครับ" 

    และนั่นคือครั้งแรกของผมกับพี่เอก ครั้งแรกของเราสองคน ที่เจอกัน


    ...


    ดุดันและเฉียบขาดรุนแรงแต่ผ่านการคำนวณ พิจารณาถี่ถ้วนแล้วค่อยลงมือ ไม่นานแต่ทิ้งรอยประทับไว้ในใจ

    สิ่งเหล่านี้ผมไม่แปลกใจที่ได้ค้นพบในตัวพี่เอกแต่สิ่งที่ผมไม่ได้คาดหวังคือพลังงานของพี่เอกทำให้ผมค้นพบตัวเองอีกคนหนึ่ง จากตัวผมที่เคยพูดเสียงนุ่มเนิบนาบ อ่อนหวาน แต่รู้ตัวดีเสมอว่าต้องการอะไร พี่เอกดึงทิมอีกคนให้มีชีวิตต่อหน้าเขา คนที่ท้าชน เสียงแข็ง แต่ในใจตัวเองกลับไม่รู้ตัวว่าต้องการอะไร ทุกครั้งที่เจอหน้า ทุกครั้งที่สัมผัส เขาทำให้ผมหลงใหลและหลงรัก ไม่ใช่รักพี่เอกเท่านั้น เขาทำให้ผมรักร่างกายของตัวเอง พี่เอกรู้ดีที่สุดว่าต้องแตะตรงไหน จับตรงไหน จูบตรงไหน ความแข็งแรงทำให้ร่างกายเบาหวิว แต่ความอ่อนโยนทำให้ผมผ่อนคลาย และความเนิบนาบทิ้งท้ายทำให้ผมงุนงง

    เวลาเราอยู่ด้วยกัน พี่เอกมักพูดเรื่องความฝัน เหมือนอย่างคนอื่นคุยลมฟ้าอากาศ ทั้งความฝันของตัวเองและคนรอบข้าง พี่เอกพูดถึงความเท่าเทียม ความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ บางครั้งผมไม่เข้าใจนัก แต่ทุกครั้งที่พี่เอกพูด ดวงตาของพี่เอกจะมีประกายระยิบระยับนับไม่ถ้วน

    และผมรักดวงตาแห่งความหวังคู่นั้น

    ไม่ว่าเขาจะเล่าเรื่องของตัวเองมากแค่ไหน แต่ทุกครั้งที่เราพบกัน เขาพูดกับผมเสมอว่า “คุณฝันอะไร?” ไม่ใช่ว่าผมไม่มีความฝัน แต่เพราะอยู่ต่อหน้าพี่เอก ผมไม่ปรารถนาจะเล่าเรื่องของตัวเอง โลกใบนี้เมื่อผมถูกสัมผัสมีแค่พวกเราสองคน แต่ผมรู้ดี ความฝันของพี่เอกไม่มีผมอยู่ในนั้น ต่อหน้าเขาผมดิ้นรนให้ตัวเองไม่หลอมละลาย ส่วนพี่เอกมีพลังงานล้นเหลือเสมอ พี่เอกมักเล่าความฝันของตัวเองด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างยิ่ง ยิ่งเหล่าเล่า ความฝันของเขายิ่งดูยิ่งใหญ่ขึ้นทุกครั้ง โดยมาก ผมมักจะปล่อยให้ตัวเองล่องลอยไปกับคำพูดและรสสัมผัสของเขา

    วันหนึ่งกลางฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พวกเรายังมีความหวัง ความสัมพันธ์ของเรายังคงดำเนินต่อไปอย่างเป็นจังหวะ พายุฤดูร้อนผิดพยากรณ์สนั่นหวั่นไหว เสียงฝนกระทบหน้าต่างโรงแรมดังยิ่งกว่าเสียงแกรนด์เปียโนตัวใด พวกเราสองคนนอนบนเตียงเดียวกันเพื่อรอฝนซา วันนั้นอากาศน่าจะหนาวจนตัวสั่น แต่ในความทรงจำของผมความอุ่นนั้นวาบหวามยิ่งกว่าสิ่งใด

    พี่เอกก้มลงมาหอมแก้มและกระซิบข้างหูผมเหมือนเคย “คุณฝันอะไร?”

    ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบรรยากาศ หรือเพราะเสน่ห์ที่มากกว่าปกติ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมตอบพี่เอก

    "ทิมอยากสร้างครอบครัวที่ดี ทิมรู้สึกว่าแม่ลำบากมาตลอด ทิมยังพยายามอยู่ ทิมอยากให้แม่ไม่ต้องห่วงอะไรอีก" ผมเว้นรายละเอียดของความฝันของแม่ แม่อยากอุ้มหลานสาว 

    “เป็นความฝันที่ดีจริงๆ”พี่เอกกระซิบอีกครั้ง ก่อนโอบกอดผมให้กระชับกว่าเดิม ในใจของผมเจ็บปวดอย่างไม่น่าเชื่อ เขาพอใจกับคำตอบที่น้ำเสียงอ่อนเบาของผม สำหรับเขาน้ำเสียงที่แสดงถึงความไม่มั่นใจในตัวเองของผมคงเหมือนผมได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงให้เขาแล้ว เขาเคยพยายามเข้าใจผมอย่างถ่องแท้หรือเปล่า? ทำไมถึงไม่เคยดึงดันที่จะถามต่อ หลายปีต่อมา ผมยังถามตัวเองว่าความสัมพันธ์ของพวกเราจะเป็นอย่างไรถ้าผมเล่าความฝันที่แท้จริงให้เขาฟัง –

    ทิมไม่ได้แค่อยากมีครอบครัว ทิมอยากสร้างครอบครัวกับพี่เอก ถ้าผมใจกล้าอีกนิด ผมจะเสริมว่า ทิมอยากเลี้ยงลูกสาวกับพี่เอก พี่เอกต้องเป็นพ่อที่ดีแน่นอน นึกย้อนดูเป็นความฝันที่ไกลจากความจริงเหลือเกิน เมื่อหลับตา จินตนาการของผมทุกวันนี้ยังพรั่งพรู เราไปสร้างฝันให้เป็นจริงกันเถอะ ทิมอยากไปทำไร่ผสมผสานสักที่ ภาพพี่เอกในเสื้อเนื้อหนาของชาวไร่ผุดขึ้นในจินตภาพ พี่เอกเท่เหลือเกินเมื่อทำงานหนัก และมีเหงื่อไหลลงมาแนบแก้ม ไม่หรอก ผมไม่กล้าพูดออกไป พี่เอกมีความฝัน เป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่ กับอาณาจักรรถยนต์หมื่นล้าน ความฝันของผมไม่มีค่าอะไร จนถึงวันนี้ผมยังไม่แน่ใจ ผมจะพูดออกไปได้อย่างไร ในเมื่อพวกเราสองคนเป็นแบบนี้ ความฝันของเราไม่มีทางบรรจบกัน และความฝันของผมกระจ้อยร่อยเหลือเกิน ไม่หรอก พี่เอกไม่ได้เห็นผมเป็นคนพิเศษแต่ พี่เอกใจดีกับทุกคน กี่ครั้งที่ผมเห็นพี่เอกไปร่วมชุมนุม กี่ครั้งที่เห็นเขาคลุกคลีกับคนแปลกหน้าต่างชนชั้น กี่ครั้งที่ผมได้ยินเขาเล่าความฝันของตัวเองอย่างง่ายดาย กี่ครั้งที่เขาถาม "ความฝันของคุณคืออะไร?" และกี่ครั้งที่ผมตระหนักได้ว่า ความสัมพันธ์ของเราคือการระบายอารมณ์ของผู้ชายสองคน

    ผมไม่กล้าพูดจริงๆ ผมไม่ชอบใจที่พี่ใจดีแบบนี้ พี่เอกมองผมคนเดียวไม่ได้หรือ?

    เหมือนจะเย้ยหยัน และบอกผมว่า ไม่ได้ พี่ไม่มีวันเป็นของใครคนเดียว

    วันนั้น ผมได้ข่าวว่าพี่เอกแต่งงาน

    พี่เอกก้าวเข้าไปอยู่ในโลกที่ผมไม่เข้าใจ ประกอบกับภาระของผมเพิ่มขึ้นกะทันหัน ชีวิตเปลี่ยนไปไม่หวนคืน ความฝันวัยหนุ่มเปลี่ยนเป็นความจริงที่โหดร้าย เพื่อตัวของผมเอง ผมตัดสินใจตัดการติดต่อกับพี่เอก


    ...

     

    “ผมต้องการคุณ”

    เวลาผ่านไปนับสิบปี พี่เอกติดต่อผมอีกครั้ง แววตาคู่เดิม ประกายระยิบระยับอย่างเดิม หากแต่มุ่งมั่นยิ่งกว่าเดิม เหมือนความหนักหนาในชีวิตทั้งหมดไม่มีผลกระทบต่อพี่เอกเลย

    วินาทีที่เจอหน้า เหมือนโลกทั้งใบหยุดนิ่งลง

    ผมยังหลงใหลพี่เอกตลอดเวลาสิบปีที่ห่างหายไปจากกัน ผมยังเห็นพี่เอกทุกที่ พี่เอกผู้พลิกฟื้นธุรกิจของพ่อ พี่เอกผู้เกรี้ยวกราดทางการเมือง พี่เอกคนที่พยายามไปขั้วโลกใต้

    และเป็นพี่เอกของคนทั้งประเทศ

    สมองของผมบอกว่า ปฏิเสธเขาไป อย่าได้เจอกัน อย่าได้คุยกัน ปฏิเสธเขาไป พี่เอกยังคงมองผมด้วยแววตาดุดันเหมือนเดิม เพียงแค่เคลื่อนตัวเข้ามาอีกนิด ไม่ทำให้ผู้คนที่รายล้อมเราอยู่สังเกตเห็น มีผมคนเดียวที่รู้แก่ใจว่า ท่ายืนที่เอนเข้ามาหาผมแบบนี้หมายความว่าอย่างไร เป็นภาษากายระหว่างพวกเราสองคน

    ผมเป็นคนอ่อนแอ แค่เพียงกระผีกริ้นของความหวัง ก็มากพอที่จะตอบตกลงไปร่วมโต๊ะอาหารกับเขา

    พี่เอกนัดผมในร้านอาหารบนดาดฟ้าแห่งหนึ่ง ผมไปถึงก่อน ไม่แน่ใจว่าควรทำตัวอย่างไร ไม่เข้าใจจุดประสงค์ของพี่เอก ที่นี่โรแมนติกเกินกว่าจะเป็นสถานที่นั่งคุยงาน แต่เปิดเผยเกินไปสำหรับความสัมพันธ์ที่ผ่านมาของพวกเราสองคน ผมยอมรับว่าในวัยเกือบสี่สิบ ผมไม่ได้มีความรู้สึกแบบนี้มาร่วมยี่สิบปีแล้ว ในขณะที่ความสัมพันธ์ครั้งก่อนของพวกเรา ผมรู้ดีว่าเส้นแบ่งอยู่ตรงไหนเสมอ ครั้งนี้ผมไม่รู้ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบอกให้คนขับรถกลับไปก่อนก็แล้วกัน อีกห้านาทีถึงจะเป็นเวลานัด ผมแวะไปสำรวจตัวเองในห้องน้ำ กระจกบอกผมว่าผมแต่งตัวได้ไม่มีที่ติดเหมือนเคยในเชิ้ตขาวเอี๊ยมดำคู่เก่ง ตัดสินใจว่าคิดถูกที่ไม่ใส่สูทนอกมา ดูทางการเกินไป อยากทุบกระจกแรงๆ สักครั้งให้สาใจ พี่เอกอาจจะนัดผมคุยงานก็ได้ อย่างไรเสียเวลาได้หล่อหลอมพวกเราเป็นนักธุรกิจแนวหน้าแล้วทั้งคู่

    ผมเดินกลับมาที่โต๊ะ พี่เอกนั่งรออยู่แล้ว

    ยังเป็นพี่เอกคนเดิม เสื้อเชิ้ตขาวม้วนแขนเสื้อขึ้นเหมือนเดิม ความแตกต่างที่ผมไม่คุ้นชินมีเพียงท่านั่งไขว่ห้างเป็นการเป็นงานเท่านั้น

    ผมเข้าไปนั่งตรงกันข้ามกับพี่เอก ยกขาข้างหนึ่งขึ้นมาไขว่ห้าง เป็นกระจกเงาประจัญหน้าเขา ตั้งกำแพงขึ้นมาสูงไม่แพ้กัน

    เป็นบทสนทนาที่ผิดคาด ผมคิดว่าพี่เอกอยากได้อะไรจะเริ่มพูดออกมาตรงๆ แต่นี่พี่เอกกลับเริ่มชวนคุยด้วยหัวข้อสบายๆ ชวนสั่งอาหาร เรียกเมนูเครื่องดื่ม ถามว่าผมอยากดื่มไวน์ไหม ผมบอกว่าไม่ พี่เอกพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ พับเมนูเครื่องดื่มวางลงกับโต๊ะ

     “ดีเลย วันนี้ผมไม่ได้ให้คนขับรถมา ถ้าทิมดื่มคนเดียวผมคงอึดอัดแย่”

     “ไม่หรอกครับ ทิมว่าเราสั่งค็อกเทลเบาๆ ดีกว่า” ผมพูด ก่อนหันไปสั่งแมนฮัตตันแก้วหนึ่งกับบริกร

     พี่เอกเผลอแสดงสีหน้าแปลกใจออกมา แน่ล่ะ ผมไม่เคยดื่มให้เขาเห็นมาก่อน เขาหยิบเมนูเครื่องดื่มเล่มเล็กมาเปิดอีกครั้ง ขมวดคิ้วมุ่นอยู่สักครู่ ก่อนตัดสินใจว่าสั่งเกลนฟิดดิคบ่ม 12 ปีกับบริกรหนึ่งแก้ว  

    “ไม่ดื่มให้มากหน่อยล่ะครับ”

    “พอก่อนๆ ผมไม่ได้ให้คนขับรถตามมาด้วย ดื่มเหล้าแค่นี้พอ ที่เหลือไว้ดื่มอย่างอื่นเถอะ”

    ระหว่างมื้ออาหาร ผมอดใจชื่นชมนิ้วเรียวยาวของพี่เอกที่กำรอบแก้วคริสตัลใส่น้ำสีอำพันนั้นไม่ได้ ยังจดจำวันที่มือข้างนั้นลูบไล้ไปตามลำตัวได้ดี... แต่ในวันคืนเหล่านั้น นิ้วนางของพี่เอกไม่ได้สวมแหวนอย่างคืนนี้ และบทสนทนาของพวกเราจืดชืดกว่าที่ผมอยากให้เป็น 

    พี่เอกสั่งเอสเปรสโซ่ตบท้ายมื้ออาหาร ถูกธรรมเนียมจนนักเรียนนอกอย่างผมยังอาย

    “พี่เอกดื่มกาแฟกลางดึกแบบนี้ไม่กลัวนอนไม่หลับหรอครับ” ผมถาม

    “ไม่หรอก คาเฟอีนไม่ได้ทำให้นอนไม่หลับนะ แต่ทำให้ร่างกายตื่นตัวเท่านั้นเอง ผมดื่มจนชินแล้ว แค่นี้สบายมาก” 

    “พี่เอก...” ยังไม่ทันจบประโยค เขายกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ผมหยุด

    “ผมรู้คุณอยากถามอะไร” เขาพูดแทรก “ผมต้องการคุณ ทิม”

    ...ผมต้องการคุณ ผมต้องการคุณ ผมต้องการคุณ...

    “ผมกำลังจะตั้งพรรคการเมือง ทิม ผมว่าคุณเป็นกำลังสำคัญของผมได้”

    เป็นคำพูดที่ทำให้ผมงุนงง สับสน ในหัวผมจินตนาการคืนนี้ไว้ไม่รู้กี่สถานการณ์ คิดถึงคำพูดของพี่เอกไม่รู้กี่ครั้ง ในบางครั้งพี่เอกขอมาสานสัมพันธ์กับผมใหม่ บางครั้งพี่เอกมาขอร่วมลงทุนในบริษัท บางครั้งพี่เอกมายอมรับผิดขอโทษเรื่องที่ผ่านมา ไม่มีแม้แต่สักครั้งเดียวที่ผมนึกถึงคำว่า ‘พรรคการเมือง’ กระนั้น ผมไม่ได้แปลกใจเท่าที่คิด

    “พี่เอก ข่าวลือว่าพี่เอกจะตั้งพรรคการเมืองมีมาตั้งแต่รัฐประหารครั้งก่อนแล้ว ฉายาไพร่หมื่นล้านไม่ได้เกิดขึ้นในอากาศ ทำไมถึงเป็นเวลานี้ครับ ทำไมต้องการให้ทิมไปช่วยด้วย”

    “ทิม... ผมกำลังจะแก่แล้วนะ” แม้เนื้อหาที่พูดดูหนักหนา แต่ดวงตาของเขายังฉายประกายดาวมาในความมืด “อยู่มาจนจะสี่สิบแล้ว ผมผจญภัยมาไม่รู้กี่ครั้ง ปั่นจักรยานระยะไกล ขั้วโลกใต้ พายเรือข้ามอ่าวไทย ในสายตาคนภายนอก ผมไม่ได้เข้าเส้นชัยทุกครั้ง แต่สำหรับผม ผมถือว่าตัวเองประสบความสำเร็จทุกครั้ง ประสบการณ์ทำให้ผมเป็นคนที่ดีขึ้น แต่มีเรื่องสุดท้ายในชีวิต ที่ผมคิดว่ายังทำให้ดีขึ้นได้อีก นั่นคือการเมืองไทย ผมฝันถึงการเมืองไทยที่ไม่มีคอรัปชั่น ที่โปร่งใสกว่าที่เป็นอยู่ การเมืองไทยของประชาชนทุกคน”

    พี่เอกเว้นจังหวะ สั่งวิสกี้มาดื่มเพิ่มอีกแก้ว

    “พี่เอกพูดอะไรเพ้อฝัน พี่ก็รู้ว่าพวกเราเป็นนักธุรกิจนะ เราไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มันทำให้พวกเราทำงานยากขึ้น นโยบายที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทำให้เราวางแผนล่วงหน้าไม่ได้ สู้อยู่วงนอก แล้วกำหนดทิศทางของประเทศแบบเงียบๆ โลว์โพรไฟล์แบบที่ใครๆ เขาทำกันไม่ดีกว่าหรือ”

    พี่เอกนิ่งไปสักครู่ สบตา

    “ผมรู้ ว่าสิ่งที่ผมคิดว่าคือการเพ้อฝัน แต่คุณต้องฝันเพื่อความเปลี่ยนแปลง ผมไม่อยากให้ทิมเป็นแบบนี้เลย ทิศทางของประเทศเราแย่ลงทุกวัน เรามีรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่รถกลับยิ่งติด เศรษฐกิจมีแนวโน้มแย่ลง พื้นฐานและการกระจายรายได้ไม่แข็งแกร่ง สิ่งที่ตามมาคืออาชญากรรม ทิมลองคิดดู ทิมอยากให้ลูกสาวของตัวเองอยู่ในสังคมแบบไหน ผมมีความฝัน ความทะเยอทะยาน เป็นความหวังเพื่อลูกของพวกเรา”

    ลูกของพวกเรา

    สี่คำ กินใจผมไปลึกซึ้ง

    “ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงต้องเป็นทิม”

    “ผมพูดตามตรง เพราะทิมเป็นคนเก่ง” พี่เอกกล่าวหนักแน่น “ทิมมีญาติผู้ใหญ่หลายคนอยู่ในแวดวงการเมือง รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ฟื้นบริษัทของพ่อขึ้นมาในเวลาอันสั้น คุณมีสิ่งที่ผมไม่มี ผมทำบริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ มองเศรษฐกิจไทยอย่างไรก็ไม่ครบถ้วน บริษัทของคุณเป็นบริษัทด้านการแปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตร มีมุมมองที่หาได้ยากยิ่ง คุณคือคนที่จะมาเติมเต็มพรรคการเมืองของผม

    ทิม คุณเหมือนผมมาก และคุณคือความหวังของผมด้วย”

    พี่เอกเป็นแบบนี้เสมอ เห็นความดีงามของคนอื่น และจุดประกายไฟแห่งความหวังด้วยคำพูด รู้ว่าต้องจี้ลงไปตรงไหนเพื่อหลอมละลายคนฟัง เขาพูดถูกอยู่อย่างหนึ่ง ผมรู้ว่าอะไรเป็นอะไรในวงการเมือง

    “พี่พูดถูก แต่ผมจะได้อะไรจากการเข้าร่วมพรรคของพี่”

    “ผมสัญญาได้เพียงว่า เราจะทำให้การเมืองไทยสะอาดขึ้น ดียิ่งขึ้น โปร่งใสยิ่งขึ้น เราจะสร้างสังคมที่ดีให้กับลูกของพวกเรา” พี่เอกหยิบคีย์การ์ดโรงแรมนี้จากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ โน้มตัวมาหาผมจะผมเห็นเส้นเลือดบนริมฝีปากนั้นได้ถนัด “ผมเชื่ออีกอย่างว่า ทิมไม่มีวันทรยศผม ที่เหลือ... เราไปคุยกันต่อในห้องนะ”

    ผมเอื้อมมือหยิบคีย์การ์ดมาใส่กระเป๋าเสื้อ

    “ผมจะเดินไปจ่ายค่าอาหาร เดี๋ยวคุณรอห้านาที แล้วตามไปพบผมที่ห้อง 1933” พี่เอกพูดจบก็ลุกออกจากโต๊ะไป ทิ้งให้ผมนั่งนิ่งอยู่คนเดียว

    เข้าพรรคการเมืองกับพี่เอก ร่วมงานกับพี่เอก ร่วมห้องกับพี่เอก... เกือบจะเป็นทุกอย่างที่ผมเคยวาดฝันไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน น่าเสียดาย... ผมหยิบคีย์การ์ดขึ้นมาลูบสัน ความฝันของผม ความฝันของพี่เอก ลูกของพวกเราสองคน

    หนึ่งปีจากนี้จะเกิดการเลือกตั้ง และอีกหนึ่งปีจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

    พี่เอกหนอพี่เอก พี่อาจจะคิดว่าตัวเองเก่งเสียเต็มประดา พี่อาจจะรู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จยิ่งกว่าผม ไม่รู้ว่าพี่รู้ตัวหรือเปล่า ธุรกิจของพี่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยนโยบายรถคันแรกของรัฐบาลก่อน ไม่สิ ไม่ใช่ว่าพี่ไม่รู้ตัว แต่วันที่ผมต้องล้มลุกคลุกคลานกับราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ สภาพแวดล้อมรอบตัวพี่กลับเป็นโอกาสให้ฉกฉวย พวกเราไม่ได้เหมือนกันขนาดนั้นหรอก ใบหน้าอ่อนเยาว์ของผมกลับเป็นอุปสรรค ธนาคารไม่เชื่อใจเด็กอย่างผมเท่าไหร่หรอก พี่เอก ใบหน้าเข้มขรึมเอาจริงเอาจังของพี่ปลุกความไว้ใจของคนได้ง่ายดาย พวกเราสองคนอาจผ่านประสบการณ์ที่เหมือนกันมา แต่พี่ไม่มีวันเข้าใจความขมขื่นที่มากับสถานะของผมหรอก 

    ทิมวันนี้ไม่ใช่ทิมเมื่อสิบกว่าปีก่อน ทิมคนนี้ไม่โรแมนติกอีกต่อไป

    คุณเหมือนผมมาก คุณไม่มีวันทรยศผม

    พี่เอก... ผมขอทำตามความฝันของผมบ้างนะ

    ผมสูดหายใจเข้าลึก คิดแผนล่วงหน้า ถ้าจะกลับมาอยู่ในชีวิตของกันครั้งนี้ ผมต้องสร้างอำนาจต่อรองให้ตนเอง ตัดสินใจได้ ร่อนคีย์การ์ดใบนั้นออกไปจากดาดฟ้า กลิ้งหายไปในความมืด ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหากดหาพี่เอก

    “พี่เอก ข้อเสนอของพี่น่าสนใจมาก แต่รายละเอียดที่เหลือ ทิมว่าเราคุยกันวันหลังดีกว่าครับ”

    และกดตัดสายก่อนพี่เอกจะได้ตอบ


    ...

    สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น เป็นเหมือนภาพเพ้อฝัน

    พรรคของเราก่อตั้งขึ้นมาท่ามกลางคำครหามากมาย แต่เราเอาชนะได้ทุกอย่าง พรรคของพวกเราเดินทางทั่วประเทศ จุดประกายความหวังของเด็กรุ่นใหม่มากมาย ทุกคนในประเทศพูดถึงเราว่าพวกเราเป็นความหวังของประชาชน เป็นการเกิดใหม่ของประชาธิปไตยในรอบสิบปี เป็นทางเลือกใหม่ของประชาชน ทุกคนมีความเห็นที่รุนแรงกับเราทั้งนั้น ถ้าไม่รักพี่เอก ก็ย่อมเกลียดพี่เอกไปเลย พรรคของเรากลายเป็นเสียงสำคัญในสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่สามารถเป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้ คนเดียวที่หัวเราะในสถานการณ์นี้คือตัวพี่เอกเอง เหมือนกับว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นไปตามแผนของเขา

    “ผมไม่ได้เข้าสภาเรียกว่าไม่สำเร็จ แต่ผมทำให้เวทีการเมืองประเทศนี้มีประเด็นใหม่ๆ เรียกว่าความล้มเหลวได้หรือ?” พี่เอกบอกผมเมื่อพวกเราอยู่ด้วยกันสองคน ฝ่ามือของพี่เอกกระด้างกว่าที่ผมเก็บไว้ในความทรงจำ ลูบไล้บนใบหน้า ผมฉวยโอกาสหยอกล้อกลับ “กระดุมเม็ดแรกของทิมเป็นยังไงบ้าง”

    พี่เอกที่ดูเหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านโทรทัศน์หัวเราะ ชมว่าดีแล้ว ผมทำได้ดีมาก

    ผมได้ดื่มด่ำกับชื่อเสียงเพียงไม่นาน ภารกิจต่อ ๆ มานั้นยากสาหัส และไม่มีเรื่องให้พวกเราดีใจได้เลย

    เหตุการณ์ต่อๆ มามีอะไรน่าแปลกใจไหม? สมาชิกพรรคของเราที่เลือกเฟ้นมาอย่างตั้งอกตั้งใจค่อยๆ ถูกซื้อตัว สส.พื้นที่สูญความนิยมเพราะการเมืองใหม่ของเขาไม่เข้าถึงประชาชน ที่สุดแล้วพี่เอกที่มั่นใจในตัวเองเกินไป ดื้อดึงไม่ฟังคำทัดทานของเพื่อนร่วมก่อตั้งบางคน ย้ำว่าทุกอย่างต้องโปร่งใส เซ็นสัญญากู้เงินให้พรรค จนถูกเล่นงานในฐานครอบงำพรรคการเมือง น่าขันเหลือเกิน หัวหน้าพรรคและผู้ก่อตั้งพรรคไม่สามารถให้พรรคของตัวเองกู้เงินได้ มิหนำซ้ำ ภายหลังยังมีนักวิชาการสอนมวยการเมือง แนะนำให้พี่เอกหาชื่อนอมินีมาเป็นผู้บริจาคเงินสนับสนุนพรรคแทน น่าขันเหลือเกิน พวกเราสองคนร่วมพรรคนี้ด้วยความตระหนักดีอยู่แล้วว่าเกมการเมืองมันสกปรกและมั่วซั่วยิ่งกว่าอะไร แต่ไม่คิดว่ากฎหมายจะถูกพลิกไปพลิกมายิ่งกว่าเมนูอาหารบนโต๊ะ

    พรรคการเมืองพรรคนี้เหมือนติดกระดุมเม็ดแรกผิด ผิดที่เอากระดุมสีส้มมาใช้ ทั้งๆ ที่ห้องปกครองสั่งว่าให้ใช้กระดุมสีขาว มีพี่เอกกับสหายร่วมรบที่พยายามต่อสู้ว่าทุกอย่างไม่ผิด เพื่อภาพลักษณ์โปร่งใสที่แม้กระทั่งพันธมิตรของพวกเรายังไม่ศรัทธา ทุกคนรู้ดีว่าพรรคการเมืองไม่มีทางเป็นผ้าขาว มิหนำซ้ำ ทุกคนสมเพชที่พวกเราพยายามรักษาภาพลักษณ์นั้นไว้ยิ่งกว่าอะไร

    ในวันนั้น ในวันตัดสินคดียุบพรรคของพวกเรา ผมรอฟังคำตัดสินกับเพื่อนร่วมพรรค ด้านนอกเต็มไปด้วยผู้คนที่มาให้กำลังใจพวกเรา ท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านั้น ในใจผมกลับคิดถึงแต่พี่เอก พี่เอกวางแผนไว้ถึงตรงไหน? ทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจของพี่เอกหรือเปล่า? ทั้งหมดนี้มีอะไรผิดแผนรึเปล่า? ผู้ชายคนที่อยู่กับผมคนนี้ลึกซึ้งเหลือประมาณ แต่กลับปล่อยให้ตัวเองขึ้นศาลโดยไม่รับการเตรียมตัวจากทนาย เป็นแผนหรือเปล่านะ? แต่ดูเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ในระหว่างที่ความคิดของผมยังวนเวียนอยู่กับพี่เอกนั้นเอง คำตัดสินก็ออกมา

    ยุบพรรค

    ผมหันไปดูพี่เอก แม้ไม่มีร่องรอยของความกังวลปรากฏขึ้นใบหน้า แต่พี่เอกก้มหน้าลง มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาเท้าคาง บังริมฝีปากเอาไว้ พี่เอกนิ่งเงียบอยู่สักครู่ ก่อนจะบอกกับผมว่า

    “ไปกันเถอะ เรายังมีงานต้องทำ”

    พรรคตั้งเวทีกับงานแสดงดนตรีเล็กๆ ขึ้นภายนอกตึก บรรยากาศภายนอกนั้นเซอร์เรียล เหมือนไม่ใช่ความเป็นจริง ผู้คนทั้งหดหู่และผิดหวัง เสียใจที่พรรคการเมืองของตนเองพ่ายแพ้ แต่ทุกคนก็กรีดร้องอย่างบ้าคลั่งเมื่อเห็นพี่เอกเดินออกไป

    ผู้คนกรีดร้อง สะบัดธง แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปจากนักข่าวถ่ายพวกเราไปทั่ว ใบหน้าของพี่เอกยังคงประดับรอยยิ้มอันจริงจังเช่นเคย แค่นี้ก็มากพอแล้วที่ทำให้มวลชนมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง ผมคิดในใจ คนพวกนี้เหมือนมัวเมาในความฝัน ทุบทิ้งอย่างไรไม่ยอมตื่น พวกเขาผิดหวังทางการเมืองมาแล้วกี่ครั้ง ศัตรูในจินตนาการเป็นฝ่ายชนะมานับครั้งไม่ถ้วน แต่พวกเขายังเลือกจะมีความฝันต่อไป

    “การเดินทางของประชาธิปไตยยังไม่สิ้นสุด!” พี่เอกประกาศก้อง “พวกเราไม่ใช่แค่พรรคการเมือง แต่พวกเราคือผู้คน”

    ถึงที่สุดแล้วดวงตาของเขาชื้นน้ำตา แม้ว่ายังไม่ไหลลงมาสักหยด

    ผมลังเล ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แผนของเขางั้นหรือ? หรือว่าเขาถูกอารมณ์ของมวลชนที่ตัวเองร่วมปลุกระดมกลืนหายไป?

    บนเวที พี่เอกประกาศว่าเขาจะไม่ย่อท้อ จะดำเนินงานทางการเมืองต่อแม้ว่าจะไม่มีสิทธิเลือกตั้งแล้วก็ตาม และจะให้ทิมเป็นหัวหน้าพรรคใหม่ที่จะก่อตั้งขึ้นต่อไป

    น่ายินดีเหลือเกิน 

    ผมยิ้มรับภารกิจนี้ด้วยความสุขที่แท้จริง ก่อนจะขอตัวกลับก่อน เพราะยังมีภารกิจอีกมากในวันต่อๆ ไป

    เสียงเพลงเริ่มแผ่ว ดึกแล้ว ผู้คนเริ่มทยอยกลับ ผมหนีออกมานานแล้ว แต่ที่จริงมาซ่อนอยู่บนตึก ในห้องวอร์รูมที่พลุกพล่านเมื่อเย็นบัดนี้มืดมิด มองลงมาจากหน้าต่าง ความคึกคักกำลังปล่อยแรงเฮือกสุดท้าย วงดนตรีกำลังบรรเลงแสงดาวแห่งศรัทธาให้ผู้คนร่วมขับร้อง พี่เอกกำลังลงจากเวทีเฉพาะกิจ ยกมือไหว้ผู้คน ขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ สัญญาว่าจะไม่ท้อถอย อยู่กับสหายร่วมพรรคตลอดไป เขาเดินกลับเข้ามาในตึกแล้ว ผมหลับตา จินตนาการว่าพี่เอกขอแยกตัวจากบรรดาอดีตสหายร่วมพรรคคนอื่นๆ ว่าลืมของไว้ในวอร์รูม

    มือใหญ่และลำแขนแข็งแรงสวมกอดผมจากทางด้านหลัง

    “นึกว่าพี่เอกจะไม่มาซะแล้ว”

    “ผมก็นึกว่าคุณหนีกลับไปแล้วเหมือนกัน” พี่เอกตอบกลับมาจากความมืด ลมหายใจรุนแรง แต่เสียงแผ่วเบากระซิบริมโสต “ผมขอบคุณทิมมาก”

    ในช่วงขณะนั้น บางส่วนลึกในใจอยากตอบเขาไปว่าไม่หรอก ไม่ต้องขอบคุณ ถ้าเขาเอ่ยปาก แม้แต่ชีวิตผมก็ยอม

    "จากนี้ไปทิมคงลำบากอีกมาก ทิมได้แต่หวังว่ามันจะคุ้มกัน”

    "ไม่เป็นไรหรอก ผมขอบคุณอีกครั้ง ถ้าทิมปฏิเสธ ผมไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน"

    ทำไมผมจะไม่รู้ พรรคของเรามีผมคนเดียวที่เรียกได้ว่าพี่เอกหมายเลขสอง ภูมิหลังเหมือนกัน ประวัติเหมือนกัน ลูกหลานคนใหญ่คนโต พลิกฟื้นธุรกิจของครอบครัว มาลงเล่นการเมืองทั้งๆ ที่สามารถเสวยสุขเป็นกองเงินกองทองได้ตลอดชีวิต ทั้งยังหน้าตาดีเหมือนกัน ผมเป็นคนเดียวที่สามารถเป็นตัวแทนที่แท้จริงของเขา ผมไม่แน่ใจว่า เขาให้ความสำคัญกับภูมิหลังของผม หรือความสามารถของผมมากกว่ากัน

    บางที จนถึงวินาทีนี้ ผมมั่นใจว่าพี่เอกยังเห็นผมเป็นลูกไก่ในกำมือ

    “คุณคือความหวังของผม” เขากระซิบริมโสตอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ ปลดกระดุมเม็ดแรกของผมอย่างชำนาญโดยไม่ต้องมอง จากนั้นกดร่างของผมลงกับโต๊ะพร้อมก้มลงเพื่อดื่มด่ำ

    โอ้! ทิม... ถ้าเป็นวันนั้นนายต้องไม่ยอมแน่ๆ ความฝันของนายคือความโรแมนติก ยิ่งใหญ่และเรียบง่าย

    ผมหัวเราะเยาะเย้ยเสียงของมโนสำนึกภายใน ไม่หรอก นายมันคนไร้เดียงสา แบบนี้ต่างหากถึงจะมีพวกเราสองคนตลอดไป ความโรแมนติกไม่มีประโยชน์ และเรื่องเล่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกครั้งที่เล่า ฝ่ามือของพี่เอกลูบไล้ไปตามร่างกาย แบบนี้ต่างหาก พี่เอกจึงจะไม่มีวันแยกจากผมไปอีก ต่อให้คนภายนอกเห็นผมเป็นหุ่นเชิด เป็นตัวสำรองอย่างไรก็แล้วแต่ แต่นับจากวันนี้ไปสิบปี เขาต้องอยู่ในชีวิตของผม เขาไม่มีทางขาดผมได้อีกแล้ว และหลังจากนั้นชื่อของผมจะอยู่เคียงคู่เขาตลอดไปในประวัติศาสตร์ พี่เอกก้มลงมา รุนแรงจนผมเผลอกัดปากตัวเอง รสชาติของเลือดไหลปะปนกับน้ำลาย กลิ่นเหล็กในเลือด รสขมปะปนกับความหวาน เป็นรสชาติที่ผมจะดื่มกินตลอดไป

    รสชาติของความหวัง

    ~FIN~

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in